วัน: 25 กันยายน 2025

ทำไมตำแหน่งของเอเมรี่ยังคงแข็งแกร่งขณะที่วิลล่าก้าวสู่ยุคใหม่

สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัปดาห์ที่วุ่นวายมากสำหรับแอสตัน วิลล่า

บนสนามแข่ง พวกเขายังคงไม่ชนะในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้กุนซืออูไน เอเมรี่ เรียกทีมของเขาว่า “ขี้เกียจ”

นอกสนาม ประธานฝ่ายปฏิบัติการฟุตบอล มอนชี ออกจากทีม และถูกแทนที่โดยโรแบร์โต้ โอละเบ้

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่พวกเขาจะกลับมาลุยยูโรป้า ลีก และการมาเยือนของทีมจากเซเรีย อา อย่างโบโลญญ่า ในวันพฤหัสบดี

อย่างไรก็ตาม เอเมรี่ยังคงมุ่งมั่นและไม่หวั่นไหว แม้ว่าการแต่งตั้งของโอละเบ้จะบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในการคิดที่วิลล่า พาร์ค

หากมอนชีอาจมุ่งเน้นที่ปัจจุบัน – แนวทางของเขานำวิลล่ากลับสู่แชมเปียนส์ ลีก – โอละเบ้ อดีตผู้อำนวยการกีฬาของเรอัล โซเซียดาด คือการแต่งตั้งระยะยาว

ความเข้มข้นของงานและความสัมพันธ์กับเอเมรี่ ทำให้มอนชีต้องการพักผ่อน และในที่สุดคือความท้าทายใหม่

พนักงานวิลล่ารู้เรื่องนี้ในวันจันทร์ ก่อนที่ข่าวจะรั่วไหล และภายในทีมคาดว่าจะมีความสอดคล้องกันทันที ขณะที่วิลล่าปรับตัวและก้าวไปข้างหน้า

หลังจากการเริ่มต้นฤดูกาลที่สามารถมองว่าเป็นความวุ่นวาย ความกลมกลืนนี้จะได้รับการต้อนรับ

ทำไมตำแหน่งของเอเมรี่ยังคงแข็งแกร่งขณะที่วิลล่าก้าวสู่ยุคใหม่

การจากไปของมอนชีไม่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเอเมรี่ ทั้งระยะสั้นหรือยาว

พวกเขาไม่ได้มาคู่กัน แม้จะประสบความสำเร็จที่เซบีย่า และมอนชีเป็นตัวเลือกที่สองรองจากมาเตว อาเลมานี่ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฟุตบอลของบาร์เซโลน่า

เอเมรี่มีส่วนสำคัญในการแต่งตั้งโอละเบ้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งของเขายังคงแข็งแกร่ง เขามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในสโมสร และสิ่งนั้นไม่เปลี่ยนแปลงแม้มอนชีจะออกไป

โอละเบ้ยังเป็นชาวบาสก์ เหมือนเอเมรี่ เมืองบ้านเกิดของทั้งคู่ห่างกันแค่ 100 ไมล์ในทางเหนือของสเปน ชายวัย 57 ปีคนนี้ยังเคยเป็นผู้จัดการทีมรีอัล ยูเนี่ยน สโมสรดิวิชั่น 3 ที่เอเมรี่เป็นเจ้าของในสเปน

พวกเขาเคยทำงานร่วมกันมาก่อน เมื่อโอละเบ้แต่งตั้งเอเมรี่เป็นกุนซืออัลเมเรียในปี 2006 และพบความเชื่อมโยงทันที

ตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็พยายามรวมทีมกัน – อาร์เซนอลเคยเป็นตัวเลือกหนึ่ง – และการที่โอละเบ้มาร่วมวิลล่า ทำให้เอเมรี่มีคนที่รู้จักกันมานาน และคนที่จะท้าทายเขา

โอละเบ้มีบุคลิกที่แข็งแกร่งพอที่จะปฏิเสธหรือเสนอทิศทางที่แตกต่าง – เอเมรี่กำลังนำคนที่เท่าเทียมเข้ามา

มันไม่ใช่การตัดสินใจแบบพลุ่งพล่าน แต่เป็นกลยุทธ์เพื่อรักษาโครงสร้างและระบบ – ให้โอละเบ้เข้ากับเอเมรี่ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการฟุตบอล ดามิอัล วิดาแกนี่ และเจ้าของสโมสร

การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นหลักฐานเพิ่มเติมของแนวทางที่เจ้าของร่วมนัสเซฟ ซาวิริส เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น นับตั้งแต่การจากไปของซีอีโอ คริสเตียน เพอร์สโลว์ เมื่อสองปีก่อน

แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาฟอร์มอันย่ำแย่ของวิลล่าในฤดูกาลนี้ เพียง 3 คะแนนและ 1 ประตูจาก 5 นัดแรก ถือเป็นการถดถอยครั้งใหญ่จากทีมที่จบอันดับ 4 และ 6 ในสองฤดูกาลล่าสุด

เอเมรี่ เรียกทีมว่า “ขี้เกียจ” หลังเสมอ 1-1 กับซันเดอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ โดยกุนซือเดินลงอุโมงค์ก่อนนกหวีดสุดท้าย

นี่คือการตำหนินักเตะแบบเปิดเผยที่ทำผลงานไม่ดีในฤดูกาลนี้ และแสดงให้เห็นว่ากุนซือจะไม่พึ่งพาความสำเร็จในอดีต

กองหลังเอซรี คอนซ่าบอกว่ากุนซือพูดถูกแต่ปฏิเสธว่าทีมอยู่ในวิกฤต แม้จะอยู่อันดับท้ายตาราง

เอเมรี่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน เขาเริ่มฤดูกาล 2021-22 กับบียาร์เรอัลด้วย 6 นัดไร้ชัย ขณะที่เซบีย่าชนะแค่ 5 จาก 18 นัดแรกในปี 2015-16 – ฤดูกาลที่จบด้วยชัยชนะยูโรป้า ลีกเหนือลิเวอร์พูล

การปะทะกับโบโลญญ่า จะเป็นการกลับมาสู่รายการที่เอเมรี่เคยคว้าแชมป์ 4 สมัย และอาจให้การพักหายใจจากปัญหาในลีก

โอละเบ้ต้องแก้ปัญหาการย้ายทีม

ผลงานการย้ายทีมของมอนชียังถูกตั้งคำถาม แต่หลักการของวิลล่าก็เช่นกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่เลื่อนชั้นในปี 2019 ภายใต้ดีน สมิธ พวกเขาหลงทุนกว่า 700 ล้านปอนด์

แน่นอน วิลล่าขายนักเตะได้กว่า 400 ล้านปอนด์ในช่วงเดียวกัน แต่เกือบครึ่งมาจากดีลแจ็ค กรีลิช 100 ล้านปอนด์ไปแมนฯ ซิตี้ในปี 2021 และจอน ดูรัน 71 ล้านปอนด์ไปอัล-นัสร ในเดือนมกราคม

วิลล่าถูกจำกัดทางการเงินอย่างหนักเพื่อปฏิบัติตามกฎการใช้จ่ายของพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า หลังถูกปรับโดยยูฟ่าในปีนี้

พวกเขาเป็นนักวิจารณ์ที่เปิดเผยต่อกฎกำไรและความยั่งยืน โดยยืนยันว่ามันขัดขวางการแข่งขันกับท็อป 5 อย่างต่อเนื่อง [วิลล่าโหวตคัดค้านกฎนี้ในปี 2015] แต่ยังคงใช้จ่ายจำนวนมาก

รวมถึงโปรเจกต์ฟุ่มเฟือยก่อนมอนชี 17 ล้านปอนด์สำหรับฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่ย้ายไปวาสโก ดา กาม่าในซัมเมอร์นี้ หลังไม่ได้ลงเล่นให้วิลล่ามา 2 ปี และลงตัวจริงลีกแค่ 7 นัด

พวกเขาทำลายสถิติค่าตัวหลายครั้ง ด้วยการเซ็นโอลลี่ วัตคินส์ เอมิ บูเอนเดีย มูซซ่า ดิอาบี้ และอัมาดู โอนาน่า 50 ล้านปอนด์จากเอฟเวอร์ตันเมื่อปีที่แล้ว

แต่ใน 11 ตัวจริงนัดเสมอซันเดอร์แลนด์ มีแค่ 2 คนที่มอนชีและเอเมรี่เซ็นมา – มอร์แกน รอเจอร์ส และเอแวน เกสซานด์

จอห์น แม็คกินน์ ถูกสตีฟ บรูซเซ็นในปี 2018 ขณะที่บูบาการ์ คามาร่า และลูคัส ดิกน์ เข้าร่วมภายใต้สตีเว่น เจอร์ราร์ด ส่วนที่เหลือเซ็นโดยสมิธที่ถูกไล่ออกเกือบ 4 ปีก่อน

จากที่เซ็นโดยมอนชี รอเจอร์สที่เอเมรี่ผลักดันด้วย 8 ล้านปอนด์ ประสบความสำเร็จ กลายเป็นดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ขณะที่ยูริ ติเยเลม็องส์ ฟรี และพาโว ตอร์เรส ก็ได้รับการยอมรับ

แต่โอนาน่าที่บาดเจ็บกล้ามเนื้อขา – ลงตัวจริงแค่ 22 นัดเพราะเจ็บเมื่อฤดูกาลก่อน ดิอาบี้อยู่แค่ปีเดียว ขณะที่โดนเยลล์ มาเล่น 21 ล้านปอนด์จากดอร์ทมุนด์ในมกราคม ลงตัวจริงแค่ 5 นัด

มาร์โก อเซนซิโอ้ ยืมจากเรอัล มาดริด ประสบความสำเร็จในครึ่งหลังฤดูกาลที่แล้ว แต่มาร์คัส แรชฟอร์ด ยืมจากแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เวิร์ค

ลักษณะฮิตแอนด์มิสของการย้ายทีมล่าสุด ทำให้เอเมรี่ต้องพึ่งแกนหลักที่สมิธเซ็น: เอมิ มาร์ติเนซ แม็ตตี้ แคช คอนซ่า ไทโรน มิงส์ และวัตคินส์

มันเสริมมือเอเมรี่ที่พัฒนาทีมที่เคยลำบาก แต่บ่งชี้ปัญหาใหญ่ในกลยุทธ์การย้ายทีม ไม่ว่าจะจำกัดหรือไม่

