วัน: 16 กันยายน 2025

ชมถ่ายทอดสด ผลสลาก 16 กันยายน 2568

เตรียมพบกับ ถ่ายทอดสด ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล 16 กันยายน 2568 ที่จะมาถึงนี้! ตั้งตารอลุ้นรางวัลใหญ่ไปพร้อมๆ กัน ติดตามการถ่ายทอดสดได้ทางไทยรัฐทีวี ตั้งแต่เวลา 14:00 น. เป็นต้นไป และอย่าลืม! สามารถตรวจผลรางวัลทั้งหมดได้ที่ไทยรัฐออนไลน์ รับรองว่าคุณจะไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวแน่นอน

ชมถ่ายทอดสด ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล 16 กันยายน 2568

การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญสำหรับนักเสี่ยงโชคทุกคน ใครจะโชคดีเป็นเศรษฐีใหม่ประจำงวดนี้ ต้องติดตามชมกันให้ดี! เพราะทุกวินาทีมีความหมาย อาจเป็นวินาทีที่เปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

ช่องทางรับชมถ่ายทอดสด ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล 16 กันยายน 2568

  • โทรทัศน์: ไทยรัฐทีวี
  • ออนไลน์: ไทยรัฐออนไลน์ (ตรวจผลรางวัลย้อนหลังได้)

หลังจากทราบผลรางวัลแล้ว สิ่งสำคัญคือการตรวจรางวัลอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการขึ้นเงินรางวัล หากท่านถูกรางวัล สามารถนำสลากไปขึ้นเงินรางวัลได้ที่ธนาคารต่างๆ ที่ร่วมรายการ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยสามารถขึ้นเงินรางวัลงวดปัจจุบันได้ทุกรางวัล ยกเว้นรางวัลที่ 1 ซึ่งมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 1% หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center โทร. 0-2528-9999

อย่าลืมว่าการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นเพียงการลงทุนเสี่ยงโชค ควรเล่นแต่พอดี ไม่ให้กระทบต่อการเงินส่วนตัวและครอบครัว และขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเสี่ยงโชคในงวดนี้! มาร่วมลุ้น ถ่ายทอดสด ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล 16 กันยายน 2568 ไปด้วยกันนะคะ

สำหรับใครที่พลาดชมการถ่ายทอดสด หรือต้องการตรวจผลรางวัลย้อนหลัง สามารถเข้าไปดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งมีการอัพเดทข้อมูลอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้ทุกท่านไม่พลาดข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล

นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยให้คุณได้ทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ เช่น เลขเด็ดจากสำนักต่างๆ เคล็ดลับการเสี่ยงโชค หรือเรื่องราวของผู้ที่เคยถูกรางวัล ซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณโชคดีในงวดต่อๆ ไปก็ได้

การเสี่ยงโชคเป็นเรื่องของดวง แต่การเตรียมตัวให้พร้อมด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกรางวัลได้มากขึ้น ดังนั้น อย่าลืมติดตามข่าวสารและ ชมถ่ายทอดสด ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล 16 กันยายน 2568 อย่างใกล้ชิดนะคะ

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีสติในการเสี่ยงโชค และขอให้โชคดีถูกรางวัลใหญ่กันถ้วนหน้า! อย่าลืมแบ่งปันความสุขให้กับคนรอบข้าง หากท่านโชคดีได้รับรางวัลนะคะ

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล 16 กันยายน 2568

ทรัมป์ฟ้องนิวยอร์กไทมส์ เรียกค่าเสียหาย 4 แสนล้าน

โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท “นิวยอร์กไทมส์” เรียกค่าเสียหายกว่า 4 แสนล้านบาท! เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสื่อยักษ์ใหญ่อย่างนิวยอร์กไทมส์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด ล่าสุดทรัมป์ประกาศเตรียมยื่นฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ชื่อดังในข้อหาหมิ่นประมาท โดยเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินมหาศาลถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 4.76 แสนล้านบาท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเจตนารมณ์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทรูธ โซเชียล ของเขาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเขาจะดำเนินการฟ้องร้องนิวยอร์กไทมส์ เป็นจำนวนเงิน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.76 แสนล้านบาท) ในข้อหาหมิ่นประมาทและใส่ร้าย

ทรัมป์กล่าวในโพสต์ว่า “นิวยอร์กไทมส์ ได้รับอนุญาตให้โกหก ใส่ร้าย และหมิ่นประมาทผมอย่างอิสระมานานเกินไปแล้ว และเรื่องนี้จะยุติลงเดี๋ยวนี้!”

