วัน: 30 กันยายน 2025

แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ชายแดนตาพระยาให้กำลังใจ

ในวันที่ 30 กันยายน 2567 แม่ทัพภาคที่ 1 พลโทอมฤต บุญสุยา ได้ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ท่านจะส่งมอบตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ในวันถัดมา ถือเป็นกิจกรรมที่สร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารและตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) อย่างมาก

แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ชายแดน “ตาพระยา” เพื่อให้กำลังใจกำลังพล

การลงพื้นที่ของ แม่ทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจุดตรวจที่ 21 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน หลังจากนั้น พลโทอมฤต ได้มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นให้กับกำลังพล เพื่อบรรเทาความลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางสภาพอากาศและภูมิประเทศที่ท้าทาย นอกจากนี้ ยังได้กล่าวโอวาทเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ โดยย้ำว่าการทำงานมาโดยตลอดต้องเต็มที่และไม่ประมาท

จุดตรวจที่ 21 ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้สั่งการให้กำลังพลเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงที่มีความตึงเครียดเรื่องเขตแดน การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจ แต่ยังเป็นการตรวจสอบความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย

กิจกรรมหลักในการลงพื้นที่ชายแดนตาพระยา

นอกจากจุดตรวจที่ 21 แล้ว แม่ทัพภาคที่ 1 ยังได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน โดยมีกิจกรรมดังนี้

  • ตรวจติดตามการปฏิบัติการทางทหาร: กำชับให้การทำงานเป็นไปตามนโยบายความมั่นคงของชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกหน่วยปฏิบัติตามกรอบที่กำหนด
  • ตรวจสอบพื้นที่หลักเขตแดน: สังเกตการณ์การก่อสร้างรั้วแบ่งเขต ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เป็นผู้เสนอ แต่เน้นการตรวจสอบความเรียบร้อยเพื่อป้องกันข้อพิพาท
  • ตรวจพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด: ยืนยันว่าภารกิจเสร็จสิ้นเรียบร้อย สร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่

กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติที่กองทัพภาคที่ 1 ร่วมหารือกับฝ่ายกัมพูชาในคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และจะนำเข้าประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในเร็ววัน

การส่งมอบตำแหน่งและมุมมองต่อปัญหาชายแดน

พลโทอมฤต ย้ำชัดว่าการลงพื้นที่นี้ไม่ใช่ ‘ทิ้งทวน’ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังมาโดยตลอด ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการเปลี่ยนผ่าน สำหรับปัญหาอธิปไตยและการทวงคืนผืนดิน ท่านชี้ว่าต้องดำเนินการแบบบูรณาการ ร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่ด้านทหาร นอกจากนี้ ยังพูดถึงข้อเสนอ ‘เมืองคู่แฝด’ ระหว่างบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว กับจังหวัดบันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา โดยระบุว่ายังไม่ทราบรายละเอียด

ในส่วนของการส่งมอบตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 แก่ผู้สืบทอด พลโทอมฤต กล่าวว่าไม่มีอะไรต้องฝาก เพราะได้พูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คาดว่าจะราบรื่น และจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

การลงพื้นที่ของแม่ทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการรักษาความมั่นคง โดยเฉพาะบริเวณชายแดนตาพระยาที่มีความอ่อนไหวสูง ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหารและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

จากมุมมองของผู้เขียน การให้กำลังใจเช่นนี้ไม่เพียงสร้างขวัญกำลังใจ แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าประเทศเรามีผู้นำที่ทุ่มเท หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับเรื่องชายแดน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ชายแดน “ตาพระยา” ให้กำลังใจกำลังพล ก่อนส่งมอบตำแหน่ง

กอร์ดอนคืนทีมสกอตแลนด์ คัดบอลโลก

กอร์ดอนคืนทีมสกอตแลนด์ คัดบอลโลก กลายเป็นข่าวดีสำหรับแฟนบอลสกอตแลนด์ เมื่อ Craig Gordon ผู้รักษาประตูวัย 42 ปี กลับมาอยู่ในทีมชาติสำหรับการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกนัดเหย้าสองนัดติดต่อกันกับกรีซและเบลารุส

กอร์ดอนซึ่งไม่ลงเล่นมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ยังไม่เคยได้ลงสนามให้กับฮาร์ทส์ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากกำลังฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์หลังจากบาดเจ็บที่คอ แต่ตอนนี้เขาพร้อมแล้วที่จะกลับมาช่วยทีมชาติที่รัก

ด้วยประสบการณ์ในระดับทีมชาติถึง 81 นัด กอร์ดอนเข้ามาแทนที่ Zander Clark เพื่อนร่วมสโมสร ขณะที่ Max Johnston แบ็คขวาจากดาร์บี้ เคาน์ตี้ และ Dominic Hyam กองหลังจากแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ต้องหลุดโผไป

ทีมชาติสกอตแลนด์ปัจจุบันมี 4 คะแนน จากผลเสมอ 0-0 กับเดนมาร์กในนัดเปิดสนาม และชัยชนะ 2-0 เหนือเบลารุสในฮังการี ซึ่งเป็นนัดที่เล่นแทนเพราะปัญหาการเมือง

การแข่งขันนัดต่อไป กรีซจะมาเยือนแฮมป์เดน พาร์คในวันที่ 9 ตุลาคม และเบลารุสจะมาเยือนกลาสโกว์สามวันต่อมา โดยทั้งสองนัดจะถ่ายทอดสดทาง BBC ทำให้แฟนบอลชาวไทยสามารถติดตามได้อย่างสะดวก

กอร์ดอนคืนทีมสกอตแลนด์ คัดบอลโลก: ความสำคัญของการกลับมา

การกลับมาของกอร์ดอนไม่ใช่แค่เรื่องตัวผู้เล่น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทีมชาติสกอตแลนด์ในการลุ้นเข้ารอบฟุตบอลโลก ด้วยวัย 42 ปี เขายังคงเป็นกำแพงเหล็กที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะในนัดเหย้าที่แฮมป์เดน ซึ่งเป็นป้อมปราการของสกอตแลนด์

