วัน: 23 กันยายน 2025

ฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญ สักการะวัดดัง!

ฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญ: อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมภริยา นำครอบครัวร่วมงานสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” สักการะวัดดังกรุงพนมเปญ ท่ามกลางข้าราชการ และพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 สมเด็จ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมด้วย ดร.บุน รานี ภริยา และสมาชิกครอบครัว ญาติสนิท ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน ได้เดินทางไปร่วมพิธีสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” หรือสารทเขมร ที่วัดมณีโสวัน หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดชมพกแก๊ก เขตจัมอำเปิล ในกรุงพนมเปญ

พิธีพชุมเบญนี้จัดขึ้นตามประเพณีสำคัญของชาวกัมพูชา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ โดยมีการทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ ในปีนี้มีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม สะท้อนถึงความผูกพันของชาวกัมพูชากับขนบธรรมเนียมทางพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น การที่อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน มาร่วมงานด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ท่านให้กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของชาติ

ฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญ

งานบุญพชุมเบญ หรือที่เรียกกันว่า “วันสารทเขมร” เป็นเทศกาลสำคัญที่ชาวกัมพูชาให้ความเคารพและศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

ในระหว่างเทศกาลนี้ ชาวกัมพูชาจะเดินทางไปยังวัดต่างๆ เพื่อทำบุญตักบาตร ถวายอาหารแด่พระสงฆ์ ฟังพระธรรมเทศนา และร่วมกันสวดมนต์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมอาหารและเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ เพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษ โดยเชื่อกันว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะกลับมารับเอาส่วนบุญส่วนกุศลที่ลูกหลานได้ทำอุทิศให้

ความสำคัญของงานพชุมเบญ

การที่สมเด็จ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมงานฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของชาติ และยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนชาวกัมพูชาอีกด้วย

นอกจากความสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมแล้ว งานพชุมเบญยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในสังคมกัมพูชา ผู้คนจากทุกสารทิศจะเดินทางมารวมตัวกันที่วัด เพื่อร่วมกันทำบุญและเฉลิมฉลอง ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

เทศกาลนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมคุณค่าทางจิตใจ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัวและชุมชนอีกด้วย นับเป็นประเพณีที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดต่อไป

การที่อดีตผู้นำอย่างฮุน เซน ให้ความสำคัญกับประเพณีท้องถิ่นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการรักษาวัฒนธรรมของชาติ และเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าของประเพณีเหล่านี้

ที่มา – “ฮุน เซน” ควงภริยา นำครอบครัวร่วมงานสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” สักการะวัดดังกรุงพนมเปญ

เกาหลีใต้จับผู้นำมูนนีส์ ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

นางฮัน ฮัก-จา ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี (Unification Church) หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อ “มูนนีส์” ถูกทางการเกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง หลังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีติดสินบน นางคิม กอน-ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเป็นภริยาของ นายยุน ซ็อก-ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่เพิ่งถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

โบสถ์ของนางฮันถูกกล่าวหาว่ามอบกระเป๋าแบรนด์เนมชาแนล 2 ใบ และสร้อยคอเพชร 1 เส้น รวมมูลค่ากว่า 80 ล้านวอน (ประมาณ 1.82 ล้านบาท) ให้กับนางคิม เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง ซึ่งขณะนี้อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งก็อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในหลายข้อหา ทั้งการติดสินบนและปั่นหุ้น

อัยการได้ยื่นขอหมายจับนางฮันใน 4 ข้อหา รวมถึงการยักยอกทรัพย์และติดสินบน โดยนางฮัน ซึ่งมีอายุ 82 ปี และเป็นภรรยาม่ายของผู้ก่อตั้งโบสถ์ ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง “ไม่จริง” และเธอเองก็ไม่มีความสนใจเรื่องการเมืองใด ๆ ขณะที่ทนายความได้ยื่นคัดค้านการจับกุมโดยให้เหตุผลด้านอายุและปัญหาสุขภาพของเธอ

