วัน: 19 กันยายน 2025

สลด! ครอบครัวเจอศพชายวัย 69 ปี ในร่องน้ำ

สุดสลด! ครอบครัวเจอศพชายวัย 69 ปี ในร่องน้ำ พากันนำร่างขึ้นมาทำความสะอาดคราบเปื้อนโคลน แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อตรวจพบร่องรอยถูกทำร้าย มีแผลใหญ่ แตกยุบบริเวณศีรษะ จึงรีบแจ้งตำรวจ เผยผู้ตายเพิ่งพ้นโทษได้มา 2 ปี จากคดีฆาตกรรมภรรยาตัวเอง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 กันยายน 2568 ร.ต.อ.หญิง พรรณทิวา ลำโนรี รอง สว.(สอบสวน) สภ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ได้รับแจ้งเหตุครอบครัวเจอศพชายวัย 69 ปี ในร่องน้ำ ถูกทำร้ายร่างกายด้วยของแข็ง พื้นที่หมู่ 3 ต.วังวน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยกลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 แพทย์เวรโรงพยาบาลพรหมพิราม กู้ภัยพิษณุโลก มูลนิธิประสาทบุญสถาน

ที่เกิดเหตุพบร่างผู้เสียชีวิต นอนบนแคร่ไม้ห่มผ้าห่มหลากสี เนื้อตัวเปียก ทราบชื่อต่อมาคือ นายจรัญ พิรนฤทธิ์ อายุ 69 ปี ชาว ต.วังวน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก แพทย์เวรโรงพยาบาลพรหมพิราม ชันสูตรเบื้องต้นพบว่า หน้าผากแตกเป็นแผล กะโหลกยุบ ด้านหลังมีรอยเขียวช้ำ คาดว่าเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 18 กันยายน นายจรัญ พิรนฤทธิ์ อายุ 69 ปี ผู้เสียชีวิต อยู่บ้านกับลูกสาวคนเล็กซึ่งเป็นใบ้ พูดไม่ได้ จนถึงเวลา 19.00 น. นายจรัญ ได้ออกไปปักเบ็ดหาปลาตามปกติ แต่ตอนเช้าไม่กลับบ้าน ลูกสาวคนเล็ก เห็นว่าผิดปกติจึงได้ไปตามพี่สาวที่อยู่บ้านใกล้ ๆ กันออกตามหา จนเดินไปถึงร่องน้ำปลายนา ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 300 เมตร ไปพบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ในน้ำ เนื้อตัวเปื้อนขี้โคลน จึงได้ตามแฟน และญาติ ๆ มาช่วยกันยกผู้เสียชีวิตขึ้นมาจากน้ำ ใส่รถทางการเกษตรมาวางบนแคร่ และทำความสะอาดร่างกายล้างขี้โคลนที่เปรอะเปื้อนออก เนื่องจากคิดว่านายจรัญ เสียชีวิตจากการจมน้ำ ไม่คาดว่าจะถูกทำร้ายร่างกาย

จากนั้นพนักงานสอบสวนจึงนำตัวลูกสาวไปชี้จุดที่เกิดเหตุบริเวณร่องน้ำ พบคราบเลือดอยู่บนถนนคอนกรีต โดยมีร่องรอยนำขี้โคลนปิดทับ มีร่องรอยคราบเลือดในการเคลื่อนย้ายร่างไปถึงร่องน้ำ พบขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวน 2 ขวด, ซองบุหรี่ 1 ซอง, กล่องข้าว 1 กล่อง ยังมีลักษณะใหม่ อาวุธปืนไม่ทราบขนาด, มีดพก ส่วนไฟฉายคาดศีรษะของนายจรัญที่พกตลอดเวลาหายไป ซึ่งชุดสืบสวน สภ.พรหมพิราม ได้ลงพื้นที่เพื่อหาหลักฐาน เพื่อหาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีทางกฎหมาย

ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่แผนกนิติเวชโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก ภายหลังจากที่กู้ภัยพิษณุโลก มูลนิธิประสาทบุญสถาน ได้นำร่างส่งนิติเวชเพื่อทำการชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนมอบร่างให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

โดยนายธวัชชัย เหมือนมี อาสาสมัครกู้ภัยพิษณุโลก มูลนิธิประสาทบุญสถาน กล่าวว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ตนเองได้รับแจ้งจากศูนย์สั่งการว่า มีผู้เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ จึงรุดไปตรวจสอบเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตนอนบนแคร่ไม้ห่มผ้า จนแพทย์เวรโรงพยาบาลพรหมพิรามมาถึงเปิดร่างผู้เสียชีวิต พบว่าร่างกายซีด มีกลิ่นเหม็น คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง

เมื่อแพทย์ชันสูตรเบื้องต้น พบว่าบริเวณศีรษะมีรอยถูกของแข็งตีจนศีรษะแตก หน้าผากแตก ด้านหลังมีรอยเขียวช้ำ จนลูกสาวของผู้เสียชีวิตได้ให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ตนเองกับญาติ ๆ พบผู้เสียชีวิตในร่องน้ำปลายนา เนื้อตัวเปื้อนขี้โคลน จึงทำความสะอาดร่างผู้เสียชีวิต ก่อนที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวนจึงให้ตนเองนำร่างผู้เสียชีวิตมาส่งนิติเวชโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต และหาหลักฐานเพื่อประกอบคดีหาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป

สำหรับ นายจรัญ พิรนฤทธิ์ ผู้เสียชีวิต เพิ่งพ้นโทษจากคดีฆ่า น.ส.บังอร จันทรเกษม ซึ่งเป็นภรรยาเมื่อปี 2558 ได้ประมาณ 2 ปี และมีประวัติติดยาเสพติด

ครอบครัวเจอศพชายวัย 69 ปี ในร่องน้ำ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียและความซับซ้อนของชีวิตมนุษย์ การที่ครอบครัวเจอศพชายวัย 69 ปี ในร่องน้ำ และพบว่าเป็นการถูกทำร้าย ยิ่งสร้างความสะเทือนใจและคำถามมากมายถึงแรงจูงใจของผู้กระทำ

ประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์ ครอบครัวเจอศพชายวัย 69 ปี ในร่องน้ำ

  • สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง: ต้องรอผลชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต และลักษณะบาดแผล
  • แรงจูงใจในการก่อเหตุ: การสืบสวนจะมุ่งเน้นไปที่ความขัดแย้งส่วนตัว ประวัติอาชญากรรม และความเชื่อมโยงกับผู้เสียชีวิต
  • ความปลอดภัยในชุมชน: เหตุการณ์นี้อาจทำให้เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ และความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการป้องกันอาชญากรรม

การเสียชีวิตของนายจรัญเป็นเรื่องน่าเศร้า และหวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้โดยเร็ว เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ที่มา – ครอบครัวเจอศพ ชายวัย 69 ปี ในร่องน้ำ นำร่างขึ้นมาทำความสะอาด จึงพบแผลถูกทำร้าย

สอบสวน บอร์กราเฟ ของลิเวอร์พูล ปมเหยียดผิว

สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) กำลังสอบสวน ราฟาเอลา บอร์กราเฟ ผู้รักษาประตูลิเวอร์พูล จากกรณีถูกกล่าวหาว่าใช้ถ้อยคำเลือกปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมทีม

เหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการกล่าวถ้อยคำเหยียดผิว เกิดขึ้นระหว่างการเข้าค่ายฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่นของลิเวอร์พูล

ยังไม่ทราบว่าคำพูดที่ บอร์กราเฟ ถูกกล่าวหาว่าพูดคืออะไร หรือพูดกับเพื่อนร่วมทีมที่ไม่ระบุชื่อคนไหน

นักเตะวัย 25 ปีรายนี้ย้ายจาก SC ไฟรบวร์ก มาร่วมทีมลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์ และยังไม่ได้ลงสนาม แต่เธอได้ลงเล่นในเกมอุ่นเครื่องช่วงปรีซีซั่น

เธอไม่ได้อยู่ในทีมที่พ่ายแพ้ต่อเอฟเวอร์ตันที่แอนฟิลด์ในสุดสัปดาห์แรก แต่กลับมาเป็นตัวสำรองที่ไม่ได้ใช้งานในเกมที่แพ้เลสเตอร์ 1-0 เมื่อวันอาทิตย์

ผู้จัดการทีม แกเร็ธ เทย์เลอร์ บอกกับ BBC Sport หลังจบเกมกับเอฟเวอร์ตันว่า การขาดหายไปของ บอร์กราเฟ เป็น “ปัญหาภายใน” และสโมสรยืนยันว่าเธอกลับไปเยอรมนี ทำให้พลาดการฝึกซ้อมหลายครั้ง

ขณะนี้ บอร์กราเฟ กลับมาที่เมอร์ซีย์ไซด์แล้ว และมีกำหนดเข้าร่วมการฝึกซ้อมในวันศุกร์ หลังจากเข้าร่วมการฝึกซ้อมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

