วัน: 19 กันยายน 2025

ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ สู่ รมช.อุตสาหกรรม

เปิดประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ คนสนิท “สุชาติ ชมกลิ่น” ผงาดขึ้นสู่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พบอดีตเคยเป็นผู้สมัครนายก อบจ.คณะก้าวหน้า ค่ายสีส้ม แต่สอบตก ก่อนซบพรรครวมไทยสร้างชาติ

วันที่ 19 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ปรากฏว่า จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ จากที่ก่อนหน้านั้น กระแสข่าวสะพัดจะได้โควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แต่กลับได้มานั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแทน ทำให้หลายคนสนใจใน ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์

ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ

สำหรับประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศเป็นคนจ.ฉะเชิงเทรา โดยกำเนิด จบการศึกษามหาบัณฑิตสาขาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม ม.บูรพา เคยรับราชการสายสรรพาวุธทหารเรือ หลังจากนั้นได้ลาออก และเข้ามาสู่สนามการเมืองในสมัยแรกเมื่อปี 2544 ด้วยการลงสมัครสนามท้องถิ่น ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร อบต.บางผึ้ง ก่อนต่อมาจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น นายก อบต.บางผึ้ง จ.ฉะเชิงเทรา ชนะเลือกตั้งถึง 4 สมัย ได้ครองเก้าอี้รวม 4 สมัย บวก 3 ปีเต็ม

ต่อมาในปี 2563 กระโดดเข้าสนามระดับจังหวัด ด้วยการชิงเก้าอี้นายก อบจ.แปดริ้ว ในนามคณะก้าวหน้า แต่พ่ายแพ้ให้กับนายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตนายก อบจ. 3 สมัย แต่จ่าเอก ยศสิงห์ ก็ทำคะแนนไปได้สูงถึง 132,191 คะแนน และยังพาทีม ส.อบจ. คณะก้าวหน้า สอบผ่านการเลือกตั้งได้ถึง 10 คน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้น ช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ไปช่วยหาเสียงด้วยตนเอง

ขณะที่ในปี 2565 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนในปี 2566 ได้เข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ ลงสมัคร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 4 ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ

แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 มติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้เห็นชอบแต่งตั้ง จ่าเอก ยศสิงห์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.พาณิชย์ (นายสุชาติ ชมกลิ่น)]

กระทั่งในยุครัฐบาลอนุทิน ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ จ่าเอก ยศสิงห์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.อนุทิน 1 ที่ว่ากันว่ามาจากการผลักดันของนายสุชาติ ชมกลิ่น เส้นทางการเมืองของ จ่าเอก ยศสิงห์ จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

จากท้องถิ่น สู่ รัฐมนตรีช่วย: ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์

ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการเมืองที่น่าสนใจ จากจุดเริ่มต้นในระดับท้องถิ่น สู่การเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงพรรค และความสัมพันธ์กับนักการเมืองสำคัญอย่าง สุชาติ ชมกลิ่น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวันนี้

การได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของจ่าเอก ยศสิงห์ ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจในการเมืองไทย และต้องติดตามกันต่อไปว่าเขาจะสร้างผลงานอะไรให้กับประเทศชาติ

ที่มา – ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ อดีตเด็กค่ายส้ม สู่คนสนิท “สุชาติ” ผงาดได้นั่งรมช.อุตสาหกรรม

สึกกลางดึก! ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพงไขใจ

เกิดอะไรขึ้นที่วัดหัวลำโพง? เมื่อผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดดัง ตัดสินใจสึกกลางดึก สร้างความตกตะลึงให้กับลูกศิษย์และผู้ที่ศรัทธา สาเหตุของการตัดสินใจครั้งนี้คืออะไร? และข่าวลือที่เกิดขึ้นรอบวัดนั้นมีมูลความจริงหรือไม่? วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกประเด็นร้อนที่เกิดขึ้น

สึกกลางดึก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง อ้างไม่อยากให้วัดเสื่อมเสียจากข่าวลือ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ วัดหัวลำโพง พระอารามหลวง พระธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการลาสิกขาของพระครูปริยัติวัฒนกิจ (สมาน ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ที่ตัดสินใจสึกกลางดึก

พระธรรมสุธีกล่าวว่า เมื่อคืนก่อน พระครูปริยัติวัฒนกิจได้มาพบท่านที่กุฏิ และแจ้งความประสงค์ที่จะลาสิกขา โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากให้พระพุทธศาสนาและวัดหัวลำโพงต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าท่านเจ้าอาวาสจะรู้สึกเสียดาย เนื่องจากพระครูปริยัติวัฒนกิจเป็นพระนักปฏิบัติที่มีความสามารถและทำงานเก่ง แต่ก็เคารพในการตัดสินใจครั้งนี้ และไม่ทราบว่าอดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสรูปนี้จะเดินทางไปที่ใดต่อหลังลาสิกขา

เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพงแจงปมข่าวลือ

นอกจากประเด็นการสึกกลางดึกแล้ว อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ กรณีที่มีเพจต่างๆ กล่าวหาว่าเจ้าอาวาสได้นำเงินของวัดไปซื้อบ้านราคา 30 ล้านบาทให้กับสีกาที่จังหวัดนครสวรรค์ พระธรรมสุธียืนยันหนักแน่นว่าไม่เป็นความจริง และกล่าวว่า “บวชเป็นพระมาตั้งแต่เด็ก เงิน 30 ล้านยังไม่เคยจับสักครั้ง”

