วัน: 23 กันยายน 2025

ภูมิธรรมอึ้ง! ธนาธร ส่อป้องเขากระโดง?

“ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล พิสูจน์ผลงานแก้ปัญหาได้ แต่ไม่ยอมเป็น

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวถึงคดีฮั้วสว.และเขากระโดง ว่า ถ้ามีความผิดจริง ทำไมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยถึงไม่สั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ฟ้องร้องเอาผิด ว่า 2 ปีที่ผ่านมาคนที่เป็นรมว.มหาดไทย คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั่นแหละที่ไม่ดำเนินการ เพราะต้องเริ่มต้นจากกรมที่ดิน เมื่อตนเองเข้าไปถึงได้เริ่มดำเนินการ จะพูดว่า 2 ปีไม่ทำ นั้นไม่ใช่ แต่นายอนุทิน ไม่ได้ทำ สิ่งที่นายธนาธรพูดนั้น ตนเองก็อึ้งและเชื่อว่าประชาชนก็อึ้งกันไปเป็นแถบ เพราะไม่ควรจะออกมาจากปากของนายธนาธร ซึ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชน ตนเองคงไม่ต้องอธิบาย ไปถามประชาชน ว่าเวลานี้ประชาชนรู้สึกกันอย่างไร ตนว่านายธนาธร คงต้องไปทบทวนคำพูดเหมือนกัน ว่าที่พูดนั้นเชื่อแบบนั้นจริง ๆ หรือ พูดเพื่ออะไร ตนเองไม่ขอวิจารณ์ เมื่อถามว่าการที่นายธนาธรออกมาพูดแบบนี้ หลายคนมองว่า เป็นการปกป้องรัฐบาลมากกว่า และอาจไม่ใช่ฝ่ายค้านที่แท้จริง นายภูมิธรรม ตอบว่าสื่อถามเองตอบเองไปแล้ว ตนเองไม่ขอวิจารณ์คิดว่า วันนี้ทุกคนอยู่ในสายตาพี่น้องประชาชน ใครทำอะไรไว้คนก็จดจำ

เสียดายโอกาส ปชน.ไม่บริหาร

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงระยะเวลา 4 เดือนสำหรับการเตรียมเลือกตั้งเพียงพอจะทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ ว่าอยู่ที่ความเป็นจริง ทุกพรรคมี 4 เดือนเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ประเด็น ยืนยันเราพร้อมที่จะทำงานเต็มที่ อยู่ที่คนเป็นรัฐบาลประกาศอะไรไว้กับประชาชน ก็คงต้องทำและได้ยินว่าจะทำเร็วขึ้น เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายภูมิธรรม กล่าวว่า เหมือนเดิม เราเป็นพรรคการเมืองซึ่งอาสามาเป็นรัฐบาล เมื่อมีโอกาส ก็ต้องทำงานเต็มที่ แต่เสียดายพรรคประชาชนเขาอยากเป็นรัฐบาล อยากแสดงฝีมือ ครั้งนี้มีโอกาสเป็นรัฐบาล อยากจะเป็นกระทรวงแรงงานก็ได้ กระทรวงมหาดไทยก็ได้ หรือกระทรวงการคลังก็ได้ เห็นมีการพูดและอภิปรายไว้เยอะ แต่ทำไมมีโอกาสแล้วถึงไม่ทำ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร และไม่รู้ว่าโอกาสข้างหน้าจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ แต่ถ้ามีโอกาสแล้วทำไมไม่ทำ ปล่อยให้หลุดมือไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย อันนี้ต้องเป็นคำตอบให้คนเข้าใจ ว่าในเมื่ออยากพิสูจน์ตัวเองว่าไม่เคยทำและนำเสนอความเห็นว่าอยากลองทำ เมื่อมีโอกาสทำ และสามารถทำได้ แต่เมื่อมีโอกาสแล้ว ไม่ทำ แล้วจะไปความหวังลมๆ แล้งๆ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องช่วยกันคิด

“ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีฮั้ว ส.ว. และ เขากระโดง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่ส่อไปในทางปกป้องรัฐบาล ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงบทบาทที่แท้จริงของนายธนาธร

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า รู้สึก “อึ้ง” กับคำพูดของนายธนาธร และเชื่อว่าประชาชนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

ภูมิธรรมชี้ ธนาธรควรทบทวนคำพูด

นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายธนาธรควรทบทวนคำพูดของตนเอง ว่าสิ่งที่พูดนั้นเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ หรือมีจุดประสงค์อื่นใดแอบแฝง นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงประเด็นที่พรรคประชาชนไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะพรรคมีโอกาสที่จะแสดงฝีมือในการบริหารประเทศ แต่กลับปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอยไป

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายภูมิธรรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายธนาธรอย่างตรงไปตรงมา อาจสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวหน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเมืองในอนาคต

การที่นายธนาธรออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว อาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างทางการเมือง หรืออาจเป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความสับสนให้กับประชาชน และทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงจุดยืนที่แท้จริงของนายธนาธรและพรรคก้าวหน้า

เรื่องราวของ “ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองได้ในหลายมิติ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล

เตรียมออกหมายเรียกคดี เพื่อนบ้านคอนโดอาละวาด

เตรียมออกหมายเรียก ดำเนินคดี ปม “เพื่อนบ้านคอนโด” อาละวาด ไล่ถีบประตู! ผบช.น. และ ผบก.น.1 สั่งตรวจสอบเหตุการณ์สามีภรรยาทะเลาะกัน ก่อเหตุไล่เคาะและถีบห้องเพื่อนบ้านในคอนโดมิเนียมย่านดินแดง จนหนุ่มอินฟลูเอนเซอร์ต้องผวาเข้าแจ้งความ ล่าสุด สน.ดินแดงกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีในข้อหาพยายามบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์