กรีซซึ่งเอาชนะเบลารุสก่อนแล้วแพ้เดนมาร์กในเอเธนส์ มีความทรงจำดีๆ จากการมาเยือนแฮมป์เดนครั้งล่าสุด ในรอบเพลย์ออฟเนชันส์ ลีกเมื่อเดือนมีนาคม ที่กรีซพลิกสถานการณ์จากแพ้ 0-1 ในเลกแรก กลับมาชนะ 3-0 ในเลกสอง ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายที่กอร์ดอนลงเล่นให้ทีมชาติ

ภายใต้การนำของกุนซือ Steve Clarke ที่เลือกใช้ขุมกำลังจำกัด ทำให้ Lawrence Shankland กัปตันฮาร์ทส์ซึ่งยิงไป 7 ประตูในฤดูกาลนี้ และ Tommy Conway กองหน้าจากมิดเดิลสโบโรห์ ต้องหลุดทีมไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการคัดเลือกที่เข้มข้นเพื่อให้ได้ผู้เล่นที่ฟิตที่สุด

นักเตะดาวเด่นในทีมสกอตแลนด์สำหรับรอบคัดบอลโลก

กอร์ดอนคืนทีมสกอตแลนด์ คัดบอลโลก นำมาซึ่งความหวังใหม่ โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างประสบการณ์และความสดใหม่ในทีม ผู้รักษาประตูคนอื่นๆ อย่าง Angus Gunn จากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และ Jack Kelly จากเรนเจอร์ส จะเป็นตัวสนับสนุนที่ดี

แนวรับดูแข็งแกร่งด้วย Grant Hanley จากฮิเบอร์เนียน, Jack Hendry จากอัล-เอตติฟัค, Aaron Hickey จากเบรนท์ฟอร์ด, Scott McKenna จากดินาโม ซาเกร็บ, Anthony Ralston จากเซลติก, Andrew Robertson จากลิเวอร์พูล, John Souttar จากเรนเจอร์ส และ Kieran Tierney จากเซลติก ซึ่งเป็นกำลังหลัก

แดนกลางมี Ryan Christie จากบอร์นมัธ, Lewis Ferguson จากโบโลญญา, Ryan Gauld (อาจเป็นการสะกดผิดจาก Gannon Doak?) จากบอร์นมัธ, Billy Gilmour จากนาโปลี, John McGinn จากแอสตัน วิลล่า, Kenny McLean จากนอริช ซิตี้, Scott McTominay จากนาโปลี และ Kieran Miller จากอูดิเนเซ่

แนวรุกประกอบด้วย Che Adams จากตอรินโญ่, Teddy Bowie จากฮิเบอร์เนียน, Lyndon Dykes จากเบอร์มิงแฮม ซิตี้ และ George Hirst จากอิปสวิช ทาวน์ ซึ่งจะเป็นตัวทีเด็ดในการล่าประตู

  • ผู้รักษาประตู: Gordon (Heart of Midlothian), Gunn (Nottingham Forest), Kelly (Rangers)
  • กองหลัง: Hanley (Hibernian), Hendry (Al-Etiffaq), Hickey (Brentford), McKenna (Dinamo Zagreb), Ralston (Celtic), Robertson (Liverpool), Souttar (Rangers), Tierney (Celtic)
  • กองกลาง: Christie (Bournemouth), Ferguson (Bologna), Gauld (Bournemouth), Gilmour (Napoli), McGinn (Aston Villa), McLean (Norwich City), McTominay (Napoli), Miller (Udinese)
  • กองหน้า: Adams (Torino), Bowie (Hibernian), Dykes (Birmingham City), Hirst (Ipswich Town)

การคัดเลือกทีมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของ Clarke ที่เน้นความสมดุล ด้วยการนำกอร์ดอนกลับมาเพื่อเพิ่มความมั่นใจในแนวรับ ขณะที่ผู้เล่นเยาวชนอย่าง Tierney และ McTominay จะเติมเต็มด้วยพลัง

สำหรับแฟนบอลสกอตแลนด์และผู้ติดตามทั่วโลก โดยเฉพาะในไทยที่ชื่นชอบฟุตบอลพรีเมียร์ลีก นี่คือโอกาสที่จะได้เห็นการต่อสู้เพื่อฝันสู่ฟุตบอลโลก 2026 การกลับมาของกอร์ดอนอาจเป็นกุญแจสำคัญในการคว้าชัยชนะสองนัดนี้

ในมุมมองของผม การตัดสินใจนี้ของ Clarke เป็นการเดิมพันที่ฉลาด เพราะประสบการณ์ของกอร์ดอนในเกมใหญ่จะช่วยทีมหลีกเลี่ยงความผิดพลาด หากสกอตแลนด์ชนะทั้งสองนัด พวกเขาจะมีโอกาสดีในการลุ้นเข้ารอบต่อไป ลองติดตามและเชียร์กันให้เต็มที่!