ท่านเจ้าอาวาสอธิบายว่า สีกาท่านนั้นเป็นญาติโยมที่รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี จากการนำวัตถุมงคลมาให้เช่าบูชา และต่อมาได้ชักชวนมาร่วมทอดกฐินที่วัดบ่อยครั้ง บางครั้งท่านก็ได้ให้เงินสดจำนวน 5,000 – 6,000 บาท เพื่อซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารถวายพระ เนื่องจากเห็นว่าเป็นคนทำอาหารเก่ง ไม่ได้เป็นการซื้อบ้านหรือดูแลเป็นการส่วนตัวอย่างที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด อีกทั้งบ้านที่จังหวัดนครสวรรค์ก็เป็นบ้านของสีกาที่อาศัยอยู่กับลูกๆ และสามี เพียงแต่สามีไม่ได้อยู่ประจำเท่านั้น

สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่า พระเทพ รองเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง มีลูกสาวที่ขายยาเสพติด และภรรยาปล่อยเงินกู้นั้น พระธรรมสุธีก็ปฏิเสธเช่นกัน โดยยืนยันว่า พระเทพมีอาการอาพาธและต้องนั่งรถเข็น ไม่สามารถมีภรรยาได้ และไม่มีลูกสาวตามที่มีการกล่าวอ้าง มีเพียงลูกสาวบุญธรรมที่ญาติโยมฝากไว้ด้วยความศรัทธา นอกจากนี้ พระเทพยังเป็นผู้ดูแลงานก่อสร้างและออกแบบอาคารต่างๆ ของวัดมาโดยตลอด และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินของวัดแต่อย่างใด

พระธรรมสุธีกล่าวทิ้งท้ายว่า ท่านจะไม่ทำการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเพจที่นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ เพราะตั้งใจที่จะอโหสิกรรมให้ พร้อมทั้งฝากถึงญาติโยมและสังคมให้ติดตามข่าวสารอย่างมีสติและใช้วิจารณญาณ โดยยืนยันว่า “สิ่งที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง ความจริงก็คือความจริง”

เหตุการณ์สึกกลางดึกของผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพงครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความเสียหายต่อผู้อื่น

ที่มา – สึกกลางดึก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง อ้างไม่อยากให้วัดเสื่อมเสียจากข่าวลือ

เตือน! โรคไวรัสทางเดินหายใจ RSV กับ ไข้หวัดใหญ่

คุณหมอเตือนประเทศไทยเริ่มมีการระบาดของ “โรคไวรัสทางเดินหายใจ” พร้อมเปรียบเทียบอาการป่วย RSV กับ ไข้หวัดใหญ่

ภายหลังจาก นายแพทย์จุไร วงศ์สวัสดิ์ และนายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ โฆษกกรมควบคุมโรค ได้ร่วมกันแถลงข่าวในหัวข้อ “กันยาใส่ใจ ห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ” โดยเปิดเผยสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) ประจำปี 2568 ว่าพบผู้ป่วยแล้วถึง 8,473 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี โดยมีอัตราป่วยสูงสุดเมื่อเทียบกับทุกช่วงอายุ ทั้งยังพบว่ามีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นสูงกว่าปี 2567 นั้น

ทางด้าน พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา แผนกสุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช เผยว่า ประเทศไทยได้เริ่มมีการระบาดของโรคไวรัสทางเดินหายใจ ตั้งแต่ช่วงกลางฤดูฝน แม้ไรโนไวรัสจะพบได้ตลอดทั้งปีอยู่แล้ว แต่สำหรับ RSV ในปีนี้พบว่าเริ่มระบาดตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน จะเห็นได้ว่ามีการระบาดช้าลงกว่าปีที่ผ่านๆ มาพอสมควร

เตือน “โรคไวรัสทางเดินหายใจ” ระบาดหนัก เทียบอาการป่วย RSV กับ ไข้หวัดใหญ่

RSV (Respiratory Syncytial Virus)

เป็นเชื้อไวรัสของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจะซึมเข้าสู่ทางเดินหายใจได้โดยตรงและรวดเร็ว ทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อบุทางเดินหายใจรุนแรงและทำให้เกิดโรคปอดบวม ปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบได้ง่ายมาก ซึ่งติดต่อกันง่ายแบบ Droplet จากสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย ผ่านการไอ จาม และการสัมผัสกันโดยตรง พบการระบาดตามฤดูกาล ช่วงกลางฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว หรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง

อาการเริ่มแรกผู้ป่วย RSV เหมือนไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล และจะหายได้ ภายใน 5-7 วัน เด็กบางคนมีอาการไอแบบมีเสมหะร่วมด้วย ไอมากจนอาเจียน อาจมีหายใจเร็ว แรง หายใจลำบาก หรือหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (wheezing) ได้ จะป่วยรุนแรงขนาดไหนขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานตามช่วงวัย

ในเด็กจึงเป็นได้ตั้งแต่ ไข้หวัดธรรมดา (Common cold) คออักเสบ (Pharyngitis) กล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis) ไปจนถึงหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) และปอดบวมปอดอักเสบ (Pneumonia) ในเด็กทารกอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องจึงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงได้มากที่สุด