ทรัมป์กล่าวโทษนิวยอร์กไทมส์ ว่าสนับสนุนคามาลา แฮร์ริส ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดในปี 2024 โดยกล่าวว่าสื่อดังกล่าวได้กลายเป็น “กระบอกเสียงให้กับพรรคเดโมแครตฝ่ายซ้ายสุดโต่ง” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าการฟ้องร้องครั้งนี้จะดำเนินการในรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรครีพับลิกัน

อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า “สื่อฝ่ายซ้าย” ที่มีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขามาอย่างยาวนาน

ในโพสต์ช่วงค่ำของวันจันทร์ ทรัมป์ยังคงกล่าวโทษนิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับการสนับสนุนคู่แข่งทางการเมืองของเขา โดยกล่าวว่า “การสนับสนุนคามาลา แฮร์ริสของพวกเขานั้น ถูกนำไปวางไว้ตรงกลางหน้าแรกของนิวยอร์กไทมส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน!”

ในโพสต์เดียวกัน เขายังกล่าวหาสำนักข่าวหรือรายการโทรทัศน์อื่นๆ ว่า “ใส่ร้าย” เขาผ่าน “ระบบการเปลี่ยนแปลงเอกสารและภาพที่ซับซ้อนอย่างสูง”

คดีเก่าที่ทรัมป์เคยฟ้องนิวยอร์กไทมส์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์พยายามฟ้องร้องนิวยอร์กไทมส์ โดยในปี 2023 ผู้พิพากษาได้ยกฟ้องคดีที่ทรัมป์ยื่นฟ้องหนังสือพิมพ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ข้อกล่าวหาในคดีไม่สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ”

คดีดังกล่าวมีมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 พันล้านบาท) ซึ่งกล่าวหาว่าหนังสือพิมพ์และหลานสาวของทรัมป์ คือ แมรี ทรัมป์ ได้ “สมคบคิดอย่างลับๆ” เพื่อเปิดเผยข้อมูลภาษีของเขา โดยคดีนี้ยื่นฟ้องในปี 2021 และเกี่ยวข้องกับซีรีส์ข่าวที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์เกี่ยวกับเรื่องการเงินของทรัมป์

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแพ้คดีหมิ่นประมาทอีกคดีในปี 2023 เมื่อเขาพยายามฟ้องร้องสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เป็นเงิน 475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท) ในข้อหาที่กล่าวหาว่าสื่อดังกล่าวเปรียบเทียบเขากับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้สั่งยกฟ้องในเวลาต่อมา

ทรัมป์เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท “นิวยอร์กไทมส์” เรียกค่าเสียหายกว่า 4 แสนล้าน

ความน่าจะเป็นของคดี: การที่ทรัมป์ตัดสินใจฟ้องนิวยอร์กไทมส์อีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็น “สื่อที่ไม่เป็นธรรม” อย่างไรก็ตาม ประวัติการฟ้องร้องสื่อของทรัมป์ที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และมีความเป็นไปได้สูงที่คดีนี้อาจถูกยกฟ้องอีกครั้ง เนื่องจากอุปสรรคทางกฎหมายที่สูงในการพิสูจน์ว่าสื่อจงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จด้วยความมุ่งร้าย

ผลกระทบต่อวงการสื่อ: ทรัมป์ฟ้องนิวยอร์กไทมส์

การฟ้องร้องครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อวงการสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการรายงานข่าวเกี่ยวกับบุคคลสาธารณะ หากทรัมป์ชนะคดีนี้ อาจทำให้สื่อต่างๆ ระมัดระวังในการวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์แพ้คดี ก็อาจเป็นการยืนยันถึงเสรีภาพของสื่อในการตรวจสอบอำนาจ

การตัดสินใจของทรัมป์ที่จะฟ้องร้องนิวยอร์กไทมส์อีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างเขากับสื่อมวลชน และผลลัพธ์ของคดีนี้จะเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งวงการสื่อและการเมือง

สรุป: การที่ทรัมป์ออกมาประกาศว่าจะฟ้องร้องนิวยอร์กไทมส์ เรียกค่าเสียหายกว่า 4 แสนล้านบาทนั้น เป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการนำเสนอข่าวของสื่อดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการฟ้องร้องครั้งนี้ยังคงเป็นที่น่าสงสัย เนื่องจากมีอุปสรรคทางกฎหมายมากมายที่ทรัมป์จะต้องเอาชนะให้ได้

ที่มา – ทรัมป์เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท “นิวยอร์กไทมส์” เรียกค่าเสียหายกว่า 4 แสนล้าน

วิโรจน์ย้ำ! ไร้ดีลโควตารัฐมนตรี ปัดนั่งร้าน ภท.

