วัน: 30 กันยายน 2025

“ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด

“ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด

ในยุคที่การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรกำลังเป็นประเด็นร้อน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศนโยบายเด็ดขาดเกี่ยวกับที่ดิน ส.ป.ก. โดยเฉพาะการจัดการกับนายทุนที่ครอบครองที่ดินอย่างผิดกฎหมาย “ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด ซึ่งเป็นสัญญาณให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิเกษตรกร

“ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด

การประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีผู้เข้าร่วมสำคัญ เช่น นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. หลังการประชุม ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการสำคัญที่อนุมัติไป

หนึ่งในประเด็นหลักคือการอนุญาตใช้พื้นที่ ส.ป.ก. สำหรับแก้ปัญหาขยะมูลฝอย ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่เรื้อรังในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับรัฐวิสาหกิจและเอกชนที่เคยใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ฟรี โดยต้องชำระเงินเข้าสู่กองทุน ส.ป.ก. คาดว่าจะนำเงินก้อนมหาศาลหลายหมื่นล้านบาทกลับคืน ซึ่งจะช่วยเสริมความเข้มแข็งทางการเงินของกองทุน

มาตรการยึดคืนที่ดินจากนายทุน

“ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด นี่คือคำมั่นสัญญาที่ชัดเจน หากพบการถือครองที่ทับซ้อนหรือผิดวัตถุประสงค์ รัฐบาลจะดำเนินการยึดคืนทันที โดยไม่ยี่หระต่ออิทธิพลใดๆ การปราบปรามนี้จะช่วยคืนความเป็นธรรมให้เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มักถูกนายทุนบุกรุก

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบกรอบใหม่สำหรับการขอใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อก่อสร้างวัดหรือสถานประกอบการทางศาสนา โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อน เพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์ที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์เดิม

  • อนุมัติกิจการระบบโครงข่ายพลังงาน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  • การติดตั้งเสารับส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยบริษัท แอดวานซ์ไวร์เลส เน็ตเวิร์ค จำกัด
  • การติดตั้งเสารับส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชัน จำกัด

ทั้งยังอนุมัติการใช้ที่ดินเป็นที่ตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชนและอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร รวมถึงหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินเพื่อสาธารณูปโภคอื่นๆ

การพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยงบ 23 ล้านบาท

ที่ประชุม คปก. ยังอนุมัติงบประมาณ 23,496,200 บาท สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริการประชาชนออนไลน์ One Stop Service ในปีงบประมาณ 2569 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้บริการประชาชนรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องติดต่อเรื่องที่ดิน ส.ป.ก.

นโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ ร.อ.ธรรมนัส ในการทำให้ ส.ป.ก. เป็นเครื่องมือที่แท้จริงในการปฏิรูปที่ดิน สิทธิเกษตรกรจะไม่ถูกบุกรุกอีกต่อไป หากคุณเป็นเกษตรกรหรือสนใจประเด็นนี้ ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะนโยบาย “ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตหลายล้านคน

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญสู่ความเท่าเทียมทางสังคม ลองคิดดูสิ ถ้าที่ดินคืนสู่มือเกษตรกรจริงๆ เศรษฐกิจฐานรากจะฟื้นตัวอย่างไร? ชวนคุณมาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีต่อเกษตรกรไทย

ที่มา – “ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด

ซาน ซิโร่ อาจถูกทุบทำลาย หลังการขายได้รับการอนุมัติ

ซาน ซิโร่ อาจถูกทุบทำลาย หลังการขายได้รับการอนุมัติ

สโมสรเอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลาน แสดงความยินดีอย่างยิ่ง หลังจากที่สภาเทศบาลเมืองมิลานอนุมัติการขายสนามซาน ซิโร่ สนามประวัติศาสตร์ที่อาจนำไปสู่การทุบทำลายเพื่อสร้างใหม่ ล่าสุด การลงมติที่ยาวนานเกือบ 12 ชั่วโมงในคืนที่ผ่านมา ได้รับการอนุมัติแล้ว ทำให้สองสโมสรลูกเมืองมิลานสามารถก้าวไปข้างหน้าได้

การอนุมัติครั้งนี้จะทำให้สนามซาน ซิโร่ อายุ 99 ปี และพื้นที่โดยรอบถูกขายให้ทั้งสองสโมสรในราคา 197 ล้านยูโร (ประมาณ 172 ล้านปอนด์) แต่ยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเมือง สโมสรทั้งสองกล่าวว่านี่คือ “ก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับอนาคตของสโมสรและเมือง”

ซาน ซิโร่ อาจถูกทุบทำลาย หลังการขายได้รับการอนุมัติ

สนามซาน ซิโร่ เป็นบ้านของเอซี มิลานตั้งแต่ปี 1926 แต่ไม่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 1990 สนามแห่งนี้ยังเป็นที่พักอาศัยร่วมกันของอินเตอร์ มิลาน คู่ปรับในเมือง ล่าสุด ความพยายามหลายครั้งในการปรับปรุงสนามล้มเหลว ทำให้ทั้งสองสโมสรตัดสินใจสร้างสนามใหม่