ในปัจจุบันการตรวจหาเชื้อ RSV โดยการป้ายสารคัดหลั่งน้ำมูกในจมูก (Nasal swab) ทำได้ง่าย สะดวก ราคาถูก สามารถตรวจคัดกรองเบื้องต้นเหมือนการตรวจโควิดได้ด้วยตนเอง

โรคไข้หวัดใหญ่

เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza ในไทยพบได้ทุกฤดูกาล มักระบาดช่วงฤดูฝน พบได้ทุกช่วงอายุ เด็กมีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเล็ก

อาการทั่วไปของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ คือ ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ซึ่งมักหายได้เองใน 4-7 วัน ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการที่รุนแรงกว่า คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก เยื่อบุตาแดง ซึ่งในกลุ่มเสี่ยงอาจมีการติดเชื้อลงปอดได้

วิธีการรักษา “RSV”

แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การประคับประคองอาการทั่วไป เช่น ให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำ ให้ออกซิเจน ช่วยดูดระบายเสมหะ และการรักษาแบบเฉพาะที่ เช่น พ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือเข้มข้นชนิดพิเศษ เพื่อลดภาวะหลอดเกร็ง หายใจมีเสียงวี๊ด ในปัจจุบันมีรายงานการใช้ยา Montelukast ในการลดความรุนแรงในช่วงแรกของการหายใจหอบเหนื่อย แบบมีเสียงวี๊ด และใช้ยาต่อเนื่อง เพื่อลดการกลับเป็นซ้ำ

แม้จะรักษาหายขาดแล้ว RSV ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก โดยเด็กมักมีภาวะหลอดลมไวตามมา ทำให้หายใจเหนื่อยง่าย หลังการติดเชื้อทางเดินหายใจ รวมถึงมีรายงานเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดได้สูงขึ้นทั้งในเด็กที่มีและไม่มีความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้ในครอบครัว

วิธีการรักษา “ไข้หวัดใหญ่”

การรักษาไข้หวัดใหญ่ในเด็ก คือ การให้ยาต้านไวรัส Oseltamivir ได้ผลดี เมื่อให้ในช่วง 3 วันแรก หลังมีอาการ, การให้ยาปฏิชีวนะไม่มีผลฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และยาอื่นๆ เป็นยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดน้ำมูก และยาละลายเสมหะ ยาลดไข้ โดยการรักษาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกุมารแพทย์

วัคซีนป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV แล้ว ซึ่งสามารถลดโอกาสการติดเชื้อและลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แนะนำให้ฉีดในคุณแม่ตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพอง เบาหวาน ไต หัวใจ แต่ทั้งนี้ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี แนะนำให้ฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปต่อเชื้อ RSV เพื่อช่วยให้เด็กเล็กสามารถสร้างภูมิคุ้มกันระยะสั้นได้ทันที โดยปราศจากการติดเชื้อ จึงแนะนำให้เริ่มรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปต่อเชื้อ RSV ช่วงก่อนฤดูกาลระบาดของเชื้อ

ในส่วนการรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน โดยฉีดปีละ 1 ครั้ง วัคซีนจะมีประสิทธิภาพประมาณ 40-60% โดยคนที่มีโรคประจำตัวโดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด และเด็กเล็กอายุที่น้อยกว่า 2 ปี หากเป็นไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรงได้ จึงควรได้รับวัคซีนทุกคน โดยในเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี กรณีเริ่มให้วัคซีนเป็นปีแรกจะฉีด 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เข็มห่างกัน 1 เดือน

ทั้งนี้ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ที่ระบาดเกือบทุกปี ดังนั้นจึงต้องฉีดทุกปี แนะนำให้ฉีดในช่วงก่อนที่มีการระบาดตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมในทุกๆ ปี และสำหรับครอบครัวที่มีเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งยังรับวัคซีนไม่ได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้สมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันควรรับวัคซีนทุกคน.

ทำความเข้าใจ “โรคไวรัสทางเดินหายใจ” RSV กับ ไข้หวัดใหญ่

จะเห็นได้ว่า โรคไวรัสทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ RSV และไข้หวัดใหญ่ เป็นภัยคุกคามสุขภาพที่สำคัญ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและกลุ่มเสี่ยง การป้องกันด้วยวัคซีนและการดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการ เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

ที่มา – เตือน “โรคไวรัสทางเดินหายใจ” ระบาดหนัก เทียบอาการป่วย RSV กับ ไข้หวัดใหญ่

อัปเดต! คนละครึ่ง ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ รับ 1,000 บ.

อัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่ง”! มีการหารือแนวทางการปฏิบัติแล้ว โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเตรียมเฮ เพราะจ่อรับสิทธิแบบ Top Up เพื่อให้ได้รับสิทธิไม่น้อยกว่าประชาชนทั่วไป งานนี้บอกเลยว่าห้ามพลาดสำหรับใครที่รอคอยโครงการนี้

ความคืบหน้าของโครงการ “คนละครึ่ง 2568” ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่ นำโดยนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ต้องการสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ในระยะสั้นนี้ เตรียมนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง แต่คาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการลงทะเบียนและสิทธิการใช้จ่ายบางส่วน โดยจะเน้นไปที่การสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากยิ่งขึ้น

เงื่อนไขใหม่ คนละครึ่ง 2568

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้ จะแบ่งสิทธิของผู้เข้าร่วมโครงการออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

  • กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: จะได้รับสิทธิพิเศษในรูปแบบ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือที่เราเรียกกันว่ารูปแบบ 60:40 โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิในกลุ่มนี้ประมาณ 11 ล้านคน
  • กลุ่มประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: จะได้รับสิทธิในรูปแบบจ่ายคนละครึ่ง หรือ 50:50 นั่นคือ ประชาชนจ่าย 50% และรัฐบาลช่วยจ่ายอีก 50%

ข่าวดี! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับการเติมเงิน “คนละครึ่ง”

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไรในโครงการ “คนละครึ่ง” รอบนี้

ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า นโยบายคนละครึ่ง ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการออกมา แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิในลักษณะของการ Top Up ยกตัวอย่างเช่น หากบัตรสวัสดิการเดิมให้สิทธิอยู่แล้ว 300 บาท รัฐบาลจะเติมเงินให้อีก 700 บาท เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับสิทธิรวมเป็น 1,000 บาท ซึ่งจะไม่น้อยกว่าสิทธิที่ประชาชนทั่วไปได้รับจากโครงการ“คนละครึ่ง”

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาถึงการมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้กับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี ตัวอย่างเช่น อาจจะได้รับสิทธิเป็น 1,200 บาทต่อคน แทนที่จะเป็น 1,000 บาท ซึ่งในขณะนี้ยังต้องพิจารณาถึงขั้นตอนทางเทคนิคต่างๆ อีกครั้ง แต่ยืนยันได้ว่านโยบายนี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากได้มีการหารือกันถึงแนวทางการปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว

โครงการ “คนละครึ่ง” ในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือประชาชนให้สามารถใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะได้รับการเติมเงินให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น การปรับปรุงเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย

โดยรวมแล้ว โครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่นี้มีความน่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม และการปรับปรุงเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ดังนั้น ใครที่กำลังรอคอยโครงการนี้อยู่ ก็เตรียมตัวให้พร้อม ติดตามข่าวสารและรายละเอียดต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าร่วมโครงการดีๆ ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมๆ กัน

ที่มา – อัปเดต “คนละครึ่ง” ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จ่อรับสิทธิรวม 1,000 บาท

กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนบิน 28 ลำ บริเวณชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนล่าสุด พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากฝั่งกัมพูชา โดยมีการตรวจพบ กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ นับเป็นจำนวนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

จากการรายงานเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พบว่ามีการบินของโดรนในบริเวณพื้นที่สำคัญต่างๆ ดังนี้ บริเวณปราสาทพระวิหารและโดนตวล พบ 12 ลำ, บริเวณปราสาทตาควาย 15 ลำ และบริเวณช่องสายตะกู 1 ลำ รวมทั้งสิ้น 28 ลำ

สถานการณ์ปัจจุบัน กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง กองทัพไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ

นอกเหนือจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจากคณะมิตรประชา 01 มีนบุรี เพื่อนำไปช่วยเหลือและสนับสนุนกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 จังหวัดสุรินทร์

ในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดโครงการ “วัฒนธรรม ฟื้นฟูหัวใจ สร้างกำลังใจพี่น้องชายแดนศรีสะเกษ” เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยมีกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจและความสามัคคีในชุมชน

การแจ้งเตือนข่าวสารที่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ ทำให้ต้องมีการแจ้งเตือนและขอความร่วมมือจากประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการจากส่วนราชการเท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา

การตรวจพบโดรนจำนวนมากบริเวณชายแดนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องของกองทัพไทย เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ เป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ

เป๊ปแซวตารางแข่ง ก่อนเกม อาร์เซนอล: เดินป่า

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผ่านสัปดาห์ที่ท้าทายมาได้อย่างโดดเด่น แต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากของพวกเขากำลังจะถึงจุดสูงสุดในวันอาทิตย์นี้ กับการเดินทางไปเยือนคู่แข่งสำคัญอย่าง อาร์เซนอล ในศึกพรีเมียร์ลีก

ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา เดินทางไปเอมิเรตส์ สเตเดียม หลังจากเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มต้นแคมเปญแชมเปียนส์ลีกด้วยชัยชนะเหนือนาโปลีที่มีผู้เล่น 10 คน

แต่ซิตี้เดินทางไปลอนดอนเพื่อเผชิญหน้ากับทีมของมิเกล อาร์เตต้า หลังจากกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลาในการแข่งขันในยุโรปเพียง 66 ชั่วโมง ทำให้พวกเขามีเวลาพักฟื้นและทำงานด้านแท็กติกเพียงสองวันเท่านั้น

“เราจะไปเดินป่าบนภูเขา” กวาร์ดิโอลากล่าวติดตลก “เราจะทำอย่างนั้นในสองวันนี้”

เขากล่าวเสริมว่า “ผมไม่รู้ วันศุกร์พักฟื้น ผู้เล่นบาดเจ็บเยอะ แต่พักผ่อน พักผ่อน และฟื้นฟูพลังงานสำหรับวันอาทิตย์”

ในเดือนมกราคม กวาร์ดิโอลากล่าวว่าทีมอังกฤษเสียเปรียบในยุโรปเนื่องจากการจัดตารางพรีเมียร์ลีก เนื่องจากพวกเขามักจะจัด “ตารางที่ยากที่สุดสำหรับทีมยุโรปในขั้นตอนสำคัญ”

แต่ในโอกาสนี้ กุนซือชาวสเปนปฏิเสธที่จะถูกดึงเข้าสู่การสนทนาเกี่ยวกับว่าซิตี้ได้พูดคุยกับพรีเมียร์ลีกหรือยูฟ่าเกี่ยวกับการจัดตารางหรือไม่ โดยกล่าวว่า “อย่าไปด้านนั้น มันไม่จำเป็น”

เวลาพักฟื้นที่น้อยลงทำให้คุณภาพลดลงหรือไม่?