สโมสรได้ปฏิบัติตามโปรโตคอลของ FA ซึ่งหมายความว่าเธอจะมีส่วนร่วม เว้นแต่จะได้รับแจ้งเป็นอย่างอื่นจากองค์กรปกครอง

ในแถลงการณ์ของสโมสร ระบุว่า: “LFC รับทราบถึงการใช้ภาษาที่เลือกปฏิบัติโดยผู้เล่น LFC Women

“สโมสรได้ปฏิบัติตามโปรโตคอลอย่างเต็มที่ และเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาได้รับการรายงานไปยัง FA ซึ่งกำลังดำเนินการสอบสวนโดยได้รับการสนับสนุนจากเราอย่างเต็มที่

“เราประณามการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ มันไม่มีที่ยืนในฟุตบอลหรือสังคม เราไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ในขณะที่การสอบสวนกำลังดำเนินอยู่”

BBC Sport ได้ติดต่อ FA เพื่อขอความคิดเห็น

สอบสวน บอร์กราเฟ ของลิเวอร์พูล ปมเหยียดผิว

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการฟุตบอลหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเหยียดผิวและการเลือกปฏิบัติยังคงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง

การสอบสวน ราฟาเอลา บอร์กราเฟ ของลิเวอร์พูล ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสโมสรและสมาคมฟุตบอลในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างเด็ดขาด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสอบสวน บอร์กราเฟ ของลิเวอร์พูล

หากพบว่า บอร์กราเฟ กระทำผิดจริง เธออาจต้องเผชิญกับบทลงโทษต่างๆ เช่น การพักการแข่งขัน ปรับเงิน หรือแม้กระทั่งถูกยกเลิกสัญญา

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของทั้งตัวผู้เล่นและสโมสรลิเวอร์พูล

ความสำคัญของการสอบสวนที่เป็นธรรมและโปร่งใส

เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่การสอบสวนครั้งนี้จะต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

สโมสรลิเวอร์พูลควรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสอบสวนของ FA และให้การสนับสนุนแก่เหยื่อของการเลือกปฏิบัติ (ถ้ามี)

บทบาทของแฟนบอลและสื่อมวลชน

แฟนบอลและสื่อมวลชนควรหลีกเลี่ยงการคาดเดาหรือตัดสินว่าใครผิดใครถูกก่อนที่การสอบสวนจะสิ้นสุดลง

ควรรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการและให้เกียรติกระบวนการยุติธรรม

กรณีการสอบสวน บอร์กราเฟ ของลิเวอร์พูล เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเหยียดผิวและการเลือกปฏิบัติยังคงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในวงการฟุตบอล

เราทุกคนมีหน้าที่ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและครอบคลุมสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น โค้ช เจ้าหน้าที่ หรือแฟนบอล

และนี่คือเหตุผลที่เราต้องติดตามข่าวนี้ต่อไป เพื่อดูว่าผลสรุปของการ สอบสวน บอร์กราเฟ ของลิเวอร์พูล จะเป็นอย่างไร

ที่มา – Liverpool’s Borggrafe investigated for racism remark

งานประเพณีแข่งโพน พัทลุง ชิงถ้วยพระราชทานฯ 2568

เตรียมพบกับงานประเพณีสุดยิ่งใหญ่แห่งจังหวัดพัทลุง ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย! เทศบาลเมืองพัทลุงเตรียมจัดงาน “แข่งโพน” ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2568 อย่างอลังการ งานนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานประเพณีแข่งโพน-ลากพระ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 จังหวัดพัทลุง โดย อบจ.พัทลุง เทศบาลเมืองพัทลุง และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง ได้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 ตุลาคม 2568 ณ เวทีกลางหน้าสำนักงาน อบจ.พัทลุง โดยโพนที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ประกอบด้วย โพนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และโพนเยาวชน งานนี้บอกเลยว่าครึกครื้นแน่นอน!

ภายในงานไม่ได้มีแค่การ “แข่งโพน” เท่านั้นนะ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายให้ร่วมสนุก ไม่ว่าจะเป็นการประกวดธิดาโพน การประกวดหนุ่มโพนเมืองลุง การแข่งขันซัดต้ม การแสดงบนเวที และกิจกรรมถนนคนเดิน บอกเลยว่ามางานเดียวคุ้มสุดๆ ได้ทั้งชม ทั้งชิม ทั้งช้อป ครบจบในที่เดียว