แผนการสร้างสนามใหม่และโครงการฟื้นฟูเมือง

ทั้งสองสโมสรมีแผนจะสร้างสนามใหม่ความจุ 71,500 ที่นั่ง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูเมืองขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายให้เสร็จทันยูโร 2032 ที่อิตาลีและตุรกีเป็นเจ้าภาพร่วม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สโมสรได้แต่งตั้งบริษัทสถาปัตยกรรมเพื่อออกแบบสนามใหม่ ร่วมกันแถลงการณ์ระบุว่า “สโมสรทั้งสองมองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจและรับผิดชอบ สำหรับขั้นตอนถัดไปที่จะนำไปสู่การสร้างสนามใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล สถานที่ระดับโลกที่จะกลายเป็นสัญลักษณ์สถาปัตยกรรมใหม่ของมิลาน และสัญลักษณ์แห่งความหลงใหลในฟุตบอลของแฟนบอลทั่วโลก”

การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะซาน ซิโร่เป็นมากกว่าสนามฟุตบอล มันคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ฟุตบอลอิตาลี ที่นี่เคยเป็นเวทีของการแข่งขันชิงแชมป์ยุโรปนับไม่ถ้วน การทุบทำลายอาจทำให้แฟนบอลบางส่วนเศร้าใจ แต่ในขณะเดียวกัน มันเปิดโอกาสให้มิลานมีสนามสมัยใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ โครงการฟื้นฟูเมืองรอบสนามยังรวมถึงการพัฒนาชุมชน พื้นที่สาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวมิลาน สโมสรทั้งสองเชื่อว่าสนามใหม่จะไม่เพียงช่วยให้ทีมแข่งขันได้ดีขึ้น แต่ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวและรายได้ให้เมืองมากยิ่งขึ้น

  • ประวัติศาสตร์ของซาน ซิโร่: สร้างขึ้นในปี 1926 เริ่มต้นด้วยเอซี มิลาน
  • การแบ่งปันกับอินเตอร์: กลายเป็นสนามร่วมตั้งแต่ปี 1947
  • เหตุการณ์สำคัญ: เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1990 และยูฟ่าชampiyonลีกหลายครั้ง
  • ปัญหาปัจจุบัน: โครงสร้างเก่าแก่ ไม่เหมาะกับมาตรฐานสมัยใหม่

ความเห็นจากแฟนบอลแบ่งออกเป็นสองฝั่ง บางคนอยากอนุรักษ์ แต่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการสร้างใหม่เพราะสนามเก่ามีปัญหาด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบาย หากคุณเป็นแฟนฟุตบอล ลองคิดดูว่าสนามใหม่จะนำพาซึ่งความตื่นเต้นอะไรบ้าง?

สุดท้ายแล้ว การอนุมัตินี้คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับฟุตบอลมิลาน ผู้สนใจควรติดตามความคืบหน้า เพราะมันอาจเปลี่ยนโฉมหน้าของกีฬาในอิตาลีไปตลอดกาล หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – San Siro could be demolished as sale approved

ครม.แต่งตั้งชาดาเป็นประธานวิป มอบพิพัฒน์ดูด่านชายแดน

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญในการประชุมนัดแรก โดยเห็นชอบการแต่งตั้งนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบเร่งรัดเรื่องการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้คึกคักมากขึ้น

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล

การประชุมครม. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งเน้นการประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้แถลงผลการประชุมเมื่อเวลา 20.45 น. ที่รัฐสภา โดยยืนยันว่าครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ (กอ.รมน.) ในการขยายเวลาประกาศพื้นที่ภัยต่อความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาลนั้น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล รองประธานประกอบด้วยนายอาสพลธ์ สรรณ์ไ-triภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย การแต่งตั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายและร่างกฎหมายได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนานในพรรคภูมิใจไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง และการนั่งเก้าอี้ประธานวิปครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับพันธมิตรรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำสำคัญ

มอบ “พิพัฒน์” เร่งดูเรื่องเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

อีกประเด็นสำคัญจากที่ประชุมครม. คือ การมอบหมายงานให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไปเจรจาและดำเนินการปรับเวลาการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องการให้ขยายเวลาการค้าขายและการท่องเที่ยว

ปัจจุบัน ด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย มีการเปิดให้บริการในเวลาจำกัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนที่เคยคึกคัก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและผลไม้จากมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการขยายเวลาเปิดด่านให้เร็วขึ้นและปิดช้าลง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนชายแดน และฟื้นฟูการท่องเที่ยวแบบข้ามพรมแดน

นายพิพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม จะต้องประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อหาทางออกที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะมีข้อสรุปเบื้องต้น โดยอาจเริ่มทดลองปรับเวลาในบางด่าน เช่น ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดค้าขายหลัก

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง แต่มีศักยภาพสูงในด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากดำเนินการได้สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการนโยบายรัฐ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมือง

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล และมอบหมาย “พิพัฒน์” ดูแลด่านชายแดน จะส่งผลดีต่อภาพรวมการบริหารประเทศ โดยวิปรัฐบาลที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจผ่านสภาได้เร็วขึ้น เช่น พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่เน้นการฟื้นฟูชายแดน

ส่วนการปรับด่านชายแดน จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบา นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวข้ามแดนฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเตือนว่าการขยายเวลาด่านต้องควบคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หากรัฐบาลจัดการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคใต้