แม้ว่ากวาร์ดิโอลาจะไม่ได้พูดอย่างเปิดเผย แต่เขามีเหตุผลที่จะบ่นเกี่ยวกับการจัดตารางสำหรับการแข่งขันครั้งต่อไป

อาร์เซนอลเริ่มต้นแคมเปญแชมเปียนส์ลีกด้วยชัยชนะเหนือแอธเลติก คลับ เมื่อวันอังคาร ซึ่งเป็นการแข่งขันที่เริ่มเวลา 17:45 BST ในขณะที่การแข่งขันของซิตี้กับนาโปลีของอันโตนิโอ คอนเต้ เริ่มเวลา 20:00 ในวันพฤหัสบดี

สิ่งนี้ทำให้กันเนอร์สมีเวลาพักผ่อนและเตรียมตัวเป็นพิเศษสองวันสำหรับการแข่งขันที่สำคัญเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสำหรับการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นทำให้เกิดการอ่านที่น่าประหลาดใจ

เมื่อดูจากห้าฤดูกาลที่ผ่านมา ทั้งซิตี้และอาร์เซนอลกลับทำผลงานได้ดีกว่าสองวันหลังจากเล่นในยุโรป เมื่อเทียบกับสี่วันหลังจากนั้น

สำหรับซิตี้โดยเฉพาะ การขาดเวลาพักฟื้นและการเตรียมตัวระหว่างเกมแชมเปียนส์ลีกและเกมพรีเมียร์ลีกดูเหมือนจะได้ผลดีกับพวกเขา

ด้วยเวลาพักเพียงสองวัน ผลการแข่งขันในลีก 15 นัดล่าสุดของพวกเขาย้อนกลับไปถึงเดือนตุลาคม 2020 แสดงให้เห็นว่า – อย่างน่าทึ่ง – พวกเขาไม่แพ้ใครเลย ชนะ 11 นัดและเสมออีก 4 นัด

นักกายภาพบำบัด เบน วอร์เบอร์ตัน น้องชายของแซม ตำนานรักบี้ทีมชาติเวลส์ กล่าวว่า ผู้เล่นที่มีระยะทางวิ่งมากกว่า เช่น กองกลางตัวกลาง มักจะได้รับบาดเจ็บที่น่อง ในขณะที่ฟูลแบ็กและความเร็วสูง ปีกที่วิ่งเร็ว มักจะมีปัญหาเอ็นร้อยหวาย

“มีการแสดงให้เห็นในการศึกษาว่าคุณต้องใช้เวลา 48 – หากไม่ถึง 72 ชั่วโมง – เพื่อพักฟื้นจากการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูง” วอร์เบอร์ตันกล่าวกับ BBC Sport “ดังนั้นเมื่อคุณเล่นในวันอังคารและวันเสาร์ คุณจะไม่มีเวลาทำงานในยิมอย่างมีคุณภาพ”

“มันสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟุตบอลด้วยปริมาณเมตรที่พวกเขาต้องวิ่งและความเข้มข้นที่พวกเขาต้องใช้ ผู้เล่นต้องมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและทนทาน แต่แน่นอนว่าคุณไม่สามารถใช้งานในยิมได้จริงๆ ถ้าคุณเล่นสองครั้งต่อสัปดาห์”

“เมื่อคุณเล่นโดยมีเวลาเตรียมตัวน้อยลง คุณจะไม่ได้รับการฝึกที่มีคุณภาพที่คุณต้องการเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพียงพอสำหรับ การทำงานหนักทั้งหมด”

อาร์เตต้า ‘ผู้จัดการทีมที่ไม่ธรรมดา’

ซิตี้กลับไปที่เอมิเรตส์หลังจาก โดนถล่ม 5-1 ในการเยือนครั้งก่อนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งพวกเขาเสียไปสามประตูในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ซึ่งกวาร์ดิโอลากล่าวว่าเป็น “หายนะ”

อาร์เซนอลจบอันดับรองชนะเลิศในลีกสามฤดูกาลหลังสุด และใช้เงินเกือบ 1 พันล้านปอนด์ ในการเซ็นสัญญานักเตะใหม่ภายใต้การคุมทีมของอาร์เตต้า รวมถึง 250 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์นี้ เพื่อพยายามก้าวไปอีกขั้น

อาร์เตต้าทำงานเป็นโค้ชภายใต้การคุมทีมของกวาร์ดิโอลาเป็นเวลาสามปีก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมอาร์เซนอลในปี 2019

“หวังว่าฤดูกาลนี้เราจะสร้างความท้าทายได้มากขึ้นเล็กน้อย เพราะมิเกลเป็นผู้จัดการทีมที่ไม่ธรรมดา” กวาร์ดิโอลากล่าว

“พวกเขาเพิ่มทีมสำหรับช่วงการซื้อขายนักเตะสี่หรือห้าครั้งนี้ ดังนั้นมันเป็นทีมที่ไม่น่าเชื่อและเป็นทีมที่เหลือเชื่อ”