ที่มา – Gordon returns for Scotland World Cup qualifiers

เลขเด็ด! เสี่ยงเซียมซีขอโชค “ไอ้ไข่” วัดสนามชัย 1/10/68

คอหวยแห่ขอโชคลาภ “ไอ้ไข่” วัดสนามชัย ไม่พลาดเสี่ยงเซียมซีลุ้น “เลขเด็ด” งวด 1/10/68 กลับไปเสี่ยงโชคกันต่อ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดสนามชัย ต.ตลาดหลวง อ.เมือง จ.อ่างทอง ว่าเป็นไปอย่างคึกคัก เหล่านักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญต่างเดินทางมาสักการะและขอพรจาก “ไอ้ไข่” วัดสนามชัย กันอย่างเนืองแน่น หลายคนมาเพื่อขอโชคลาภ จุดประทัดแก้บน ถวายสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นไก่ชน ชุดทหาร หนังสติ๊ก ของเล่น รวมถึงหนังตะลุงหยอดเหรียญ

และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การเสี่ยงเซียมซีเพื่อหา “เลขเด็ด” โดยในงวดนี้ หลายคนจับจ้องไปที่เลข 343 ซึ่งได้จากการเสี่ยงทาย

สำหรับประวัติความเป็นมาของ “ไอ้ไข่” วัดสนามชัย นั้น พระครูปลัดสมหวัง ญาณสัมปัณโณ เจ้าอาวาส ได้อัญเชิญมวลสารผงธูปจากกระถางธูปของไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ นครศรีธรรมราช มาทำการหล่อรูป จากนั้นจึงทำพิธีอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดสนามชัย และเกิดกระแสศรัทธาอย่างกว้างขวางเมื่อผู้คนมากราบไหว้ขอพรแล้วประสบความสำเร็จ ได้โชคลาภอย่างต่อเนื่อง

ศรัทธาคอหวย เสี่ยงเซียมซีขอโชค “ไอ้ไข่” วัดสนามชัย ได้ลุ้น “เลขเด็ด” 1/10/68

บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยความหวังและความศรัทธา ผู้คนต่างตั้งจิตอธิษฐานขอพรให้สมหวังดังปรารถนา เสียงประทัดดังกึกก้องตลอดทั้งวัน เป็นสัญญาณแห่งความสุขและความสำเร็จ

ทำไม “ไอ้ไข่” วัดสนามชัย ถึงได้รับความนิยม

ความศรัทธาใน “ไอ้ไข่” นั้น เกิดจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่มากราบไหว้และได้รับโชคลาภ ทำให้เกิดการบอกต่อและขยายวงกว้างออกไป นอกจากนี้ การที่วัดสนามชัยเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ก็ยิ่งเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความศรัทธาให้แก่ผู้คน

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ดงวดนี้ ลองพิจารณาเลข 343 ที่ได้จากการเสี่ยงเซียมซีที่วัดสนามชัยดูนะคะ แต่อย่าลืมว่าการเสี่ยงโชคเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต ควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ และไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการพนันนะคะ

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ หากท่านใดมีความศรัทธาใน “ไอ้ไข่” วัดสนามชัย ก็สามารถเดินทางไปกราบไหว้ขอพรได้ด้วยความเคารพและศรัทธา

ที่มา – ศรัทธาคอหวย เสี่ยงเซียมซีขอโชค “ไอ้ไข่” วัดสนามชัย ได้ลุ้น “เลขเด็ด” 1/10/68

รวบชายพยายามข่มขืนยายวัย 84 เมาอ้างเปลี่ยนใจ

รวบแล้วชายพยายามข่มขืนยายวัย 84 เมาเกิดอารมณ์ อ้างเปลี่ยนใจเพราะยายนอนสวดมนต์

ในสังคมไทยที่เราอาศัยอยู่ การเกิดเหตุการณ์รุนแรงทางเพศถือเป็นปัญหาที่น่ากังวลใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหยื่อเป็นผู้สูงอายุที่เปราะบาง ล่าสุดเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญในจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อชายวัย 53 ปีถูกจับกุมในข้อหาพยายามข่มขืนยายวัย 84 ปี อ้างว่าเมาสุราจนเกิดอารมณ์ แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจเพราะเห็นยายนอนสวดมนต์ ข่าวนี้ไม่เพียงแต่ช็อกสังคม แต่ยังจุดประกายให้เราคิดถึงมาตรการป้องกันอาชญากรรมในชุมชน

รวบแล้วชายพยายามข่มขืนยายวัย 84 เมาเกิดอารมณ์ อ้างเปลี่ยนใจเพราะยายนอนสวดมนต์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่บ้านพักในพื้นที่ สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ชายคนร้ายบุกเข้าไปในบ้านของยายวัย 84 ปี ทำร้ายร่างกายและพยายามข่มขืน จนยายบาดเจ็บสาหัสและสลบไปข้ามวัน หลังจากฟื้นขึ้นมา ยายได้ร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านใกล้เคียง ซึ่งนำไปสู่การแจ้งความและการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากรายงานของเจ้าหน้าที่ พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผู้กำกับการ สภ.บางพลี ได้นำทีมชุดสืบสวนติดตามตัวผู้ต้องสงสัยจนพบตัวนายสิทธิพร หรือโจ อายุ 53 ปี ที่บ้านพักไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 การสอบสวนพบว่านายสิทธิพรมีร่องรอยบาดแผลขีดข่วนทั่วร่างกาย ซึ่งตรงกับพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพพฤติกรรมน่าสงสัยของเขา

สาเหตุที่นำไปสู่การก่อเหตุรุนแรง

จากการให้การของผู้ต้องหา นายสิทธิพรยอมรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุเขาได้ดื่มสุราหนักกับเพื่อนที่ร้านค้าใกล้บ้าน หลังจากนั้นในช่วงดึก เขาเกิดอยากดื่มเพิ่มจึงออกจากบ้านโดยถอดเสื้อผ้า เดินไปที่ร้านเหล้าที่ปิดแล้ว สุดท้ายเดินผ่านบ้านของยายและปีนรั้วเข้าไปหวังขโมยเงินไปซื้อเหล้า แต่ยายตื่นขึ้นมาโวยวาย ทำให้เขาตกใจและใช้มือปิดปาก ก่อนตบหน้าถึง 2 ครั้ง จากนั้นเกิดอารมณ์ทางเพศและพยายามข่มขืน แต่เนื่องจากอวัยวะเพศไม่แข็งตัว เขาจึงลวนลามแทน