สำหรับใครที่ไม่คุ้นเคยกับคำว่า “โพน” โพนก็คือเครื่องดนตรีพื้นบ้านของชาวปักษ์ใต้ ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่สมัยก่อน ใช้ตีบอกเหตุร้ายเวลากลางคืน ใช้เรียกประชุมหมู่บ้าน เป็นสัญญาณบอกเวลาฉันอาหาร รวมถึงใช้ประกอบจังหวะในงานประเพณีลากพระ จนพัฒนามาเป็นการแข่งขันตีโพนอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

งานประเพณี “แข่งโพน” จ.พัทลุง แห่งเดียวของไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2568

จังหวัดพัทลุง โดยเทศบาลเมืองพัทลุง ได้จัดงานประเพณีแข่งโพนลากพระขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นงานประเพณี “แข่งโพน” แห่งเดียวของภาคใต้และของประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 เทศบาลเมืองพัทลุงได้จัดงานประเพณีแข่งโพน-ลากพระ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นเป็นครั้งแรก และจัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ทำไมต้องไปงานแข่งโพน พัทลุง?

  • เป็นงานประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย
  • ได้ชมการแข่งขันตีโพนสุดมันส์ ที่หาชมที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
  • ได้สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวปักษ์ใต้
  • ได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ มากมายภายในงาน
  • ได้อิ่มอร่อยกับอาหารพื้นเมืองรสเลิศ

อบจ.พัทลุง โดยนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง ได้จัดงานดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 จนถึงปัจจุบัน ทำให้งานประเพณีนี้ยิ่งใหญ่และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ใครที่ยังไม่เคยไป ต้องลองไปสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเองสักครั้ง แล้วจะรู้ว่า “แข่งโพน” ไม่ได้มีดีแค่เสียงดัง แต่ยังมีความสนุกสนานและความเป็นเอกลักษณ์ที่น่าประทับใจอีกด้วย

ใครที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ หรืออยากสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แท้จริง งานประเพณี “แข่งโพน” จังหวัดพัทลุง เป็นอีกหนึ่งงานที่ไม่ควรพลาด เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปสนุกกัน!

ที่มา – งานประเพณี “แข่งโพน” จ.พัทลุง แห่งเดียวของไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2568

กระบะตู้ทึบถูกเก๋งไล่ยิง! สาเหตุขับปาด?

เกิดเหตุระทึกขวัญ! โชเฟอร์กระบะตู้ทึบถูกเก๋งไล่ยิงกลางถนน หนีตายเข้าแจ้งความ อ้างถูกปาดหน้ากันไปมาตลอดเส้นทางกว่า 30 กิโลเมตร ตำรวจเร่งล่าตัวคนร้ายจากทะเบียนรถ

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เฟซบุ๊กเพจชื่อดัง “เจ๊ม้อย V+” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถกระบะคันหนึ่ง พร้อมข้อความระบุว่า “อุกอาจมาก! กระบะโดนไล่ยิงกลางถนน โดยไม่สนรถคันอื่นที่สัญจรไปมา #บุรีรัมย์หนองกี่” สรุปใจความคือ รถกระบะขับแช่ขวาด้วยความเร็วประมาณ 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้รถเก๋งที่ขับตามมาด้วยความเร็วสูงกว่า พยายามส่งสัญญาณไฟขอทาง แต่คนขับกระบะเข้าใจผิดคิดว่าให้แซงซ้าย เนื่องจากเลนซ้ายยังว่าง ทำให้รถเก๋งไม่พอใจ เปิดไฟสูงไล่หลัง จากนั้นคนขับกระบะจึงหลบให้ แต่ได้เปิดไฟสูงตอบโต้ ทำให้รถเก๋งคันดังกล่าวบรรจุกระสุนและไล่ยิง จำนวน 2 ครั้ง รวม 15 นัด โชคดีที่คนขับและผู้โดยสารปลอดภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์

พ.ต.อ.ศักดิ์ศรี ไกรราช ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน เวลาประมาณ 21.00 น. บนถนนสาย 24 โชคชัย-เดชอุดม บริเวณกิโลเมตรที่ 82-84 ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา โดยนายหนึ่ง นาวาทอง อายุ 29 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.หนองกี่ ว่าขณะขับรถยนต์กระบะตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ ซึ่งดัดแปลงท้ายกระบะสำหรับบรรทุกพัสดุ ถูกรถเก๋งไล่ยิง ทำให้ตู้ทึบด้านท้ายรถได้รับความเสียหาย

ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและพบปลอกกระสุนปืนจำนวน 4 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นทราบว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตอำนาจของ สภ.หนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา จึงได้แนะนำให้ผู้เสียหายไปแจ้งความที่ สภ.หนองบุญมาก เพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไป

จากการสืบสวนเบื้องต้น ตำรวจทราบว่ารถเก๋งที่ก่อเหตุเป็นรถยี่ห้อมาสด้าสีเทา และทราบหมายเลขทะเบียนแล้ว อยู่ระหว่างการติดตามตัว

นายหนึ่ง ให้การว่า ตนเองรับพัสดุจากสมุทรปราการเพื่อนำไปส่งตามจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน โดยก่อนเกิดเหตุ รถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับรถปาดกันไปมาตั้งแต่บริเวณทางต่างระดับสีคิ้ว จนถึงจุดเกิดเหตุ รวมระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร

กระบะตู้ทึบถูกเก๋งไล่ยิง

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ กระบะตู้ทึบถูกเก๋งไล่ยิง?

สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากความไม่พอใจในการขับรถปาดหน้ากันไปมาบนท้องถนน อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังคงต้องสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ควรมีสติและใจเย็นในการขับขี่ หากเกิดความไม่พอใจหรือมีปัญหากับเพื่อนร่วมทาง ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือใช้ความรุนแรง เพราะอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่คาดคิดได้

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้รถใช้ถนนที่ขาดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และขาดการเคารพกฎจราจร การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในการขับขี่จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

ความขัดแย้งบนท้องถนนสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความเร่งรีบ ความเครียด และการขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน การควบคุมอารมณ์และการรู้จักให้อภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

การขับขี่ด้วยความระมัดระวังและมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น หวังว่าเหตุการณ์กระบะตู้ทึบถูกเก๋งไล่ยิงนี้ จะเป็นบทเรียนให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีสติในการขับขี่และเคารพกฎจราจร

ที่มา – กระบะตู้ทึบ ถูกเก๋งไล่ยิงกลางถนน คาดฉุนขับแช่ ปาดกันไปมา

อนุทินรับอันวาร์เชิญร่วมอาเซียน ยันไม่ใครแทรกแซงได้

“อนุทิน” รับ “อันวาร์” ยกหูหาเชิญร่วมประชุมอาเซียน ยัน ไม่มีใครเคลียร์-แทรกแซงรัฐบาลได้ หลัง “ฮุน มาเนต” ขอมาเลเซียเป็นตัวกลาง

วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาเปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยเป็นการส่วนตัว โดยนายอนุทิน ยอมรับว่า เมื่อวานนายอันวาร์ได้โทรมาหา พูดคุยถึงการเชื้อเชิญว่า ถ้าหากตนได้รับตำแหน่งเรียบร้อยแล้วคงจะได้พบกันโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงเดือนหน้า

ส่วนการพูดคุยถึงสถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้วนั้น นายอนุทิน ระบุว่าไม่ได้มีการพูดคุยในรายละเอียด อีกทั้งตนยังไม่สามารถพูดอะไรได้มาก เนื่องจากยังไม่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงมีรัฐบาลรักษาการ เราให้เกียรติกัน

“ตนอยากรับตำแหน่งได้ ก็ต่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน ส่วนเรื่องนโยบาย ข้อสั่งการ ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งขณะนี้เราก็ยังรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้ให้มากที่สุด” นายอนุทิน กล่าวและว่า

ส่วนกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร้องขอไปยัง นายอันวาร์ เพื่อให้เข้ามาแทรกแซงการเจรจานั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มีใครแทรกแซงรัฐบาลไทยและอธิปไตยของไทยได้

ส่วนเรื่องการพูดคุย นายอนุทิน ย้ำว่า เราสามารถทำได้ เพราะเป็นคนที่คุ้นเคยรู้จักกัน แต่เมื่อถึงจุดที่เราต้องรักษาผลประโยชน์ ตนขอให้มั่นใจว่าจะต้องยึดประโยชน์ ศักดิ์ศรี อธิปไตยของประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน และย้ำว่าจะไม่มีใครเคลียร์ได้

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการดำเนินนโยบายต่างๆ ล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการทาบทามจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมการประชุมอาเซียนที่จะเกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือการยืนยันของนายอนุทินว่า ไม่มีใครสามารถแทรกแซงรัฐบาลไทยและอธิปไตยของไทยได้ ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ แม้ว่าจะมีการพูดคุยหรือร้องขอจากผู้นำประเทศอื่นก็ตาม การเจรจาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด

อนุทินรับอันวาร์เชิญร่วมอาเซียน ยันไม่ใครแทรกแซงได้

การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชน ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย การที่ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและสามารถติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่นายอนุทินย้ำถึงการรักษาผลประโยชน์ ศักดิ์ศรี และอธิปไตยของประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

