วัน: 23 กันยายน 2025

ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ เผยทหารกัมพูชาเคลื่อนไหว

“บิ๊กปู” ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ-หน่วยขึ้นตรง ร่วมปฏิบัติภารกิจขับเคลื่อนกองทัพบก ด้านหน่วยกำลังรบ รายงานตลอด ก.ย. พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา 87 ครั้ง ทั้งบินโดรน ละเมิดหยุดยิง เติมกำลัง

วันที่ 23 กันยายน 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ 12/2568 โดยมี พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานในพิธี ก่อนการประชุม ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่บุพการีของกำลังพลในสังกัดกองทัพบกที่พิการทุพพลภาพ และมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้บังคับหน่วยระดับกรมและกองพันที่มีผลการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย 100%

ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 1-4 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก ได้รายงานผลการปฏิบัติงานที่สำคัญในห้วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงในสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งฝ่ายยุทธการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก รายงานผลการตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาในห้วงเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา จำนวน 87 ครั้ง

โดยพื้นที่กองกำลังบูรพา พบการปรับปรุงที่มั่น 7 ครั้ง และในพื้นที่กองกำลังสุรนารี พบการใช้โดรน 36 ครั้ง, การปรับปรุงที่มั่น 14 ครั้ง, การละเมิดมาตรการหยุดยิง 4 ครั้ง, การเพิ่มเติมกำลัง 25 ครั้ง และการลักลอบวางทุ่นระเบิด จำนวน 1 ครั้ง ที่แสดงถึงการละเมิดมาตรการหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง และหน่วยในพื้นที่ยังคงเฝ้าเตรียมการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปกป้องอธิปไตย รักษาความสงบและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน

ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารบก ยังได้กล่าวขอบคุณหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจขับเคลื่อนกองทัพตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถรับมือต่อทุกสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี มีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องซึ่งจากนี้ขอให้ทุกส่วนนำข้อชี้แจงของกรมฝ่ายเสนาธิการไปขยายผลและปรับใช้ยังหน่วยปฏิบัติของตนอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ ยังขอเป็นตัวแทนกำลังพลกองทัพบก กล่าวขอบคุณผู้บังคับบัญชาชั้นสูง รวมทั้งกำลังพลเกษียณอายุราชการที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เสียสละ ด้วยการใช้ประสบการณ์ความรู้ความสามารถ นำมาซึ่งการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของกองทัพบกอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งคุณูปการเหล่านี้จะคงอยู่กับกองทัพบกตลอดไป.

ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ-หน่วยขึ้นตรง เผย ก.ย. ทหารกัมพูชาเคลื่อนไหว 87 ครั้ง

สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชายังคงต้องจับตา แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะยังคงควบคุมได้ แต่รายงานความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นถึง 87 ครั้งในเดือนกันยายนที่ผ่านมา บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กองทัพบกไทยภายใต้การนำของ ผบ.ทบ. ได้แสดงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างเต็มที่

รายละเอียดการเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาที่น่าสนใจ

  • การใช้โดรนในพื้นที่กองกำลังสุรนารี: การใช้โดรนถึง 36 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของการลาดตระเวนทางอากาศ
  • การละเมิดมาตรการหยุดยิง: การละเมิดมาตรการหยุดยิง 4 ครั้ง เป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
  • การลักลอบวางทุ่นระเบิด: การลักลอบวางทุ่นระเบิด 1 ครั้ง เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ และหน่วยขึ้นตรงที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น การสนับสนุนและความเสียสละของกำลังพลทุกนายเป็นสิ่งที่กองทัพบกตระหนักและให้ความสำคัญเสมอมา

การที่ ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ ยังเป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ที่เคยสร้างคุณูปการให้กับกองทัพบก การนำประสบการณ์และความรู้ความสามารถของผู้ที่เกษียณอายุราชการไปใช้ประโยชน์ จะเป็นแนวทางในการพัฒนากองทัพบกให้มีความเข้มแข็งและทันสมัยต่อไป

ในขณะที่สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมและความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ เพื่อให้สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ-หน่วยขึ้นตรง เผย ก.ย. ทหารกัมพูชาเคลื่อนไหว 87 ครั้ง

สาวได้โชค 8 งวดติด แก้บนอาศรมฤาษีเณร ลุ้นเลขเด็ด!