“วิโรจน์” น้อมรับข้อครหาเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทย ยันพรรคประชาชนพร้อมชำแหละนโยบาย ไม่สนเจ้าของปราสาทสายฟ้า ย้ำไม่มีข้อตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรี

วันที่ 16 กันยายน 2568 ที่พรรคอาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณี พรรคปชน. ถูกครหาเป็นนั่งร้านให้พรรคภท. จัดตั้งรัฐบาล ว่า ยืนยันการตรวจสอบอย่างเข้มข้นและน้อมรับเคารพเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ชี้แจง ว่ายังไงพรรคปชน.ต้องตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีน้ำเงิน รัฐบาลสีแดง หากยกมืออีกฝ่ายก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นนั่งร้านให้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ดี มั่นใจว่ารัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน และเข้าใจดีถึงความอึดอัดถึงโฉมหน้าครม.บางคนที่ถูกข้อกังขาของสังคม แต่เชื่อว่าด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วยรัฐสภาเสียงปริ่มน้ำ ต่อให้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หน้าตารัฐมนตรียังคงวนเวียนอยู่กับกลุ่มเดิม การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจให้กับประชาชนคือการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง น้อมรับข้อต่อว่าท้วงติง

เมื่อถามถึงกรณี ในวันแถลงนโยบายรัฐบาล พรรค ปชน.จัดผู้อภิปรายไว้อย่างไรบ้างนั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า มีการเตรียมกรอบ ในการประคับประคองเศรษฐกิจจะทำอย่างไร ซึ่งรับผิดชอบโดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคปชน. และการท้วงติง เพื่อเตือนหรือส่งสัญญาณว่าสิ่งใดไม่ควรกระทำในระยะเวลา 4 เดือน โดยตนเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งการฮั้ว สว.เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุน ที่เชื่อมโยงไปถึงทุนฝั่งกัมพูชา ตนและสส.อย่างน้อย 36 คนจะรวบรวมข้อมูลและอภิปรายท้วงติงพร้อมปักหมุดตรวจสอบ ครม.อนุทิน 1 ไว้ล่วงหน้า

เมื่อถามว่า การอภิปรายจะสามารถลบความคลางแคลงใจว่า เป็นฝ่ายค้านจริง หรือเป็นฝ่ายรัฐบาลได้หรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า ต้องดูที่เนื้อหาสาระ เราได้รับมอบหมายให้ดำเนินการได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไม่ต้องคำนึงถึงเจ้าของปราสาทสายฟ้า ดำเนินการตามเนื้อผ้า เชื่อว่า ประชาชนจะเข้าใจบทบาทของพวกเรามากขึ้นจากการอภิปราย และการตัดสินใจครั้งนี้เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองจริง ๆ

เมื่อถามว่ากรณีที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคปชน. ให้สัมภาษณ์ ว่า เพราะพรรคปชน.จึงได้โควตารัฐมนตรีคนนอกโปรไฟล์ดี ๆ เข้ามาอยู่ในครม.อนุทิน1 จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการตกลงตำแหน่งรัฐมนตรี กันมาก่อนหรือไม่ นายวิโรจน์ ตอบว่า ตนว่าน.ส.รักชนกคงสัมภาษณ์ในลักษณะคณิตศาสตร์มากกว่า แต่ในการเจรจาไม่มีในส่วนนี้ขอตอบสั้น ๆ ว่าเราไม่ร่วมรัฐบาล ต้องยอมรับว่ารัฐมนตรีต่อให้เป็นซุปเปอร์แมนถ้าอยู่ในสภาวะที่สภาฯ ปริ่มน้ำแบบนี้ขับเคลื่อนไปได้ยากพอสมควร เชื่อว่า หน้าตารัฐมนตรีที่ดี อย่างน้อย ๆ ก็สามารถประคับประคอง เพราะจะไม่ถูกการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนจะทำงานให้ราบรื่นขึ้น

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า จะใช้กลไกทางสภา ทั้งตั้งกระทู้ถามสด เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา กรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบรัฐบาล รวมถึงการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถ้าเกิดมีความชัดเจนชัดแจ้งก็จะยกมือคว่ำรัฐบาล

วิโรจน์ย้ำ! ไร้ดีลโควตารัฐมนตรี ปัดนั่งร้าน ภท.

ประเด็นโควตารัฐมนตรีคืออะไร ทำไมนายวิโรจน์ถึงต้องออกมาพูด?