นอกจากนี้ นางฮันยังถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับอดีตเจ้าหน้าที่โบสถ์รายหนึ่งเพื่อติดสินบนเงิน 100 ล้านวอน (ประมาณ 2.28 ล้านบาท) ให้กับ นายกวอน ซอง-ดง สมาชิกรัฐสภาจากพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของอดีตประธานาธิบดียุน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้โบสถ์ได้รับผลประโยชน์หากนายยุนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2022 ซึ่งเขาก็ชนะการเลือกตั้งในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ทั้งโบสถ์แห่งความสามัคคีและนายกวอนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยทางโบสถ์อ้างว่าอดีตเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินการเพียงลำพังในการมอบสินบนทั้งสองกรณี ส่วนตัวโบสถ์เองได้ออกมาขอโทษประชาชนและยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ปัจจุบัน นายยุน อดีตประธานาธิบดีถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และกำลังเผชิญการพิจารณาคดีแยกจากกรณีความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวายและนำไปสู่การถอดถอนเขาจากตำแหน่ง

สำหรับโบสถ์แห่งความสามัคคี ก่อตั้งขึ้นในเกาหลีใต้ช่วงทศวรรษ 1950 โดย ซัน มย็อง มุน ผู้ที่ประกาศตนเองว่าเป็นพระเมสสิยาห์ โบสถ์แห่งนี้เป็นที่รู้จักจากพิธีแต่งงานหมู่ที่จัดให้คู่รักหลายพันคู่ในเวลาเดียวกัน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นลัทธิ อีกทั้งยังเคยถูกกล่าวหาว่าบีบบังคับให้สาวกบริจาคเงินจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ โบสถ์แห่งความสามัคคียังตกเป็นประเด็นใหญ่ในญี่ปุ่นหลังเกิดเหตุนายชินโซ อาเบะ อดีตผู้นำญี่ปุ่นถูกลอบสังหาร โดยมือสังหารอ้างว่าโกรธแค้นโบสถ์นี้เพราะทำให้ครอบครัวของเขาล้มละลาย และมองว่านายอาเบะให้การสนับสนุนกลุ่มดังกล่าว.

ข่าวการเกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งครั้งนี้ สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันศาสนาและนักการเมืองอย่างมาก การที่ผู้นำทางศาสนาถูกกล่าวหาว่าติดสินบนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ของบุคคลเหล่านี้

เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่อำนาจและเงินทองสามารถนำไปสู่การทุจริตได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางศาสนาหรือนักการเมือง การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิด

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน จากกรณี เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

  • ความเสื่อมศรัทธาในศาสนา: ผู้คนอาจเริ่มตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของศาสนาและผู้นำทางศาสนา
  • ความไม่ไว้วางใจนักการเมือง: คดีนี้อาจทำให้ประชาชนรู้สึกว่านักการเมืองไม่ซื่อสัตย์และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
  • ความต้องการความโปร่งใส: ผู้คนเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเงินและการเมือง

การพิจารณาคดีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในเกาหลีใต้ และจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของโบสถ์แห่งความสามัคคี รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันต่างๆ ในประเทศ

ที่มา – เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

สมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน แก้เศรษฐกิจ

รมช.คลัง “วรภัค ธันยาวงษ์” เผย “นายกฯ อนุทิน-เอกนิติ” ถกสมาคมธนาคารไทย ฟังคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ เสนอนโยบาย 4 เร่งด่วน + 4 มาตรการเสริม ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ แก้หนี้ครัวเรือน ใช้ PromptBiz และเครื่องมือช่วย SMEs

วันที่ 23 กันยายน 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เช้าวันที่ 22 กันยายน 2568 สมาคมธนาคารไทยเปิดบ้านต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี เพื่อรับฟังข้อมูลปัญหาและคำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง นายกฯ อนุทินและรองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยเลยค่อนข้างผ่อนคลายเป็นกันเองและเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส

โดยมีสาระสำคัญ คือ เรื่อง Perfect Storm: ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉายภาพ ในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ

ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่า แสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

Reinvent Thailand: ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่แพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

ส่วน 3 แนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ ในด้านภาคประชาชน จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่ กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิต เข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

ขณะที่ ภาคธุรกิจ ต้องผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมถึงมาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน และใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

ส่วนภาครัฐ ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT รวมถึงปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน

นโยบายเร่งด่วน 4+4

ทางสมาคมฯ ได้สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม

1. ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ

2. แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

3. เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน

4. กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

+4 เสริม: ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือ สัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโตและก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจ ได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว อาทิเช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น

สมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน แก้เศรษฐกิจ

สมาคมธนาคารไทยได้เสนอ 4 นโยบายเร่งด่วนและ 4 มาตรการเสริมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเน้นไปที่การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การเพิ่มรายได้ครัวเรือน และการกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ

รายละเอียดข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทย เพื่อแก้เศรษฐกิจ

ข้อเสนอเหล่านี้เป็นผลมาจากการหารือระหว่างสมาคมธนาคารไทยกับรัฐบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการลงทุน

การผลักดันให้เศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบจะช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐบาลและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สมาคมธนาคารไทยยังเสนอให้มีการใช้เครื่องมือทางการเงินดิจิทัล เช่น PromptBiz เพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกิจสำหรับ SMEs

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในประเทศและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การปรับปรุงกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยรวมแล้ว ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน แก้เศรษฐกิจเป็นแนวทางที่ครอบคลุมและมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติจริงจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้

การที่สมาคมธนาคารไทยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน การนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติจริงต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และสมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน แก้เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน แก้เศรษฐกิจ เป็นสัญญาณที่ดีในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – “วรภัค” เผย สมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน +4 มาตรการเสริมแก้เศรษฐกิจไทย

เวียดนามรับมือด่วน! “ไต้ฝุ่นรากาซา” จ่อถล่ม

สถานการณ์ฉุกเฉินในเวียดนาม! นายกรัฐมนตรีสั่งการด่วนให้ทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับมือ “ไต้ฝุ่นรากาซา” ที่กำลังจะพัดเข้าสู่ประเทศ โดยคาดการณ์ว่าจะเป็นพายุที่มีความรุนแรงมากที่สุดลูกหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา สร้างความกังวลและความตื่นตัวไปทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มินห์ จิ๋ง ได้ออกคำสั่งเร่งด่วนไปยังทุกกระทรวง ท้องถิ่น รวมถึงกองทัพ ให้ระดมสรรพกำลังเพื่อรับมือผลกระทบจาก “ไต้ฝุ่นรากาซา” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้เวียดนามอย่างต่อเนื่อง คำสั่งดังกล่าว ซึ่งลงนามโดยรองนายกรัฐมนตรี เจิ่น หง็อก ฮา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้นทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้

มาตรการเร่งด่วนประกอบด้วยการตรวจสอบและปรับปรุงแผนอพยพประชาชน การเสริมความแข็งแรงของคันกั้นน้ำและอ่างเก็บน้ำ รวมถึงการเรียกเรือประมงทุกลำกลับเข้าฝั่งเพื่อความปลอดภัย โดยคำสั่งนี้ได้ถูกส่งต่อไปยังกระทรวงต่างๆ คณะรัฐมนตรี สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ และกองทัพ เพื่อให้ทุกหน่วยงานรับทราบและดำเนินการตามแผนที่วางไว้

กองบัญชาการทหารสูงสุดได้สั่งการให้กองทัพเรือ หน่วยยามฝั่ง และกองทัพอากาศ เตรียมพร้อมทั้งเรือ อากาศยาน และกำลังพล เพื่อปฏิบัติภารกิจในการอพยพ ช่วยเหลือ และบรรเทาสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ หน่วยงานชายแดนยังเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่ชายฝั่ง ตรวจสอบจำนวนเรือ และแจ้งเตือนเส้นทางของพายุให้ชาวประมงได้รับทราบอย่างทั่วถึง