เตรียมออกหมายเรียก ดำเนินคดี ปม “เพื่อนบ้านคอนโด” อาละวาด ไล่ถีบประตู

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง เร่งตรวจสอบกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Thanid Thungtongkam ซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ได้โพสต์ข้อความเตือนภัยสำหรับผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมย่านดินแดง เกี่ยวกับพฤติกรรมของเพื่อนบ้านที่ทำการเคาะประตู ถีบประตู นำมีดมาเคาะ และนำเลือดสกปรกมาป้าย พร้อมทั้งด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย มีการหมิ่นประมาทและข่มขู่ ทำให้ผู้เสียหายต้องหลบซ่อนตัวและเกิดความวิตกกังวล จึงได้แจ้งนิติบุคคลให้เข้ามาควบคุมสถานการณ์

ผลปรากฏว่านิติบุคคลทำได้เพียงเฝ้าดูเหตุการณ์ผ่านกล้องวงจรปิด และเมื่อโทรแจ้งตำรวจ ตำรวจก็อยู่ในล็อบบี้ไม่ได้ขึ้นมายังห้องของผู้เสียหาย จนกระทั่งผู้ก่อเหตุเดินลงไปที่ล็อบบี้เอง เนื่องจากระหว่างเคาะประตูได้เผลอทำมีดบาดศีรษะตนเอง

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 22:47 น. เจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.ดินแดง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และพบผู้ก่อเหตุพร้อมภรรยารอพบเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่าง โดยภรรยาของผู้ก่อเหตุให้ข้อมูลว่า สามีของตนมีอาการมึนเมาและทำร้ายตัวเองจนได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ เมื่อสอบถามผู้ก่อเหตุอยู่ในอาการมึนเมา พูดจาไม่รู้เรื่องและไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานกับหน่วยกู้ภัยเพื่อทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวผู้ก่อเหตุส่งไปยังโรงพยาบาลแพทย์ปัญญา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประชาสัมพันธ์ให้นิติบุคคลและผู้เสียหายสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุ และหากต้องการดำเนินคดี ให้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง

ต่อมา ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้โพสต์ข้อความ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง เนื่องจากผู้ก่อเหตุได้มาเคาะห้องเพื่อหาเรื่อง เนื่องจากไม่พอใจที่ผู้เสียหายได้แจ้งนิติบุคคลให้มาตรวจสอบเรื่องที่ผู้ก่อเหตุทะเลาะกับภรรยาเสียงดัง พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหาย พร้อมทั้งประสานงานกับชุดสืบสวน สน.ดินแดง เพื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และได้นัดหมายผู้เสียหายมาให้ปากคำเพิ่มเติม

โดยได้นัดหมายอีกครั้งในวันที่ 23 กันยายน เวลา 11:00 น. เพื่อยืนยันภาพผู้ก่อเหตุ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีในข้อหาพยายามบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ รวมถึงการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับคดีเพื่อนบ้านคอนโดอาละวาด?

คดี “เพื่อนบ้านคอนโด” อาละวาด นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการอยู่อาศัยร่วมกันในคอนโดมิเนียม การกระทำของผู้ก่อเหตุถือเป็นความผิดทางอาญา และอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของผู้พักอาศัยคนอื่นๆ การดำเนินการทางกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

ดังนั้น หากคุณกำลังประสบปัญหาเพื่อนบ้านสร้างความเดือดร้อน ควรปรึกษานิติบุคคลของคอนโดเพื่อหาทางแก้ไข หรือแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ทั้งนี้ หากมีผู้เสียหายประสงค์จะแจ้งความเพิ่ม สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ สน.ดินแดง ต่อไป

ที่มา – เตรียมออกหมายเรียก ดำเนินคดี ปม “เพื่อนบ้านคอนโด” อาละวาด ไล่ถีบประตู

สลด! คนร้ายยิง 15 นัด สมาชิก อบต.กรงปินัง ดับ

เกิดเหตุสลด คนร้ายกระหน่ำยิง 15 นัด สมาชิก อบต.กรงปินัง เสียชีวิตคาบ้านพัก เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวน คาดปมขัดแย้งส่วนตัว แต่ไม่ตัดประเด็นสถานการณ์ความไม่สงบ

จากเหตุการณ์อุกอาจ คนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนสงครามกระหน่ำยิง นายอิสมาแอ กาแจ อายุ 61 ปี สมาชิก อบต.กรงปินัง (อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน) ขณะเดินทางกลับจากร่วมงานเมาลิดในหมู่บ้าน จอดรถยนต์เตรียมเข้าบ้านพักของตนเอง ในพื้นที่หมู่ที่ 8 บ้านลือมุ อ.กรงปินัง จ.ยะลา เป็นเหตุให้เสียชีวิตทันที เมื่อเวลา 21.22 น. ของวันที่ 22 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา

ในช่วงเช้าวันนี้ 23 ก.ย. 68 พ.ต.อ.ต่อพันธุ์ ปุสันเทียะ ผกก.สภ.กรงปินัง พร้อมด้วยนายวสันต์ บรรจงช่วย ปลัดอำเภอกรงปินัง ผู้ดูแลประจำตำบลลิมุด เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจ นปพ.ยะลา 13 เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 รุดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งได้ปิดกั้นพื้นที่ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นสมาชิก อบต.กรงปินัง อยู่ในพื้นที่ หมู่ 8 บ้านลือมุ ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง จ.ยะลา ห่างจากถนนเส้นทางหลวง สาย 410 ยะลา-เบตง ประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่พบกองเลือดอยู่ใกล้รถยนต์กระบะของผู้ตาย แต่ไม่พบปลอกกระสุนแต่อย่างใด โดยทางเจ้าหน้าที่เร่งเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุทั้งหมดโดยละเอียด พร้อมทั้งสอบพยานแวดล้อม เพื่อตรวจสอบหลักนิติวิทยาศาสตร์ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตั้งปมการก่อเหตุในครั้งนี้ไว้หลายประเด็น ทั้งปมขัดแย้งส่วนตัว แต่ยังไม่ตัดประเด็นเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