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ผู้ต้องหากลับว่าปล่อยยายไปเพราะเห็นยายนอนสวดมนต์ ซึ่งทำให้เขาสำนึกผิดและเดินหนีกลับบ้านทันที คำให้การนี้ถูกยืนยันโดย พ.ต.อ.ไพโรจน์ ที่ระบุว่าผู้ต้องหาเมาจนขาดสติ แต่การสวดมนต์ของยายอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาหยุดยั้งพฤติกรรมรุนแรงได้

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าผู้ต้องหามีประวัติการดื่มสุราอย่างหนัก ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมก้าวร้าวในครั้งนี้ ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา การเมาสุราเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่การก่ออาชญากรรมทางเพศ โดยเฉพาะในชุมชนชนบทที่การเฝ้าระวังอาจไม่เข้มงวดเท่าที่ควร

ผลกระทบต่อผู้เสียหายและสังคม

ยายวัย 84 ปีได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ เธอถูกทำร้ายจนน่วมทั้งตัวและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อชีวิตของยายเท่านั้น แต่ยังสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ผู้สูงอายุหลายคนเริ่มกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน การบุกรุกในยามวิกาลเช่นนี้ ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในระบบรักษาความปลอดภัยของชุมชน

  • การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในพื้นที่เสี่ยง
  • การรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของการดื่มสุรา
  • การสนับสนุนผู้สูงอายุให้มีระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน

เบื้องต้น ตำรวจ สภ.บางพลี ได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายและกระทำอนาจารแก่ผู้ต้องหา ขณะที่ข้อหาบุกรุกในยามวิกาล พยายามข่มขืน และกระทำชำเรา อยู่ระหว่างรอผลตรวจร่างกายของผู้เสียหายและพยานหลักฐานเพิ่มเติม คาดว่าจะดำเนินคดีเต็มรูปแบบในเร็วๆ นี้

เหตุการณ์รวบแล้วชายพยายามข่มขืนยายวัย 84 เมาเกิดอารมณ์ อ้างเปลี่ยนใจเพราะยายนอนสวดมนต์ นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ การสวดมนต์ที่ช่วยหยุดยั้งอาชญากรรมในครั้งนี้อาจเป็นพลังแห่งศรัทธาที่น่าประทับใจ แต่สังคมต้องร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

ในฐานะที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย เราขอแนะนำให้ทุกท่านติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมและรายงานเหตุการณ์น่าสงสัยทันที หากคุณมีประสบการณ์หรือคำแนะนำ สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อช่วยเหลือชุมชนของเรา

ที่มา – รวบแล้วชายพยายามข่มขืนยายวัย 84 เมาเกิดอารมณ์ อ้างเปลี่ยนใจเพราะยายนอนสวดมนต์

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ดราม่าทางการเมืองที่น่าสนใจ เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงและโต้กลับการอภิปรายของ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งขุดคุ้ยเรื่องเก่าเกี่ยวกับคุณสมบัติรัฐมนตรี เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้สังคมการเมืองต้องจับตามอง โดยเฉพาะการที่ “ธรรมนัส” เผยว่านายอนุสรณ์เคยแอบมาขอซบพรรคกล้าธรรมมาก่อน

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

การอภิปรายครั้งนี้เริ่มต้นจากนายอนุสรณ์ที่ตั้งคำถามถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางคน โดยเฉพาะที่รัฐบาลก่อนไม่กล้าตั้ง แต่รัฐบาลปัจจุบันกลับตั้งเป็นรองนายกฯ สองคน ร.อ.ธรรมนัส ไม่ยอมนิ่งเฉย ได้ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยระบุว่าสิ่งที่นายอนุสรณ์พูดถึงเป็นเรื่องเก่าที่ไม่มีน้ำหนัก และยังปูดว่าเคยมีครั้งหนึ่งที่นายอนุสรณ์มาหาตนเพื่อขอร่วมอุดมการณ์ในพรรคกล้าธรรม โดยตอนนั้นนายอนุสรณ์ชื่นชมนายงานของตนและบอกว่าอยู่พรรคเดิมไม่มีความสุข อยากมาร่วมด้วย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยน้ำเสียงประชดว่า “วันนั้นกับวันนี้ต่างกันราวฟ้ากับดิน ไม่เข้าใจว่าเช้านี้ตื่นมากินยาผิดประเภทหรือไม่” และยังขู่ด้วยว่า หากนายอนุสรณ์พูดจาพาดพิงต่อไป จะเจอกันที่สถานีพะเยา เพราะคดีความกำลังดำเนินอยู่ที่นั่นกว่า 200 คดี นอกจากนี้ ยังย้ำว่าตนผ่านการตรวจสอบมาหมดแล้ว รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายครั้ง แต่ก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไป เรื่องจริยธรรมก็ชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยแล้วว่าไม่ผิดต้องห้าม

ประเด็นขุดเรื่องเก่าและการขู่ฟ้องกลับ

ในส่วนของวลีเก่าที่นายอนุสรณ์นำมาอ้าง ร.อ.ธรรมนัส ชี้ว่าถูกตัดทอนเพื่อให้ฟังสนุกปากเท่านั้น และขอให้หยุดเอาเรื่องเก่ามาเป็นประเด็น หากมีข้อสงสัยให้คุยกันส่วนตัวได้ แต่หากไปขยายความนอกสภา แม้มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ก็พร้อมฟ้องร้องให้ถึงที่สุด โดยเจอกันที่พะเยาแน่นอน นี่คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของ “ธรรมนัส” ที่ไม่ยอมให้ถูกโจมตีโดยง่าย

ขณะเดียวกัน นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ SKYY9 โดยยืนยันว่าอำนาจรัฐมนตรีแรงงานไม่ได้ล่วงลูกการลงทุน ซึ่งเป็นหน้าที่ของบอร์ดประกันสังคม และหากใครทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทั้งหมด นายสุชาติ ยังน้อมรับทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับตน และอยากให้เรื่องนี้จบลงเสียที เพราะปัจจุบันบอร์ดลงทุนประกันสังคมไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามารับตำแหน่ง เนื่องจากกลัวถูกตรวจสอบ แม้จะได้เบี้ยประชุมเพียงไม่กี่พันบาท