ที่วิลล่า พาร์ค ไม่พอใจกับดีลซัมเมอร์เต็มที่ – แม้จะมีจาเร็ด ซานโช่และฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ในวันสุดท้าย – เพราะไม่ได้นักเตะที่ต้องการส่วนใหญ่เพราะปัญหาการเงิน

แต่ด้วยโอละเบ้ที่มุ่งระยะกลางถึงยาว มีแนวโน้มยอมรับว่าวิลล่าต้องเติบโตต่างออกไป อาจด้วยนักเตะอะคาเดมี่มากขึ้น

โอละเบ้ซื้อและขายอเล็กซานเดอร์ อิซักที่เรอัล โซเซiedad ขณะที่เซ็นมาร์ติน โอเดการ์ด ยืม และดูแลพัฒนามาร์ติน ซูบิเมนดี้ ก่อนย้ายไปอาร์เซนอล 60 ล้านปอนด์

เขาจะต้องนำทักษะเดียวกันมาช่วยวิลล่าพัฒนา โดยเฉพาะขณะที่พวกเขาวางแผนเส้นทางใหม่

ทำไมตำแหน่งของเอเมรี่ยังคงแข็งแกร่งขณะที่วิลล่าก้าวสู่ยุคใหม่? มันแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของกุนซือที่สามารถนำทีมผ่านพายุได้ หากคุณเป็นแฟนวิลล่า ลองติดตามการเปลี่ยนแปลงนี้ และคาดหวังการฟื้นตัวในยูโรป้า ลีก

ที่มา – Why Emery’s position remains strong as Villa head into new era

เกาหลีเหนืออาจมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน จริงหรือ?

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ โดยระบุว่า เกาหลีเหนืออาจครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน ซึ่งสามารถนำไปใช้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้จำนวนมหาศาล ทำให้เกาหลีใต้เร่งผลักดันให้มีการเจรจาทางการทูตโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีกำลังตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อนายชุง ดง-ยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวล โดยเชื่อว่าเกาหลีเหนือมีปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน ระดับสูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตหัวรบนิวเคลียร์มากถึง 2,000 กิโลกรัม หรือ 2 ตัน ซึ่งข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ การเปิดเผยข้อมูลนี้สร้างความกังวลให้กับนานาชาติเป็นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณยูเรเนียมดังกล่าว เพียงพอต่อการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้หลายลูก

นายชุงระบุว่า ปัจจุบันโรงงานปั่นแยกยูเรเนียมของเกาหลีเหนือยังคงทำงานอยู่ที่โรงงาน 4 แห่ง โดยเขาชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ว่า “พลูโตเนียมเพียง 5-6 กิโลกรัม ก็เพียงพอที่จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้แล้ว” ดังนั้น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตันจึง “เพียงพอที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้จำนวนมหาศาล” ข้อมูลนี้ทำให้ประชาคมโลกต้องหันกลับมาจับตาดูสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีอย่างใกล้ชิด

เกาหลีเหนืออาจมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน

รัฐมนตรีชุงกล่าวว่า “การหยุดยั้งการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นเรื่องเร่งด่วน” แต่เขาให้เหตุผลว่ามาตรการคว่ำบาตรจะไม่เกิดผล และทางออกเดียวคือการประชุมสุดยอดระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึน ได้แสดงท่าทีพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องรักษาคลังอาวุธนิวเคลียร์ไว้ ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา และความจำเป็นในการหาทางออกทางการทูตอย่างสันติวิธี

สถานการณ์นิวเคลียร์เกาหลีเหนือที่น่ากังวล

เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกในปี 2006 และถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่องมาตลอด อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสู่สาธารณะจนกระทั่งเดือนกันยายนที่ผ่านมา การที่เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการท้าทายต่อประชาคมโลก และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในภูมิภาค

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้เชื่อว่า เกาหลีเหนือมีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหลายแห่ง รวมถึงที่ศูนย์นิวเคลียร์ยองบยอน ซึ่งเคยถูกระงับการใช้งานหลังการเจรจาในอดีต แต่ภายหลังได้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งในปี 2021 สิ่งนี้บ่งชี้ว่า เกาหลีเหนือยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกอย่างสันติ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การเจรจา และการทูต ยังคงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา และสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – เกาหลีเหนืออาจมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 2 ตัน เพียงพอสร้างระเบิดนิวเคลียร์หลายลูก

“อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย: เหมือนได้พบกัลยาณมิตร

“นายกฯ อนุทิน” นำทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พบปะตลาดทุนไทยด้วยความชื่นมื่น พร้อมกล่าวว่าเหมือนได้พบกัลยาณมิตร ชี้เป็นแหล่งระดมทุนสำคัญ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศชาติ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในหัวข้อ “ข้อเสนอจากตลาดทุน เพื่อเสริมพลังภาครัฐ”

โดยก่อนเริ่มการประชุม นายอนุทินได้กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจเดินทางมาพบปะกับทุกท่านถึงอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น รู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ และเดินทางมาถึงตั้งแต่เวลา 09.00 น. เนื่องจากทราบดีว่าจะได้มาพบกับกัลยาณมิตรที่ดี เพื่อนที่หวังดีต่อกันเสมอมา และความสัมพันธ์ของเราก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างมีหน้าที่ในการทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง แม้ว่าจะอยู่ในภาคเอกชน ตลาดทุน แต่พวกเราในฐานะรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือในทุกวิถีทางที่จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

“ท่านเป็นแหล่งระดมทุนให้กับประเทศ เป็นกลไกในการสร้างการเจริญเติบโตกับทางเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่งในระดับใด และเป็นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในต่างประเทศ“

“อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย: เหมือนได้พบกัลยาณมิตร

การพบปะกับตลาดทุนไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาคเอกชนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและส่งเสริมตลาดทุนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ความสำคัญของการพบปะ “อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย

การที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับการพบปะกับผู้บริหารตลาดทุนไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน การหารือในครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่ภาคเอกชนจะได้นำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาและกำหนดนโยบายที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

การที่นายอนุทินกล่าวว่ารู้สึกเหมือนได้พบกัลยาณมิตร แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน จะช่วยให้การดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของทุกภาคส่วน

การที่ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุนให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเป็นสิ่งสำคัญในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้

โดยสรุปแล้ว การที่นายกฯ อนุทินและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้พบปะกับตลาดทุนไทย ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุนให้มีความเข้มแข็งและน่าสนใจ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การที่ “อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย ถือเป็นนิมิตหมายอันดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

การพบปะครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณบวกต่อตลาดทุนและเศรษฐกิจไทยโดยรวม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเอกชนและรับฟังความคิดเห็น จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – “อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย บอกเหมือนได้พบกัลยาณมิตร

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบสิ่งผิดปกติ

สถานการณ์ชายแดนเช้านี้ที่บ้านหนองจาน ไม่พบความผิดปกติ มีเพียงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากฝั่งกัมพูชา โดยทหารกัมพูชาบางส่วนได้ถ่ายรูปทหารไทยขณะลาดตระเวน คาดการณ์ว่าช่วงบ่ายวันนี้กัมพูชาอาจจะมีการเพิ่มกำลังคนเข้ามาในพื้นที่

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ที่ชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พบว่ามีเพิงพักของชาวกัมพูชาตั้งอยู่ใกล้กับหลักเขตที่ 46 ซึ่งคาดว่าเป็นที่พักของชาวกัมพูชาและทหารกัมพูชา

ภาพจากโทรศัพท์มือถือที่เจ้าหน้าที่ไทยบันทึกไว้ขณะลาดตระเวน เผยให้เห็นทหารกัมพูชาและกลุ่มคนบริเวณชายแดนที่กำลังถ่ายรูปความเคลื่อนไหวของฝั่งไทย สำหรับบริเวณรั้วลวดหนามบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติและยังไม่มีความเคลื่อนไหวของชาวกัมพูชา

ในส่วนของฝั่งไทย มีประชาชนทั้งในพื้นที่และจากจังหวัดอื่นๆ ทยอยเดินทางมาให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

ป้าน้อยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราตั้งใจทำอาหารมาให้ทหาร เพราะพวกเขาก็เหมือนลูกหลานของเรา อยากให้พวกเขามีกำลังใจ และรู้ว่าชาวบ้านทุกคนอยู่เคียงข้างเสมอ”

สำหรับสถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนจากฝั่งกัมพูชาเพียงเล็กน้อย คาดการณ์ว่าในช่วงบ่ายวันนี้ กัมพูชาจะทำการเกณฑ์คนจากภายนอกเข้ามาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงของไทยได้เตรียมพร้อมกำลังพลเพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่ตลอดเวลา

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติที่น่ากังวล แม้จะมีความเคลื่อนไหวบ้างเล็กน้อยจากฝั่งกัมพูชา ทั้งการถ่ายภาพของทหารไทยและการตั้งเพิงพักใกล้หลักเขต แต่ทางการไทยก็มีการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด การที่ประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความห่วงใยที่คนไทยมีต่อทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ

สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ สถานการณ์ในช่วงบ่ายวันนี้ ตามที่คาดการณ์ว่ากัมพูชาจะมีการเกณฑ์คนเข้ามาในพื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดนได้ ฝ่ายความมั่นคงของไทยจะต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบและดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์

การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน การสนับสนุนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติ คาดกัมพูชาเกณฑ์คนเข้าพื้นที่ช่วงบ่าย

กัมพูชายอมรื้อบ้าน! แต่ปฏิเสธ 2 หลังที่ตราด

ความคืบหน้าล่าสุดในประเด็นปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดตราด เมื่อกองป้องกันชายแดนที่ 501 ของกัมพูชาได้ส่งหนังสือตอบกลับอย่างเป็นทางการถึงหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด โดยในหนังสือฉบับดังกล่าว กัมพูชายินยอมที่จะรื้อบ้าน 1 หลัง และกลบคูสนามตามข้อเสนอของฝ่ายไทย แต่ยังคงปฏิเสธที่จะรื้อบ้านอีก 2 หลังที่อยู่ในสวนยางพารา โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของประชาชนและเสนอให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นผู้ตัดสินใจในประเด็นนี้ต่อไป ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่ายและเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

กัมพูชา ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้านให้ 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อ 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด

หนังสือตอบกลับดังกล่าวลงวันที่ 22 กันยายน 2568 โดยพันเอก จัน บุนดี ผู้บังคับกองป้องกันชายแดนที่ 501 ภูมิภาคทหารที่ 5 กองทัพกัมพูชา ได้ส่งถึง นาวาเอก ภริศวร์ วงษ์เพ็ญศรี ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เพื่อตอบข้อเสนอจากการประชุมหารือระหว่างรองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา และเสนาธิการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดของไทย ณ จุดตรวจร้อย.ทพ.นย.531 บ้านท่าเส้น จ.ตราด เนื้อหาในหนังสือได้ระบุถึงข้อเสนอ 3 ข้อที่ฝ่ายไทยได้ยื่นต่อฝ่ายกัมพูชา และการพิจารณาตอบกลับของฝ่ายกัมพูชาอย่างละเอียด

ข้อเสนอที่ไทยยื่นต่อกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาที่ดินชายแดน

ข้อเสนอหลัก ๆ ที่ฝ่ายไทยได้ยื่นต่อกัมพูชามีดังนี้:

  • ปัญหาบ้าน 5 หลัง ที่โอร์พลุกด็อมเรย: ไทยเสนอให้กัมพูชารื้อถอนบ้าน 2 หลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว แต่ฝ่ายกัมพูชาเห็นชอบให้รื้อถอนเพียง 1 หลัง
  • ปัญหาแนวคูสนามของจุดตรวจตำรวจตระเวนชายแดน ช่องทางเจยจุมเนียะ (จอมวย): ไทยเสนอให้กัมพูชากลบคูสนามดังกล่าวเพื่อให้พื้นที่กลับสู่สภาพเดิม ซึ่งกัมพูชาได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงด้านเทคนิคคูสนามตามข้อเสนอ
  • ปัญหาบ้านประชาชน 2 หลัง ในสวนยางพารา จุดบ้านชำราก: ไทยเสนอให้กัมพูชารื้อถอนบ้านทั้ง 2 หลัง แต่กัมพูชาปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าเป็นของประชาชนและเสนอให้ JBC พิจารณา

การที่กัมพูชาตอบรับข้อเสนอในบางส่วนและปฏิเสธในบางส่วนนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาเขตแดนที่ยังคงคั่งค้างและการหาจุดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้นั้นต้องอาศัยการเจรจาและพิจารณาอย่างรอบคอบ การที่กัมพูชา กัมพูชา ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้านให้ 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อ 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แต่ก็ยังคงต้องมีการหารือกันต่อไปในระดับ JBC เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน

ในหนังสือทางการของกัมพูชายังระบุอีกว่า ปัญหาที่ฝ่ายไทยเสนอนั้นเป็นปัญหาเก่าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และเนื่องจากรัฐบาลทั้งสองประเทศได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ขึ้นมาแล้ว ดังนั้นปัญหาที่ยังไม่มีความชัดเจนจึงสมควรให้เป็นหน้าที่ของ JBC เป็นผู้แก้ไขตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้เอกสารยังได้ย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ที่มีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิดและร่วมมือแก้ไขปัญหาโดยยึดหลักสันติวิธีมาโดยตลอด โดยหนังสือฉบับนี้ได้ถูกส่งต่อเพื่อให้ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดได้รับทราบต่อไป สถานการณ์ กัมพูชา ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้านให้ 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อ 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ถึงแม้ว่าการเจรจาครั้งนี้จะมีความคืบหน้าไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีประเด็นที่ต้องแก้ไขกันต่อไป การที่กัมพูชายินยอมที่จะรื้อบ้าน 1 หลังและกลบคูเลตนั้นเป็นสัญญาณที่ดี แต่การปฏิเสธที่จะรื้อบ้านอีก 2 หลังก็แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการหาจุดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ การแก้ไขปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความอดทน การเจรจาและการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต การที่ กัมพูชา ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้านให้ 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อ 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด นั้นเป็นเพียงก้าวแรกของการแก้ไขปัญหาทั้งหมด

ที่มา – กัมพูชา ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้านให้ 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อ 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด

อิ๊งค์-สามี เยี่ยมทักษิณ เผยช่วยคุมลอกท่อ

“อิ๊งค์-สามี” เข้าเยี่ยมทักษิณ เผยสุขภาพโอเค แย้ม ผบ.เรือนจำ จะให้คุณพ่อไปช่วยคุมงานลอกท่อ ส่วนหลังจากนี้หลาน ๆ อาจเยี่ยมผ่านวิดีโอคอลไลน์

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 25 ก.ย. ที่ เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และส่วนของศูนย์บริการเยี่ยมญาติ ซึ่งวันนี้ถือเป็นครั้งที่สี่สำหรับการเยี่ยมญาติ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยผู้สื่อข่าวหลากหลายสำนักยังคงปักหลักติดตามรายงานความเคลื่อนไหว เนื่องจากในการเยี่ยมครั้งที่สาม เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ร่วมเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณด้วยตัวเอง เนื่องด้วยติดภารกิจ แต่มีนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว เป็นตัวแทนไปเยี่ยม

โดยวันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ในเวลาประมาณ 08.40 น. ส่วนบริเวณริมถนนด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มีมวลชนคนเสื้อแดงเปิดลำโพงเครื่องขยายเสียงโดยเป็นบทเพลงการขับร้องของนายทักษิณ เพื่อคอยส่งเสียงกำลังใจให้รับรู้ว่าคนเสื้อแดงไม่ทอดทิ้ง

ซึ่ง น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้เดินเข้าหาคนเสื้อแดงพร้อมยกมือไหว้ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวขอบคุณคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจ และบอกสั้น ๆ ว่า ตนมาเยี่ยมได้แค่วันจันทร์และวันพฤหัสบดีเท่านั้น เยี่ยมได้สองวันต่อสัปดาห์ เนื่องจากคนเสื้อแดงแจ้งต่อ น.ส.แพทองธาร ว่า อยากให้มาเยี่ยมนายทักษิณบ่อย ๆ พร้อมกล่าวแซวว่า ”เสียงเพลงข้างนอกดังอยู่นะ“ และระหว่างจะเดินเข้าเรือนจำฯ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า ”วันนี้หลาน ๆ ได้ฝากจดหมายมาถึงตาตาบ้างหรือไม่” ซึ่ง น.ส.แพทองธาร กล่าวตอบว่า “วันนี้ไม่มีค่ะ เดี๋ยวเขาจะมีอนุญาตให้เยี่ยมผ่านไลน์ได้ วิดีโอคอลไลน์ ซึ่งเขาจะมีเวลาให้ อย่างไรเดี๋ยวต้องถามทนาย” 

หลังใช้เวลาเข้าเยี่ยมประมาณ 1 ชม. น.ส.แพทองธาร และสามี ออกมาพบกับพี่น้องคนเสื้อแดงจากจ.สิงห์บุรี และให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ถึงสุขภาพนายทักษิณ ว่า “สุขภาพโอเคค่ะ และ ผบ.เรือนจำฯ บอกว่าเดี๋ยวจะให้คุณพ่อไปช่วยคุมการลอกท่อ” ก่อนเดินทางกลับ

อิ๊งค์-สามี เยี่ยมทักษิณ เผยช่วยคุมลอกท่อ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วันนี้ (25 กันยายน) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ พร้อมด้วยสามี ได้เดินทางเข้าเยี่ยมที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยภายหลังการเยี่ยม น.ส.แพทองธารได้ให้สัมภาษณ์ถึงสุขภาพของนายทักษิณว่ายังคงโอเคดี และมีการเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผู้บัญชาการเรือนจำได้มอบหมายให้นายทักษิณ ไปช่วยคุมงานลอกท่อภายในเรือนจำอีกด้วย

รายละเอียดการเยี่ยมและประเด็นที่น่าสนใจ

การเยี่ยมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.30 น. โดยมีสื่อมวลชนจำนวนมากเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากในการเยี่ยมครั้งก่อน น.ส.แพทองธารไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเอง

นอกจากเรื่องสุขภาพและการมอบหมายงานลอกท่อแล้ว น.ส.แพทองธารยังได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่หลานๆ จะได้มีโอกาสเยี่ยมคุณตาผ่านวิดีโอคอลไลน์ ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ยังต้องรอการปรึกษาหารือกับทนายความอีกครั้ง

มวลชนให้กำลังใจอย่างอบอุ่น

ระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยม น.ส.แพทองธารและสามีได้ทักทายและขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจ โดยมีการพูดคุยถึงความถี่ในการเข้าเยี่ยม ซึ่งขณะนี้สามารถทำได้สัปดาห์ละ 2 วัน คือวันจันทร์และวันพฤหัสบดี

โดยสรุปแล้ว ข่าวการเยี่ยมทักษิณในครั้งนี้มีประเด็นสำคัญคือ สุขภาพที่ยังดีอยู่ การได้รับมอบหมายงานช่วยคุมลอกท่อ และความเป็นไปได้ในการเยี่ยมผ่านวิดีโอคอลสำหรับหลานๆ

ทำไมเรื่องการลอกท่อถึงเป็นประเด็น?

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างนายทักษิณ ชินวัตร ได้รับมอบหมายให้ช่วยคุมงานลอกท่อภายในเรือนจำ อาจมองได้หลายแง่มุม ทั้งในแง่ของการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือแม้แต่การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็สร้างความสนใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง

ถึงแม้ว่าข่าวนี้จะดูแปลกใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่นายทักษิณยังคงมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตในเรือนจำได้เป็นอย่างดี และหวังว่าการเยี่ยมผ่านวิดีโอคอลจะช่วยให้หลานๆ ได้ใกล้ชิดกับคุณตามากยิ่งขึ้น

อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไปสำหรับนายทักษิณ และบทบาทในการช่วยคุมงานลอกท่อนี้จะดำเนินไปอย่างไร คงต้องติดตามข่าวสารกันต่อไป

ที่มา – “อิ๊งค์-สามี” เข้าเยี่ยมทักษิณ เผยพ่อถูกมอบหมาย ไปช่วยคุมงานลอกท่อ

ผวา! พบน้ำซึมถนนสามเสน หวั่นซ้ำรอย


สถานการณ์ล่าสุดที่ถนนสามเสนสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบน้ำซึมถนนสามเสน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เคยเกิดเหตุถนนทรุดตัวเมื่อไม่นานมานี้เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านหวาดหวั่นว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ถนนบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเกิดการทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ ก่อนเกิดเหตุการณ์ มีรายงานว่าพบน้ำซึมขึ้นมาบนพื้นผิวถนน และถนนมีลักษณะผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่จะเกิดการทรุดตัวลง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กันยายน เวลาประมาณ 08.30 น. มีรายงานว่าพบน้ำซึมถนนสามเสนอีกครั้ง บริเวณที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเดิมประมาณ 2 กิโลเมตร ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบนำกรวยมาวางกั้นพื้นที่เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อตรวจสอบสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

พื้นที่ดังกล่าวเป็นแนวเส้นทางการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ ซึ่งมีการก่อสร้างใต้ดินตลอดแนว และอยู่ห่างจากโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเพียง 2 กิโลเมตร ชาวบ้านในพื้นที่สังเกตว่ามีน้ำประปาซึมขึ้นมาประมาณ 2-3 วันแล้ว และน้ำใต้ดินดันถนนให้นูนขึ้น ทำให้ผิวจราจรไม่เรียบ ซึ่งผิดปกติจากเดิม

เจ้าหน้าที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ถึงแม้จุดที่พบน้ำซึมถนนสามเสน จะอยู่ในแนวการก่อสร้างรถไฟใต้ดิน แต่ในเบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างหรือไม่ ต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

นายพิภพ ไทยถิ่นงาม และนายวิญญู ไทยถิ่นงาม เจ้าของร้านหมูมณีที่อยู่ใกล้เคียงกับจุดที่น้ำซึม เล่าว่า พวกเขาเห็นน้ำซึมขึ้นมาบนผิวถนนประมาณ 2-3 วันก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในช่วงเช้าวันนี้ (25 กันยายน) พบว่ามีน้ำซึมออกมาจากผิวยางมะตอยมากผิดปกติเมื่อมีรถวิ่งผ่าน พวกเขาเชื่อว่าเป็นน้ำที่มาจากใต้ดิน เนื่องจากในวันนี้ไม่มีฝนตก

ด้วยความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย พวกเขาจึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบ และได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเบื้องต้น เช่น เตรียมน้ำและไฟสำรองไว้ หากสถานการณ์รุนแรงกว่านั้นก็อาจจะต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

เจ้าหน้าที่จากการประปานครหลวง (กปน.) ได้ทำการตรวจสอบน้ำที่ซึมขึ้นมา โดยใช้ผงเทสคลอรีน เบื้องต้นผลการตรวจสอบไม่พบส่วนผสมของคลอรีน ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่ใช่น้ำประปา เนื่องจากท่อน้ำประปาวางอยู่ใต้แนวฟุตบาท การที่น้ำจะดันขึ้นมาได้นั้น มักจะขึ้นมาบริเวณฟุตบาทก่อน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าน้ำที่ซึมออกมา อาจมาจากบ่อพักน้ำของหน่วยงานรัฐ หรือบ่อพักน้ำอาจมีการชำรุด

พบน้ำซึมถนนสามเสน

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ที่ทำให้พบน้ำซึมถนนสามเสน

  • การก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างใต้ดิน
  • ท่อประปาใต้ดินอาจมีการรั่วซึม
  • บ่อพักน้ำของหน่วยงานรัฐอาจชำรุด
  • น้ำใต้ดินมีปริมาณมากผิดปกติ

เหตุการณ์พบน้ำซึมถนนสามเสนในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และต้องมีการตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงซ้ำรอยเกิดขึ้นอีกในอนาคต ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ที่มา – พบน้ำซึมถนนสามเสน ห่างจุดถนนทรุดตัว 2 กิโลเมตร ชาวบ้านหวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย

ฉาว! **ต่างชาติถ่ายคลิปมีเซ็กซ์ท้ายกระบะ** ที่ภูเก็ต

ภาพจากแฟ้ม

วิจารณ์สนั่น! คลิป**ต่างชาติถ่ายคลิปมีเซ็กซ์ท้ายกระบะ** วิ่งไปตามถนนที่ภูเก็ต ว่อนโซเชียล คนชาติเดียวกันแจ้งเบาะแส ตำรวจเร่งตามตัวดำเนินคดี หลังทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 ก.ย.68 โซเชียลมีเดียใน จ.ภูเก็ต เช่น เพจภูเก็ตไทม์ เพจศูนย์ข้อมูลภูเก็ต หรือ เพจแฉยับภูเก็ต ฯลฯ ได้โพสต์ภาพนิ่งที่แคปมาจากคลิป โดยเป็นภาพรถกระบะแบบสองตอนสีดำ ไม่ทราบยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียน กำลังแล่นอยู่บนท้องถนน แต่ที่ท้ายกระบะ มีชายหญิง 2 คน กำลังมีเซ็กส์กันอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่อายฟ้าดิน ซึ่งจะมีรถอีกคันขับประกบข้างเพื่อถ่ายคลิป โดยมีความยาวของคลิปราว 18 วินาที ซึ่งเหตุเกิดในช่วงกลางคืน ยังไม่ทราบวัน เวลาเกิดเหตุที่แน่ชัด ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ตเป็นอย่างมาก

ล่าสุด พ.ต.อ.ชาตรี ชูแก้ว ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต เผยว่า ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดตลอดแนวถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 หรือถนนบายพาส ต.รัษฎาต่อเนื่อง ต.เกาะแก้ว อ.เมืองภูเก็ต อย่างเร่งด่วนแล้ว ซึ่งคาดว่าชายชาวต่างชาติคนดังกล่าว อาจเป็นชาวรัสเซียที่พำนักอยู่ใน จ.ภูเก็ต ส่วนผู้หญิงคาดว่าเป็นหญิงไทย โดยชายชาวต่างชาติคนดังกล่าว มักจะชอบถ่ายคลิปการมีเซ็กส์ตามสถานที่ต่างๆ แล้วนำไปโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีกลุ่มคนชาติเดียวกันที่เห็นคลิปดังกล่าวแล้วไม่สบายใจ แจ้งเบาะแสมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน

**ต่างชาติถ่ายคลิปมีเซ็กซ์ท้ายกระบะ**

กรณีคลิปฉาวที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในขณะนี้ คือคลิปของ**ต่างชาติถ่ายคลิปมีเซ็กซ์ท้ายกระบะ** ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศไทย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับชาวเน็ตจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งดำเนินการสืบสวนเพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด โดยมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณที่คาดว่าจะเกิดเหตุ และได้รับเบาะแสจากพลเมืองดีที่เป็นชาวต่างชาติด้วยกัน

ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว

เหตุการณ์**ต่างชาติถ่ายคลิปมีเซ็กซ์ท้ายกระบะ** นี้ไม่ใช่เพียงแค่การกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยโดยรวม การกระทำดังกล่าวอาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมองภาพลักษณ์ของประเทศไทยในแง่ลบ และส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวในอนาคต

นอกจากนี้ ยังเป็นการทำลายความรู้สึกของคนไทยที่ต้องการจะอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติ การกระทำที่ไม่เคารพต่อสถานที่และวัฒนธรรมท้องถิ่นย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับคนในพื้นที่

ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่สนับสนุนการกระทำที่ไม่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยว

สิ่งที่ควรพิจารณา:

  • การเคารพวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญ
  • การกระทำที่ไม่เหมาะสมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็น

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น การกระทำใดๆ ที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ ควรถูกประณามและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยวไทยให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต

ที่มา – ​ต่างชาติถ่ายคลิปมีเซ็กซ์ท้ายกระบะ วิ่งไปตามถนนที่ภูเก็ต ตร.เร่งตามตัวดำเนินคดี

คมนาคม เตรียมออกแพ็กเกจ ลดค่าครองชีพ!

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตกันอีกแล้ว เกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพจากกระทรวงคมนาคม หลายคนคงกำลังรอคอยอยู่ว่าจะมีการช่วยเหลืออะไรบ้างในการเดินทางของเรา วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดที่น่าสนใจกันครับ

คมนาคม เตรียมออกแพ็กเกจ ลดค่าครองชีพประชาชน ในการเดินทางทั้งระบบ

เมื่อวันที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิรพันธุ์วานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงคมนาคม และเริ่มปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ โดยมีข้าราชการและหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ท่านรัฐมนตรีได้มอบนโยบายเร่งด่วนภายใน 4 เดือน ให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดโครงการที่ได้รับอนุมัติงบประมาณปี 2569 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างเต็มที่ เพราะระบบเศรษฐกิจของประเทศต้องพึ่งพาการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ กระทรวงคมนาคมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ทุกหน่วยงานจะต้องเร่งผลักดันโครงการต่างๆ อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

นโยบายเร่งด่วน: ลดค่าครองชีพในการเดินทาง

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ทุกคนจะได้เห็นภายใน 4 เดือนนี้ คือ นโยบายคมนาคม เตรียมออกแพ็กเกจ ลดค่าครองชีพ ที่จะดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ซึ่งอาจออกมาในรูปแบบของแพ็กเกจมาตรการลดค่าครองชีพด้านคมนาคมขนส่งอย่างครบวงจร

  • ค่ารถไฟฟ้า: อาจมีการขยายมาตรการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า ไม่เฉพาะแค่สายสีแดงและสายสีม่วง แต่อาจรวมถึงสายอื่นๆ ด้วย
  • ค่าทางด่วน: เตรียมพิจารณามาตรการลดค่าผ่านทางพิเศษหรือทางด่วน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  • ค่าโดยสาร: พิจารณาลดค่าโดยสารรถโดยสาร ขสมก. และค่าเรือโดยสาร

มาตรการเหล่านี้อยู่ระหว่างการหารือกับท่านนายกรัฐมนตรี และจะมีการแถลงรายละเอียดร่วมกันในการแถลงนโยบายของรัฐบาล คาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมและมีการประกาศใช้อย่างชัดเจนภายในสองสัปดาห์หลังจากการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนต้องทำคืออดใจรอฟังข่าวดีที่จะประกาศออกมา และเตรียมตัวใช้ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและทำให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

คมนาคม เตรียมออกแพ็กเกจ ลดค่าครองชีพ ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนทุกคน และเราหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างแท้จริง

เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยนะครับ

ที่มา – “คมนาคม” เตรียมออกแพ็กเกจ ลดค่าครองชีพประชาชน ในการเดินทางทั้งระบบ