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของครม.ครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ หากประชาชนและภาคเอกชนร่วมมือกัน คาดว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนได้อย่างแน่นอน ท่านคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้

ที่มา – ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดของประเทศไทย รัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งมีอายุเพียง 4 เดือนกำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านที่ไม่ยอมให้เกิดความเสียหายระยะยาว นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงและอภิปรายอย่างหนักแน่นในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยย้ำยันว่า “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนสำหรับประชาชน

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

นายพริษฐ์ได้วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงของรัฐบาลที่อาจอยู่สั้นแต่สร้างความเสียหายยาวนาน โดยเตือนว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินการที่เป็นการ “ขายของ ขายฝัน ขายสมบัติชาติ” ซึ่งมุ่งหวังเพียงคะแนนนิยมในการหาเสียงเลือกตั้งมากกว่าการแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ เขาย้ำถึงความสำคัญของข้อตกลง MOU (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรครัฐบาลในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยด่วน เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยที่ถดถอยมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้

ปัญหาหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็นคือการที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันทำให้สถาบันทางการเมืองขาดการยึดโยงกับประชาชน เช่น ส.ส.ที่ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตประชาชน หรือการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คนมีอำนาจชี้ขาดนโยบายและการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย พรรคประชาชนจึงพร้อมจับตาการนำเงินภาษีประชาชนมาหาเสียงล่วงหน้า โดยเฉพาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจใช้งบประมาณปี 2569 เกือบทั้งหมดภายใน 4 เดือน

3 สงครามที่รัฐบาลต้องแก้ด่วน

ในการอภิปราย นายพริษฐ์ได้สรุปปัญหาหลักที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข โดยแบ่งเป็น 3 สงครามใหญ่ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง ดังนี้

  • สงครามเศรษฐกิจ: รัฐบาลต้องกระตุ้นให้ประชาชนมีกินมีใช้จริง ไม่ใช่แค่โครงการคนละครึ่งพลัสที่ดึงยอดขายจากร้านนอกโครงการมาสู่ในโครงการ แต่ควรมีเงื่อนไขที่เพิ่มการบริโภคโดยรวมของเศรษฐกิจ เพื่อให้เงินไหลเวียนและสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน
  • สงครามการค้าระหว่างประเทศ: ต้องพยุงผู้ประกอบการไทยให้ลืมตาอ้าปากท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิด้วยฐานข้อมูลจริงจากภาคเอกชน และดำเนินมาตรการป้องกันการทุ่มตลาดที่เข้าถึงได้ทุกอุตสาหกรรม เพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานราก
  • สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา: เร่งคืนความปกติและความปลอดภัยให้ประชาชนชายแดน โดยทลายกระเป๋าสตางค์และความชอบธรรมของผู้นำกัมพูชาผ่านการปราบปรามธุรกิจสีเทาที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายดังกล่าว รวมถึงการจัดการ MOU ไทย-กัมพูชาให้มีผลจริง ไม่ใช่แค่กระดาษ

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังกังวลว่ารัฐบาลอาจก่อความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ เช่น การขายสมบัติชาติ โดยเฉพาะกรณีเขากระโดงที่กรมที่ดินกำลังตรวจสอบ พรรคประชาชนจะจับตาการออกโฉนดโดยมิชอบที่ ป.ป.ช. ชี้แล้ว เช่น แปลงที่ดิน 3466 และ 8564 ในบุรีรัมย์ และเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเพิกถอนทันที

สำหรับประเด็นรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่คาดหวังให้เสร็จภายใน 4 เดือน แต่ต้องการให้รัฐบาลยืนยันโรดแม็ปชัดเจน เช่น จัดประชามติรอบแรกพร้อมเลือกตั้ง โดยรวมคำถาม 2 ข้อ: 1) เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2) เห็นด้วยกับร่างแก้ไขหมวด 15/1 หรือไม่ พรรครัฐบาลต้องผลักดันให้ผ่านวาระที่ 1 ภายใน 14-15 ตุลาคม พิจารณาวาระ 2-3 ภายในธันวาคม และเตรียมประชามติหลังปีใหม่ก่อนยุบสภาเดือนมกราคม

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนโมเดล สสร. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ที่มีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร เพื่อป้องกันการฮั้วและการกินรวบอำนาจ ““พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.” จึงเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชนในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลไม่ฟังเสียงฝ่ายค้านและเดินหน้าปฏิรูปจริง ประชาชนอาจต้องเผชิญวิกฤตยาวนานยิ่งขึ้น เราในฐานะประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการผลักดันประชามติ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ลองคิดดูสิว่าถ้าเราไม่ทำตอนนี้ โอกาสครั้งนี้จะหลุดลอยไปอีกนานแค่ไหน?