การโต้กลับของนายอนุสรณ์

ฝั่งนายอนุสรณ์ ไม่ยอมแพ้ ได้ใช้สิทธิ์พูดโต้ โดยย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้กล่าวหาใคร เพียงแต่ตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาตัดสินใจเอง และขอบคุณคำชี้แจงของนายสุชาติ สำหรับประเด็นกับร.อ.ธรรมนัส นายอนุสรณ์ ชี้ว่าการสนทนาที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเพียงการพูดคุยเรื่องนโยบายรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่การขอซบพรรค และขออภัยหากทำให้เข้าใจผิด

นายอนุสรณ์ ยังยืนยันจุดยืนของตนอย่างหนักแน่นว่า “อนุสรณ์เสื้อแดงย่อมแรงฤทธิ์ ไม่เคยคิดจะโยกย้ายไปแห่งไหน อยู่ที่นี่คือพรรคดีประชาธิปไตย อยู่เพื่อไทยเพราะหัวใจคือประชาชน” ซึ่งเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม นี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งในสภาที่ยังคงรุนแรง แม้จะผ่านการเลือกตั้งใหม่แล้ว แต่ประเด็นเก่าๆ ยังถูกนำมาอภิปรายเพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐบาล นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงการเมืองที่เต็มไปด้วยการโต้เถียงและการขุดคุ้ยอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

จากมุมมองของผู้วิเคราะห์ การอภิปรายเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย์ ที่ช่วยให้เกิดความโปร่งใส แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการโจมตีส่วนตัว เพื่อให้การเมืองก้าวหน้าต่อไป หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

  • ประเด็นหลัก: การโต้กลับของธรรมนัสต่อการอภิปราย
  • จุดยืนของอนุสรณ์: ยืนยันไม่ย้ายพรรค
  • ผลกระทบ: อาจนำไปสู่คดีความเพิ่มเติม

สุดท้ายนี้ เราคิดว่าการเมืองไทยควรเน้นที่การแก้ปัญหาประชาชนมากกว่าการขุดคุ้ยอดีต คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

“โรม” แฉ “เบน สมิธ” ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสแกมเมอร์ที่ลุกลามข้ามพรมแดน โดยเฉพาะจากกัมพูชา ที่มีรายได้จากกิจกรรมนี้นับถึง 60% ของ GDP ประเทศ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแฉข้อมูลสำคัญในการอภิปรายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยชี้เป้าไปที่ “‘โรม’ แฉ ‘เบน สมิธ’ ที่ปรึกษา ‘ฮุน เซน’ ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน ‘อนุทิน’ เอาจริง” ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่เชื่อมโยงนักการเมืองไทยกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

‘โรม’ แฉ ‘เบน สมิธ’ ที่ปรึกษา ‘ฮุน เซน’ ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน ‘อนุทิน’ เอาจริง

ปัญหาสแกมเมอร์ในไทยช่วงปีที่ผ่านมาหนักขึ้นกว่าเดิม โดยฐานทัพหลักตั้งอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะต้องพึ่งพาทรัพยากรจากฝั่งไทย นายรังสิมันต์ โรม กล่าวถึงตัวละครสำคัญอย่าง ลี ยง พัด หรือ “ราชาแห่งเกาะกง” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม LYP และไอเสม็ดรีสอร์ท ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร แต่ตำรวจไทยกลับเพิกเฉย ไม่มีการยึดทรัพย์คืบหน้า นอกจากนี้ ยังมี ฮุน โต ลูกพี่ลูกน้องของนายกฯ กัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและสแกมเมอร์ โดยได้รับการปกป้องจากรัฐ

เครือข่ายฟอกเงินผ่านธนาคาร BIC

โรมแฉต่อเนื่องถึง ยิม เลียก ประธาน BIC Bank ที่ถูกกล่าวหาเป็นแหล่งฟอกเงินสำหรับคนไทยและกัมพูชา พี่สาวของเขาเป็นลูกสะใภ้สมเด็จฯ ฮุน เซน เชื่อมโยงกับ เบน สมิธ หรือชื่อเดิมเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ชาวแอฟริกา มีประวัติหลอกลวง เป็นหุ้นส่วน BIC Bank และแนะนำให้ใช้ธนาคารฟอกเงิน โดยเฉพาะในเมืองลองเบย์ ดาราซาคร ที่ Yatay Group ของเสอ จื้อ เจียง ร่วมลงทุน

“ธนาคาร BIC มักมีผู้ทรงอิทธิพลนำทรัพย์สินฝาก นักการเมืองบางคนหรือ สว. ลักษณะทรงเอ มีทรัพย์สินที่นั่น BIC Group มีสาขาในไทยที่อาคารเกษรด้วย” โรมกล่าว ชี้ว่า BIC ถูกโจมตีว่าเป็นสวรรค์ฟอกเงิน

สัมพันธ์ลึกซึ้งกับนักการเมืองไทย

เบน สมิธ ยังเป็นที่ปรึกษาของฮุน เซน มีภาพเหตุการณ์ที่อดีตนายกฯ ไทยพบนายกฯ กัมพูชาที่เกาะหลีเป๊ะ พร้อมเบน สมิธ และ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ พวกนี้ไม่รู้ประวัติสแกมเมอร์หรือ? นอกจากนี้ ธรรมนัสกับเบน สมิธ ทำบุญร่วมกันที่วัดดงช้างดี จ.อุตรดิตถ์ และวัดดวงแข กทม. ที่นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อยู่ด้วย

โรมเปิดภาพบุคคลคล้ายทักษิณ ชินวัตร ดำปิดตา และชี้ว่าเบน สมิธ พยายามเปลี่ยนสัญชาติไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เคยชี้แจงไม่เซ็นเพราะเอกสารไม่ครบ แต่โรมถามว่าถ้าเอกสารครบ จะไม่เซ็นให้คนเกี่ยวข้องสแกมเมอร์ใช่ไหม?