ในส่วนของกระทรวงต่างๆ ได้รับคำสั่งให้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ดังนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่งของเขื่อนทะเล ระบบชลประทาน และจัดการความปลอดภัยของเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้

กระทรวงก่อสร้างได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงของอาคารต่างๆ ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงระบบระบายน้ำ ถนน และสะพาน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างเหล่านี้สามารถต้านทานแรงลมและฝนที่เกิดจากพายุได้

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้รับคำสั่งให้ปกป้องแท่นขุดเจาะน้ำมัน โรงไฟฟ้า และเหมือง รวมถึงควบคุมเสถียรภาพของราคาอาหารและเชื้อเพลิง โดยห้ามมิให้มีการกักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม ต้องดูแลให้ระบบการสื่อสารและอินเทอร์เน็ตสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ

กระทรวงการศึกษาและสาธารณสุขได้รับคำสั่งให้ดูแลความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ป่วย โดยอาจมีการสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราว และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงที

กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ต้องดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายฝั่งและเกาะต่างๆ เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในช่วงที่เกิดพายุ

“ไต้ฝุ่นรากาซา” พายุที่ต้องเฝ้าระวัง

“ไต้ฝุ่นรากาซา” เป็นพายุลูกที่ 9 ของปีที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาของเวียดนามได้เตือนว่า พายุจะคงความรุนแรงสูงสุดไปจนถึงวันอังคาร โดยมีคลื่นทะเลสูงเกิน 10 เมตร ทำให้ทะเลมีสภาพอันตรายอย่างยิ่ง ในวันที่ 24 กันยายน พายุจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้คาบสมุทรเหลยโจวของจีน ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และคาดว่าจะขึ้นฝั่งเวียดนามในช่วงระหว่างจังหวัดกว๋างนิงห์ถึงห่าติงห์ ในวันที่ 25 กันยายน ด้วยความเร็วลมที่ยังคงสูงถึง 120–170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ผลกระทบจาก “ไต้ฝุ่นรากาซา”

ด้วยรัศมีของพายุที่กว้าง ทำให้หลายพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากลมกระโชกแรงและพายุฝน แม้ว่าจะอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของพายุหลายร้อยกิโลเมตรก็ตาม ดังนั้น จึงขอเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคเหนือตอนกลางของเวียดนามให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการ และพร้อมอพยพทันทีเมื่อมีคำสั่ง

สถานการณ์ “ไต้ฝุ่นรากาซา” ที่เวียดนามกำลังเผชิญอยู่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างรอบด้าน การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำแก่ประชาชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติได้

ที่มา – นายกฯ เวียดนามสั่งรับมือด่วน “ไต้ฝุ่นรากาซา” จ่อถล่ม รุนแรงสุดนับจากปี 2024

ทรัมป์เตือน! หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงไทลินอล เสี่ยงออทิสติก

โดนัลด์ ทรัมป์ จุดประเด็นร้อนแรง! เตือนหญิงตั้งครรภ์เลี่ยงกินยาลดไข้ “ไทลินอล” เสี่ยงลูกเป็นออทิสติก ด้านแพทย์โต้แย้งข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงการณ์ที่ทำเนียบขาว ร่วมกับนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุข ถึงประเด็นที่สร้างความตกตะลึงไปทั่ววงการแพทย์ นั่นคือการออกมาเตือนให้หญิงตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด “ไทลินอล” (Tylenol) หรือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) โดยอ้างถึงความเชื่อมโยงกับการเพิ่มความเสี่ยงของโรคออทิสติกในเด็ก