อนุทินยืนยันไม่มีใครแทรกแซงรัฐบาลไทยได้

ประเด็นที่น่าพิจารณาต่อไปคือ การที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร้องขอให้นายอันวาร์เข้ามาแทรกแซงการเจรจานั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การเจรจาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ควรเป็นไปตามหลักการและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การที่นายอนุทินออกมาให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีใครเคลียร์ได้นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดและความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การดำเนินนโยบายต่างประเทศและการเจรจาต่างๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

สรุปได้ว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตอบรับคำเชิญจากนายอันวาร์ อิบราฮิม เพื่อเข้าร่วมการประชุมอาเซียน และยืนยันว่าไม่มีใครสามารถแทรกแซงรัฐบาลไทยได้นั้น แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีระดับภูมิภาค รวมถึงความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติ การดำเนินนโยบายต่างประเทศและการเจรจาต่างๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวหน้าและมั่นคง

ที่มา – “อนุทิน” รับ “อันวาร์” ยกหูหาเชิญร่วมประชุมอาเซียน ยัน ไม่มีใครเคลียร์-แทรกแซงรัฐบาลได้

ตร.จ่อแจ้งข้อหา ชายพาตาวัย 71 ถอนเงินสด 1 ล้าน

จากกรณีข่าวชายต้องสงสัยพาคุณตาวัย 71 ปี ตระเวนถอนเงินสด 1 ล้านบาทออกจากบัญชีธนาคารในจังหวัดฉะเชิงเทรา กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุดตำรวจเตรียมพิจารณาแจ้งข้อหาชายคนดังกล่าว แม้ว่าเขาจะอ้างว่าตนเองก็ถูกมิจฉาชีพหลอกมาเช่นกัน

พ.ต.ท.ฉัตรชัย ตาวัน รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าคุณตาสมัคร ผู้เสียหาย มีเงินในบัญชีเกือบ 20 ล้านบาท ภายหลังการสอบสวน คุณตาได้เดินทางกลับบ้านพร้อมกับลูกเขย ส่วนนายโต ชายต้องสงสัย อ้างว่าตนเองก็ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเช่นกัน โดยถูกหลอกให้โอนเงินไปแล้ว 1 แสนบาท

มิจฉาชีพใช้กลอุบายอ้างว่าเงินในบัญชีของนายโตมีความเสี่ยงที่จะถูกอายัดเนื่องจากพบเส้นทางการทำทุจริต ทำให้เขาหลงเชื่อและโอนเงินไป จากนั้นมิจฉาชีพได้โทรศัพท์ไปหลอกคุณตาสมัคร โดยอ้างว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ (คือนายโต) ไปพาไปถอนเงิน ซึ่งนายโตก็ถูกหลอกให้ทำตามคำสั่งเช่นเดียวกัน

ตร.จ่อแจ้งข้อหา ชายพาตาวัย 71 ถอนเงินสด 1 ล้าน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของนายโตทั้งหมด และเตรียมพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาหน่วงเหนียวกักขัง รวมถึงเชิญตัวนายโตมารับทราบข้อกล่าวหา หากพบหลักฐานที่ชัดเจนที่เชื่อมโยงไปถึงการร่วมกันฉ้อโกง ก็จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป

ความคืบหน้าคดี ชายพาตาวัย 71 ถอนเงินสด 1 ล้าน

คดีนี้มีความซับซ้อน เนื่องจากมีผู้เสียหายหลายราย และมิจฉาชีพใช้กลอุบายที่แยบยลในการหลอกลวงเหยื่อ การสอบสวนจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในคดีนี้:

  • ข้อกล่าวหาที่ตำรวจจะแจ้งต่อนายโตมีอะไรบ้าง?
  • ตำรวจมีหลักฐานอะไรที่บ่งชี้ว่านายโตมีส่วนร่วมในการฉ้อโกง?
  • คุณตาสมัครตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้อย่างไร?
  • ตำรวจจะสามารถจับกุมตัวมิจฉาชีพที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงนี้ได้หรือไม่?