“มันเป็นหนึ่งในคู่ต่อสู้ที่ยากที่สุดที่คุณสามารถหาได้ในยุโรป และ (…) ผมอยากจะเป็นทีมที่ดีกว่าที่เราเป็นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 20-25 นาทีสุดท้าย”

‘ทุกชั่วโมงมีความสำคัญในพรีเมียร์ลีก’

ช่วงเวลาที่สั้นระหว่างเกมไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของการพักฟื้นเท่านั้น แต่การเตรียมตัวสำหรับเกมในเชิงแท็กติกก็กลายเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่า การจัดการการเตรียมตัวและการวิเคราะห์ทางยุทธวิธีแตกต่างกันไปในแต่ละสัปดาห์และขึ้นอยู่กับสโมสร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความหลากหลายในเวลาคิกออฟ

เพื่อตอบโต้ตารางเวลาที่ไม่แน่นอน สโมสรชั้นนำได้ว่าจ้างนักวิเคราะห์หลายคนในบทบาทที่คล้ายคลึงกันเพื่อแบ่งเบาภาระ ตัวอย่างเช่น การใช้นักวิเคราะห์ A เพื่อครอบคลุมเกมที่หนึ่ง สาม และห้า และนักวิเคราะห์ B สำหรับเกมที่สอง สี่ และหก

เมื่อพิจารณาถึงรายละเอียดที่จำเป็นในระดับสูงสุด สโมสรชั้นนำขึ้นชื่อว่ามีนักวิเคราะห์สองคนทำงานร่วมกันกับคู่ต่อสู้ โดยคนหนึ่งรับผิดชอบการวิเคราะห์การครองบอล และอีกคนมุ่งเน้นไปที่ผลการค้นหาเมื่อไม่ได้ครองบอลโดยเฉพาะ ลูกตั้งเตะและความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของพวกเขา ตอนนี้มักต้องการโค้ชที่ทุ่มเทโดยสิ้นเชิงเช่นกัน

ในการสร้างเกม สโมสรจะมีการประชุมเพื่อสื่อสารผลการวิเคราะห์ของพวกเขา โดยมีหัวข้อต่างๆ ตั้งแต่ลูกตั้งเตะ แผนการครองบอล แผนการนอกการครองบอล และการทบทวนการฝึก การตั้งตารางเวลาสำหรับสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องยากที่จะค้นหาและสโมสรจะใส่สิ่งเหล่านี้เข้าไปในที่ใดก็ตามและเมื่อใดก็ตามที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นที่สนามฝึกซ้อม โรงแรม หรือห้องแต่งตัว

ในการปรับตัว สโมสรมักจะเดินทางโดยมีหน้าจอพกพาในกล่องใส่เที่ยวบินเพื่อให้แน่ใจว่าการตั้งค่าของพวกเขาจะเหมือนกันโดยไม่คำนึงถึงห้องแต่งตัวหรือโรงแรมที่พวกเขาจัดการประชุม

ด้วยตารางเวลาที่เข้มงวด สโมสรชั้นนำคุ้นเคยกับการมีการประชุมบางรูปแบบทุกวัน และลักษณะการทำงานร่วมกันของทีมวิเคราะห์ช่วยดึงข้อมูลที่มีค่าที่สุดมารวมกันสำหรับผู้เล่น

เมื่อมีวันน้อยลง เป็นเรื่องยากอย่างไม่ต้องสงสัยที่จะอุทิศเวลาที่เพียงพอให้กับทุกด้านที่กล่าวถึงของการวิเคราะห์ทางยุทธวิธี และการสื่อสารแนวคิดทางยุทธวิธีใหม่ๆ ในลักษณะที่น่าจดจำแต่เรียบง่ายนั้นไม่สามารถทำได้เสมอไป

เมื่อพิจารณาถึงขอบเขตที่แคบของพรีเมียร์ลีก ทุกชั่วโมงมีความสำคัญเมื่อต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ของคุณ การได้เปรียบก็คือการ เป๊ปแซวตารางแข่ง ก่อนเกม อาร์เซนอล

ดังนั้น ถึงแม้ตารางการแข่งขันจะแน่น แต่ทีมงานและนักเตะซิตี้ก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายและมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะให้ได้ในทุกๆ นัด

ที่มา – ‘A mountain hike’ – Guardiola makes light of schedule ahead of Arsenal game

อัปเดต! เส้นทางพายุโซนร้อน “รากาซา” กับไทย

มาอัปเดตเส้นทางพายุโซนร้อน “รากาซา” กันหน่อย! ตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะทวีกำลังแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลทางอ้อมต่อสภาพอากาศของประเทศไทยในช่วงสัปดาห์หน้า ใครที่กำลังวางแผนเที่ยว หรือมีกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเลยนะ

วันนี้ (19 กันยายน 2568) ทางเฟซบุ๊ก กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกมาโพสต์อัปเดตสถานการณ์ล่าสุดของพายุโซนร้อน รากาซา โดยระบุว่า ถึงแม้ว่าพายุ “รากาซา” จะยังอยู่ไกลจากประเทศไทย แต่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาความรุนแรงขึ้นได้อีก เนื่องจากยังอยู่ในมหาสมุทร ซึ่งอาจทำให้สภาพอากาศของบ้านเราเปลี่ยนแปลงได้ในสัปดาห์หน้า แต่ไม่ต้องตกใจกันไปนะ! ทางกรมอุตุฯ ยืนยันว่า พายุลูกนี้คาดว่าจะสลายตัวหรืออ่อนกำลังลงก่อนที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยแน่นอน สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารและอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “รากาซา”