ทรัมป์กล่าวเน้นย้ำว่า การใช้ไทลินอลในระหว่างตั้งครรภ์ “ไม่ใช่เรื่องดี” และควรใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น เมื่อมีไข้สูง พร้อมทั้งเปิดเผยว่า องค์การอาหารและยา (FDA) เตรียมออกประกาศเตือนไปยังแพทย์ทั่วประเทศ และอาจมีการแก้ไขฉลากยาเพื่อเพิ่มคำเตือน รวมถึงจัดทำแคมเปญรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม สมาคมสูติ-นรีแพทย์อเมริกัน (ACOG) ได้ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้ในทันที โดยระบุว่า คำเตือนของทรัมป์ “ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่” และยืนยันว่ายังไม่มีงานวิจัยใดที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า อะเซตามิโนเฟนเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคออทิสติก ขณะที่บริษัท เคนวิว (Kenvue) ผู้ผลิตยาไทลินอล ก็ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และยืนยันว่ายาไทลินอลยังคงเป็นยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์

การออกมาแถลงการณ์ของทรัมป์ในครั้งนี้ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการแพทย์และอุตสาหกรรมยา ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเตือนว่า การสร้างความตื่นตระหนกโดยที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของทั้งแม่และเด็ก เพราะไทลินอลถือเป็นยาแก้ปวดเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยาแก้ปวดชนิดนี้กับความผิดปกติทางพัฒนาการในเด็ก แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่แน่นอน และไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีงานศึกษาขนาดใหญ่จากสวีเดนที่ติดตามเด็กกว่า 2.4 ล้านคน ซึ่งไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนกับโรคออทิสติก หรือภาวะสมาธิสั้น

ทรัมป์เตือน! หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงไทลินอล เสี่ยงออทิสติก

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ยาในช่วงตั้งครรภ์ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะใช้ยาใดๆ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง

ทำไมการเตือนเรื่อง “ไทลินอล” จึงสำคัญ?

แม้ว่าผลการวิจัยจะยังไม่ชัดเจน แต่การที่ประเด็น “หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงไทลินอล เสี่ยงออทิสติก” ถูกหยิบยกขึ้นมานั้น ทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ยาอย่างระมัดระวังในช่วงตั้งครรภ์ และกระตุ้นให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของยาต่อพัฒนาการของเด็ก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรับประทานยาไทลินอลระหว่างตั้งครรภ์ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องมีการศึกษาและวิจัยเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่หญิงตั้งครรภ์ได้

แล้วหญิงตั้งครรภ์ควรทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่อง “ไทลินอล”

สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะใช้ยาใดๆ ในช่วงตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นยาที่หาซื้อได้เองหรือยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ แพทย์จะสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมและพิจารณาถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยาแต่ละชนิดได้อย่างรอบคอบ

  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกชนิด
  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัว
  • ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น

การตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงสุขภาพของทั้งแม่และเด็ก การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและการปรึกษาแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

ถึงแม้ว่าประเด็นเรื่อง “หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงไทลินอล เสี่ยงออทิสติก” จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลสุขภาพของตนเองและลูกน้อยในครรภ์อย่างดีที่สุด การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างราบรื่นและมีสุขภาพดี

ที่มา – ทรัมป์แถลงเตือน หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงกินยาลดไข้ “ไทลินอล” มีความเสี่ยงลูกเป็นออทิสติก ขณะที่แพทย์สวน

Ducati V21L มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ทดสอบแบตฯ โซลิดสเตต

การเปลี่ยนแปลงพลังงานขับเคลื่อนในอุตสาหกรรมยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปเป็นพลังงานไฟฟ้า เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าก็ยังไม่สามารถสร้างยอดขายให้สูงเท่ากับรถยนต์ไฟฟ้าได้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาในด้านระยะทาง ล่าสุด Volkswagen Group กำลังทดสอบเซลล์แบตเตอรี่โซลิดสเตตที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในรถซูเปอร์ไบค์ Ducati V21L ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์พิเศษสำหรับการเพิ่มระยะทางในการขับขี่ Ducati ได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในงาน IAA Mobility ที่มิวนิก เซลล์แบตเตอรี่แบบใหม่นี้มีศักยภาพมากพอที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์พลังงานสะอาด ให้สามารถวิ่งได้ไกลกว่าเดิม แต่จะไกลกว่าเดิมแค่ไหน และจะสามารถเทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงสันดาปภายในที่สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 300 กิโลเมตรได้หรือไม่