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ประชาชนระมัดระวังกลโกงของมิจฉาชีพที่นับวันจะยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการร้องขอให้โอนเงิน หรือทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเสมอ

การป้องกันตนเองจากมิจฉาชีพ:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงินแก่คนแปลกหน้า
  • ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนทำธุรกรรมใดๆ
  • หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคาร
  • ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส และอัปเดตอยู่เสมอ
  • ระมัดระวังการคลิกลิงก์ หรือไฟล์แนบที่ไม่น่าไว้วางใจ

เรื่องราวของ ชายพาตาวัย 71 ถอนเงินสด 1 ล้าน บาทนี้ ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และหวังว่าตำรวจจะสามารถคลี่คลายคดีนี้ได้อย่างรวดเร็ว และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ที่มา – ตร. จ่อแจ้งข้อหา ชายพาตาวัย 71 ถอนเงินสด 1 ล้าน อ้างถูกมิจฉาชีพหลอกมาเหมือนกัน

คนละครึ่ง 2568: อัปเดตล่าสุด สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม

อัปเดตล่าสุด “คนละครึ่ง 2568” จ่อเพิ่มสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม “ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี” แย้มอาจได้รับสิทธิ 1,200 บาทต่อคน

ความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” ภายหลังจาก “รัฐบาลอนุทิน” มีแนวคิดที่จะนำกลับมาปัดฝุ่น เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนอีกครั้ง โดย “กระทรวงการคลัง” มีความพร้อมที่จะทำโครงการคนละครึ่งได้ทันที หากมีนโยบายออกมาชัดเจน เพราะขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

เงื่อนไข “คนละครึ่งอัปเกรด” หรือ “คนละครึ่งพลัส” หรือ “คนละครึ่ง 2568”

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคนในอัตรา 50:50 แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีจะได้รับการสนับสนุนในอัตราที่สูงกว่า อาจอยู่ที่ 60:40

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป

คนละครึ่ง 2568 จ่อเพิ่มสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม

ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ในส่วนของนโยบายคนละครึ่ง กำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

รายละเอียดที่น่าสนใจของ คนละครึ่ง 2568

จากข้อมูลข้างต้น สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่ง 2568” คือ การพิจารณาเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการยื่นภาษีมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น หรือการได้รับการเติมเงินเพิ่มในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการส่งเสริมการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในระยะยาวได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่ารายละเอียดของโครงการ “คนละครึ่ง 2568” จะยังไม่ชัดเจนทั้งหมด แต่ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้น ต้องติดตามข่าวสารกันอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีรายละเอียดใดเพิ่มเติมบ้าง และเราจะสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างไร

และที่สำคัญก็คือ เตรียมตัวให้พร้อม หากมีการเปิดให้ลงทะเบียน ก็อย่ารอช้า รีบลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากโครงการ “คนละครึ่ง 2568” กันได้เลย เพราะโครงการดีๆ แบบนี้ ไม่ได้มีมาบ่อยๆ นะคะ

ที่มา – คนละครึ่ง 2568 อัปเดตล่าสุด จ่อเพิ่มสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี

ผบ.เหล่าทัพเห็นชอบ ปิดด่านชายแดนกัมพูชา

การประชุมผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา จนกว่าจะไม่มีภัยคุกคามประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเสริมความมั่นคงชายแดน ยึดหลักป้องกันตนเองจากการคุกคาม

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย ได้มีการประชุมคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีการเชิญคณะผู้บัญชาการทางทหารชุดใหม่เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้มีการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ เพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปที่สำคัญ 3 ประการดังนี้:

  1. เห็นชอบให้คงสภาพปัจจุบันในการปิดจุดผ่านแดนถาวร และจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หรือจนกว่าจะประเมินได้ว่ากัมพูชาจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยอีกต่อไป มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สินของชาติ
  2. เห็นว่าปัจจุบันกัมพูชายังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้มีการจัดทำรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีข้อสรุปให้สร้างรั้วในพื้นที่เส้นเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันแล้ว สำหรับในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จะใช้มาตรการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง รวมทั้งให้พิจารณาการสร้างเส้นทางยุทธวิธีตลอดแนวชายแดน
  3. ที่ประชุมได้วางแนวทางการดำเนินการต่อการละเมิดอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักการตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE – Rules of Engagement) เมื่อมีการกระทำที่เข้าข่ายการกระทำที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Act) หรือเจตนาที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Intent) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการสอดแนมหรือการเตรียมการเพื่อโจมตี ซึ่งตามกฎการใช้กำลัง สามารถใช้เป็นเหตุเริ่มต้นการป้องกันตนเองได้ โดยที่ประชุมได้วางมาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติต่อสถานการณ์ต่างๆ ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว

เหตุผลในการปิดด่านชายแดนและการสร้างรั้ว

การตัดสินใจปิดด่านชายแดนกัมพูชาและการสร้างรั้วชายแดนเป็นมาตรการที่สะท้อนถึงความกังวลอย่างจริงจังต่อสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน แม้ว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะมีสัมพันธ์ทางการทูต แต่การป้องกันผลประโยชน์ของชาติต้องมาเป็นอันดับแรก การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

การดำเนินการตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว การใช้มาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับควบคู่กันไปจะช่วยให้กองทัพมีความพร้อมในการตอบสนองต่อภัยคุกคามในทุกรูปแบบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสจะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในมาตรการที่รัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอยู่

การที่ผบ.เหล่าทัพเห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการดูแลรักษาความปลอดภัยของประเทศ การสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบัน

อนาคตและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการปิดด่านชายแดน แต่ประเทศไทยยังคงมุ่งหวังที่จะรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีกับกัมพูชา การแก้ไขปัญหาต่างๆ จะต้องดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตและการเจรจา การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกันจะเป็นหนทางนำไปสู่ความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

การพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนและการค้าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา เป็นมาตรการชั่วคราวที่มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี และประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถกลับมามีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและมั่นคงได้ในอนาคต

ที่มา – ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา จนกว่าจะไม่เป็นภัยคุกคามประเทศไทย

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

พรรคประชาชนเตรียมทีมอภิปรายนโยบายรัฐบาลใหม่! เน้น 4 หมวดหมู่หลัก ตรวจสอบละเอียดทุกประเด็นร้อน

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” เผย พรรคประชาชน ตั้งทีมเตรียมผู้อภิปรายวันแถลงนโยบายในสภาฯ แล้ว โดยแบ่งประเด็นการตรวจสอบออกเป็น 4 หมวดหมู่ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เงื่อนไข MOA ไปจนถึงประเด็นที่ดินเขากระโดง และโครงการคนละครึ่ง รวมถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อาจมีข้อกังขา

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง สภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่าเวทีแรกที่จะทำการตรวจสอบอย่างเข้มข้นคือการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยพรรคประชาชนได้จัดตั้งทีมและเตรียมผู้อภิปรายไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่

  1. การตรวจสอบและติดตามการรักษาสัญญาตามเงื่อนไขข้อตกลง (MOA) ที่รัฐบาลได้ให้ไว้
  2. การตรวจสอบประเด็นที่สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม เช่น กรณีการฮั้ว สว. และประเด็นที่ดินเขากระโดงซึ่งยังคงเป็นข้อพิพาท
  3. การตรวจสอบนโยบายเฉพาะหน้าที่คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญและผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการคนละครึ่งที่มีข่าวออกมา รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้มีการใช้งบประมาณจำนวน 69 บาท เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง
  4. การตรวจสอบความเหมาะสมของรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละท่าน เช่น กรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เคยเป็นอดีตตำรวจในจังหวัดบุรีรัมย์ และมีความเกี่ยวข้องกับอดีตตำรวจท่านหนึ่งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามในคดีฮั้ว สว. รวมถึงจุดยืนของรัฐมนตรีท่านนี้ต่อนโยบายกัญชา

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม แต่เมื่อพิจารณารายชื่อ ครม. ชุดใหม่ กลับพบว่ามีบุคคลที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และอาจมีการยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบคุณสมบัติ นายพริษฐ์ตอบว่า การใช้องค์กรอิสระในการตรวจสอบยังคงเป็นแนวทางเดิม คือหากมีการกระทำใดที่เป็นการทุจริต พรรคประชาชนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องที่มีนิยามชัดเจน และสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการได้

อย่างไรก็ตาม จุดยืนที่พรรคประชาชนแตกต่างออกไปคือเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายอาจมีนิยามที่ไม่ตรงกัน และอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคฯ ยึดมั่นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และจะเป็นจุดยืนเดิมที่ใช้ในการตรวจสอบทุกรัฐบาล ไม่ว่าหน้าตานายกรัฐมนตรีหรือ ครม. จะเป็นอย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนจะยังคงตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

จับตา 4 หมวดหมู่หลักในการ ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

การตรวจสอบของพรรคประชาชนจะเน้นไปที่:

  • ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบาย
  • การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • ความเหมาะสมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

การจัดตั้งทีมเพื่อชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การป้องกันการทุจริต และการส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ

นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะตรวจสอบทุกประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะประกอบด้วยพรรคการเมืองที่หลากหลาย แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะยึดมั่นในหลักการและมาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบทุกรัฐบาล

การตรวจสอบอย่างเข้มข้นนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พรรคประชาชนเชื่อว่าการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน ถือเป็นบทบาทสำคัญในการสร้างความสมดุลทางการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – พรรคประชาชน จัดทีมชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน 4 หมวดหมู่