สาวดวงเฮงเดินทางมาถวายของแก้บนที่ “อาศรมฤาษีเณร” หลังได้รับโชคติดต่อกันถึง 8 งวด รวมเป็นเงินรางวัลหลักล้านบาทเลยทีเดียว! และแน่นอนว่าไม่พลาดที่จะหยิบลูกปิงปองเสี่ยงทายเพื่อนำ “เลขเด็ด” ไปลุ้นโชคในงวด 1/10/68 ที่กำลังจะมาถึงนี้

สาวได้โชค 8 งวดติด แก้บนอาศรมฤาษีเณร ลุ้นเลขเด็ด

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่อาศรมฤาษีเณร วงแหวนตะวันตกหมายเลข 9 ต.โพธิ์แตง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่ามีประชาชนจำนวนมากเดินทางมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในอาศรมอย่างเนืองแน่น ไม่ว่าจะเป็นปู่ฤาษีพรหมเมศองค์ใหญ่ที่สุดในโลก, กุมารทองเจ้าสัวเฮง, ท้าวเวสสุวรรณ 9 หน้า, เจ้าแม่ตะเคียน, เจ้าเงาะในถ้ำจินดามณี และปู่ฤาษีเกล็ดแก้วองค์ปฐมนาคราช แต่ละคนต่างนำสิ่งของต่างๆ มาแก้บนกันอย่างคับคั่ง ทั้งฟักทอง, น้ำแดง, ข้าวสาร, น้ำ, ขนม, ของเล่น รวมถึงการปิดทองปู่ฤาษี 7 ปาง และให้อาจารย์ฤาษีเณร ธาตุพุทธคุณ ลงนะพระลักษณ์หน้าทอง เจิมมือเปิดดวงเศรษฐี

สิ่งของที่ผู้คนนำมาแก้บนทั้งหมดนี้ ทางอาศรมฤาษีเณรจะนำไปบริจาคให้กับโรงเรียน, วัด, โรงพยาบาล, และมูลนิธิต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป นับว่าเป็นสะพานบุญที่สำคัญอย่างยิ่ง

จากการสอบถาม นางสาวบัวพา กอจรัญจิตต์ อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี ผู้ที่เดินทางมาพร้อมกับข้าวสารเพื่อแก้บนปู่ฤาษีพรหมเมศ รวมถึงน้ำแดง, ขนม และของเล่นสำหรับกุมารทองเจ้าสัวเฮง ได้เปิดเผยว่าตนเองนั้นได้รับโชคติดต่อกันถึง 8 งวด ทำให้มีเงินรางวัลรวมกันกว่าหนึ่งล้านบาท! เธอเล่าว่านี่เป็นครั้งที่ 8 แล้วที่ได้เดินทางมายังอาศรมแห่งนี้ โดยครั้งล่าสุดเพิ่งจะมารดน้ำมนต์โสฬสมงคลเมื่อวันที่ 16 ที่ผ่านมา และหลังจากนั้นก็ได้รับโชคทันที ทำให้วันนี้ต้องกลับมาแก้บนปู่พรหมเมศและเจ้าสัวเฮงเป็นการด่วน

นางสาวบัวพา ยังกล่าวอีกว่าในแต่ละงวด ตนเองจะขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แทบทุกที่ในอาศรม ทั้งจากปู่ฤาษีพรหมเมศ, กุมารทองเจ้าสัวเฮง, ท้าวเวสสุวรรณ 9 หน้า, และเจ้าแม่ตะเคียน ก่อนที่จะเดินทางกลับ เธอก็ไม่พลาดที่จะเสี่ยงโชคด้วยการจับลูกปิงปองเลขมงคล เพื่อนำไปเสี่ยงโชคงวดต่อไป ซึ่งเลขที่ได้ก็คือ 953

เลขเด็ดจากอาศรมฤาษีเณร

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ดงวดนี้ ลองพิจารณาเลข 953 ที่ได้จากลูกปิงปองของอาศรมฤาษีเณร เผื่อจะได้รับโชคลาภเหมือนกับคุณบัวพาก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

การที่นางสาวบัวพาได้รับโชคถึง 8 งวดติด และกลับมาแก้บนที่อาศรมฤาษีเณรอย่างสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาที่เธอมีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในอาศรมแห่งนี้ เรื่องราวของเธอเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อและศรัทธาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

ใครที่กำลังมองหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพร หรือต้องการที่จะแก้บน ลองแวะมาที่อาศรมฤาษีเณรดูนะคะ ที่นี่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายให้กราบไหว้ขอพร และอาจเป็นที่ที่นำพาโชคลาภมาให้คุณก็ได้

เรื่องราวของ “สาวได้โชค 8 งวดติด” ที่อาศรมฤาษีเณรนี้ เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

ที่มา – สาวได้โชค 8 งวดติด นำของแก้บนที่ “อาศรมฤาษีเณร” ไม่ลืมหยิบปิงปองลุ้น “เลขเด็ด”

กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่

กระทรวงการต่างประเทศตอบโต้กัมพูชาอย่างแข็งขัน กรณีกล่าวหาไทยบิดเบือนหลักเขตแดน 42-43 พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดน และย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการย้ายชาวบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่โดยเร็ว

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวถึงท่าทีของไทยต่อกรณีที่กัมพูชาออกมาประท้วงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เรื่องการบังคับใช้กฎหมายไทยกับพลเมืองกัมพูชาที่เข้ามาในบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ยืนยันว่าไทยได้บังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตแดนของไทยอย่างถูกต้อง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะบิดเบือน การกระทำดังกล่าวของไทยเป็นไปตามหลักอธิปไตยของรัฐและเป็นไปตามหลักสากลที่ทุกประเทศยอมรับ

กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่

นายนิกรเดชกล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยจงใจบิดเบือนแผนผังที่แสดงลักษณะภูมิศาสตร์ และตำแหน่งหลักเขตแดนที่ 42, 43 ว่าเป็นเขตแดนจริงนั้น ทางไทยขอยืนยันว่าไม่เคยระบุหรือยืนยันว่าแผนผังดังกล่าวกำหนดเส้นเขตแดน เพราะการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนอยู่ภายใต้อาณัติของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหรือ JBC แผนผังที่ฝ่ายไทยแสดงเป็นเพียงการนำพิกัดหลักเขตแดนไปทำภาพจำลองเส้นเขตแดนบนแผนที่แบบไม่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ นายนิกรเดชยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่าประเทศไทยละเมิด MOU 43 แต่แท้จริงแล้วเป็นฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดเอ็มโอยูดังกล่าว โดยปล่อยให้มีการสร้างอาคารบ้านเรือนชุมชนทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงในกรอบเอ็มโอยูแล้วกว่า 500 ครั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไข

ไทยอดทนอดกลั้นมาตลอด

ในส่วนของกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่เป็นบ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียดตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น นายนิกรเดชย้ำว่าประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุดมาโดยตลอด ปฏิบัติตามปฏิบัติการทหารทุกครั้งเพื่อป้องกันตนเอง รักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดพันธกรณีข้างต้น สนับสนุน ปลุกปั่น และจัดฉากให้ประชาชนกัมพูชามาชุมนุมประท้วงด้วยท่าทีที่ก้าวร้าวและก่อความไม่สงบในดินแดนของไทย รวมถึงใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนาย โดยฝ่ายไทยใช้ตำรวจควบคุมฝูงชนในการควบคุมสถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยไม่ได้ใช้กองกำลังทหารแต่อย่างใด อย่างที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหา

นายนิกรเดชยังกล่าวอีกว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามหลักสากล และประเทศไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดขยายชุมชนรุกล้ำเขตแดนไทย และแจ้งให้ประชาชนของตนเองที่รุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยย้ายออกนอกพื้นที่ รวมทั้งยุติการปลุกระดมจัดฉากให้เด็ก สตรี และพระสงฆ์ออกมาประท้วงรับหน้าแทน ซึ่งจะส่งผลให้ความขัดแย้งของทั้งสองประเทศร้าวลึกลงไป และเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย การกต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ คือทางออกที่ดีที่สุด

ประเทศไทยขอยืนยันว่าฝ่ายไทยเคารพในพันธกรณี ยึดมั่น และปฏิบัติตามกลไก JBC และข้อตกลงหยุดยิงมาตลอด และรู้สึกผิดหวังที่กัมพูชายังคงบิดเบือนความจริงต่อประชาคมโลกและประชาชนของตนเองอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ไทยเรียกร้องในขณะนี้คือการต้องการความจริงใจผ่านการกระทำของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่ประเทศไทยไม่ได้ก่อและเป็นประโยชน์กับประเทศไทยเลย

นายนิกรยังย้ำว่าประเทศไทยจะยังดำเนินการและใช้โอกาสต่าง ๆ ชี้แจงถึงจุดยืน ท่าที และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อประชาคมโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ มีความมุ่งมั่นที่จะยุติความขัดแย้งกับกัมพูชาโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ การที่ กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่ กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ปัญหาคลี่คลาย และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศ โต้ กัมพูชาบิดเบือนกล่าวหาไทย ลั่นควรให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยเร็ว

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: จริงหรือ? ยังไม่มีประกาศอพยพ!

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้นำหมู่บ้านชายแดนยืนยันว่ายังไม่มีการประกาศเสียงตามสายให้ผู้คนอพยพ มีเพียงการแจ้งเตือนให้เตรียมพร้อมตามปกติ ชาวบ้านยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ข่าวลือหรือความจริง?