ที่มา – “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand บนรูปแม่ทัพ

ในวงการบันเทิงระหว่างประเทศ มีข่าวที่น่าปลื้มใจสำหรับคนไทย เมื่อดาราดังจากอินเดีย “กากัน มาลิก” เขียนข้อความ “I love Thailand” บนรูปวาดของ “แม่ทัพภาคที่ 2” อย่างน่าประทับใจ การกระทำนี้ไม่เพียงแสดงถึงความชื่นชอบในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างวัฒนธรรมอินเดียและไทย

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand ในงานพิเศษที่พัทยา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่โรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) จังหวัดชลบุรี โดยมีนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีทำบุญเลี้ยงพระ เพื่อฉลองครบรอบ 17 ปีการสถาปนาโรงเรียน ผู้เข้าร่วมงานรวมถึงคณะผู้บริหารเมืองพัทยา คณะครูอาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียนจำนวนมาก

ภาพงานพิธีที่โรงเรียนเมืองพัทยา 11

ไฮไลต์ของงานคือการปรากฏตัวของ “กากัน มาลิก” ดาราดังอินเดียที่มาร่วมงานกับนายกเมืองพัทยา สิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นคือ เขาได้เขียนข้อความ “I love Thailand” พร้อมลายเซ็นบนรูปวาดของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความรักที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand บนรูปวาด

ประวัติและผลงานของกากัน มาลิก

“กากัน มาลิก” เป็นนักแสดงชื่อดังจากอินเดียที่มีผลงานโดดเด่น เขารับบทเจ้าชายสิทธัตถะในภาพยนตร์ศรีลังกาเรื่อง “สิทธัตถะโคตมะ” และมีบทบาทสำคัญในซีรีส์อินเดียยอดนิยมอย่างรามายณะและหนุมาน ผลงานเหล่านี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนๆ ทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา กากัน มาลิกได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยเขาไม่รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่งนั้น โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศไทย” การตัดสินใจนี้ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากสาธารณชนไทย

  • ผลงานเด่น: เจ้าชายสิทธัตถะในภาพยนตร์สิทธัตถะโคตมะ
  • บทบาทในซีรีส์: รามายณะและหนุมาน
  • กิจกรรมสังคม: ทูตสันถวไมตรีกัมพูชา (ลาออกเพื่อไทย)

การที่ “กากัน มาลิก” เขียน “I love Thailand” บนรูปวาด “แม่ทัพภาคที่ 2” จึงไม่ใช่แค่การแสดงออกส่วนตัว แต่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวหลังโควิด-19 โดยพัทยาเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย การปรากฏตัวของดาราดังเช่นนี้ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่แท้จริง

จากมุมมองของผู้เขียน การกระทำของกากัน มาลิกแสดงให้เห็นว่าดาราต่างชาติสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับไทยได้อย่างไร หากคุณชื่นชอบข่าวบันเทิงและวัฒนธรรม ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ

ที่มา – “กากัน มาลิก” เขียนข้อความ “I love Thailand” บนรูปวาด “แม่ทัพภาคที่ 2”

McInnes ชี้การพูดถึงแชมป์ Hearts ตอนนี้ ‘โง่’

กุนโดนี Derek McInnes ของ Heart of Midlothian ยืนยันว่าการพูดถึงการลุ้นแชมป์ Hearts ในตอนนี้ยัง ‘โง่’ เกินไป หลังจากแข่งไปเพียงหกนัดในศึก Scottish Premiership

ปัจจุบัน Hearts รั้งจ่าฝูงตารางด้วย 16 คะแนน จากชัยชนะ 5 นัดและเสมอ 1 นัด แต่ McInnes ยืนกรานว่า แม้ผู้เชี่ยวชาญบางคนจะคาดการณ์ว่าพวกเขาจะลุ้นแชมป์ได้ แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการลุ้นแชมป์ Hearts ในตอนนี้

McInnes ชี้การพูดถึงแชมป์ Hearts ตอนนี้ ‘โง่’

‘เรามาพูดกันตรงๆ เลยว่า เราแข่งลีกไปแค่หกนัด’ เขากล่าว ‘เป้าหมายของเราคือการต่อสู้กับตัวเอง การพูดถึงแชมป์ Hearts ตอนนี้ ‘โง่’ จริงๆ’

‘เราจะไม่หลงไปกับเรื่องนั้น สำหรับเรา ต้องโฟกัสที่การปรับปรุงจุดอ่อนจากฤดูกาลที่แล้ว และเราต้องทำงานหนักต่อไป’

McInnes กำลังมุ่งเน้นไปที่เกมถัดไป ซึ่งเป็นเดอร์บี้แมตช์ในบ้านกับ Hibernian ทีมที่อยู่อันดับ 6 แต่ยังไม่แพ้ใครในลีก

‘เราต้องพยายามชนะเดอร์บี้ ซึ่งไม่ว่าจะฟอร์มเป็นอย่างไร มันก็สำคัญเสมอ’ เขากล่าว ‘ในเดอร์บี้ทั่วประเทศ ฟอร์มมักจะไม่ใช่ประเด็น มันขึ้นอยู่กับตัวเกมเอง’

การกลับมาของ Craig Gordon และโอกาสลุ้นแชมป์ Hearts

ทีมของ McInnes ได้รับการเสริมทัพจากผู้รักษาประตู Craig Gordon วัย 42 ปี ที่กลับมาลงฝึกซ้อมหลังจากบาดเจ็บนาน และยังถูกเรียกติดทีมชาติสกอตแลนด์โดย Steve Clarke อีกด้วย

‘Craig ฝึกซ้อมมา 4-5 วันตั้งแต่วันพฤหัสบดี’ เขารายงาน ‘เขาเล่น 45 นาทีในเกมกระชับมิตรวันนี้’