นอกจากนี้ เรือยอชต์ 6 ลำที่อดีตนายกฯ ใช้ไปหลีเป๊ะ และเครื่องบินเจ็ท Bombardier Global 7500 ไปดูไบ จัดหาโดยเบน สมิธ ถ้าเป็นจริง เงินจากค้ามนุษย์สแกมเมอร์กลายเป็นของขวัญหรูสร้างอิทธิพล ต้องตรวจสอบด่วน

ผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เพื่อฟอกเงิน

มีรายงานเบน สมิธ ร่วมประชุมกับอดีตนายกฯ เพื่อผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นช่องทางนำเงินผิดกฎหมายจากกัมพูชาฟอกผ่านคาสิโนไทย จะทำลายภาพลักษณ์ไทยรุนแรง

“จำได้ไหม รายได้ 60% GDP กัมพูชาจากหลอกลวง การมีเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไทยไม่กระทบกัมพูชา เว้นไทยอยากเป็นฐานสแกมเมอร์ใหม่ ซึ่งผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลที่แล้วเลวขนาดนั้น” โรมกล่าว

ข้อเสนอ 4 ข้อปราบสแกมเมอร์จากโรม

โรมคาดหวังนายกฯ เอาจริงใน 4 เดือน อย่าซ้ำรอยเก่าเมื่อเป็น รมว.มหาดไทยที่ปราบช้า เสนอแนวทาง:

  • 1. ตั้งศูนย์ประสานงานต่อต้านสแกมเมอร์ข้ามชาติ รวม DSI, ก.ล.ต., ธปท., ปปง., กต., อัยการสูงสุด ทำงานเชิงรุก ประสานต่างชาติ แลกเปลี่ยนข้อมูล
  • 2. ให้ DSI, ตำรวจ, ปปง. สอบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงเบน สมิธ, ลี ยง พัด, ยิม เลียก ทำลายเครือข่าย พยานหลักคือธรรมนัส
  • 3. ก.ล.ต. วางกฎ Travel Rule สำหรับคริปโต ป้องกันฟอกเงิน
  • 4. กต. ศึกษากลไก ICC พากัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

กัมพูชาร่ำรวยจากหลอกคนทั่วโลก ผู้มีอิทธิพลไม่สนใจไทย ถ้าฝากทหารอย่างเดียวผิดพลาด ทุกหน่วยต้องร่วมมือแก้ชายแดน ถ้าลดรายได้สแกมเมอร์กัมพูชา ปัญหาจะง่ายขึ้น

เรื่อง MOU ไทย-กัมพูชา

สำหรับ MOU ไทย-กัมพูชา ที่จะยกเลิกหรือไม่ ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนรู้ โดยไม่ให้กัมพูชาล่วงรู้ ถ้าประชาชนตัดสินใจ นายกฯ ต้องให้ข้อมูลพอ

เตรียมรับมือถ้ายกเลิก เช่น เจรจาเขตแดน กัมพูชาอาจฟ้องศาลโลก หรือบริษัททุนฟ้องอนุญาโตตุลาการ เสี่ยงเสียเงินภาษีหมื่นล้าน

“ผมให้ความสำคัญผลประโยชน์ชาติ การยกเลิก MOU ต้องแน่ใจได้อะไรคืน บางทีปรับปรุง MOU บนพื้นฐานผลประโยชน์ชาติดีกว่า”

โรมเตือนจากรัฐบาลเก่า ผลประโยชน์ทับซ้อนและขาดเจตจำนงในความมั่นคง ส่งผลเสียชาติ ต้องการถอนอาวุธหนัก ร่วมกู้ทุ่นระเบิด ปราบสแกมเมอร์ เพื่อความสัมพันธ์ดีและคืนปกติชายแดน

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากรัฐบาลชุดใหม่เอาจริงตามที่โรมเตือน จะช่วยปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์ได้ ลองติดตามพัฒนาการ และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – “โรม” แฉ “เบน สมิธ” ที่ปรึกษา “ฮุน เซน” ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน “อนุทิน” เอาจริง

ซาลิบา หวังเป็นสุดยอดหลังเซ็นสัญญาใหม่

กองหลังตัวกลางของอาร์เซนอล วิลเลียม ซาลิบา กล่าวว่า เขาเซ็นสัญญาใหม่ 5 ปีกับสโมสรเพราะกุนซือมิเกล อาร์เตต้าและทีมงานช่วยให้เขา “เป็นสุดยอด” กองหลังในโลกได้

ดาวเตะวัย 24 ปีทีมชาติฝรั่งเศส มีสัญญาเดิมที่จะหมดอายุในเดือนมิถุนายน 2027 และเคยมีข่าวลือว่าถูกเรอัล มาดริดจับตามอง

“กุนซือคือหนึ่งในโค้ชที่ดีที่สุดในโลก” ซาลิบากล่าว “เขาช่วยผมมาก ทั้งเขาและทีมงาน ดังนั้นผมดีใจมากที่มีเขาเป็นโค้ช”

“ตอนนี้ผมอายุ 24 แล้ว และผมคิดว่ายังไม่ถึงจุดพีค ผมมีหลายอย่างต้องพัฒนา มีหลายอย่างที่ต้องมอบให้ทีมนี้ และผมรู้ว่ากุนซือและทีมงานจะช่วยให้ผมเป็นสุดยอด หรือหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลก และคว้าแชมป์ถ้วยรางวัลได้”

‘เรารู้ว่ายังมีอีกมากจากเขา’

ซาลิบาย้ายมาร่วมทีมปืนใหญ่จากแซงต์-เอเตียนในลีกเอิง 1 เดือนกรกฎาคม 2019 และถูกยืมกลับไปทีมเก่าในฤดูกาล 2019-20 ก่อนจะไปยืมต่อที่นีซและมาร์เซย์ในลีกเอิง

เขาปรากฏตัวครั้งแรกให้อาร์เซนอลในเดือนสิงหาคม 2022 และกลายเป็นตัวหลักของทีม ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 105 นัด ยิง 6 ประตู และแอสซิสต์ 2 ครั้ง

“ตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม วิลเลียมเติบโตขึ้นมาก ยอมรับความรับผิดชอบ และสร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งกับแฟนบอลและทุกคนในสโมสร” อาร์เตต้ากล่าว

“เรารู้ว่ายังมีอีกมากจากเขา และเราจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อพัฒนา ด้วยเป้าหมายชัดเจนในการคว้าแชมป์รายการใหญ่”

ซาลิบาตามรอยคู่หูแนวรับกาเบรียล มากัลเญส ที่ต่อสัญญาถึงปี 2029 ในเดือนมิถุนายน

ประกาศสัญญาใหม่ของซาลิบา มาหลังจากชัยชนะสุดสูสีที่นิวคาสเซิล ยูไนเต็ดเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งทำให้ปืนใหญ่ขึ้นมาอยู่อันดับสองในพรีเมียร์ลีก ห่างจากลิเวอร์พูลที่นำจ่ากลุ่มแค่ 2 คะแนน

อังเดรอา เบอร์ต้า ผู้อำนวยการกีฬาอาร์เซนอล กล่าว “ในสามฤดูกาลล่าสุด วิลเลียมกลายเป็นกองหลังที่เหลือเชื่อ ความสงบ สติปัญญา และความแข็งแกร่งทำให้เขาเป็นหนึ่งในที่ดีที่สุดในโลก”

“เขาจะพัฒนาต่อกับอาร์เซนอลเพื่อไปถึงจุดสูงสุดใหม่”

‘สำคัญมากสำหรับประเทศเรา’ – โคแอดี้

คอนอร์ โคแอดี้ อดีตกองหลังลิเวอร์พูลและวูล์ฟส์ ที่ปัจจุบันอยู่กับเร็กซ์แฮม บอกกับบีบีซี เรดิโอ 5 ไลฟ์เมื่อวันอาทิตย์ ว่าการเซ็นสัญญาใหม่ของซาลิบาเป็นการถอนหายใจโล่งอกสำหรับอาร์เซนอล

“ทุกครั้งที่ผมเจอวิลเลียม ซาลิบา เขาเล่นเกินวัยเสมอ” โคแอดี้กล่าว

“เมื่อนักเตะเหลือสัญญาไม่มาก มันอยู่ในมือพวกเขา – พวกเขามีอำนาจและควบคุม”

“อาร์เซนอลคงคิด ‘ขอบคุณพระเจ้าที่เขาเซ็น'”

“การมีนักเตะแบบนี้ในพรีเมียร์ลีก สำคัญมากสำหรับประเทศเรา ทีมใหญ่หลายทีมอย่างบาเยิร์น มิวนิคและเรอัล มาดริด – มันยากที่จะปฏิเสธ”

“สำหรับเขาที่ทำแบบนี้และอยากอยู่กับอาร์เซนอล ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมสำหรับเขาและสโมสร”

‘ธุรกรรมสำคัญสำหรับอาร์เซนอล’

การเซ็นสัญญาใหม่ของวิลเลียม ซาลิบา สำคัญเท่ากับการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ที่อังเดรอา เบอร์ต้าและอาร์เซนอลทำ

จากคำพูดของซาลิบาและจากสโมสร แสดงว่าทุกฝ่ายมั่นใจว่าจะตกลงกันได้ และตัวซาลิบาเองบอกว่า “หวังว่าจะเซ็น” ขณะทัวร์ปรีซีซั่นที่สิงคโปร์และฮ่องกง

เขาคือกองหลังที่สำคัญที่สุดของทีม การจับคู่กับกาเบรียล มากัลเญส ถือเป็นคู่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก และการมีพวกเขาทำให้อาร์เซนอลน่ากลัวจากลูกตั้งเตะ

สโมสรตอนนี้ผูกมัดตัวหลักส่วนใหญ่ด้วยสัญญาระยะยาว เหลือแค่บูคาโย่ ซาก้า ที่ต้องต่อ และข้อความจากสัญญาเหล่านี้คือ นักเตะเชื่อว่าพวกเขาจะคว้าแชมป์ที่อาร์เซนอลได้

ซาลิบา หวังเป็นสุดยอดหลังเซ็นสัญญาใหม่: มุมมองอนาคต

การตัดสินใจของซาลิบาแสดงถึงความเชื่อมั่นในโปรเจ็กต์ของอาร์เตต้า ซึ่งกำลังนำทีมไปสู่ความสำเร็จ ในฤดูกาลนี้ พวกเขานำเสนอฟอร์มที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะแนวรับที่มั่นคง

  • ประสบการณ์ยืมตัวช่วยพัฒนาซาลิบาให้เป็นผู้เล่นที่สมบูรณ์
  • ความร่วมมือกับกาเบรียล ทำให้แนวรับอาร์เซนอลแข็งแกร่งที่สุดในลีก
  • เป้าหมายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ใกล้เข้ามา
  • แฟนบอลปืนใหญ่ตื่นเต้นกับอนาคตที่สดใส

นอกจากนี้ ซาลิบายังมีบทบาทสำคัญในทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งจะช่วยยกระดับเขาให้เป็นสุดยอดกองหลัง

ในความเห็นของผม การเซ็นสัญญานี้ไม่ใช่แค่การรักษานักเตะ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของอาร์เซนอล คุณคิดยังไงกับสัญญาใหม่นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวสารฟุตบอลเพิ่มเติม!