นายอาดือนัน ฮามิดง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง ได้ให้ข้อมูลถึงเหตุการณ์ลอบยิงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.22 น. ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 15 นัด จึงได้โทรศัพท์สอบถามผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่เข้าเวรในคืนนั้น เมื่อผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพยายามโทรศัพท์หาผู้ตาย ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านลือมุ อ.กรงปินัง จ.ยะลา ด้วยกัน แต่ก็ไม่มีผู้รับสาย จากนั้นไม่นาน ภรรยาของผู้ตายได้โทรศัพท์มาหาตน พร้อมแจ้งข่าวร้ายว่าสามีถูกยิง ตนจึงรีบประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและโทรแจ้งนายอำเภอเพื่อดำเนินการทันที เมื่อเดินทางถึงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้กั้นพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้ว และในเวลาต่อมา นายอำเภอพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบร่องรอยกระสุนในตัวผู้ตาย พบ 12 นัด เข้าบริเวณหน้าอกและลำตัว โดยแขนซ้าย 2 นัด และใบหน้าอีก 1 นัด

นอกจากนี้ นายอาดือนัน ยังกล่าวถึงผู้เสียชีวิตว่าเป็นคนอัธยาศัยดี ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกับใครในหมู่บ้าน และมักจะให้ความช่วยเหลือชุมชนอยู่เสมอ ผู้เสียชีวิตเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมานานกว่า 15 ปี ก่อนที่จะได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก อบต.กรงปินัง ซึ่งในคืนเกิดเหตุ ผู้ตายเพิ่งเดินทางกลับจากงานเมาลิดที่จัดขึ้นโดย อบต. ที่มัสยิด และยังได้เข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันกีฬาต้านภัยยาเสพติดของเยาวชนในตำบลเมื่อไม่นานมานี้ด้วย ส่วนศพของผู้ตายจะมีการประกอบพิธีละหมาดในพื้นที่มัสยิดบ้านลิมุด พร้อมทั้งการประกอบพิธีฝังตามหลักศาสนาต่อไป

สลด! คนร้ายยิง 15 นัด สมาชิก อบต.กรงปินัง ดับ

เจ้าหน้าที่เร่งคลี่คลายคดี สมาชิก อบต.กรงปินัง ถูกยิงเสียชีวิต

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะผู้เสียชีวิตเป็นที่รักใคร่ของคนในหมู่บ้าน และเป็นผู้ที่ actively ทำงานเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด การสูญเสียสมาชิก อบต.กรงปินัง ท่านนี้ ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของชุมชน

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด และขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ หากมีข้อมูลเบาะแสใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ สามารถแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

การเสียชีวิตของสมาชิก อบต.กรงปินัง เป็นเรื่องที่น่าเศร้า และแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่ในสังคม เราหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้น และผู้กระทำผิดจะถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย

ที่มา – แค้นหนัก คนร้ายกระหน่ำยิง 15 นัด สมาชิก อบต.กรงปินัง ดับหน้าบ้าน

บิน 8,800 กม. จ่าย 4 หมื่น แต่โดนปฏิเสธตั๋วพรีเมียร์ลีก

สำหรับแฟนบอลบางคน การเข้าชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกเป็นเหมือนกิจวัตรประจำสัปดาห์ พวกเขาซื้อตั๋วปีสำหรับการแข่งขันในบ้าน และเดินทางทั่วประเทศเพื่อตามเชียร์ทีมเยือนด้วย

สำหรับคนอื่นๆ การไปชมเกมในลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่พวกเขาเก็บเงินและใช้เวลาพักผ่อนจากชีวิตประจำวัน

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจมส์จากเกาหลีใต้ เดินทาง 8,800 กิโลเมตรมายังเมืองไบรท์ตัน เพื่อชมท็อตแน่ม ทีมรักของเขาลงเล่นเป็นครั้งแรก โดยจ่ายเงิน 40,000 บาท (ประมาณ 900 ปอนด์) สำหรับตั๋วจากเว็บไซต์ขายต่อที่ไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อเขาพยายามเข้าไปในสนาม เขาถูกปฏิเสธ

หลังจากที่ BBC ได้เปิดโปงตลาดมืดตั๋วพรีเมียร์ลีกขนาดใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไบรท์ตันได้เชิญเราไปสาธิตให้เห็นว่าปัญหาแพร่หลายเพียงใด และพวกเขากำลังพยายามต่อสู้กับปัญหานี้อย่างไร

ตั๋วที่เจมส์ซื้อมาถูกปิดใช้งานไปแล้วเมื่อเขาพยายามสแกนเพื่อเข้าไปในสนาม Amex เขาได้รับคำแนะนำให้ไปที่ห้องจำหน่ายตั๋ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ของไบรท์ตันแจ้งให้เขาทราบว่าตั๋วของเขาถูกซื้อมาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

“ผมผิดหวัง ผมไม่เข้าใจกฎนี้” เขากล่าวข้างนอกสนามด้วยท่าทีเสียใจ

“ผมได้รับแจ้งว่าผมควรพยายามขอเงินคืนสำหรับตั๋ว”

มีผู้คนอีกกว่าร้อยรายเช่นเดียวกับเจมส์ที่ตั๋วสำหรับการแข่งขันถูกยกเลิกในลักษณะเดียวกัน