วันที่ 23 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น แต่ก็มีกระแสข่าวการประกาศให้ผู้คนอพยพออกจากพื้นที่เมื่อวานนี้

วันนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านหนองคันนาและบ้านตาเมียง ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงใกล้กับปราสาทตาเมือนธม พบว่าชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ และข่าวลือเรื่องการปะทะรอบ 2 ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่บ้านหลังจากการปะทะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ผู้นำชุมชนได้แจ้งให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ และชาวบ้านก็เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

ชาวบ้านได้เตรียมสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์ และติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าหากมีการแจ้งเตือนหรือได้ยินเสียงปืน พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขายืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศให้อพยพจากผู้นำชุมชน มีเพียงการเตรียมความพร้อมไว้เท่านั้นเพื่อความไม่ประมาท อย่างไรก็ตาม บางส่วนของชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ได้ออกจากพื้นที่ไปบ้างแล้ว โดยญาติได้พาไปอาศัยอยู่กับญาติด้วยความสมัครใจ

ชาวบ้านในบ้านตาเมียงก็เช่นกัน ผู้สื่อข่าวพบว่าพวกเขาเก็บสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์พร้อมตลอดเวลา พวกเขาบอกว่ายังไม่ได้อพยพ แต่สิ่งของที่เห็นเป็นการเตรียมความพร้อมเนื่องจากหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ชายแดน หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและทางอำเภอ พวกเขาเตรียมข้าวของไว้ตั้งแต่การอพยพครั้งแรกแล้ว และไม่ได้นำลงจากรถ เพื่อให้พร้อมหากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น พวกเขากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียดในขณะนี้

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ผู้นำชุมชนว่าอย่างไร?

นายสัมพันธ์ สิงคเสลิต ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ 8 กล่าวว่า ชาวบ้านได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ พร้อมอพยพได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เขาได้แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ เพราะมีประสบการณ์มาก่อน แต่ไม่มีการประกาศให้อพยพในช่วงนี้ และสถานการณ์ทั่วไปยังคงปกติ

นายสยาม แสนแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนา หมู่ที่ 5 กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการประกาศให้ชาวบ้านอพยพ มีเพียงการประชาสัมพันธ์เตือนให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพื่อให้ชาวบ้านตระหนัก แต่ไม่วิตก ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ยังคงไม่ปกติ มีกระแสข่าวการปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านตามแนวชายแดนเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารให้จัดการสถานการณ์ให้จบโดยเร็ว

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 ยันยังไม่มีประกาศอพยพ

ซันเดอร์แลนด์: ดิยาร์ร่าพักถึงธันวาคม

ข่าวร้ายสำหรับแฟนบอลซันเดอร์แลนด์! ฮาบิบ ดิยาร์ร่า กองกลางคนสำคัญของทีม จะต้องพักยาวจนถึงเดือนธันวาคม หลังเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บบริเวณขาหนีบ

ดาวเตะทีมชาติเซเนกัลวัย 21 ปี ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม ก่อนเกมที่ซันเดอร์แลนด์เสมอกับแอสตัน วิลล่า 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สโมสรซันเดอร์แลนด์ ออกแถลงการณ์ว่า ดิยาร์ร่า ได้เข้ารับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และการผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี

ดิยาร์ร่าย้ายจากสโมสร สตราสบูร์ก มาร่วมทีม “แมวดำ” เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติสโมสรที่ราว 30 ล้านปอนด์

เขาลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกให้กับซันเดอร์แลนด์ ทั้ง 4 นัด ก่อนหน้าเกมกับวิลล่า และยังลงเล่นให้กับทีมชาติเซเนกัล 2 นัด ในเดือนกันยายน

ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งเอาชนะเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในรอบเพลย์ออฟ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว จนได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุด ปัจจุบันรั้งอันดับ 7 ในตารางพรีเมียร์ลีก โดยมี 8 คะแนน จากการลงเล่น 5 นัด

ดิยาร์ร่าพักถึงธันวาคม กระทบซันเดอร์แลนด์แค่ไหน?

การขาดหายไปของ ดิยาร์ร่าพักถึงธันวาคม ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับซันเดอร์แลนด์อย่างแน่นอน เพราะเขาคือผู้เล่นคนสำคัญในแดนกลาง ที่ช่วยเชื่อมเกมระหว่างแนวรับและแนวรุก

ผลกระทบต่อทีม

  • ขาดความแข็งแกร่งในแดนกลาง: ดิยาร์ร่าเป็นผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งในการแย่งบอล และช่วยตัดเกมคู่ต่อสู้ การขาดเขาไปจะทำให้แดนกลางของซันเดอร์แลนด์อ่อนแอลง
  • ขาดตัวเชื่อมเกม: ดิยาร์ร่ามีความสามารถในการจ่ายบอลที่แม่นยำ และช่วยสร้างสรรค์เกมรุก การขาดเขาไปจะทำให้เกมรุกของซันเดอร์แลนด์ขาดประสิทธิภาพ
  • โอกาสของนักเตะคนอื่น: ในอีกด้านหนึ่ง การบาดเจ็บของดิยาร์ร่า ก็เป็นโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่น ๆ ได้แสดงฝีเท้า และพิสูจน์ตัวเอง

ใครจะมาแทนที่ดิยาร์ร่า?

การที่ ดิยาร์ร่าพักถึงธันวาคม ทำให้เกิดคำถามว่า ใครจะเข้ามาทำหน้าที่แทนที่เขาในแดนกลางของซันเดอร์แลนด์? มีความเป็นไปได้หลายทาง สโมสรอาจจะดันผู้เล่นดาวรุ่งขึ้นมา หรืออาจจะมองหาผู้เล่นใหม่ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคม

นักเตะที่มีโอกาสได้รับโอกาสลงเล่นมากขึ้น ได้แก่:

  • แดน นีล: กองกลางดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ดีในช่วงปรีซีซั่น
  • เอมเบิลตัน: ผู้เล่นสารพัดประโยชน์ที่สามารถเล่นได้ทั้งกองกลางและกองหน้า
  • เบนเทเก้: กองกลางตัวรับที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีม

สรุป

ถึงแม้ว่าการขาดหายไปของ ดิยาร์ร่าพักถึงธันวาคม จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ซันเดอร์แลนด์ก็ยังมีผู้เล่นคนอื่น ๆ ที่สามารถทดแทนได้ สิ่งสำคัญคือการที่นักเตะคนอื่น ๆ ต้องก้าวขึ้นมาแสดงศักยภาพ และช่วยกันพาทีมผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ ซันเดอร์แลนด์ยังคงมีเกมให้เล่นอีกมากมาย และการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

การบาดเจ็บครั้งนี้ อาจเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับซันเดอร์แลนด์ และเป็นโอกาสให้ทีมได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามัคคี

ที่มา – Sunderland midfielder Diarra out until December

“นภินทร” โต้ข่าวขนเก้าอี้นวดเข้าทำเนียบฯ

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก เมื่อมีข่าวว่า “นภินทร” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขนเก้าอี้นวดเข้าทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด นายนภินทร ได้ออกมาโต้ข่าวลือนี้แล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้นำเก้าอี้นวดไปใช้ส่วนตัว แต่เป็นเพียงการนำกล่องเก่าของเก้าอี้นวดมาใช้ใส่สิ่งของเท่านั้น

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า กล่องที่เห็นในภาพเป็นกล่องเก้าอี้นวดเก่าที่นำกลับมาใช้ใหม่เพื่อความคุ้มค่า โดยภายในกล่องบรรจุสิ่งของจำเป็น เช่น หนังสือ พระพุทธรูป และรูปภาพส่วนตัว ไม่ได้มีเก้าอี้นวดอยู่ข้างในอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

“กล่องที่เห็นเป็นกล่องเก่า เป็นกล่องเก้าอี้นวด ไม่ได้เอาเก้าอี้นวดไปนอนที่นั่น” นายนภินทร กล่าวพร้อมหัวเราะ

“นภินทร” โต้ข่าวขนเก้าอี้นวดเข้าทำเนียบฯ

นอกจากนี้ นายนภินทรยังกล่าวถึงเรื่องฤกษ์งามยามดีในการเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลว่า “พระท่านบอกไว้ว่าให้ถือพระพุทธรูปเข้าห้องทำงานวันนี้ จึงอัญเชิญพระพุทธรูปมาพร้อมกับสิ่งของอื่นๆ” การนำพระพุทธรูปเข้าห้องทำงานถือเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังข่าว “นภินทร” โต้ข่าวขนเก้าอี้นวดเข้าทำเนียบฯ

ข่าวลือเรื่องการขนเก้าอี้นวดเข้าทำเนียบรัฐบาลกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ หลายคนแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา แต่หลังจากที่นายนภินทรได้ออกมาอธิบายข้อเท็จจริง ก็ทำให้ความเข้าใจผิดคลี่คลายลงได้ในระดับหนึ่ง

  • การนำกล่องเก่ากลับมาใช้ใหม่: นายนภินทรต้องการแสดงให้เห็นถึงความประหยัดและใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยการนำกล่องเก่าของเก้าอี้นวดกลับมาใช้ประโยชน์
  • ความสำคัญของสิ่งศักดิ์สิทธิ์: การอัญเชิญพระพุทธรูปเข้าห้องทำงานเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจในการทำงาน
  • การทำงานเพื่อประชาชน: นายนภินทรยืนยันว่าจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างเต็มที่

นายนภินทร ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชนและการบริหารงานด้วยความโปร่งใส พร้อมทั้งขอบคุณทุกความห่วงใยและความเข้าใจที่ประชาชนมีให้

ถึงแม้เรื่องราว “นภินทร” โต้ข่าวขนเก้าอี้นวดเข้าทำเนียบฯ จะเป็นประเด็นเล็กๆ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความรอบคอบในการนำเสนอข่าวสาร เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความเสียหายต่อผู้อื่น การที่นายนภินทรออกมาอธิบายข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ข่าวลือและความเข้าใจผิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ จางหายไปเมื่อผลงานและความตั้งใจจริงปรากฏให้เห็น

ที่มา – “นภินทร” โต้ข่าวขนเก้าอี้นวดเข้าทำเนียบฯ ใช้กล่องเก่าใส่ของมา

กกต.รับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงราย เขต 7

กกต.ประกาศรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว สามารถรับหนังสือรับรองผลเลือกตั้งได้ตั้งแต่ 24 ก.ย. นี้ ย้ำไม่ตัดสิทธิ์หากสืบพบเลือกตั้งไม่สุจริต

วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่สำนักงานกกต. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยกกต.ได้มีมติประกาศผลการเลือกตั้ง ตามมาตรา 127 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบข้อ 215 ของระเบียบกกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง ได้แก่ นายสง่า พรมเมือง

ทั้งนี้ นายสง่า สามารถรับหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง (สส. 6/4) ในวันที่ 24 กันยายน 2568 เป็นต้นไป ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. ณ สำนักงานกกต.ชั้น 5 ในกรณีที่ไม่สามารถมารับหนังสือรับรองได้ด้วยตัวเอง ให้ทำหนังสือมอบอำนาจพร้อมรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจมาในวันดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม กกต.ระบุว่า การประกาศผลการเลือกตั้งดังกล่าวข้างต้น ไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนาจของ กกต.ที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต

กกต.ประกาศรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว

ในที่สุด กกต. ก็ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 โดย “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว อย่างเป็นทางการ ข่าวนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวเชียงรายเขต 7 ที่จะได้มีผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มตัวเสียที

แต่นอกเหนือจากการประกาศผลอย่างเป็นทางการแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว นั้น ทางสำนักงาน กกต. ได้แจ้งว่า นายสง่า สามารถเข้ารับหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2568 เป็นต้นไป ในวันและเวลาราชการ ณ สำนักงาน กกต. ชั้น 5

หากไม่สามารถมารับด้วยตนเองได้ สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นมารับแทนได้ โดยต้องมีหนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ

กกต. ย้ำ ไม่ตัดสิทธิ์การตรวจสอบแม้ประกาศรับรองผลแล้ว

แม้ว่า กกต. จะได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว แต่ก็ยังย้ำว่า การประกาศผลดังกล่าวไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนาจของ กกต. ที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต

ดังนั้น หากมีข้อมูลหรือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่โปร่งใส หรือมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต. ก็ยังมีอำนาจที่จะดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดได้

การที่ กกต. ย้ำในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นว่า กกต. ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม และพร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ หากมีข้อสงสัยเกิดขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทย การที่ กกต. ดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม, ประชาชนควรติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถแสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียนได้หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ

การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง

การประกาศรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่น หวังว่า สส. สง่าจะสามารถนำพาความเจริญและความผาสุกมาสู่ชาวเชียงรายได้อย่างเต็มที่

ที่มา – กกต.ประกาศรับรอง “สง่า พรมเมือง” เป็นสส.เชียงรายเขต 7 แล้ว

อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน

“อนุทิน” ไม่ไป UNGA หวั่นกลับไม่ทันแถลงนโยบายรัฐบาล อยู่ระหว่างประสานวัน 29-30 ก.ย. เชื่อไทยไม่เสียโอกาสเวทีโลก ไม่คุยดราม่าให้อำนาจทหารแก้ชายแดนมากไป เมิน “สันธนะ” แฉ 4 นักการเมืองภูมิใจไทย

วันที่ 23 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) หลังฝ่ายกฎหมายระบุว่าสามารถเดินทางไปได้หากเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน ว่า หากพิจารณาจากเวลาแล้วคงไม่ทันวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเบื้องต้นจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของช่วงเวลาและเรื่องของอำนาจที่มีอยู่ด้วย บางคนบอกไปได้ บางคนก็บอกว่าไปไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามย้ำ คณะกรรมการกฤษฎีการะบุแล้วว่าสามารถไปได้ นายอนุทิน ตอบว่า เรามีแนวทางของเรา ทั้งนี้ เราไม่ได้ไปเพื่อลงนามข้อตกลงอะไร หากรัฐบาลของตนเข้ามาบริหารประเทศเรียบร้อยแล้ว เรามีความชัดเจนในการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของไทย-กัมพูชาอย่างไร

ส่วนคำถามว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไปด้วยตัวเองจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการเรียกความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชานั้น นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องความเชื่อมั่นอยู่ที่การจัดการของรัฐบาล และการสนับสนุนจากประชาชนและกองทัพ ไม่ได้อยู่ที่เวทีไหน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประชาชนให้ความสนับสนุนแนวทางต่างๆ ของรัฐบาล นี่คือความเชื่อมั่น

ทางด้านกรณีคณะกรรมการกฤษฎีการะบุหากมีความจำเป็น เช่น เรื่องสถานการณ์ชายแดนสามารถที่จะเดินทางไปได้นั้น นายอนุทิน ถามย้อนว่าความจำเป็นคืออะไร หรือต้องชี้แจงอะไรกับใคร ประชาคมโลกรับทราบสถานการณ์ตลอดเวลาอยู่แล้ว ขณะที่คำถามว่าหากไม่ได้ไปเข้าร่วมประชุม UNGA จะทำให้ไทยเสียโอกาสอะไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับแนวทางของรัฐบาลนั้นเรามีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประชาคมโลกหรือใครก็ตาม รับทราบข่าวสารและแนวทางนโยบายที่กำลังจะเข้ามา ขณะนี้เราต้องการความสมบูรณ์แบบทุกรูปแบบ ดังนั้นเราต้องแถลงนโยบายให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อถามอีกว่าประเทศไทยต้องทำเอกสารชี้แจงหรือไม่ จากกรณีที่กัมพูชาก็ร้องเรียนในเวที UN เช่นกัน นายอนุทิน ตอบว่า กัมพูชาก็กล่าวหาเราว่าละเมิดนั่นละเมิดนี่ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถแถลงจากประเทศไทยก็ได้ ในคำถามว่าต้องมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ก็ต้องมีการหารือว่าจะให้ไปหรือไม่ เมื่อเช้านี้มีการประชุมหลายหน่วยงาน เห็นสมควรว่าไม่ควรที่จะไปร่วมประชุม ซึ่งมีการตีความต่างๆ มากมาย หากไปเข้าร่วมแล้วไม่สามารถพูดได้เต็มที่ ไปพบคู่เจรจา หากถูกถามว่ามีอำนาจเต็มหรือไม่ แล้วจะพูดว่าน่าจะเต็ม ก็ทำให้เราเสียโอกาสแล้ว เราจะคุยกับใครก็รอให้เรียบร้อยก่อน การจะคุยกับใครก็ตามไม่จำเป็นต้องคุยที่ UN คู่กรณีมีเพียงไม่กี่ราย

ในประเด็นคำถาม มีความเป็นไปได้หรือไม่ ภายหลังจากแถลงนโยบายแล้วจะแถลงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการปกป้องอธิปไตยของไทยกับกัมพูชาอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีความจำเป็นก็ต้องดูว่าที่ UN มีข้อสงสัยอะไร สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบให้ได้ ในสัปดาห์หน้านี้จะมีการนัดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเรื่องนี้สำคัญกว่า หากไปแล้วเกิดเครื่องบินดีเลย์กลับมาแถลงนโยบายไม่ได้จะทำให้เกิดปัญหามากมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับรัฐสภาเรื่องการแถลงนโยบายในวันที่ 29-30 กันยายนนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงดราม่าว่าให้อำนาจทหารในการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชามากเกินไป นายอนุทิน ตอบสั้นๆว่า “ไม่เอา ไม่คุยเรื่องดราม่า” ส่วนกรณีที่ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล ออกมากล่าวหา 4 นักการเมืองพรรคภูมิใจไทยเอี่ยวผลประโยชน์บ่อนกาสิโนชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่ยิ้มตอบเท่านั้น.

ทำไม “อนุทิน” ถึงตัดสินใจไม่ไป UNGA หวั่นกลับมาแถลงนโยบายไม่ทัน?