ที่มา – Saliba hoping to ‘become best’ after signing new deal

ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต จ.สระแก้ว

ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ

ในเช้าวันที่ 30 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ได้ปฏิบัติการสำคัญในการปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ที่ซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อยพื้นที่แนวชายแดนอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พวกเขาลอบเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติเพื่อหวังหางานทำในภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง

ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ

การปฏิบัติครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เวลา 04.30 น. หลังจากได้รับรายงานจากสายข่าวว่ามีกลุ่มแรงงานต่างด้าวจำนวนมากลักลอบข้ามแดน เจ้าหน้าที่จึงสนธิกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่แนวชายแดน โดยใช้เทคโนโลยีโดรนเทอร์มอลติดกล้องถ่ายภาพความร้อนเพื่อลาดตระเวนเส้นทางป่าและพื้นที่เกษตร จนกระทั่งตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลในไร่อ้อยท้ายหมู่บ้านอ่างศิลา ตำบลโนนหมากมุ่น

เจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าปิดล้อมอย่างรวดเร็วและรัดกุม สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันที ผลจากการตรวจสอบ พบแรงงานต่างด้าวทั้งหมด 51 คน แบ่งเป็นชาวกัมพูชา 44 คน (ชาย 26 คน หญิง 18 คน) และชาวเมียนมา 7 คน (ชาย 4 คน หญิง 3 คน) โดยไม่มีใครถือเอกสารการเดินทางหรือหลักฐานอนุญาตให้เข้าไทยแต่อย่างใด

การสอบสวนเบื้องต้นและข้อกล่าวหา

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ถูกจับกุมให้การว่าเดินทางลักลอบจากประเทศกัมพูชาผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยมีนายหน้าและผู้นำทางพาเดินเท้าเข้ามา จุดหมายคือพื้นที่ชั้นในของไทยเพื่อหางานทำ โดยเฉพาะงานก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานจำนวนมาก แม้จะผิดกฎหมายแต่ก็มีการรับเข้าทำงานอยู่บ่อยครั้ง

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” พร้อมชี้แจงสิทธิขั้นพื้นฐาน ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง เพื่อดำเนินคดี และจะผลักดันกลับประเทศต้นทางหลังสอบสวนเสร็จสิ้น

จังหวัดสระแก้วเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชาและเมียนมา เนื่องจากมีชายแดนยาวกว่า 165 กิโลเมตร และช่องทางธรรมชาติจำนวนมาก ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยต้องการแรงงานสูงในภาคอุตสาหกรรมและเกษตร

  • เทคโนโลยีที่ใช้: โดรนเทอร์มอลช่วยตรวจจับความร้อนจากร่างกาย ทำให้การลาดตระเวนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • จำนวนผู้ถูกจับ: ชาวกัมพูชา 44 คน ชาวเมียนมา 7 คน
  • จุดเกิดเหตุ: ไร่อ้อยท้ายหมู่บ้านอ่างศิลา ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นคดีใหญ่ที่ตัดตอนเครือข่ายลักลอบได้อีกครั้ง เจ้าหน้าที่จะขยายผลติดตามผู้นำทางและนายหน้าเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการลักลอบในอนาคต

ปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง การปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการรักษาชายแดน

ในมุมมองของผู้เขียน การเพิ่มมาตรการทางกฎหมายและการสร้างโอกาสงานที่ถูกต้องสำหรับแรงงานต่างด้าวจะช่วยลดปัญหานี้ได้ในระยะยาว หากคุณสนใจเรื่องความมั่นคงชายแดนหรือปัญหาแรงงาน ติดตามบทความเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเราเพื่อข้อมูลล่าสุด

ที่มา – ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง ภูมิธรรม-ทวี แทรกแซง กกต.

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง กรณีนี้เกี่ยวข้องกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

วันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ให้ดำเนินการพิจารณาคำร้องนี้ต่อไป แม้ว่าทั้งสองผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วก็ตาม คำร้องนี้เกิดจากการที่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนยื่นต่อประธานวุฒิสภา โดยอ้างว่าการที่ทั้งคู่มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ถือเป็นการแทรกแซงและครอบงำอำนาจของ กกต. ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้ง กดดัน และข่มขู่สมาชิกวุฒิสภา

พฤติกรรมดังกล่าวถูกมองว่าขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักนิติธรรม ทำให้เกิดคำถามถึงความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมของทั้งสองคน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งอาจนำไปสู่การสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) การตัดสินใจของศาลนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะแม้ทั้งคู่จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่การวินิจฉัยจะช่วยกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเดินหน้าพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 ตุลาการส่วนใหญ่ 6 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นชอบกับการดำเนินคดีต่อ ขณะที่ตุลาการ 2 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ มองว่าพอทั้งคู่พ้นตำแหน่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ

ก่อนหน้านี้ ในขณะที่คดีกำลังพิจารณา ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาล ทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยไม่มีชื่อของนายภูมิธรรมและ พ.ต.อ. ทวี ทำให้ทั้งคู่ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 หลังนายกฯ ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ

กรณี ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ นี้ สะท้อนถึงความพยายามของสถาบันตุลาการในการรักษาความโปร่งใสในระบบการเมืองไทย แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตำแหน่งปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์อาจส่งผลต่อโอกาสทางการเมืองในอนาคตของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองในการใช้อำนาจอย่างสุจริต

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การแทรกแซงดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ จะเป็นการละเมิดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะการใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับคดีพิเศษในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

  • ประเด็นหลัก: การแทรกแซง กกต. ผ่านคดีพิเศษ
  • ผลกระทบ: ตั้งคำถามถึงจริยธรรมนักการเมือง
  • ความสำคัญ: สร้างมาตรฐานสำหรับการใช้อำนาจ

ในท้ายที่สุด การวินิจฉัยของศาลนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