นอกจากพายุ “รากาซา” แล้ว อีกหนึ่งพายุที่ต้องจับตาคือ พายุโซนร้อน “มิแทก” ที่กำลังก่อตัวอยู่ในทะเลจีนใต้ตอนบน พายุลูกนี้มีทิศทางที่จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ในวันเดียวกัน (19 กันยายน 2568) โชคดีที่พายุ “มิแทก” ไม่ได้มุ่งหน้ามายังประเทศไทย แต่สำหรับใครที่มีแผนเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวในช่วงนี้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยนะจ๊ะ

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ พายุโซนร้อน “รากาซา”

  • ระยะทาง: ถึงแม้จะยังอยู่ไกล แต่ไม่ควรประมาท
  • ความรุนแรง: มีแนวโน้มทวีกำลังขึ้น
  • ผลกระทบต่อไทย: อาจมีผลทางอ้อมต่อสภาพอากาศ
  • การเตรียมตัว: ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง การเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน หรือการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างปลอดภัย

ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ พายุต่างๆ ก็พร้อมที่จะก่อตัวขึ้นได้เสมอ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและคนรอบข้าง อย่าลืมอัปเดตข้อมูล อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “รากาซา” และพายุอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอนะทุกคน!

ที่มา – อัปเดตเส้นทาง พายุโซนร้อน “รากาซา” อาจมีผลทางอ้อมต่อสภาพอากาศของไทย

อนุทินยัน! ร่างนโยบายต่อรัฐสภาพร้อมแล้ว 99%

“นายกฯ อนุทิน” บอกทุกคำแนะนำของ “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์” คุ้มค่า ชี้ ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ไม่หวั่นพรรคประชาชนล็อกเป้าอภิปราย ลั่นต้องมาพิสูจน์กัน

วันที่ 19 ก.ย. 2568 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการรับประทานอาหารร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯว่า มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง รู้จักกันมานานแล้วจึงหารือกันในหลายเรื่อง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็ได้แสดงความยินดี และได้ให้กำลังใจ เมื่อถามว่า จะมีการร่วมมือกันทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนเจอกัน พรรคพวกเจอกันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมืองทุกเรื่อง เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ได้แนะนำการบริหารงานในช่วงระยะเวลาอันสั้นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า คุยกันในทุกเรื่อง ซึ่งทุกเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ได้ให้คำแนะนำมาก็เป็นเรื่องที่มีคุณค่า

ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 %

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีการแถลงร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ว่า เตรียมพร้อมแล้วร่างนโยบาย เตรียมมา 99 % แล้ว แต่ช่วงนี้ที่เราเดินสายพบภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หอการค้า สัปดาห์หน้าจะพบกับตลาดทุน สมาคมธนาคาร ก่อนที่เราจะเข้าไปรับหน้าที่อย่างเป็นทางการ อะไรที่เห็นควรจะเพิ่มเข้าไปในร่างนโยบายเราก็จะเพิ่มเข้าไป แต่โดยหลักได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อถามว่าได้กำหนดตุ๊กตาคร่าวๆไว้บ้างหรือไม่ว่าจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันไหน นายอนุทิน กล่าวว่า พอเข้ารับตำแหน่ง เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯเรียบร้อย ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภาจะนัดให้มีการแถลงและอภิปราย ประมาณ 2 วัน เมื่อถามว่า พรรคประชาชนได้ล็อกเป้าไว้ว่าบางคนที่มีคดีค้างในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมาพิสูจน์กัน แต่ก่อนที่จะนำรายชื่อทั้งหลายทูลเกล้าฯ มีพระบรมราชโองการก็มีการตรวจสอบทุกขั้นตอน ซึ่งไม่เคยมีการตรวจสอบในระดับนี้มาก่อน เราใช้หน่วยงานที่ตรวจสอบทั้งหมด ก่อนที่จะเสนอชื่อก็มีการประชุมร่วมกัน ขนาดแอบเข้าใต้ตึกผู้สื่อข่าวก็ยังเห็น เราทำทุกวิถีทาง ในขณะที่ยื่นเรื่องขึ้นไป ทุกหน่วยงานก็ไม่มีประเด็นอะไรที่เป็นปัญหา

ความคืบหน้าล่าสุด ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 %

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลใหม่เตรียมที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % และพร้อมที่จะนำเสนอต่อรัฐสภาในเร็วๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

การเตรียมความพร้อมของร่างนโยบายดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนได้ล็อกเป้าอภิปรายบุคคลที่มีคดีค้างใน ป.ป.ช. ก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองว่าจะส่งผลกระทบต่อการแถลงนโยบายหรือไม่

นอกจากนี้ การที่นายอนุทินได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะประสบการณ์และคำแนะนำของอดีตนายกรัฐมนตรี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศในระยะเวลาอันสั้นนี้

การแถลงร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ของรัฐบาลชุดใหม่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงนโยบายต่างๆ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน

แน่นอนว่าการที่ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % นั้น เป็นสัญญาณที่ดี แต่การนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า รัฐบาลจะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ดังนั้น การสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ และพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่านโยบายที่นำเสนอจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างแท้จริง และจะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในที่สุด การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

ดังนั้นเราจึงต้องติดตามกันต่อไปว่า ร่างนโยบายที่ว่านี้ จะมีรายละเอียดอะไรบ้าง และจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือ รัฐบาลจะสามารถนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้อย่างไร

ที่มา – “อนุทิน” บอกร่างนโยบายต่อรัฐสภาพร้อมแล้ว 99% ปชน. ล็อกเป้าต้องมาพิสูจน์กัน

“วินธัย” อัดกัมพูชา รุกล้ำดินแดน รอผลักดัน!