จากกระแสข่าวที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจไม่เดินทางไปเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเหตุผลหลักที่นายอนุทินให้ไว้คือ เกรงว่าจะเดินทางกลับมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่ทันตามกำหนดการที่วางไว้

ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาล

การแถลงนโยบายรัฐบาลถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนและนานาชาติต่างให้ความสนใจ การที่นายอนุทินตัดสินใจให้ความสำคัญกับการแถลงนโยบายมากกว่าการเดินทางไป UNGA แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเริ่มต้นการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากการเดินทางไป UNGA ทำให้การแถลงนโยบายต้องเลื่อนออกไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน

ถึงแม้ว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไป UNGA อาจทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการแสดงบทบาทในเวทีโลกบ้าง แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันว่าจะใช้ช่องทางอื่นๆ ในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน จึงเป็นการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์และความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินภายในประเทศเป็นสำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายอนุทินครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศมากเกินไป จนละเลยโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและหาแนวทางในการสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองด้านต่อไป

สถานการณ์ที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร การตัดสินใจของผู้นำจึงต้องมีความเฉียบคมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาภายในประเทศเป็นอันดับแรก แม้ว่าอาจมีข้อวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องน้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ไป UNGA หวั่นกลับมาแถลงนโยบายไม่ทัน ปัดตอบให้อำนาจทหารชายแดนมากไป

อนุทินบอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี จริงหรือ?

“อนุทิน” บอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี หวังได้เริ่มทำงานทันที ย้ำ บรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้จริงหรือไม่? มาติดตามรายละเอียดกัน

วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่ากำลังประสานประธานรัฐสภาขอเป็นวันที่ 29-30 ก.ย.นี้ หากยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะวันที่หนึ่งของการทำงานคือนับจากวันแถลงนโยบายเสร็จสิ้น เพื่อที่รัฐบาลจะได้ทำงานอย่างเต็มที่

เมื่อถามต่อว่าในวันที่ 24 ก.ย. นี้ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำร่างนโยบายเข้าสู่การพิจารณาด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องให้ที่ประชุมรับทราบ จากนั้น จะนำร่างส่งให้สมาชิกรัฐสภาได้ศึกษาเพื่อที่จะอภิปรายได้ เหมือนการแถลงนโยบายทุกครั้งที่ผ่านมาโดยใช้เวลา 2 วัน ส่วนเรื่องระยะเวลาเป็นเรื่องที่วิป 3 ฝ่ายจะหารือ และทำข้อตกลงกัน

ส่วนพรรคประชาชนอยากให้ไทม์ไลน์ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในร่างแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี รัฐบาลจะมีกำหนดไว้ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องรัฐธรรมนูญอยู่ในข้อตกลง MOA อยู่แล้ว ก็เป็นไปตามนั้น ในการประชุมพรรคภูมิใจไทยวันนี้ก็จะพูดคุยเรื่องนี้ด้วย สำหรับการที่พรรคประชาชนไม่ค่อยเห็นด้วยกับโมเดล เรื่องการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ตอบสั้นๆเพียงว่าให้ เป็นไปตามระบบ

อนุทินย้ำ แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี โดยให้เหตุผลว่าการเริ่มต้นทำงานของรัฐบาลจะนับจากวันที่การแถลงนโยบายเสร็จสิ้น การเร่งดำเนินการจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลง MOA และจะมีการหารือในพรรคภูมิใจไทย

ทำไมอนุทินถึงต้องการ แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี?

เหตุผลหลักที่นายอนุทินต้องการให้มีการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี คือเพื่อให้รัฐบาลสามารถเริ่มต้นทำงานได้อย่างรวดเร็ว การแถลงนโยบายถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการประกาศแนวทางการทำงานของรัฐบาลต่อรัฐสภาและประชาชน การเร่งดำเนินการในส่วนนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสามารถเริ่มทำงานได้เร็วขึ้นยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลมีความชัดเจนในนโยบายและการดำเนินงานจะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในร่างแถลงนโยบายของรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและมีความละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจต้องเผชิญกับความท้าทายและความเห็นที่แตกต่างกัน การที่รัฐบาลสามารถสร้างความเข้าใจและหาจุดร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

โดยสรุปแล้ว การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี ถือเป็นความพยายามที่จะเร่งการทำงานของรัฐบาลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประชาธิปไตยและแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่รัฐบาลสามารถแปลงนโยบายที่แถลงไว้ให้เป็นรูปธรรมและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง การติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – “อนุทิน” บอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี บรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อย