Ducati ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ VW Group เป็นผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์เพียงแบรนด์เดียวสำหรับการแข่งขัน MotoE World Championship ถือเป็นการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถสองล้อพลังงานสะอาด ในความเป็นจริง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้สำหรับการแข่งขันทางเรียบของ Ducati ยังคงไม่สามารถเทียบกับน้ำหนักที่เบาของรถจักรยานยนต์แข่งที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ได้ แถมยังวิ่งได้ไม่ไกลเท่ากับจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ นั่นคือที่มาของแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตตที่เข้ามาขยายระยะทางของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ V21L ของ Ducati ซึ่งเปิดตัวในประเทศเยอรมนีเมื่อปี 2023 ปัจจุบัน มีการทดลองติดตั้งเซลล์แบตเตอรี่ 980 QSE-5 จาก QuantumScape เซลล์แบตเตอรี่แบบใหม่นี้ ใช้ขั้วบวกโลหะลิเธียม และตัวคั่นเซรามิก ช่วยปรับปรุงความหนาแน่นของพลังงานไฟฟ้า ความสามารถในการชาร์จเร็ว DC ความปลอดภัย และอายุการใช้งาน ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบเดิม

Ducati ไม่ได้แจ้งถึงรายละเอียดของแบตเตอรี่โซลิดสเตตในรถจักรยานยนต์ต้นแบบ V21L รุ่นพิเศษนี้ว่ามีน้ำหนักเท่าใด หรือทำระยะทางวิ่งได้ไกลแค่ไหน อย่างไรก็ตาม หากวิศวกรสามารถปรับปรุงระบบต่างๆ ให้สมบูรณ์แบบได้ ก็อาจนำไปใช้ผลิตเป็นรถจักรยานยนต์ที่ใช้งานบนถนนได้จริง เทคโนโลยีแบตเตอรี่โซลิดสเตตกำลังถูกทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงไปในสนามแข่ง

Claudio Domenicali ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ducati กล่าวว่า “เรามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานในการก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ทั้งบนท้องถนนและในสนามแข่ง การพัฒนานวัตกรรมใหม่ของตัวเก็บประจุทำให้เราบรรลุผลลัพธ์อันน่าทึ่ง รวมถึงสถิติการคว้าแชมป์ MotoGP Constructors ติดต่อกันถึงหกสมัย ความหนาแน่นของพลังงานสูงที่ได้จากเทคโนโลยีโซลิดสเตตนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับยานยนต์สมรรถนะสูงอย่างมอเตอร์ไซค์สปอร์ต”

ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่อย่าง QuantumScape ไม่ใช่เรื่องใหม่ Volkswagen Group ทำงานร่วมกับ QuantumScape จากแคลิฟอร์เนียมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยมีเป้าหมายเดียวกันในการนำเซลล์โซลิดสเตตมาใช้กับรถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนน ดังนั้น สนามทดสอบของ Ducati จึงไม่ได้เป็นเพียงสนามทดสอบสำหรับรถจักรยานยนต์ แต่ยังเป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ สำหรับการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ให้วิ่งได้ไกลมากกว่าเดิม คงต้องตามกันว่าแบตเตอรี่แบบใหม่ จะทำให้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไปไกลถึง 300 กิโลเมตรได้หรือไม่ ? เพราะ Ducati Panigale V4 ทำระยะทางประมาณ 267 กิโลเมตร ต่อเชื้อเพลิง 1 ถัง (17 ลิตร)

Ducati V21L มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้นแบบ กำลังทดสอบแบตเตอรี่โซลิดสเตตเพื่อเพิ่มระยะทางในการขับขี่ ทำให้วงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

Ducati V21L มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ทดสอบแบตฯ โซลิดสเตต

การพัฒนา Ducati V21L มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่มาพร้อมกับการทดสอบแบตเตอรี่โซลิดสเตต ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่า หรือเหนือกว่ารถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน

อนาคตของ Ducati V21L มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

การทดสอบแบตเตอรี่โซลิดสเตตใน Ducati V21L มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จะเป็นอย่างไรต่อไป จะสามารถเพิ่มระยะทางการขับขี่ได้ตามเป้าหมายหรือไม่ และจะมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในรถจักรยานยนต์รุ่นอื่นๆ ของ Ducati ในอนาคตหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – Ducati V21L Electric Motorcycle วิ่งทดสอบแบตฯ โซลิดสเตตเพิ่มระยะทาง!

รวบ! หัวโจกช่างกลดังย่านหัวหมาก ป่วนงานบุญ

ตำรวจรวบตัวหัวโจกช่างกลชื่อดังย่านหัวหมากเพิ่มอีกหนึ่งราย หลังก่อเหตุทะเลาะวิวาทและป่วนงานบุญสารทเดือนสิบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผกก.สน.หัวหมาก พร้อมกำลังฝ่ายสืบสวน ได้ร่วมกันจับกุม นายนิธิศ อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา “พยายามฆ่าผู้อื่น และ พาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร” พร้อมของกลางเป็นอาวุธมีดและเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ โดยจับกุมได้ที่หน้าบ้านพักในซอยชุมชนพลับพลา ซอย 9 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร

คดีนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อกลางดึกวันที่ 19 กันยายน ตำรวจได้รับแจ้งเหตุวัยรุ่นแทงกัน มีผู้บาดเจ็บหลายราย บริเวณงานคอนเสิร์ตประเพณีบุญสารทเดือนสิบ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณหน้าเวทีคอนเสิร์ตบิ๊กแอส เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คอนเสิร์ตต้องหยุดชะงักลงทันที เนื่องจากมีกลุ่มวัยรุ่นจาก 2 สถาบัน ยกพวกตะลุมบอน ใช้อาวุธมีดไล่ทำร้ายกัน จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยผู้บาดเจ็บเป็นนักศึกษาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกแทงที่ท้องและฟันหลัง สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและนักศึกษาที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ 1 ราย และต่อมาได้ขยายผลจนสามารถจับกุมนายนิธิศ ซึ่งเป็นหัวโจกและนักศึกษาจากสถาบันช่างกลชื่อดังย่านหัวหมาก พร้อมของกลาง เบื้องต้นได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รวบอีกราย! หัวโจกช่างกลชื่อดังย่านหัวหมาก ป่วนงานบุญสารทเดือนสิบ ม.รามคำแหง

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในงานบุญสารทเดือนสิบ ม.รามคำแหง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนช่างกลชื่อดังย่านหัวหมาก ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะพยายามปราบปรามอย่างเข้มงวดก็ตาม การจับกุมหัวโจกในครั้งนี้ ถือเป็นความคืบหน้าในการดำเนินคดี และหวังว่าจะช่วยลดปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ได้บ้าง

ทำไมถึงต้องเป็นช่างกลชื่อดังย่านหัวหมาก?

คำถามนี้อาจเกิดขึ้นในใจของหลายๆ คน สาเหตุที่ต้องระบุว่าเป็น “ช่างกลชื่อดังย่านหัวหมาก” เนื่องจากในอดีตย่านหัวหมากเป็นที่ตั้งของสถาบันอาชีวะชื่อดังหลายแห่ง ซึ่งมักจะมีข่าวการทะเลาะวิวาทอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ชื่อเสียงของสถาบันเหล่านี้ ถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความรุนแรง

การแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งสถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน และเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องมีการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงาม สร้างค่านิยมที่ถูกต้อง และส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้นักเรียนเหล่านี้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำรอย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ตามรวบอีก 1 หัวโจก-ช่างกลชื่อดังย่านหัวหมาก ป่วนงานบุญสารทเดือนสิบ ม.รามคำแหง

กรมอุตุฯ เตือน! “พายุรากาซา” ฝนตกหนักถึงหนักมาก

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 3 เตือนถึงอิทธิพลของ “พายุรากาซา” ที่จะทำให้มรสุมมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 23-26 กันยายนนี้ ใครที่กำลังวางแผนเดินทางต้องเช็คสภาพอากาศกันให้ดีเลยนะคะ

กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 3 “พายุรากาซา” มรสุมกำลังแรง ทำไทยฝนตกหนักถึงหนักมาก

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่อง “พายุรากาซา” ฉบับที่ 3 ซึ่งใจความสำคัญคือการแจ้งเตือนถึงสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย

โดยสถานการณ์ปัจจุบัน (23 ก.ย. 68 เวลา 04.00 น.) พายุไต้ฝุ่น “รากาซา” ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 195 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนเข้าใกล้เกาะฮ่องกง ผ่านชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจีน และเกาะไหหลำ ก่อนที่จะเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ยในวันที่ 25 กันยายน 2568 จากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนก่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน เนื่องจากมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมา ทำให้พายุอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วในช่วงวันที่ 25-26 กันยายน 2568

ผลกระทบจาก “พายุรากาซา” ต่อประเทศไทย

อิทธิพลของ “พายุรากาซา” ส่งผลให้ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวมถึงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณ:

  • ภาคเหนือ
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • ภาคกลาง
  • ภาคตะวันออก
  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่

ทางกรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง ต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินกันนะคะ

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 24–26 กันยายน 2568 เพื่อความปลอดภัยค่ะ

สรุปก็คือ ช่วงวันที่ 23-26 กันยายนนี้ เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากกันด้วยนะคะ ตรวจสอบเส้นทางก่อนเดินทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย และติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรักค่ะ

ที่มา – กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 3 “พายุรากาซา” มรสุมกำลังแรง ทำไทยฝนตกหนักถึงหนักมาก

คนละครึ่งพลัส ใช้ได้เมื่อไหร่? อัปเดตล่าสุด!

อัปเดตโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในสมัยรัฐบาลอนุทิน ใช้ได้เมื่อไหร่ แย้มเพิ่มสิทธิให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“คนละครึ่ง 2568” หรือ “คนละครึ่งพลัส” ที่เตรียมนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ในสมัยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงเป็นนโยบายที่หลายคนรอคอย ซึ่งในรอบนี้อาจจะมีการปรับเงื่อนไขการลงทะเบียน และสิทธิการใช้จ่าย โดยเน้นสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี

สำหรับคนละครึ่งรอบใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ

ขณะที่  “กระทรวงการคลัง” ได้ออกมายืนยันก่อนหน้านี้ว่า มีความพร้อมที่จะทำโครงการคนละครึ่งได้ทันที หากมีนโยบายออกมาชัดเจน เพราะขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

อัปเดตล่าสุด “คนละครึ่งพลัส” ใครได้บ้าง

สำหรับเงื่อนไข คนละครึ่ง 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ในส่วนของนโยบายคนละครึ่งพลัส กำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้น คือ

  • เพิ่มสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จ่อรับเงินรวม 1,000 บาท

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป 

  • มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี

ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

  • ชงเพิ่มวงเงิน 200 บาทต่อวัน

โดยก่อนหน้านี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้เปิดเผยอีกว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้เพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่ง จากเดิม 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน คนที่ใช้แพลตฟอร์ม และมีสิทธิอยู่แล้วจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เมื่อถึงเวลาสามารถใช้ได้ทันที ส่วนคนที่ยังไม่เคยใช้ต้องลงทะเบียน และสำหรับคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็มีระบบออฟไลน์รองรับ

อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

คนละครึ่งพลัส: สรุปสิ่งที่คุณต้องรู้

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นโครงการที่รัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่ โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้ที่อยู่ในระบบภาษี แม้ว่ารายละเอียดของโครงการยังไม่ชัดเจน แต่ก็เป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ

สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อมีการประกาศรายละเอียดและเงื่อนไขอย่างเป็นทางการ

โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หากมีการบริหารจัดการที่ดีและประชาชนให้ความร่วมมือ ก็เชื่อได้ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ และสร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วน

ที่มา – “คนละครึ่งพลัส” ใช้ได้เมื่อไหร่ แย้มเพิ่มสิทธิให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