‘ผมคุยกับ Steve เมื่อวาน และเราดีใจที่เขาฟิตเต็มที่และกลับมาฝึกได้ ซึ่งนั่นทำให้เขาติดทีมชาติ Steve อยากให้เขากลับมา’

‘ตอนนี้ฤดูกาลผ่านไป 12-13 นัด และเราแทบไม่มีเขาเลย หวังว่าเขาจะสร้างโมเมนตัมจากการฝึกได้’

แม้จะเป็นข่าวดีสำหรับ Gordon แต่ Lawrence Shankland ปีกตัวเก่งวัย 30 ปี กลับพลาดโอกาสติดทีมชาติสกอตแลนด์อีกครั้ง

ดาวยิงรายนี้ทำประตูได้ 7 ลูกให้ Hearts ในฤดูกาลนี้ และกลายเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของ Scottish Professional Football League หลังจากยิงลูกที่สองในชัยชนะ 3-0 เหนือ Falkirk

McInnes เชื่อว่า แม้ Shankland จะผิดหวัง แต่การเล่นดีต่อเนื่องให้ Hearts จะนำพาเขากลับมาติดทีมชาติในที่สุด

‘กองหน้าสองคนของสกอตแลนด์ทำได้ดีในนัดที่แล้ว และ Steve ก็พูดแบบนั้น’ เขากล่าวเพิ่มเติม

‘แรงจูงใจสำหรับ Lawrence และนักเตะทุกคนที่หวังติดทีมชาติคือฟุตบอลโลก นั่นต้องเป็นเป้าหมาย’

การพูดถึงแชมป์ Hearts ตอนนี้ ‘โง่’ จริงๆ อย่างที่ McInnes ชี้ เพราะฤดูกาลยังยาวไกล และทีมต้องโฟกัสที่การพัฒนาตัวเอง Hearts เริ่มต้นฤดูกาลได้ดีเยี่ยม ด้วยฟอร์มที่แข็งแกร่งและการเซ็นสัญญาใหม่ที่ช่วยเสริมทีม แต่การลุ้นแชมป์ต้องรอให้ผ่านช่วงกลางฤดูกาลและท้ายฤดูกาลก่อน

ในScottish Premiership การแข่งขันดุเดือด โดยเฉพาะกับทีมใหญ่ๆ อย่าง Celtic และ Rangers ที่มักกลับมาทวงจ่าฝูง Hearts จึงต้องรักษาฟอร์มให้ดี โดยเฉพาะในเกมเดอร์บี้กับ Hibs ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญ

นอกจากนี้ การกลับมาของ Gordon จะช่วยเสริมแนวรับให้มั่นคงยิ่งขึ้น ขณะที่ Shankland ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยประตูเพิ่มเติมเพื่อโอกาสทีมชาติ แฟนบอล Hearts ควรสนับสนุนทีมต่อไป โดยไม่คาดหวังสูงเกินจริงในช่วงต้นฤดูกาล

สุดท้ายแล้ว การพูดถึงแชมป์ Hearts ตอนนี้ ‘โง่’ แต่ถ้าทีมรักษาฟอร์มได้ พวกเขาอาจกลายเป็นเซอร์ไพรส์ของฤดูกาลนี้ ลองติดตามผลงานของ Hearts ในนัดต่อไป แล้วคุณจะเห็นว่าทำไม McInnes ถึงมองแบบนี้

คุณคิดว่า Hearts จะลุ้นแชมป์ได้จริงไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวฟุตบอลสกอตติชเพิ่มเติม!

ที่มา – Hearts title talk ‘stupid’ at this stage, says McInnes

หนุ่มช็อกหนัก มือถือหายได้คืนเจอภาพโครงกระดูก

ในยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การทำมือถือหายถือเป็นเรื่องน่าหนักใจ แต่สำหรับชายคนหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี กลับกลายเป็นเหตุการณ์ช็อกหนักยิ่งกว่าเดิม เมื่อได้มือถือคืนแต่กลับพบภาพโครงกระดูกมนุษย์ที่ทำให้ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ เรื่องราวนี้กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ทันที

หนุ่มช็อกหนัก ทำมือถือหายแล้วได้คืน แต่เปิดเจอภาพ “โครงกระดูก” ยังไม่รู้เป็นศพใคร

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเช้ามืดของวันหนึ่ง ชายหนุ่มรายนี้ทำโทรศัพท์มือถือหายบริเวณทางเข้าซอยแจ้งวัฒนะ 14 จังหวัดนนทบุรี หลังจากนั้นไม่นาน เขาสามารถติดต่อผู้ที่เก็บโทรศัพท์ได้และขับรถไปรับคืนที่หน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นหน้าซิตี้รีสอร์ต ผู้เก็บโทรศัพท์เป็นชายที่ดูเหมือนมีสติไม่ปกติ แต่ก็คืนโทรศัพท์ให้โดยไม่มีปัญหา