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาตำหนิ กัมพูชาที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการยั่วยุ และ รุกล้ำดินแดน ของไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ “บ้านหนองหญ้าแก้ว” เป็นเขตอธิปไตยของไทยอย่างแน่นอน และกำลังรอเวลาที่เหมาะสมในการใช้กฎหมายผลักดันผู้ที่รุกล้ำออกไป

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการประกาศหยุดยิงครบ 53 วัน และเข้าสู่กลไกทวิภาคีเพื่อสร้างสันติภาพนั้น พล.ต.วินธัย เผยว่า ยังคงมีความพยายามจากฝ่ายกัมพูชาในการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยใช้กำลังภาคประชาชน โดยเฉพาะสตรี เด็ก และพระภิกษุสงฆ์ ในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือทหาร

สถานการณ์ปัจจุบันมีการชุมนุมของชาวกัมพูชาที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไทย มีพฤติกรรมยั่วยุโดยใช้สิ่งเทียมอาวุธ เช่น ไม้และก้อนหิน ในพื้นที่อธิปไตยของไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ยังพบว่ามีทหารกัมพูชามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ โดยไม่มีการห้ามปรามประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการจงใจให้ประชาชนออกหน้าในการยั่วยุ หรือ รุกล้ำดินแดน กระทำผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเพื่อรักษาความสงบและบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีท่าทีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ชี้ “อันวาร์” ได้รับข้อมูลไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการรุกล้ำดินแดน

พล.ต.วินธัย ยืนยันว่า นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ของฝ่ายกัมพูชา เกี่ยวกับกรณีบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยของไทย ไม่ใช่พื้นที่ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ แต่มีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามา กองทัพบกจะประสานกับกองทัพไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ยืนยันว่าการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นตำรวจ ไม่ใช่ทหาร และการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตา เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้รื้อแนวลวดหนามที่เป็นทรัพย์สินทางราชการ

ย้ำชัด! กัมพูชา รุกล้ำดินแดน ไทย

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชา น่าจะนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดในเวทีต่างๆ จึงจะมีการประสานกระทรวงการต่างประเทศต่อไป ยืนยันว่าไทยไม่ได้ขยายขอบเขตเกินกว่าพื้นที่พิพาท เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตรงกับพื้นที่พันเตียเมียนเจย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ และไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และไม่ใช่พื้นที่เหนืออธิปไตยของกัมพูชา แต่ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชา นอกจากจะละเมิดข้อตกลง MOU 2543 เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ แต่ยัง รุกล้ำดินแดน เข้ามายังพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งเป็นความเร่งด่วนแรกที่ต้องดำเนินการ

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การรายงานข้อมูลเท็จเพียงฝ่ายเดียวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา รวมถึงคณะ IOT ฝ่ายกัมพูชา ไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงขอเรียกร้องให้สื่อสารไปยังเวทีต่างประเทศด้วยความโปร่งใส นอกจากนี้ จะให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า ยังมีข้อมูลของฝ่ายไทย เพื่อป้องกันไม่ให้มาเลเซียถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลาง

พล.ต.วินธัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กรณีที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ไม่รอข้อมูลจากคณะ IOT ฝ่ายไทยก่อนออกมาให้ความเห็น ว่าไม่ทราบ ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต่อสายตรงไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จึงทำให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ตนก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

ลั่น! กัมพูชาต้องออกจากพื้นที่ รุกล้ำดินแดน เท่านั้น

พล.ต.วินธัย ยอมรับว่า ปัญหาพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เป็นการเผชิญหน้าระหว่างพลเรือนกัมพูชา กับเจ้าหน้าที่รัฐของฝ่ายไทย ถือว่าเป็นปัญหาละเอียดอ่อน และพยายามใช้ความอดทนอดกลั้น ซึ่งตอนแรกมีความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ในสายตาของต่างประเทศ แต่ก็ยังพบว่าในระดับต่างประเทศ มีการสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และหลังจากนี้จะพยายามใช้กลไกที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ การใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่ รุกล้ำดินแดน ไม่ต้องรอให้รัฐบาลไฟเขียว สามารถดำเนินการได้ทันที เพียงแต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก อย่างไรก็ตาม ชาวกัมพูชาก็ต้องออกไปจากพื้นที่นี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตรียมยาแรงอะไร แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ แต่ต้องสื่อสารให้ได้ก่อนว่าพื้นที่นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างชอบธรรม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสในระดับนานาชาติ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ประเทศไทยยืนยันในอธิปไตยเหนือดินแดนของตน และพร้อมที่จะใช้กฎหมายในการปกป้องนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – “วินธัย” อัดกัมพูชา ใช้ประชาชนออกหน้ารุกล้ำดินแดน รอเวลาเหมาะสม ใช้ กม. ผลักดัน