การขายต่อตั๋วเป็นสิ่งผิดกฎหมายในสหราชอาณาจักร แต่เว็บไซต์จำนวนมากยังคงดำเนินการโดยตั้งอยู่นอกประเทศ

จากการสอบสวนของ BBC พบว่าผู้ขายต่อมักใช้ซอฟต์แวร์บอทและตัวตนปลอมเพื่อกว้านซื้อตั๋วหลายร้อยใบเพื่อนำไปขายต่อในราคาสูงขึ้น และอาจทำให้แฟนๆ ต้องจ่ายเงินในราคาที่สูงเกินจริง หรือเสียเงินไปเลยหลังจากซื้อตั๋วที่ใช้ไม่ได้

“ผู้สนับสนุนระยะยาวพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะซื้อตั๋วเนื่องจากวิธีการที่ตั๋วถูกจัดจำหน่ายผ่านหน่วยงานทุติยภูมิ” Tom Greatrex ประธานสมาคมผู้สนับสนุนฟุตบอลกล่าว

“ปัญหานี้กำลังระบาดไปทั่วทั้งเกม”

ไบรท์ตันกล่าวว่าพวกเขากำลังใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพยายามปราบปรามการขายต่อตั๋วในราคาที่สูงเกินจริงโดยเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับอนุญาต

เพื่อพยายามควบคุมปัญหา ในฤดูกาลนี้พวกเขาได้ว่าจ้าง Joseph Sells เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตั๋ว ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่ และเขาปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันกับท็อตแนม

“เราพบตั๋วขายต่อที่ไม่ได้รับอนุญาตหลายร้อยใบในวันนี้ และเมื่อคิดตามราคาในตลาดมืด เราได้ป้องกันการทำธุรกรรมที่อาจเกิดขึ้นกับพวกพ่อค้าคนกลางไปได้ประมาณ 100,000 ปอนด์” Sells กล่าว

“เรากำลังลงทุนอย่างหนักเพื่อหยุดปัญหาที่ต้นตอ โดยใช้เทคโนโลยีล่าสุดที่เราสามารถทำได้ และเรากำลังควบคุมมันอยู่”

“ครอบครัวหนึ่งมาพร้อมกับตั๋วหกใบเพื่อชมการแข่งขันกับแมนเชสเตอร์ซิตี้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ซึ่งพวกเขาจ่ายเงินไปทั้งหมด 6,000 ปอนด์”

“แน่นอนว่ามันน่าเสียใจมาก มันเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่เหตุผลที่เราย้ำคือ หากคุณต้องการมาชมเกม โปรดซื้อโดยตรงจากสโมสร”

ต่อมาไบรท์ตันบอกกับ BBC ว่าตั๋วที่ขายต่อ 285 ใบถูกบล็อกในการแข่งขัน และผู้ถือตั๋วปี 12 รายถูกระบุว่าเป็นผู้ขายต่อ และตั๋วสำหรับการแข่งขันในอนาคตของพวกเขาถูกยกเลิก

บัญชีหนึ่งที่ใช้ในการขายต่อใช้ชื่อ Tony Montana ซึ่งเป็นตัวละครนำในภาพยนตร์แก๊งสเตอร์ยุค 80 เรื่อง Scarface เพื่อพยายามซื้อตั๋วจำนวนมาก

พรีเมียร์ลีกกำลังแนะนำกฎใหม่สำหรับตั๋วดิจิทัล ซึ่งรวมถึงการแนะนำบาร์โค้ดเข้ารหัส ซึ่งพวกเขาบอกว่าจะทำให้การขายต่อตั๋วเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น

Sells อธิบายว่าในขณะที่เขาแบ่งปันทรัพยากรกับสโมสรอื่น ๆ ซอฟต์แวร์นั้นเป็นแบบเฉพาะสำหรับไบรท์ตัน และค้นหาธุรกรรมที่น่าสงสัยและสแกนเว็บไซต์ขายต่อเพื่อหาตั๋วที่ระบุหมายเลขที่นั่ง

“โดยพื้นฐานแล้วเรากำลังฝึกฝนโมเดลเพื่อตรวจจับพฤติกรรมการขายต่อก่อนที่มันจะเข้ามาในสโมสรได้” เขากล่าว “มันใช้คะแนนความเสี่ยงกับแต่ละธุรกรรม”

“สมมติว่ามีคนในเอสโตเนียกำลังซื้อสินค้าด้วยบัตรเติมเงินที่ออกในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นั่นจะส่งสัญญาณเตือนระบบ”

“โมเดลเรียนรู้วิธีตรวจจับความผิดปกติเพิ่มเติมทุกวัน”

ที่ไบรท์ตัน แฟน ๆ ที่แสดงตั๋วที่ไม่ได้รับอนุญาตต่อเจ้าหน้าที่จะได้รับจดหมายที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น และสรุปด้วยประโยคที่ว่า: “เพื่อให้ได้รับเงินคืน คุณควรติดต่อผู้ออกบัตรของคุณ ซึ่งจะช่วยเหลือคุณในฐานะเหยื่อของการฉ้อโกงในการเรียกคืนเงินที่คุณจ่ายให้กับผู้ขาย”

สโมสรยังเสนอที่นั่งที่เหลืออยู่ในสนาม – ไม่ว่าจะเป็นจากผู้ถือตั๋วปีที่ไม่สามารถเข้าร่วม หรือในส่วนต้อนรับ – เพื่อขายให้กับแฟน ๆ ที่ตั๋วถูกบล็อกเมื่อเข้า

สำหรับบางคนที่เหมือนกับเจมส์ที่เชื่อว่าเว็บไซต์ขายต่อกำลังช่วยให้พวกเขาเติมเต็มความฝันในการเข้าชมเกม วันแข่งขันอาจกลายเป็นฝันร้ายได้

บิน 8,800 กม. จ่าย 4 หมื่น แต่โดนปฏิเสธตั๋วพรีเมียร์ลีก

ทำไมถึงโดนปฏิเสธตั๋วพรีเมียร์ลีก แม้จะ บิน 8,800 กม. จ่าย 4 หมื่น?

สาเหตุหลักๆ คือการซื้อตั๋วจากแหล่งที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือเว็บไซต์ขายต่อตั๋วที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมักจะมีการขายตั๋วปลอม หรือตั๋วที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ทำให้แฟนบอลเสียเงินและพลาดโอกาสในการเข้าชมเกม

ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เช่นเดียวกับเจมส์ การซื้อตั๋วจากช่องทางที่ได้รับการรับรองจากสโมสร หรือผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น คือทางออกที่ดีที่สุด

การสนับสนุนสโมสรที่คุณรักเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ควรทำด้วยวิธีที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีและไม่ผิดหวังเหมือนกรณี บิน 8,800 กม. จ่าย 4 หมื่น แต่โดนปฏิเสธตั๋วพรีเมียร์ลีก

ที่มา – ‘I flew 5,500 miles and paid £900 for a Premier League ticket but was turned away’

แก๊งอาชญากรรมพม่าขึ้นศาลในจีน คดีฆาตกรรม-ฉ้อโกง

ศาลในเมืองเซินเจิ้นของจีนได้พิจารณาคดีของกลุ่มอาชญากรรม 21 ราย ที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา (พม่า) โดยมีข้อหาเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง, ฆาตกรรม, ทำร้ายร่างกาย และการลักพาตัว ซึ่งเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีแก๊งอาชญากรรมพม่าขึ้นศาลในจีนนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก

แก๊งอาชญากรรมพม่าขึ้นศาลในจีน ไต่สวนคดีฆาตกรรม-ฉ้อโกงโทรคมนาคม

ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ได้เริ่มกระบวนการพิจารณาคดีสำคัญของกลุ่มอาชญากรจำนวน 21 คน ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา หรือพม่า โดยถูกตั้งข้อหาที่ร้ายแรงหลายกระทง ได้แก่ ฉ้อโกง, ฆาตกรรมโดยเจตนา, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยเจตนา, ลักพาตัว, ข่มขู่กรรโชกทรัพย์, การเปิดบ่อนการพนัน, การจัดหาและบังคับค้าประเวณี, การกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการลักลอบผลิตและค้ายาเสพติด การพิจารณาคดีในชั้นต้นนี้ถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ถึง 22 กันยายนที่ผ่านมา

สำนักงานอัยการประชาชนเมืองเซินเจิ้นได้ทำการฟ้องร้องกลุ่มอาชญากรดังกล่าว ซึ่งนำโดยนายเบย์ ซอ เชน และนายเบย์ หยิน ชิน โดยระบุว่าบุคคลเหล่านี้ได้ใช้อิทธิพลของตระกูลเบย์ในภูมิภาคโกก้างของพม่า ในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการจำนวนมากถึง 41 แห่ง นอกจากนี้ ยังจัดหากองกำลังติดอาวุธเพื่อคุ้มครองผู้ที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2009 อีกทั้งยังสมรู้ร่วมคิดกับผู้ที่ได้รับการคุ้มครองเพื่อกระทำการอาชญากรรมต่างๆ เช่น การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม, การฆาตกรรมโดยเจตนา, การทำร้ายร่างกายโดยเจตนา, การลักพาตัว, การข่มขู่กรรโชกทรัพย์, การเปิดบ่อนการพนัน, การจัดการข้ามพรมแดนโดยผิดกฎหมาย และการจัดหาหรือบังคับค้าประเวณี

ความเสียหายจากแก๊งอาชญากรรมพม่าขึ้นศาลในจีน

การกระทำความผิดทางอาญาที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้พลเมืองชาวจีนเสียชีวิตไปถึง 6 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ เงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันและการฉ้อโกงมีมูลค่ารวมกันสูงเกินกว่า 2 หมื่นล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.93 หมื่นล้านบาท

สำนักงานอัยการประชาชนเมืองเซินเจิ้นยังระบุเพิ่มเติมว่า นายเบย์ หยิน ชิน ยังได้ร่วมมือกับบุคคลอื่นในการลักลอบผลิตและค้ายาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) หรือที่รู้จักกันในชื่อยาบ้า เป็นจำนวนมากถึง 11 ตัน

การพิจารณาคดีความในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก กว่า 100 คน ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากสภาผู้แทนประชาชน, ที่ปรึกษาทางการเมือง, ญาติของจำเลย และประชาชนทั่วไป โดยคำตัดสินในคดีนี้จะถูกประกาศให้ทราบในภายหลัง

คดีแก๊งอาชญากรรมพม่าขึ้นศาลในจีนแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการก่ออาชญากรรมข้ามชาติและการมีอิทธิพลของกลุ่มบุคคลในพื้นที่ชายแดน การดำเนินคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความยุติธรรมและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – แก๊งอาชญากรรมพม่าขึ้นศาลในจีน ไต่สวนคดีฆาตกรรม-ฉ้อโกงโทรคมนาคม

อย.สั่งเพิกถอน! “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” พบสารอันตราย

ใครที่เคยทาน “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” ต้องระวัง! อย. สั่งเพิกถอนทะเบียนแล้ว หลังตรวจพบสารอันตรายที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากใครไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ สามารถใช้สิทธิ์ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้

ตามรายงานจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 544/2568 เรื่อง การเพิกถอนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร จำนวน 1 ทะเบียน โดยระบุว่า ผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์สมุนไพร จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง เลขทะเบียนที่ G 298/49 พบยาแผนปัจจุบันทาดาลาฟิล (tadalafil) ซึ่งถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือวัตถุที่ทำเทียมทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรแท้ ตามมาตรา 59 (1) และเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แสดงว่าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามตำรับที่ขึ้นทะเบียน แจ้งรายละเอียดหรือจดแจ้งไว้ซึ่งไม่ใช่ความจริง ตามมาตรา 59 (5) จึงจัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม ตามมาตรา 58 (1) แห่งพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562

ด้วยอำนาจตามมาตรา 43 (3) แห่งพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการผลิตภัณฑ์สมุนไพร ในการประชุมครั้งที่ 4/2568 วันที่ 13 สิงหาคม 2568 จึงมีคำสั่งเพิกถอนใบสำคัญการขึ้นทะเบียน ตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง เลขทะเบียนที่ G 298/49

สำหรับผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับ หากไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ สามารถใช้สิทธิ์ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ โดยยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือต่อศาลปกครองโดยตรง หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนี้

ทางด้านเฟซบุ๊กเพจสภาเภสัชกรรมได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง เลขทะเบียน G298 / 49 ถูกเพิกถอนทะเบียนแล้ว เนื่องจากตรวจพบสารทาดาลาฟิล (Tadalafil) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคของผู้ป่วย การรับประทานยาชนิดนี้โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ทำความรู้จักอันตรายจากยาทาดาลาฟิล

สารทาดาลาฟิลที่พบใน จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง มีความเสี่ยงดังนี้:

  • ทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรงและกะทันหัน เมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่มไนเตรท
  • เสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ เจ็บหน้าอก หรือทำให้หมดสติ
  • เสี่ยงสูญเสียการได้ยินและมองเห็น
  • ใจสั่น เหงื่อออกมาก ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ บางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ทำไมต้องระวัง จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง?

การที่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่าง จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง มีส่วนผสมของยาแผนปัจจุบันอย่างทาดาลาฟิล โดยไม่แจ้งให้ผู้บริโภคทราบ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ผู้บริโภคอาจได้รับผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่น ๆ ที่กำลังรับประทานอยู่ได้

ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรใด ๆ ควรตรวจสอบเลขทะเบียน อย. ให้ถี่ถ้วน และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ หากพบผลิตภัณฑ์ที่น่าสงสัย สามารถแจ้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อตรวจสอบได้ทันที

ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราใส่ใจและตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่เราจะทานให้ดีเสมอ อย่าหลงเชื่อโฆษณาเกินจริง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

ที่มา – “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” ถูก อย. เพิกถอนทะเบียน หลังพบสารอันตราย

ไทลินอลปลอดภัยสำหรับคนท้อง? จริงไหม ทรัมป์โยงออทิสติก

จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวถึงยาแก้ปวดไทลินอล (Tylenol) ว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เด็กจะเป็นออทิสติกหากรับประทานระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เกิดความกังวลในวงกว้าง แม้ว่าแพทย์และหน่วยงานสาธารณสุขจะยืนยันว่ายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยที่มีอยู่ไม่ได้สนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว แล้วความจริงคืออะไร? ไทลินอลปลอดภัยสำหรับคนท้อง จริงหรือไม่?

ไทลินอลปลอดภัยสำหรับคนท้อง จริงหรือ?

งานวิจัยจากหลายประเทศ ทั้งในสวีเดน ญี่ปุ่น และยุโรป รวมถึงการทบทวนข้อมูลล่าสุด ยืนยันว่ายังไม่พบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ชัดเจนระหว่างการใช้ยาไทลินอล (ซึ่งมีตัวยา acetaminophen หรือ paracetamol เป็นส่วนประกอบสำคัญ) กับภาวะออทิสติกหรือสมาธิสั้น (ADHD) ในขณะที่องค์กรทางการแพทย์ระดับนานาชาติยังคงแนะนำให้ใช้ยานี้เป็นยาบรรเทาอาการเบื้องต้นสำหรับหญิงตั้งครรภ์เมื่อมีอาการปวดหรือมีไข้

แพทย์ส่วนใหญ่ยังเน้นย้ำว่า การปล่อยให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการไข้สูงหรือปวดโดยไม่ได้รับการรักษา อาจเป็นอันตรายมากกว่าการใช้ยาเสียอีก เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด หรือความผิดปกติของทารก ดังนั้น การกล่าวอ้างที่ปราศจากหลักฐานของทรัมป์ อาจสร้างความสับสนและความรู้สึกผิดให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์โดยไม่จำเป็น

ไทลินอล

งานวิจัยเกี่ยวกับ ไทลินอลปลอดภัยสำหรับคนท้อง บอกอะไรบ้าง?

งานวิจัยขนาดใหญ่ในปี 2024 ที่สวีเดน ซึ่งศึกษาในเด็กกว่า 2.5 ล้านคน พบว่า ไม่มีความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุระหว่างการได้รับพาราเซตามอลขณะอยู่ในครรภ์มารดา กับการเกิดโรคออทิสติกหรือสมาธิสั้น นอกจากนี้ การทบทวนงานวิจัย 46 ชิ้นในปี 2025 พบความเชื่อมโยงบางประการ แต่ทีมวิจัยจากสถาบันชั้นนำต่างๆ เช่น Icahn School of Medicine at Mount Sinai, Harvard University ยืนยันว่า ผลการศึกษาเหล่านั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่ายาเป็นสาเหตุโดยตรง

ถึงกระนั้น นักวิจัยก็แนะนำว่า หญิงตั้งครรภ์สามารถใช้พาราเซตามอลได้หากจำเป็น แต่ควรใช้ในขนาดที่ต่ำที่สุดและในช่วงเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ งานวิจัยขนาดใหญ่อื่นๆ ในยุโรปและญี่ปุ่นยังชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะพบ อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นๆ เช่น สุขภาพของพ่อแม่ พันธุกรรม หรือปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งเป็น “ตัวแปรแฝง” ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก

ยาแก้ปวด

สถาบันทางการแพทย์อย่าง American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) และ Royal College of Obstetricians and Gynecologists ของสหราชอาณาจักร ก็ได้ออกมายืนยันเช่นเดียวกันว่า พาราเซตามอลเป็นยาสามัญพื้นฐานที่ปลอดภัยสำหรับการลดไข้และบรรเทาอาการปวดในหญิงตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen และ naproxen ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดในทารกได้

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า การปล่อยให้หญิงตั้งครรภ์มีไข้สูงหรือปวดโดยไม่ได้รับการรักษา เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติของหัวใจและระบบประสาทในทารก หรืออาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ หรือการแท้งบุตร นอกจากนี้ อาการป่วยไข้ยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของแม่ เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะขาดน้ำ และปัญหาสุขภาพจิต

ดร. สตีเวน ฟลายชมาน ประธานของ ACOG ยังได้ฝากข้อความถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกคนว่า ไม่ควรโทษตัวเองหากเคยรับประทาน Tylenol ในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากความเสี่ยงของการไม่รักษาอาการป่วยไข้นั้นสูงกว่ามาก

คนท้อง

ที่มาของข่าวนี้ มาจากคดีฟ้องร้องในสหรัฐฯ ที่พ่อแม่บางรายฟ้องร้องผู้ค้าปลีกว่าไม่แจ้งเตือนความเสี่ยง แต่ศาลได้ยกฟ้องไปแล้วเนื่องจากไม่มีหลักฐานเพียงพอ การที่ทรัมป์หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้งจึงสร้างความกังวลโดยไม่จำเป็น

ดังนั้น หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการปวด หรือมีไข้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำในการใช้ยาที่เหมาะสมและปลอดภัย และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์

ไทลินอลปลอดภัยสำหรับคนท้อง อย่างไรก็ตามการปรึกษาแพทย์และใช้ยาตามคำแนะนำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – ไทลินอลปลอดภัยสำหรับคนท้องหรือไม่ หลังทรัมป์โยงเด็กในท้องเสี่ยงออทิสติกโดยไร้หลักฐาน

สลด! **ดับ 2 ศพ พี่เขยบุกยิงน้องเมีย**

สะเทือนขวัญ! เกิดเหตุดับ 2 ศพ พี่เขยบุกยิงน้องเมีย ก่อนปลิดชีพตัวเองหนีผิดสลด ที่หาดใหญ่ ตำรวจเร่งสอบสวนหาสาเหตุ พบมีปมบาดหมางกันมาก่อน

เมื่อค่ำวันที่ 22 ก.ย. 2568 พ.ต.ท.สถาพร สุขสว่าง สารวัตรสอบสวน สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รับแจ้งเหตุยิงกันที่บ้านหลังหนึ่งในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ธรรมรัตน์ เพชรหนองชุม ผกก.สภ.หาดใหญ่ พร้อมชุดสืบสวนนำโดย พ.ต.ต.ธีรพงศ์ วิชิต สารวัตรสืบสวน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่เกิดเหตุเป็นทาวน์เฮ้าส์สองชั้น พบผู้บาดเจ็บ 2 ราย ทราบชื่อคือ นางอารีย์ ปานรุ่ง อายุ 61 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .380 เข้าที่ลำตัว 1 นัด อาการสาหัส และนายวิจิตร ไชยพลบาล อายุ 72 ปี ซึ่งคาดว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกันยิงเข้าที่ศีรษะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งนำตัวทั้งสองส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่ แต่ทั้งคู่เสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า นายวิจิตร ผู้ก่อเหตุ มีศักดิ์เป็นพี่เขยของ นางอารีย์ ผู้เสียชีวิต ก่อนเกิดเหตุ นางอารีย์ได้มาหาพี่สาวที่บ้านเกิดเหตุ นายวิจิตร ซึ่งมีบ้านพักอยู่ติดกัน ได้เดินเข้ามาภายในบ้านและใช้อาวุธปืนยิงใส่นางอารีย์ที่นั่งอยู่ในบ้านทันที 1 นัด จากนั้นได้วิ่งออกจากบ้าน แต่ยังยิงปืนเข้ามาในบ้านอีก 2-3 นัด ก่อนที่จะตัดสินใจปลิดชีพตัวเองเพื่อหนีความผิด

ดับ 2 ศพ พี่เขยบุกยิงน้องเมีย

ขณะนี้ ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของการดับ 2 ศพ พี่เขยบุกยิงน้องเมียในครั้งนี้ เบื้องต้นทราบว่าทั้งสองมีปัญหาบาดหมางกันเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ และธุรกิจที่ทำร่วมกัน โดยปัจจุบัน นายวิจิตร อาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง เนื่องจากภรรยาได้เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน

ปมเหตุโศกนาฏกรรม ดับ 2 ศพ พี่เขยบุกยิงน้องเมีย

ถึงแม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางการเงินและธุรกิจที่ทั้งสองเคยทำร่วมกันนั้น ถือเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ การที่นายวิจิตรตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง ยิ่งทำให้การสืบสวนหาความจริงเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคลี่คลายคดีนี้ให้กระจ่างโดยเร็ว

เหตุการณ์ดับ 2 ศพ พี่เขยบุกยิงน้องเมียครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาและความขัดแย้งด้วยสันติวิธี การใช้ความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งทางออกที่ดี และมักจะนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถแก้ไขได้

ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสิ่งที่มีค่า การพูดคุยและทำความเข้าใจกันอย่างเปิดอก เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน หากมีปัญหาเกิดขึ้น ควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

  • ปัญหาทางการเงิน: ควรมีการจัดการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
  • ความขัดแย้งทางธุรกิจ: หาทางออกร่วมกัน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
  • ความสัมพันธ์ในครอบครัว: หมั่นดูแลและใส่ใจซึ่งกันและกัน

สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น การแก้ไขปัญหาความรุนแรงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเอื้ออาทรต่อกัน จะช่วยลดปัญหาความรุนแรงและสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนราคาแพง ที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการขาดสติและการใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา เราทุกคนควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ และร่วมกันสร้างสังคมที่ปราศจากความรุนแรง

ปัญหาทางการเงินและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ อาจเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว การป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างทันท่วงที จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ได้

ที่มา – ดับ 2 ศพ พี่เขยบุกยิงน้องเมีย ก่อนปลิดชีพตัวเองหนีผิด

จิมมี คิมเมล คืนจอ! หลังพักงานปม ชาร์ลี เคิร์ก

จิมมี คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ชื่อดังของสหรัฐฯ เตรียมกลับมาจัดรายการ “Jimmy Kimmel Live!” อีกครั้ง หลังถูกพักงานชั่วคราวจากประเด็นดราม่าที่เขาเล่นมุกตลกเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ นายชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมคนดัง เรื่องราวของ จิมมี คิมเมล คืนจอหลังถูกพักงาน ปมล้อเลียนการตาย “ชาร์ลี เคิร์ก” ครั้งนี้ จุดประเด็นร้อนเรื่อง “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ทั่วประเทศ

บริษัทดิสนีย์ เจ้าของเครือข่ายโทรทัศน์ที่ออกอากาศรายการ แถลงว่าการพักงานเกิดขึ้นเนื่องจาก “มองว่าคำพูดบางส่วนไม่เหมาะสมและอ่อนไหวเกินไป” แต่หลังพูดคุยกับคิมเมลอย่างจริงจังก็ได้ข้อสรุปว่าเขาควรกลับมาทำรายการได้ตามปกติ การหวนคืนจอของ จิมมี คิมเมล คืนจอหลังถูกพักงาน ปมล้อเลียนการตาย “ชาร์ลี เคิร์ก” จึงเป็นที่จับตามอง

การพักงานของคิมเมลเกิดขึ้นหลังหน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรทัศน์ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเพิกถอนใบอนุญาตออกอากาศของสถานีโทรทัศน์เอบีซี จากคำพูดของเขา ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็เคยแสดงความพอใจกับการพักงานของคิมเมล และเคยเสนอว่าช่องทีวีบางช่องควรถูกเพิกถอนใบอนุญาตหากเสนอข่าวที่เป็นลบต่อตัวเขา อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ให้ความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการกลับมาทำงานของคิมเมล

ด้านสถานีพันธมิตรกับเอบีซี เช่น ซินแคลร์ และ เน็กซ์สตาร์ ได้ระงับการออกอากาศรายการของคิมเมล โดยให้เหตุผลว่าคำพูดของเขา “ไม่เหมาะสม” และจะหารือกับเอบีซีถึงความเป็นไปได้ในการนำรายการกลับมาออกอากาศ

นักวิจารณ์และผู้สนับสนุนกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ประณามการตัดสินใจของเอบีซีว่าเป็นการเซ็นเซอร์ ขณะที่เพื่อนร่วมงานของคิมเมล เช่น เบน สติลเลอร์ และเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ได้ร่วมกันลงชื่อในจดหมายสนับสนุนเขา

วิกฤตเริ่มต้นเมื่อคิมเมลเล่นมุกตลกเกี่ยวกับกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ และล้อเลียนปฏิกิริยาของทรัมป์ต่อการเสียชีวิตของเคิร์ก

นายเบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ขู่ว่าจะดำเนินการกับเอบีซีและดิสนีย์ สร้างความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลและวงการสื่อมวลชนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จิมมี คิมเมล คืนจอหลังถูกพักงาน ปมล้อเลียนการตาย “ชาร์ลี เคิร์ก”

เหตุการณ์ จิมมี คิมเมล คืนจอหลังถูกพักงาน ปมล้อเลียนการตาย “ชาร์ลี เคิร์ก” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางศิลปะ

ผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

การพักงานของคิมเมลทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในวงการบันเทิงและสื่อสารมวลชน หลายคนมองว่าการกระทำของเอบีซีเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเอง และเป็นการยอมจำนนต่อแรงกดดันจากกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม

ผลกระทบต่อวงการทอล์กโชว์

วิกฤตที่เกิดขึ้นกับคิมเมล อาจส่งผลกระทบต่อวงการทอล์กโชว์โดยรวม ทำให้พิธีกรและผู้ผลิตรายการต้องระมัดระวังในการใช้คำพูดและเลือกหัวข้อที่จะนำมาพูดคุยมากยิ่งขึ้น

  • การกลับมาของคิมเมลจะส่งผลต่อเรตติ้งของรายการหรือไม่?
  • ประเด็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในรายการอีกหรือไม่?
  • อนาคตของคิมเมลในวงการบันเทิงจะเป็นอย่างไร?

ถึงแม้ว่าคิมเมลจะกลับมาทำรายการได้ตามปกติ แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ยังคงมีอยู่ และยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลต่อวงการบันเทิงและสังคมอเมริกันในระยะยาวอย่างไร จิมมี คิมเมล คืนจอหลังถูกพักงาน ปมล้อเลียนการตาย “ชาร์ลี เคิร์ก” กลายเป็นบทเรียนสำคัญ

ที่มา – จิมมี คิมเมล คืนจอหลังถูกพักงาน ปมล้อเลียนการตาย “ชาร์ลี เคิร์ก”