เมื่อกลับถึงบ้านและเปิดดูโทรศัพท์ หนุ่มรายนี้ต้องช็อกหนักเมื่อพบภาพถ่ายโครงกระดูกมนุษย์นอนอยู่บนที่นอนเก่าๆ ในตึกร้างแห่งหนึ่ง ภาพดังกล่าวถูกถ่ายโดยผู้ที่เก็บโทรศัพท์ไป ราวกับว่าเขาลากโทรศัพท์ไปถ่ายสถานที่นั้นโดยบังเอิญหรือตั้งใจ หนุ่มเจ้าของโทรศัพท์รีบโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กของตนเองในชื่อ Kung Nattapon Kff พร้อมข้อความเล่าเรื่องราวทั้งหมดและขอให้ผู้ที่พบเห็นช่วยประสานงานกับตำรวจหรือหน่วยกู้ภัย เพื่อตรวจสอบตึกร้างตามพิกัดที่ปรากฏในภาพ เผื่อเจ้าของโครงกระดูกนั้นอยาก ‘กลับบ้าน’

โพสต์ดังกล่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ ผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น บางคนแสดงความเห็นใจ บางคนสงสัยในตัวผู้เก็บโทรศัพท์ และหลายคนเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบเพื่อหาความจริง เรื่องนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตระหนก แต่ยังจุดประกายให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาคนเร่ร่อนและอาคารร้างในเมืองที่อาจซ่อนอันตรายไว้

การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่หลังพบโครงกระดูก

ล่าสุด เมื่อเวลา 17.30 น. ของวันที่ 30 กันยายน 2568 ร้อยตำรวจเอกอิศราวุฒิ นาคยา รองผู้บังคับการสอบสวน สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุพบโครงกระดูกมนุษย์บนอาคารร้างในซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 43/1 ใกล้โชว์รูมรถยนต์บนถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลคลองเกลือ เจ้าหน้าที่จึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิร่วมกตัญญู

จากการตรวจสอบ พบอาคารร้างสูง 4 ชั้นที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่ดูแล บนชั้น 4 มีโครงกระดูกนอนหงายอยู่บนเสื่อเก่าๆ ในสภาพเหลือแต่กระดูก คาดว่าผู้เสียชีวิตมานานราว 3-4 เดือนแล้ว ไม่พบเอกสารหรือหลักฐานใดๆ ที่บ่งบอกตัวตนของผู้ตาย เจ้าหน้าที่คาดเดาว่าน่าจะเป็นคนเร่ร่อนที่มาพักอาศัยในอาคารนี้ และเสียชีวิตจากอาการป่วยหรือเหตุผลอื่นๆ

แม้ยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบกล้องวงจรปิดรอบบริเวณและสอบถามพยานเพื่อหาว่าโครงกระดูกนี้เป็นของใคร เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามถึงการดูแลอาคารร้างในพื้นที่ชานเมืองที่อาจกลายเป็นที่หลบภัยของคนไร้บ้าน และเสี่ยงต่อเหตุการณ์เช่นนี้

  • อาคารร้างในนนทบุรี: ปัญหาที่ถูกละเลยมานาน
  • คนเร่ร่อนในเมือง: ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
  • บทเรียนจากโทรศัพท์มือถือ: เทคโนโลยีที่นำไปสู่การค้นพบ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นเรื่องเศร้า แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในสังคมที่เราต้องช่วยกันแก้ไข หากคุณอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงหรือมีข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อช่วยเหลือในการสืบสวน เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และการตื่นตัวของเราจะช่วยป้องกันในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ หนุ่มช็อกหนัก ทำมือถือหายแล้วได้คืน แต่เปิดเจอภาพ “โครงกระดูก” ยังไม่รู้เป็นศพใคร นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตในเมืองใหญ่มีด้านมืดที่เราอาจไม่รู้จัก ลองคิดดูสิ ถ้าเราเป็นเจ้าของโครงกระดูกนั้น หรือถ้าเราเก็บโทรศัพท์เจอภาพแบบนี้ เราจะทำอย่างไร? มันทำให้เราต้องใส่ใจสังคมมากขึ้น

ที่มา – หนุ่มช็อกหนัก ทำมือถือหายแล้วได้คืน แต่เปิดเจอภาพ “โครงกระดูก” ยังไม่รู้เป็นศพใคร

เรื่องของเวลา! อังกฤษจะคว้าแชมป์ – เบลลามี่

กระชับมิตรทีมชาติ: อังกฤษ พบ เวลส์

สถานที่: สนามเวมบลีย์ ลอนดอน วันที่: วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม เวลาเริ่ม: 19:45 BST

การถ่ายทอด: ถ่ายทอดสดทาง S4C, BBC Radio Wales, Radio Cymru, BBC Radio 5 Live และ BBC Sounds, เว็บไซต์และแอป BBC Sport พร้อมคอมเมนต์ข้อความสด

โค้ชทีมชาติเวลส์ เคร็ก เบลลามี่ เชื่อว่า เรื่องของเวลา! อังกฤษจะคว้าแชมป์ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งต่อไป

สองทีมนี้จะลงสนามกระชับมิตรที่เวมบลีย์ในวันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม ก่อนที่เวลส์จะรับมือเบลเยี่ยมในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่คาร์ดิฟฟ์ในวันจันทร์ถัดไป

เวมบลีย์คือสถานที่แห่งความทรงจำของทีมชายอังกฤษที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1966 ได้สำเร็จ แต่ตั้งแต่นั้นพวกเขายังไม่สามารถทำซ้ำความสำเร็จนั้นได้ แม้จะเข้าใกล้ในยูโร 2020 และ 2024