จากกระแสข่าวและข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล และบทบาทของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ถูกมองว่าเป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปชน. ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันความโปร่งใส และความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง โควตารัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า

นายวิโรจน์เน้นย้ำว่า พรรค ปชน. จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีใดก็ตาม และจะไม่ปล่อยผ่านหากพบเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความอึดอัดใจต่อโฉมหน้ารัฐมนตรีบางคนที่ยังเป็นที่กังขาของสังคม แต่ก็เข้าใจถึงข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญปี 2560 และสภาวะสภาฯ ปริ่มน้ำที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ยาก การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น พรรคปชน. เตรียมที่จะเน้นย้ำถึงแนวทางการประคับประคองเศรษฐกิจ และการเตือนถึงสิ่งที่ไม่ควรกระทำในช่วง 4 เดือนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการฮั้ว สว.เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุนที่มีความเชื่อมโยงกับทุนฝั่งกัมพูชา

แม้จะถูกตั้งคำถามถึงความเป็นฝ่ายค้านที่แท้จริง แต่ นายวิโรจน์ ยืนยันว่า การอภิปรายจะเป็นไปตามเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง โดยไม่คำนึงถึงอิทธิพลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “เจ้าของปราสาทสายฟ้า” แต่จะยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว นายวิโรจน์ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนว่า พรรค ปชน. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรี และพร้อมที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การติดตามข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

ที่มา – “วิโรจน์” ย้ำไร้ดีลเรื่องโควตารมต. น้อมรับข้อท้วงติงถูกโจมตีเป็นนั่งร้านภูมิใจไทย

เที่ยวไทยคนละครึ่ง เต็มแล้ว! ลุ้นทัวร์ไทยคนละครึ่ง

โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่ผ่านมาได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนล่าสุดสิทธิ์เต็มหมดแล้ว! หลายคนอาจกำลังเสียดายที่พลาดโอกาสนี้ แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังพิจารณาโครงการใหม่ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

เที่ยวไทยคนละครึ่ง ฮิตจริง! สิทธิ์เต็มเร็ว

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดเผยว่า โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด สิทธิ์ทั้งหมด 500,000 สิทธิ์ถูกใช้เต็มภายในวันที่ 16 กันยายน 2568 เท่านั้น ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการสิ้นสุดโครงการเดิมที่วางไว้ในวันที่ 30 กันยายน 2568

“ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนครึ่ง มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการถึง 2,160,189 ราย และใช้สิทธิ์เต็มจำนวน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของคนไทยในการท่องเที่ยวภายในประเทศ” ผู้ว่าการ ททท. กล่าว ข้อมูลยังระบุว่า จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมด มีผู้ใช้สิทธิ์ในโครงการนี้ถึง 294,454 ราย โดยมีการใช้จ่ายในธุรกิจท่องเที่ยวหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมและที่พัก (55%) ร้านอาหาร (39%) แหล่งท่องเที่ยว สปา/สุขภาพ OTOP และรถเช่า/เรือเช่า ซึ่งมีผู้ให้บริการเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 9,222 ราย

เที่ยวไทยคนละครึ่ง กระจายรายได้ทั่วประเทศ

การใช้สิทธิ์เที่ยวไทยคนละครึ่งกระจายไปทั่วประเทศ โดยกรุงเทพมหานครมีผู้ใช้สิทธิ์มากที่สุด (2,027,756 ราย) รองลงมาคือ สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี นราธิวาส และอ่างทอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการนี้ช่วยกระจายการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการใช้สิทธิ์ในเมืองหลัก 300,000 สิทธิ์ และในเมืองรอง 200,000 สิทธิ์ ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดท่องเที่ยวรองและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง จังหวัดที่เป็นที่นิยมในเมืองหลัก ได้แก่ ชลบุรี นนทบุรี และเพชรบุรี ส่วนในเมืองรอง ได้แก่ จันทบุรี ตราด และราชบุรี

น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการช่วยเหลือค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน การที่สิทธิ์หมดเร็วกว่ากำหนด แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโครงการในการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

จากความสำเร็จของโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ททท.กำลังพิจารณาโครงการใหม่ที่ชื่อว่า “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เพื่อรองรับความต้องการที่สูงของประชาชนในการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการเที่ยวเมืองไทยในราคาประหยัด

สำหรับใครที่พลาดโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งไป ก็อย่าเพิ่งเสียใจ เตรียมตัวรอติดตามข่าวสารโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่งกันได้เลย! รับรองว่าจะมีรายละเอียดและเงื่อนไขที่น่าสนใจไม่แพ้กันแน่นอน

ที่มา – “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” สิทธิ์เต็มหมดแล้ว ททท.กำลังพิจารณา “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ต่อ

เนทันยาฮู ไม่ตัดโจมตีผู้นำฮามาสในต่างแดน

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในต่างประเทศอีก โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำ “อิสราเอลจะไม่โจมตีในกาตาร์อีก”

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ที่นครเยรูซาเล็ม ว่าทุกประเทศมีสิทธิ์ที่จะ “ปกป้องตนเองนอกพรมแดน” และจะไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม”

ความเห็นของเนทันยาฮูมีขึ้นหลังจากอิสราเอลตัดสินใจโจมตีผู้นำฮามาสในกาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยกลุ่มฮามาสอ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 6 คน แต่ผู้นำของพวกเขาปลอดภัย

การแสดงความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทำเนียบขาวเปิดเผยว่าทรัมป์ได้ให้ความมั่นใจกับกาตาร์ว่า “สิ่งเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกบนดินแดนของพวกเขา”

เมื่อถูกนักข่าวถามว่าสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีหรือไม่ เนทันยาฮูตอบสั้นๆ ว่า “เราทำด้วยตัวเอง จบ” ขณะที่รูบิโอตอบคำถามจาก BBC ว่าการโจมตีดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคหรือไม่ โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ ยังคงรักษา “ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพันธมิตรในอ่าวอาหรับ”

ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะแสดงท่าทีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้จะมีความตึงเครียดที่เห็นได้ชัด โดยรูบิโอได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ขณะที่เนทันยาฮูบอกว่าอิสราเอล “ไม่มีพันธมิตรที่ดีกว่านี้แล้ว”

การประชุมของทั้งสองเกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำอาหรับจัดการประชุมสุดยอดเพื่อแสดงการสนับสนุนกาตาร์ โดยนายกรัฐมนตรีกาตาร์ได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกระงับการใช้ “มาตรฐานสองชั้น” และลงโทษอิสราเอล ต่อมา เมื่อถูกถามว่าอิสราเอลมีหลักประกันว่าจะไม่โจมตีประเทศอีกหรือไม่ ทรัมป์กล่าวซ้ำสองครั้งว่าเนทันยาฮู “จะไม่โจมตีกาตาร์”

กาตาร์เป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศหลักของสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา รวมถึงเป็นคนกลางในการเจรจาทางอ้อมระหว่างฮามาสกับอิสราเอล โดยเป็นที่ตั้งของสำนักงานการเมืองของกลุ่มฮามาสตั้งแต่ปี 2012

รายงานระบุว่า รูบิโอจะเดินทางต่อไปยังกาตาร์หลังเสร็จสิ้นภารกิจในอิสราเอล โดยก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ เนทันยาฮูได้บอกกับนักข่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลนั้น “ทนทานเหมือนหินในกำแพงตะวันตก” ขณะที่ทั้งคู่ได้ไปเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองเก่าของเยรูซาเล็ม

นอกจากนี้ คาดว่าเนทันยาฮูและรูบิโอได้หารือกันเกี่ยวกับแผนการทางทหารของอิสราเอลในการยึดครองเมืองกาซาซิตี้ และการขยายการตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลได้รื้อถอนอาคารที่อยู่อาศัยในเมืองกาซาซิตี้ต่อไป และตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ขณะนี้กำลังเตรียมพร้อมที่จะเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตะวันตกของเมือง

การประชุมของเนทันยาฮูและรูบิโอเกิดขึ้นก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ บางประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, แคนาดา, ออสเตรเลีย และเบลเยียม จะให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์.

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รวมถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค การที่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก ยิ่งเป็นการเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพในตะวันออกกลาง

เนทันยาฮู ไม่ตัดโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความมั่นใจกับกาตาร์แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ตระหนักถึงความสำคัญของกาตาร์ในฐานะพันธมิตรและผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคนี้

อนาคตจะเป็นอย่างไร หากอิสราเอล โจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

หากอิสราเอลตัดสินใจที่จะ โจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก จริง อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงหลายประการ:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศที่เป็นที่ตั้งของผู้นำฮามาส
  • การตอบโต้จากกลุ่มฮามาส ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น
  • ความไม่มั่นคงในภูมิภาคที่ขยายวงกว้าง
  • การประณามจากนานาชาติ และแรงกดดันต่ออิสราเอล

ดังนั้น การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “เนทันยาฮู” ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

ทนาย “สีกาพลอย” ให้ข้อมูลปมเงิน 12 ล้าน

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีดัง! ทนายความของ “สีกาพลอย” ได้เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับตำรวจกองปราบปรามเกี่ยวกับประเด็นเงิน 12 ล้านบาทที่ใช้ในการจัดตั้งสมาคม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพระนักเทศน์ชื่อดังในจังหวัดปทุมธานี เรื่องราวนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนากลับกลายเป็นการถูกหลอกใช้ และ “สีกาพลอย” ตกเป็นผู้ที่ถูกมองว่าเป็นแพะรับบาป

เรื่องราวเริ่มต้นจากที่ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงความน่าสงสัยเกี่ยวกับการโอนเงินจำนวนกว่า 12 ล้านบาทให้กับสีกาที่อยู่ในประเทศเยอรมนี ซึ่งต่อมานำไปสู่การฟ้องร้องในคดีแพ่งที่เยอรมนี หลังจากที่สีกาทราบว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของวัด จึงได้เข้าแจ้งความที่ บก.ปปป. และเรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.

ทนาย “สีกาพลอย” ให้ข้อมูลกองปราบ ปมเงินตั้งสมาคม 12 ล้าน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.ส.ทองใหม่ ขวัญหมื่น หรือทนายอุ้ม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากคุณพลอย (นามสมมติ) ได้เดินทางมาพบกับพนักงานสอบสวนเพื่อทำการให้ปากคำและมอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้

ทนายอุ้มได้เปิดเผยว่า ในปี 2561 คุณพลอยเกิดความเลื่อมใสและศรัทธาในตัวหลวงพ่อวัดแห่งหนึ่ง และทางวัดมีความประสงค์ที่จะให้จดทะเบียนจัดตั้งสมาคมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ประเทศเยอรมนี เพื่อเป็นสาขาของวัดและใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อีกทั้งยังมีการแอบอ้างว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

หลวงพ่อได้ทยอยโอนเงินให้คุณพลอยทั้งหมด 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 12,200,000 บาท หลังจากนั้นคุณพลอยได้โอนเงินทั้งหมดไปยังสมาคมดังกล่าวตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ โดยมีลักษณะเป็นการว่าจ้างให้คุณพลอยเป็นผู้รับเงินจากประเทศไทยก่อนที่จะโอนต่อไปยังบัญชีของสมาคม ส่วนค่าจ้างที่ตกลงกันไว้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล

“สีกาพลอย” ตกเป็นแพะ?

หลังจากนั้นคุณพลอยได้ทราบว่าเงินที่โอนผ่านไปยังสมาคมได้ถูกโอนต่อไปยังบัญชีของพระรูปหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ในขณะนี้ การกระทำดังกล่าวทำให้คุณพลอยรู้สึกเสียใจอย่างมาก เพราะตอนแรกเข้าใจว่าจะได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา แต่กลับกลายเป็นว่าเหมือนถูกหลอกใช้และตกเป็นแพะรับบาป

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว คุณพลอยได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ว่าจะเป็น บก.ปปป., ป.ป.ช. และ ปปง. หลังจากนั้นจึงได้พบกับทนายอุ้มเพื่อดำเนินการและรับผิดชอบคดี จนนำไปสู่การแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา

ข้อหาที่จะเอาผิดนั้นขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนจะพิจารณา เบื้องต้นได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนพิจารณาข้อหาความผิดเกี่ยวกับเรื่องเงินของวัด รวมถึงความผิดของเจ้าพนักงานด้วย

ทนายอุ้มยังยืนยันว่า การแจ้งความครั้งนี้ไม่ได้มีเรื่องของการขัดผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นความต้องการที่จะเปิดเผยความจริงให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า เงินที่รับโอนเข้าสมาคมนั้นมีปลายทางอยู่ที่ใด และต้องการทราบว่าที่มาของเงินจำนวน 12 ล้านบาทนั้นมาจากไหน และมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ส่วนกรณีที่ฟ้องร้องกันที่ประเทศเยอรมนีนั้น ทนายอุ้มไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น

ทนายอุ้มขอสงวนรายละเอียดของคดี เนื่องจากหลักฐานทั้งหมดอยู่ในมือของตำรวจแล้ว คุณพลอยยังคงอยู่ที่ประเทศเยอรมนีและยังไม่มีแผนที่จะเดินทางกลับมาประเทศไทย การสอบปากคำอาจจะดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ ในขณะเดียวกันทราบว่าทนายอนันต์ชัยจะเดินทางมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับตำรวจในวันนี้

เรื่องราวของทนาย “สีกาพลอย” และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับปมเงิน 12 ล้านบาทนี้ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะนำไปสู่การคลี่คลายความจริงได้อย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้กันแน่

ที่มา – ทนาย “สีกาพลอย” ให้ข้อมูลกองปราบ ปมเงินตั้งสมาคม 12 ล้าน โยงพระนักเทศน์ดังปทุมธานี

วัดนาป่าพง เตรียมแถลงปมโอนเงิน 12 ล้าน!

“วัดนาป่าพง” เตรียมตั้งโต๊ะแถลงข้อกล่าวหา ปมโอนเงินข้ามทวีปให้สีกาที่เยอรมัน กว่า 12 ล้านบาท ในเวลา 15.00 น. วันนี้! เรื่องราวนี้กำลังเป็นที่จับตามองของสังคม หลังจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับ “พระวัดดังจังหวัดปทุมธานี” ที่มีความเกี่ยวข้องกับเงินวัดจำนวนมหาศาลถึง 12.2 ล้านบาท ถูกโอนเข้าบัญชีของสีกานางหนึ่ง ซึ่งทาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ก็ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นนี้ (“บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงินข้ามทวีปให้สีกาที่เยอรมัน กว่า 12 ล้าน) ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและการจัดการเงินของวัด

วัดนาป่าพง กับประเด็นร้อน โอนเงินให้สีกา

ล่าสุด วันที่ 16 กันยายน 2568 เฟซบุ๊ก พุทธวจนเรียล Buddhawajana Real ได้ออกมาโพสต์ข้อความที่น่าสนใจ โดยระบุว่า “วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ.2568 ขอเชิญรับฟังการแถลงข่าวจากวัดนาป่าพง เวลา 15.00 น. ณ ศาลาอเนกประสงค์ ถ่ายทอดสดทาง Facebook และ YouTube ช่องพุทธวจนเรียล” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าทางวัดจะมีการตอบข้อสงสัยและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

การแถลงข่าวครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ วัดนาป่าพง จะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบคำถามที่สังคมกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นการโอนเงินจำนวนมากให้สีกาในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความศรัทธาของประชาชน

ทำไมเรื่อง วัดนาป่าพง ถึงเป็นที่สนใจ?

ความสนใจในเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นทางกฎหมาย แต่ยังรวมถึงประเด็นทางศีลธรรมและความเหมาะสมในการใช้จ่ายเงินของวัด ซึ่งเป็นเงินที่มาจากการบริจาคของประชาชน หากมีการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใสหรือไม่เหมาะสม ก็อาจส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาสนาได้

การแถลงข่าวในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้ วัดนาป่าพง ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน หากทางวัดสามารถชี้แจงข้อสงสัยและแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงิน ก็จะช่วยรักษาความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้

ติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวของ วัดนาป่าพง ได้ทาง Facebook และ YouTube ช่องพุทธวจนเรียล ในเวลา 15.00 น. วันนี้ เพื่อรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ จะรายงานให้ทราบต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การออกมาแถลงข่าวของวัดนาป่าพงครั้งนี้ ถือเป็นความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาและตอบคำถามที่สังคมสงสัย หวังว่าการแถลงข่าวจะทำให้ความจริงปรากฏและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ทุกฝ่าย

ที่มา – “วัดนาป่าพง” เตรียมตั้งโต๊ะแถลงข้อกล่าวหา ปมโอนเงินให้สีกากว่า 12 ล้านบาท

ครม.อนุทิน 1: คาดคลอดโฉมหน้าเร็วๆ นี้!

จับตาโฉมหน้า ครม.อนุทิน 1! คาดว่าจะมีความชัดเจนอย่างช้าสุดภายในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่ารายชื่อเสร็จสิ้นแล้ว และจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในสัปดาห์นี้ บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยในวันนี้ยังคงเงียบเหงา สร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 1 ว่าจะมีความชัดเจนเร็วสุดในช่วงเย็นวันนี้ หรืออย่างช้าที่สุดในวันพรุ่งนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องรอความชัดเจนจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ว่าจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้เมื่อใด

บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยในช่วงเช้าวันนี้ ยังคงเงียบเหงา มีแกนนำพรรคเดินทางเข้าที่ทำการพรรคบ้างประปราย อาทิ นายทรงศักดิ์ ทองศรี ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีกำหนดการเดินทางเข้าพรรคในวันนี้

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้สัมภาษณ์ว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในสัปดาห์นี้ สร้างความคาดหวังให้กับประชาชนที่รอคอยการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่นี้

ครม.อนุทิน 1

ความล่าช้าในการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้การดำเนินการล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะยืนยันว่ารายชื่อเสร็จสิ้นแล้วก็ตาม

การตรวจสอบประวัติของว่าที่รัฐมนตรีแต่ละคนถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งมีความเหมาะสม ไม่มีประวัติด่างพร้อย และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลใหม่นั้นสูงมาก ทุกคนต่างหวังว่า ครม.อนุทิน 1 จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างตรงจุด และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ความท้าทายของ ครม.อนุทิน 1

ครม.อนุทิน 1 จะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง และปัญหาสังคม การบริหารจัดการประเทศในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

  • การกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัว
  • การสร้างความปรองดองในสังคม
  • การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ
  • การพัฒนาระบบการศึกษาและสาธารณสุข

นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การทำงานเป็นทีมและความสามัคคีภายในคณะรัฐมนตรีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายและเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์จะช่วยให้ได้แนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

การสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาและสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจให้กับรัฐบาล การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการทำงานจะช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนและทำให้ทุกคนร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

เราหวังว่า ครม.อนุทิน 1 จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสร้างความสุขให้กับประชาชนได้สำเร็จ

ที่มา – ครม.อนุทิน 1 รอ สลค. ตรวจประวัติ คาดช้าสุดพรุ่งนี้-ภูมิใจไทย เช้านี้ยังเงียบเหงา

ทรัมป์ขู่ประกาศภาวะฉุกเฉินในวอชิงตัน ดี.ซี.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หากนายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มูเรียล บาวเซอร์ ยังคงปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE)

ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นจากประเด็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ หรือเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งการประกาศข่มขู่ของทรัมป์ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจของรัฐบาลกลางเกินขอบเขต โดยปัจจุบันมีทหารกว่า 2,000 นาย กำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่เมืองหลวง

การแสดงความคิดเห็นของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่มีผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาเดินขบวนในเดือนนี้ เพื่อต่อต้านการที่ทรัมป์สั่งให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เข้ามาประจำการในเดือนสิงหาคม เพื่อ “ฟื้นฟูกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยสาธารณะ” หลังจากที่เขาเรียกอาชญากรรมว่าเป็น “ภัยพิบัติ” ของเมืองหลวง

ทรัมป์กล่าวบนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า “ในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ‘สถานที่’ แห่งนี้กำลังเฟื่องฟูอย่างแน่นอน… เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่แทบจะ ‘ไม่มีอาชญากรรม’ เลย” 

ขณะเดียวกัน สำนักงานของนายกเทศมนตรีบาวเซอร์ยังไม่มีการตอบสนองต่อการโพสต์ของทรัมป์ในทันที แต่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้สั่งให้กรมตำรวจนครบาลอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของรัฐบาลกลาง และได้ส่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลาง รวมถึงเจ้าหน้าที่ ICE เข้าไปลาดตระเวนตามท้องถนน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสิ้นสุดภารกิจเมื่อใด

ทรัมป์กล่าวโทษ “พรรคเดโมแครตซ้ายจัด” ว่าเป็นผู้กดดันให้ผู้ว่าการบาวเซอร์ประกาศไม่ให้ความร่วมมือกับ ICE และเสริมว่าหากตำรวจยุติความร่วมมือกับ ICE “อาชญากรรมจะกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง”

เขายังกล่าวต่อว่า “ถึงประชาชนและธุรกิจในวอชิงตัน ดี.ซี. ไม่ต้องเป็นห่วง ผมอยู่เคียงข้างคุณ และจะไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ผมจะประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ และให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุม หากจำเป็น!!!”

ก่อนหน้านี้ นายกเทศมนตรีบาวเซอร์เองก็เคยชื่นชมการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางของทรัมป์ ซึ่งนำไปสู่อาชญากรรมที่ลดลงอย่างมาก และได้ลงนามในคำสั่งให้เมืองประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางด้วย

ทั้งนี้ กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ มีสถานะเป็นกองกำลังกึ่งทหารที่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าการรัฐทั้ง 50 รัฐ ยกเว้นในกรณีที่ถูกเรียกเข้ารับราชการในส่วนกลาง ซึ่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จะขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีโดยตรง.

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงดำเนินต่อไปในสหรัฐอเมริกา การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเขาที่จะบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับการต่อต้านจากฝ่ายต่างๆ ก็ตาม ท่าทีดังกล่าวอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น และอาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ทรัมป์ขู่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปมขัดแย้งกับ ICE

การประกาศข่มขู่ของทรัมป์ให้เกิด ภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นั้น มีผลกระทบหลายด้านที่ต้องพิจารณา:

  • ด้านกฎหมาย: การประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติจะให้อำนาจพิเศษแก่ประธานาธิบดีในการควบคุมทรัพยากรและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญและสิทธิของพลเมือง
  • ด้านการเมือง: การตัดสินใจของทรัมป์อาจถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและเป็นการแทรกแซงการปกครองท้องถิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่การประท้วงและการต่อต้านจากฝ่ายต่างๆ
  • ด้านสังคม: ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นอาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ทำไมทรัมป์ถึงขู่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.?

เหตุผลหลักที่ทรัมป์ขู่ที่จะประกาศ ภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คือความขัดแย้งกับนายกเทศมนตรีบาวเซอร์เกี่ยวกับการให้ความร่วมมือกับ ICE ทรัมป์ต้องการให้รัฐบาลท้องถิ่นให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่อยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมและเนรเทศคนเหล่านั้นได้

ความเห็นส่วนตัว: การข่มขู่ของทรัมป์อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อแสดงให้เห็นถึงความแข็งกร้าวของเขาในการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจที่มากเกินไปอาจนำไปสู่ผลเสียที่ร้ายแรงกว่าได้

การที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาขู่จะประกาศ ภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของสหรัฐฯ ในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์ขู่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปมขัดแย้งกับ ICE