มีช่องว่างด้านคุณภาพที่ชัดเจนระหว่างอังกฤษ ซึ่งอยู่อันดับ 4 ของโลกและเป็นรองแชมป์ยูโรสองสมัยติดต่อกัน กับเวลส์ที่อยู่อันดับ 30

เบลลามี่เลือกทีมของโธมัส ทูเคิลเป็นคู่แข่งโดยเฉพาะเพราะเขาต้องการทดสอบผู้เล่นของเขากับคู่ต่อสู้ระดับสูง เพื่อลุ้นเข้ารอบฟุตบอลโลก 2026

“ผมไม่เชื่อในเกมกระชับมิตร เมื่อคุณเป็นตัวแทนชาติ ไม่มีคำว่ากระชับมิตร เรเคารพเกมที่กำลังจะมาถึง แต่เราจะไปที่นั่นเพื่อชัยชนะ” เบลลามี่กล่าว

“การแข่งขันไม่มีสำหรับผม ผมเติบโตในอังกฤษ ผมเคารพการสนับสนุนนักกีฬาของพวกเขามาอย่างยาวนาน การศึกษาฟุตบอลของผมอยู่ในอังกฤษ ดังนั้นผมขอบคุณอังกฤษอย่างมาก

“ผมมองว่าพวกเขาเป็นทีมชั้นนำ พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศยูโรสองสมัยติด นี่คือทีมที่เมื่อไปแข่งทัวร์นาเมนต์ พวกเขาคิดถึงการคว้าแชมป์ ผมเชื่อว่า เรื่องของเวลา! อังกฤษจะคว้าแชมป์ ผมคิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ แต่ก็ยังเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น”

นัดที่เวมบลีย์จะเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่อังกฤษยืนยันการตกรอบของเวลส์ในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2022 ด้วยชัยชนะ 3-0 ที่กาตาร์

หลายอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่นั้น โดยเฉพาะผู้จัดการทีม เบลลามี่เข้ามาแทนที่ร็อบ เพจ และทูเคิลเข้ามาแทนที่แกเร็ธ เซาธ์เกต

อดีตแนวรุกนิวคาสเซิ่ล ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างเบลลามี่ ประทับใจในปีแรกของเขา ด้วยการนำเวลส์คว้าแชมป์กลุ่มยูฟ่า เนชันส์ ลีก และสไตล์การเล่นใหม่ที่ทะเยอทะยาน

ในขณะที่นี่เป็นบทบาทผู้จัดการอาวุโสครั้งแรกของเบลลามี่ ทูเคิลเป็นโค้ชที่มีประสบการณ์มหาศาลและพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้ชนะต่อเนื่องในฟุตบอลสโมสรเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ก่อนย้ายมาคุมทีมชาติอังกฤษ

“เรามีโอกาสเล่นกับผู้จัดการชั้นนำและทีมชั้นนำ” เบลลามี่กล่าว

“แต่คู่แข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราคือตัวเราเอง ตัวตนของเรา มันคือเราต่อสู้กับตัวเราเสมอ เราต้องการนำเสนอเวอร์ชันไหน เราสนับสนุนใคร

“นั่นคือตัวตนของเรา เราต้องแสดงออกในทุกนัด วิธีที่เราทำงานโดยไม่มีบอล วิธีที่เรากลับมาเป็นกลุ่ม วิธีที่เราแสดงบุคลิกภาพเมื่อมีบอล

“นั่นคือทีมที่เราต้องการเป็น ทีมที่ผมอยากคุม นั่นคือสิ่งที่ผมกังวลมากกว่าการแข่งขัน ผมไม่เชื่อในเรื่องนั้น และไม่เคยมองแบบนั้น”

เรื่องของเวลา! อังกฤษจะคว้าแชมป์ – เบลลามี่

ก่อนลงสนามกับอังกฤษ เวลส์กำลังพยายามชักชวนนักเตะให้เปลี่ยนทีมชาติ โดยเฉพาะปีกท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ไมกี้ มัวร์ ให้มาเล่นให้พวกเขา

มัวร์ซึ่งกำลังยืมตัวอยู่กับเรนเจอร์ส ในพรีเมียร์ชิพสกอตติช เคยลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษรุ่น U19 แต่มีสิทธิ์เล่นให้เวลส์ผ่านทางญาติผู้ใหญ่

BBC Sport Wales รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สมาคมฟุตบอลเวลส์ (FAW) ได้ติดต่อกับเด็กหนุ่มลอนดอนวัย 18 ปีนี้ โดยเบลลามี่เป็นหนึ่งในผู้ที่พูดคุยกับเขา

“เราดูทุกผู้เล่นที่พร้อมใช้งาน” เขากล่าว “ผมอยากให้มันไม่ถูกเปิดเผย ถ้าพูดตามตรง มันไม่เป็นผลดีต่อเรา

“เราทำงานเบื้องหลัง เราทำกับทุกผู้เล่นที่เราคิดว่าจะช่วยเราได้ แต่ผมไม่ชอบแรงกดดันจากภายนอกเสมอ

“ผมพูดคุยกับผู้เล่นจำนวนมากที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคต – เราต้องการขุมกำลังใหญ่ ดังนั้นเราต้องตระหนักถึงเรื่องนั้น เราจะบุ่มบ่ามถ้าไม่ตระหนัก

“ไม่มีบุคคลใด โดยเฉพาะผู้เล่นหนุ่ม ควรถูกเปิดเผยในที่สาธารณะ ผมเข้าใจแต่ไม่ใช่วิธีของผม ผมไม่เคยเอ่ยชื่อบุคคล

“แต่สำหรับเรา เราตระหนักถึงผู้ที่เล่นแทนเราได้ พวกเขามีทัศนคติและความสามารถที่จะเพิ่มให้เราไหม และถ้ามี เราจะตื่นตัวและพยายามอย่างเต็มที่ ดังที่เราทำมาหลายปี”

มุมมองเรื่องของเวลา! อังกฤษจะคว้าแชมป์ – เบลลามี่

การวิเคราะห์จากเบลลามี่แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่ออังกฤษ ซึ่งมีประเพณีฟุตบอลที่แข็งแกร่งและผู้เล่นชั้นนำมากมาย การที่เขามองว่า เรื่องของเวลา! อังกฤษจะคว้าแชมป์ สะท้อนถึงศักยภาพของทีมสิงโตคำรามที่ใกล้จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ เวลส์ภายใต้เบลลามี่กำลังพัฒนาสไตล์การเล่นที่ดุดันและทะเยอทะยาน ซึ่งอาจสร้างเซอร์ไพรส์ในนัดนี้ แม้จะเป็นนอกบ้าน ผู้เล่นอย่างมัวร์หากเข้าร่วมอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมทีม เวลส์ควรโฟกัสที่การพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ฟุตบอลโลก 2026 นี่คือโอกาสทองในการทดสอบ

คุณคิดอย่างไรกับโอกาสของอังกฤษในการคว้าแชมป์ครั้งต่อไป? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวฟุตบอลทีมชาติน่าสนใจอื่นๆ!

ที่มา – ‘Matter of time’ until England win trophy – Bellamy

กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีมติสำคัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการขนส่งสาธารณะของเมืองหลวง นั่นคือ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มุ่งเน้นไปที่การเร่งรัดชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 4/2568 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินสำหรับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยจะจ่ายขาดจากเงินสะสมของ กทม. ในจำนวนไม่เกิน 32,625,106,200 บาท วัตถุประสงค์หลักคือการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุงสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 31 สิงหาคม 2568

การชำระหนี้ครั้งนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้นโยบายชัดเจนว่าหากสามารถเร่งดำเนินการได้เร็วกว่า เช่น ภายในเดือนตุลาคม ก็ควรทำทันที เพื่อประหยัดส่วนต่างของดอกเบี้ยที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นถือเป็นภาระหนักของ กทม. ทำให้การตัดสินใจนี้มีความสำคัญยิ่ง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจกทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

การเร่งชำระหนี้เกิดจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่สั่งให้ กทม. และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ต้องชำระหนี้จำนวนนี้ รวมถึงผลจากการเจรจาระหว่าง บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ผู้รับผิดชอบโครงการ จากการเจรจา กทม. ได้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม เป็นผู้เจรจาต่อรอง ส่งผลให้กำหนดการชำระค่าจ้างเดินรถเปลี่ยนจากเดือนตุลาคม 2568 เป็นภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยยังถูกปรับลดจาก MLR บวก 1% เหลือเพียง MLR ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 จนถึงวันที่ชำระจริง

รถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักที่ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะส่วนต่อขยายที่เชื่อมโยงย่านสำคัญๆ เช่น สุขุมวิทและสุขุมวิทเหนือ การชำระหนี้ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางการเงิน แต่ยังปูทางให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น ในอนาคต กทม. อาจพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติมในระบบขนส่งเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติรับรองรายงานการประชุมทันที เพื่อเร่งเสนอต่อสภากรุงเทพมหานครให้พิจารณาต่อไป การดำเนินการที่รวดเร็วนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหาร กทม. ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ค้างคา โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

หากมองในมุมกว้าง การตัดสินใจ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการงบประมาณของเมืองหลวง ซึ่งมีงบประมาณรวมกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเกิดจากสัญญาการดำเนินงานที่ซับซ้อนระหว่าง กทม. BTSC และ BEM (บริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด) ซึ่งเคยนำไปสู่การฟ้องร้องในศาล แต่ตอนนี้กำลังมุ่งสู่การแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สำหรับประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า การชำระหนี้ครั้งนี้อาจนำไปสู่การปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น เช่น เพิ่มขบวนรถหรือยืดเวลาการให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังช่วยให้ กทม. มีงบเหลือสำหรับโครงการอื่นๆ เช่น การพัฒนาทางจักรยานหรือรถโดยสารไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายหลักของผู้ว่าฯ ชัชชาติ

การจัดการหนี้สินในโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการวางแผนโครงการสาธารณะในอนาคต กทม. ควรเน้นการตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียดเพื่อป้องกันปัญหาคล้ายกัน ในขณะเดียวกัน การเจรจาที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารและความร่วมมือสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงช่วยประหยัดดอกเบี้ยหลายร้อยล้านบาท แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบขนส่งของกรุงเทพฯ หากคุณเป็นผู้ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อดูว่าบริการจะปรับปรุงอย่างไรในอนาคต

ที่มา – กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว