วัน: 30 กันยายน 2025

“ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่

“ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าและข้อพิพาท การเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญมักกลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุดกรณี “ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่ ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนถึงปัญหาความน่าเชื่อถือของผู้แทนราษฎรและกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย

วันที่ 30 กันยายน 2568 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแสดงความผิดหวังและตำหนิการกระทำของนายจุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน โดยเกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นประมาทต่อครอบครัวชิดชอบ ในประเด็นที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด

ข้อเท็จจริงในคดีและการยอมรับผิดของนายจุลพงศ์

จากเอกสารคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.960/2568 และหมายเลขแดงที่ อ.1479/2568 ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่านายจุลพงศ์ได้ยอมรับต่อศาลว่าข้อมูลที่นำไปอภิปรายและเผยแพร่ต่อสาธารณะเกี่ยวกับครอบครัวชิดชอบนั้นคลาดเคลื่อน ไม่ครบถ้วน และทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหาย หลังจากนั้นมีการเจรจาไกล่เกลี่ยและบรรลุข้อตกลง โดยนายจุลพงศ์ต้องทำหนังสือขอโทษ เผยแพร่คำขอโทษผ่านสื่อสังคมออนไลน์ติดต่อกัน 7 วัน และบริจาคเงิน 10,000 บาทให้โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เมื่อปฏิบัติครบถ้วน ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฟ้องและคดีสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม หลังจากคดีจบลง นายจุลพงศ์กลับให้สัมภาษณ์สาธารณะว่าคำขอโทษนั้นไม่ได้เกิดจากความสำนึกผิดจริง แต่เป็นเพียงการยุติคดีให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังกลับไปอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรซ้ำประเด็นเดิม และพาดพิงครอบครัวชิดชอบในลักษณะที่สร้างความเสียหายเพิ่มเติม

การขาดความจริงใจ: ปัญหาที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีใหม่

การกระทำของนายจุลพงศ์นี้ถือเป็นการย้อนแย้งกับคำรับสารภาพและหนังสือขอโทษที่ทำไว้ต่อศาลและประชาชน แสดงถึงการขาดความจริงใจ ไร้สำนึกรับผิดชอบ และไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม มันไม่เพียงซ้ำเติมความเสียหายแก่ครอบครัวชิดชอบที่เคยแสดงเมตตายุติคดี แต่ยังบ่อนทำลายความศรัทธาของประชาชนต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะการใช้สิทธิในฐานะ ส.ส. โดยไม่ยึดมั่นหลักนิติธรรม

ที่สำคัญ การยอมรับผิดในศาลแต่ปฏิเสธต่อสาธารณะอาจเข้าข่ายให้การเท็จ ซึ่งไม่สามารถปล่อยผ่านได้ อาจนำไปสู่การพิจารณาดำเนินคดีใหม่ตามกฎหมาย เพื่อรักษาศักดิ์ศรีผู้เสียหายและปกป้องหลักนิติธรรม กรณี “ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่ นี้ไม่ใช่แค่ข้อพิพาทส่วนตัว แต่เป็นบททดสอบมาตรฐานคุณธรรมของผู้แทนราษฎร

ในบริบทกว้างขึ้น ปัญหานี้สะท้อนถึงความท้าทายในระบบการเมืองไทยที่ผู้แทนราษฎรมักถูกตั้งคำถามเรื่องความรับผิดชอบ การที่นายจุลพงศ์กลับมาพูดซ้ำประเด็นเดิมหลังจากขอโทษ อาจทำให้ประชาชนมองว่าการเมืองไทยยังขาดความโปร่งใสและความจริงใจ หากไม่มีการตรวจสอบที่เข้มแข็ง สังคมอาจสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันประชาธิปไตย

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์และเกี่ยวข้องกับพัฒนาการกีฬาและเศรษฐกิจท้องถิ่น การหมิ่นประมาทในที่นี้ไม่เพียงกระทบชื่อเสียงบุคคล แต่ยังอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของชุมชนและการลงทุนในพื้นที่ หากผู้แทนราษฎรใช้เวทีสภาเพื่อโจมตีโดยไม่มีข้อมูลครบถ้วน จะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งทางสังคม

  • การยอมรับผิดในศาลแต่ปฏิเสธภายนอก: แสดงถึงความไม่สอดคล้อง
  • ผลกระทบต่อประชาชน: ลดความศรัทธาในระบบยุติธรรมและการเมือง
  • โอกาสดำเนินคดีใหม่: เพื่อปกป้องสิทธิผู้เสียหาย

เพื่อป้องกันปัญหาเช่นนี้ในอนาคต สังคมไทยควรส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองที่ยึดหลักความจริงใจและรับผิดชอบ ผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องตระหนักว่าการกระทำของตนส่งผลต่อประชาชนทุกคน หากกรณี “ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่ นำไปสู่การพิจารณาคดีจริง นี่จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษามาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรติดตามพัฒนาการของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมันจะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสุขภาพของประชาธิปไตยไทย หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและยุติธรรม แนะนำให้แชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการอภิปรายที่สร้างสรรค์ในสังคม

ที่มา – “ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่

ประเพณีโบราณนับ 100 ปี แห่ผีชูชกหนึ่งเดียวในไทย ที่ อ.นครไทย

ประเพณีโบราณนับ 100 ปี แห่ผีชูชกหนึ่งเดียวในไทย ที่ อ.นครไทย เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใครของชาวบ้านตำบลหนองกะท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นี่คือประเพณีที่สืบสานกันมาอย่างยาวนาน เพื่อรำลึกถึงเรื่องราวในพุทธศาสนา โดยเฉพาะกัณฑ์ชูชกในเทศน์มหาชาติ ทำให้ทุกปีก่อนออกพรรษา 1 สัปดาห์ ชาวบ้านจะพร้อมใจกันจัดขบวนแห่ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน

ประเพณีโบราณนับ 100 ปี แห่ผีชูชกหนึ่งเดียวในไทย ที่ อ.นครไทย

ประเพณีนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับ 100 ปี โดยชาวบ้านตำบลหนองกะท้าวได้สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นและเสริมสร้างความศรัทธาทางพุทธศาสนา ทุกปีในช่วงปลายเดือนกันยายน ชาวบ้านจะรวมตัวกันที่วัดหนองสองเฒ่า หมู่ที่ 3 บ้านหนองกะท้าว เพื่อทำบุญและฟังเทศน์มหาชาติพระมหาเวสสันดรชาดกครบ 13 กัณฑ์

ไฮไลต์ของงานคือขบวนแห่กองผ้าป่าและเครื่องกัณฑ์เทศน์มหาชาติ โดยเฉพาะกัณฑ์ชูชก ซึ่งเริ่มจากที่ทำการกำนันตำบลหนองกะท้าว แล้วเคลื่อนขบวนไปยังวัดหนองสองเฒ่า ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ขบวนจะเริ่มราว 15.00 น. และถึงวัดราว 18.00 น. แม้บางปีจะมีฝนตกทำให้ต้องหยุดพัก แต่ความมุ่งมั่นของชาวบ้านไม่เคยลดลง

ลักษณะเด่นของผีชูชกในประเพณีนี้

สิ่งที่ทำให้ประเพณีโบราณนับ 100 ปี แห่ผีชูชกหนึ่งเดียวในไทย ที่ อ.นครไทย แตกต่างคือการปรากฏตัวของผีชูชกหรือชูชกเหลือง จำนวน 9 ตน ตัวแทนชาวบ้านจะแต่งกายด้วยผ้าเหลืองสีเหมือนจีวรพระสงฆ์ ห่อตัวคล้ายมัมมี่ สวมหน้ากากผีสีแดงตาถลนแลบลิ้นยาว และห้อยปลัดขิกขนาดใหญ่ยาวที่เอว พวกเขาจะเดินรำและเต้นรำไปตามจังหวะเพลงจากรถแห่ พร้อมหยอกเย้าผู้ชมริมทางอย่างสนุกสนาน โดยไม่มีใครถือสา เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของประเพณีที่สืบทอดกันมา

ก่อนเริ่มขบวน ตัวแทนจะมีพิธีบอกกล่าวปู่ย่าตายาย ขอขมาพระรัตนตรัย และให้พระสงฆ์โปรยน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากชูชกแล้ว ยังมีตัวละครอื่นๆ เช่น กัณหา ชาลี และนางมัทรี ที่แต่งกายตามตัวละครในชาดก ทำให้ขบวนแห่คึกคักและดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ความสำคัญและการสืบสานประเพณี

นายพจนารถ มณีณัฐกุล กำนันตำบลหนองกะท้าว เปิดเผยว่าประเพณีนี้เป็นหัวใจของชุมชน สืบสานมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย เพื่อรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นเอาไว้ จัดขึ้นทุกวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 และต่อด้วยเทศน์มหาชาติที่วัดหนองกะท้าวในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนเดียวกัน ชาวบ้านเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะช่วยเสริมบุญบารมีและปกป้องชุมชนจากภัยพิบัติ

  • ประวัติศาสตร์ยาวนานนับ 100 ปี
  • เอกลักษณ์เฉพาะที่อำเภอนครไทย
  • เชื่อมโยงกับพุทธศาสนาและเทศน์มหาชาติ
  • ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยสีสันขบวนแห่

นอกจากนี้ ประเพณียังช่วยเสริมเศรษฐกิจชุมชน โดยมีผู้คนจากจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมงานและซื้อของที่ระลึก การอนุรักษ์เช่นนี้ทำให้วัฒนธรรมไทยคงอยู่คู่กับความทันสมัย

หากคุณสนใจประเพณีไทยโบราณ ลองมาสัมผัสประเพณีโบราณนับ 100 ปี แห่ผีชูชกหนึ่งเดียวในไทย ที่ อ.นครไทย ด้วยตัวเองในปีหน้า มันจะเป็นประสบการณ์ที่难ลืมและช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ที่มา – ประเพณีโบราณนับ 100 ปี แห่ผีชูชกหนึ่งเดียวในไทย ที่ อ.นครไทย

ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์” ครม. แต่งตั้งโฆษกรัฐบาล

ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ครม. แต่งตั้งโฆษกรัฐบาลแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองไทย เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ได้เห็นชอบแต่งตั้งนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “โต้ง” ให้ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสื่อสารนโยบายของรัฐบาลสู่ประชาชน

ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ”

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ชื่อเล่น โต้ง อายุ 49 ปี เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2519 ท่านเป็นบุตรชายของนายฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ และนางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ จากพื้นเพที่เติบโตในครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่น ทำให้ท่านมีความสนใจในด้านการเมืองตั้งแต่เยาว์วัย สำหรับด้านการศึกษา นายสิริพงศ์จบปริญญาตรีจากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ต่อด้วยปริญญาโท สาขาการจัดการระบบสารสนเทศ (MIS) จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา และปริญญาเอก คณะเกษตร สาขาเกษตรเขตร้อน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหลักสูตรนานาชาติ การศึกษาที่หลากหลายนี้ช่วยให้ท่านมีมุมมองที่กว้างไกลทั้งในด้านเทคโนโลยี ระบบสารสนเทศ และการเกษตร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำงานในวงการเมือง

เส้นทางการเมืองของ “โต้ง สิริพงศ์”

เส้นทางการเมืองของนายสิริพงศ์เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2550 เมื่อท่านได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดพรรคชาติไทย ถือเป็นการเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จในการสมัยแรก จากนั้นในปี 2562 ท่านได้รับเลือกตั้งอีกสมัย สังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่มั่นคงในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ นอกจากนี้ ท่านยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งช่วยให้ท่านมีประสบการณ์ในการบริหารงานภาครัฐอย่างเข้มข้น

ปัจจุบัน นายสิริพงศ์เป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของพรรคภูมิใจไทย โดยรับผิดชอบด้านนโยบายเศรษฐกิจและสังคม ท่านยังดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ซึ่งช่วยขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน นอกจากบทบาททางการเมืองแล้ว ท่านยังมีส่วนสนับสนุนวงการบันเทิง โดยเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญของจักรวาลไทบ้าน ผลงานเด่นอย่างภาพยนตร์ “สัปเหร่อ” ที่ทำรายได้กว่า 700 ล้านบาท ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำเงินสูงสุดในรอบ 10 ปี สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเชื่อมโยงระหว่างการเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจท้องถิ่น

บทบาทโฆษกรัฐบาล: ความคาดหวังจากสาธารณชน

การแต่งตั้ง “โต้ง สิริพงศ์” เป็นโฆษกรัฐบาลครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจหลังโควิด การเกษตร และการศึกษา ด้วยพื้นฐานวิชาการที่แข็งแกร่ง ท่านน่าจะสามารถถ่ายทอดนโยบายให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนได้ดี นอกจากนี้ ประสบการณ์ในสภาฯ สองสมัยยังช่วยให้ท่านรับมือกับคำถามจากสื่อได้อย่างมืออาชีพ

ในการขับเคลื่อนรัฐบาลใหม่นี้ การมีโฆษกที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอย่างนายสิริพงศ์ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน หากท่านสามารถสื่อสารนโยบายสำคัญ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การพัฒนาการเกษตรเขตร้อน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลน่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากยิ่งขึ้น

  • จุดเด่น: การศึกษาระดับสูงจากต่างประเทศ
  • ประสบการณ์: ส.ส. สองสมัยและผู้ช่วยรัฐมนตรี
  • บทบาทใหม่: โฆษกประจำสำนักนายกฯ

จากประวัติและเส้นทางที่ผ่านมา “โต้ง สิริพงศ์” ถือเป็นบุคคลที่มีศักยภาพในการรับใช้ชาติ ในฐานะโฆษกรัฐบาล หากท่านสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ได้ดี จะช่วยยกระดับการสื่อสารของรัฐบาลให้ทันสมัยและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

สุดท้ายนี้ เชื่อว่านายสิริพงศ์จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้รัฐบาลก้าวหน้าต่อไป หากคุณสนใจติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติม สามารถติดตามบทความของเราได้ทุกวัน!

ที่มา – ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ครม. แต่งตั้งโฆษกรัฐบาลแล้ว

กรมวิทย์ฯ เผยโควิด XFG พบในไทย 33 ราย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับ กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย ซึ่งเป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ สายพันธุ์ XFG หรือที่รู้จักในชื่อ สเตรตัส (Stratus) กำลังกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่กระจายทั่วโลก โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่พบอาการรุนแรง แต่ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย

จากรายงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 พบว่าสายพันธุ์ XFG กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก ประเทศไทยตรวจพบครั้งแรกในเดือนเมษายน 2568 และจนถึงวันที่ 24 กันยายน 2568 มีผู้ป่วยสะสม 33 ราย ส่วนใหญ่พบในเขตสุขภาพที่ 13 จำนวน 23 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกไหล และปวดศีรษะ โดยยังไม่มีรายใดต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ไม่ควรประมาท

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ในช่วง 1 เมษายน ถึง 24 กันยายน 2568 ได้ตรวจวิเคราะห์ 608 ตัวอย่าง พบการกระจายของสายพันธุ์ดังนี้

  • สายพันธุ์ NB.1.8.1* ร้อยละ 73.7
  • สายพันธุ์ XEC* ร้อยละ 8.7
  • สายพันธุ์ JN.1* ร้อยละ 6.4
  • สายพันธุ์ XFG* ร้อยละ 5.4
  • สายพันธุ์อื่น ๆ รวมร้อยละ 5.7

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สายพันธุ์ XFG ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลักในไทย แต่แนวโน้มการเพิ่มขึ้นนั้นชัดเจน หากเทียบกับข้อมูลสากล นับตั้งแต่เริ่มการระบาดในเดือนมกราคม 2563 ประเทศไทยได้เผยแพร่ข้อมูลจีโนมเชื้อโควิด-19 เข้าสู่ฐานข้อมูล GISAID แล้วกว่า 48,865 ราย ซึ่งช่วยสนับสนุนการเฝ้าระวังโรคระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มและการป้องกันสายพันธุ์ XFG ในไทย

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เน้นย้ำว่า แม้ กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย จะยังไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง แต่ประชาชนควรป้องกันตัวเองอย่างสม่ำเสมอ การล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม และฉีดวัคซีนตามกำหนด เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ไอ หายใจลำบาก หรืออ่อนเพลีย ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจและรักษาที่เหมาะสม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สายพันธุ์โควิด-19 ยังคงมีการกลายพันธุ์อยู่เสมอ ดังนั้นการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถืออย่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงเป็นสิ่งจำเป็น สถานการณ์ในไทยยังคงควบคุมได้ดี แต่การเตรียมความพร้อม เช่น การสต็อกยารักษาและเพิ่มจุดตรวจคัดกรอง จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้

นอกจากนี้ การศึกษาพฤติกรรมของสายพันธุ์ XFG ยังช่วยให้เราเข้าใจการแพร่กระจายได้ดีขึ้น โดยพบว่ามันแพร่เชื้อได้ง่ายในสภาพอากาศเย็นและชื้น ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ผ่านมา ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อปกป้องสุขภาพตัวเองและคนรอบข้าง

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือติดตามข่าวจากสื่อที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยที่สุด

สุดท้ายนี้ แม้สถานการณ์โควิดจะคลี่คลายลง แต่การเฝ้าระวังยังคงสำคัญ หากคุณมีอาการน่าสงสัย อย่าลังเลที่จะไปตรวจและปรึกษาแพทย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ที่มา – กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย

นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล

นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล ย้ำ “นี่หนูครับ…ไม่ใช่เป็ดง่อย”

หลังจากการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ยาวนานและเข้มข้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมากล่าวขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่าย โดยเฉพาะในการที่ นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล อย่างถ่อมตน พร้อมย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่ ‘เป็ดง่อย’ แต่เป็น ‘หนู’ ที่พร้อมลุยงานทันทีตั้งแต่วินาทีนี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.03 น. วันที่ 30 กันยายน 2568 หลังจากนายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายปิดท้าย นายอนุทินได้กล่าวขอบคุณประธานรัฐสภาที่ให้โอกาสแถลงนโยบายและเร่งรัดเวลา เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบทันที นอกจากนี้ ยังขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ว. และ ส.ส. ที่ให้ข้อคิดเห็น คำวิจารณ์ และข้อเสนอแนะมากมาย ซึ่งจะนำไปปรับใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สองวันที่ผ่านมาเต็มไปด้วยคุณค่าต่อรัฐบาลชุดนี้ โดยนายกรัฐมนตรียอมรับว่าต้องขออภัยผู้ที่ถูกโต้เถียงด้วย เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ แม้บางประเด็นจะแตกต่างจากความจริง แต่เชื่อว่าจะมีโอกาสทำความเข้าใจเพิ่มเติมในอนาคต

นายกฯ อนุทิน

นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล: หากรัฐมนตรีทำผิด พร้อมจัดการเอง

นายอนุทินเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ดีกับนายสุทินที่เคยทำงานร่วมกันในอดีต โดยให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ส่วนตัว หากพบการกระทำผิดกฎหมาย จะดำเนินการทันทีโดยไม่เว้นแม้แต่ตัวเอง ‘นับจากเบอร์ 1 ถึง 36 ถ้าผมพบว่าผู้ใดผิด ผมจะเร่งรัดและจัดการเอง’ นายกฯ กล่าว

นอกจากนี้ ยังเสียใจที่ต้องโต้เถียงกันเพราะการเมือง แต่ยืนยันว่าเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และจะให้ความร่วมมือเต็มที่

ย้ำ นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล สำหรับการเลือกตั้งที่โปร่งใส

ในช่วง 4 เดือนที่เหลือ รัฐบาลจะไม่ทะเลาะกัน แต่จะแข่งขันด้วยความสะอาดและรอยยิ้ม โดยมุ่งทำความดีให้ประชาชน นายอนุทินยืนยันว่าไม่เคยหลงใหลในอำนาจ และจะไม่กลั่นแกล้งใคร กระบวนการยุติธรรมจะจัดการทุกเรื่อง

สำหรับรัฐธรรมนูญ นายกฯ ขอบคุณพรรคประชาชนที่ร่วมลงนาม MOA โดยเฉพาะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ย้ำว่านโยบายหลักคือยุบสภาใน 4 เดือนและแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมสนับสนุนประชามติ

ขอความร่วมมือแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จปลายปี

รัฐบาลขอให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนร่วมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในธันวาคม 2568 แม้ต้องประชุมหนัก แต่เชื่อว่าการร่วมมือจะทำให้สำเร็จ สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชน จะทำตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเริ่มวางรากฐานกฎหมายประกอบไว้ล่วงหน้า

นายอนุทินชี้แจงเรื่องโยกย้ายข้าราชการเพื่อเลือกตั้งว่า ไม่มีผลต่อผลการเลือกตั้ง อยู่ที่ผู้สมัครและนโยบาย ‘คนที่ตัดมือตัวเองคือรัฐบาลที่แล้ว แต่ขออโหสิกรรมกัน แล้วมาแข่งขันด้วยความบริสุทธิ์’ นายกฯ กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่ารัฐบาลนี้ ‘นี่หนูครับ ไม่ใช่เป็ดง่อย’ และขอใช้ห้องประชุมทันทีเพื่อทำงานให้ประชาชน

การกล่าวของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำงานโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากคุณสนใจพัฒนาการทางการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นเพื่อประเทศที่ก้าวหน้ากว่าเดิม

ที่มา – นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล ย้ำ “นี่หนูครับ…ไม่ใช่เป็ดง่อย”

ดีป้ากระตุ้นเอสเอ็มอีไทยจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์

ดีป้ากระตุ้นเอสเอ็มอีไทยจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์กลายเป็นเรื่องสำคัญที่ธุรกิจทุกแห่งไม่สามารถมองข้ามได้ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ตั้งเป้าสู่ Net Zero ภายในปี 2603 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า ได้ริเริ่มโครงการที่น่าสนใจเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีไทย ให้ปรับตัวเข้ากับกระแสนี้

ดีป้า กระตุ้นเอสเอ็มอีไทย ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล จัดการ “คาร์บอนฟุตพรินต์” เดินหน้าสู่ Net Zero

ดีป้า กระตุ้นเอสเอ็มอีไทย ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล จัดการ “คาร์บอนฟุตพรินต์” เดินหน้าสู่ Net Zero โดยร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เปิดตัวโครงการ Digital Grow Green ซึ่งมุ่งส่งเสริมการนำดิจิทัลโซลูชันมาใช้ในการบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการนี้เริ่มต้นด้วยการนำร่องกับเอสเอ็มอี 400 ราย ส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดกลางถึงเล็ก ใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น อยุธยา และชลบุรี โดยให้ใช้งานแพลตฟอร์มฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถจดบันทึกข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ได้อย่างง่ายดาย

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า กล่าวว่า โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่าธุรกิจของตนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนบริหารจัดการ เพื่อให้ไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ในปี 2593 และ Net Zero ในปี 2603 ตามที่ประกาศในประชุม COP26

ประโยชน์ของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์

การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยให้เอสเอ็มอีไทยสามารถติดตามข้อมูลการปล่อยคาร์บอนแบบเรียลไทม์ ทำให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การปรับกระบวนการผลิตให้ประหยัดพลังงาน หรือเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังช่วยให้ธุรกิจเตรียมพร้อมสำหรับกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ ที่อาจกีดกันสินค้าจากผู้ผลิตที่ไม่จัดการคาร์บอนได้ดี

  • บันทึกข้อมูลอัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์
  • วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาจุดที่สามารถลดคาร์บอนได้
  • รายงานผลที่ตรงตามมาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในตลาดโลก
  • สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวจากรัฐและเอกชน

โครงการ Digital Grow Green ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลสู่ความยั่งยืน โดยดีป้าคาดหวังว่าจะขยายไปสู่เอสเอ็มอีจำนวนมากขึ้นในอนาคต เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี ลองพิจารณาเข้าร่วมโครงการแบบนี้เพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน มันไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นโอกาสในการเติบโตที่ยั่งยืนในยุค Net Zero

ที่มา – ดีป้า กระตุ้นเอสเอ็มอีไทย ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล จัดการ “คาร์บอนฟุตพรินต์” เดินหน้าสู่ Net Zero

โจเซ มูรินโญ กลับสโมสรเก่า: ควรหรือไม่

โจเซ มูรินโญ กลับสโมสรเก่า: ควรหรือไม่

โจเซ มูรินโญ ผู้จัดการทีมชื่อดังชาวโปรตุเกส ได้ประกาศกลับไปคุมทีมเบนฟิก้า สโมสรเก่าที่เคยสร้างชื่อเสียงให้เขาในช่วงเริ่มต้นอาชีพ การเคลื่อนไหวนี้นำมาซึ่งคำถามใหญ่ในวงการฟุตบอล: โจเซ มูรินโญ กลับสโมสรเก่า เป็นเรื่องดีหรือเสี่ยงต่อความล้มเหลว? ในบทความนี้ เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียด ว่าการกลับไปสโมสรเก่าของผู้จัดการทีมนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ฟุตบอล

เหตุผลที่ทำให้โจเซ มูรินโญ กลับสโมสรเก่า

เบนฟิก้าเป็นสโมสรที่มูรินโญเคยผ่านงานเป็นผู้ช่วยโค้ชในปี 2000 ก่อนจะย้ายไปสร้างชื่อกับปอร์โต้และทีมใหญ่ในยุโรป การกลับมาในวัย 61 ปีนี้ ดูเหมือนเป็นการปิดวงจรชีวิตอาชีพของเขา มูรินโญเคยพูดถึงความผูกพันกับสโมสรโปรตุเกสนี้ว่าเป็น “บ้านเกิด” ในวงการฟุตบอล ข้อดีของการ โจเซ มูรินโญ กลับสโมสรเก่า คือ ความเข้าใจวัฒนธรรมและแฟนบอลเป็นอย่างดี เขารู้จุดอ่อนจุดแข็งของทีมตั้งแต่รากฐาน ซึ่งช่วยให้ปรับตัวได้เร็ว ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนสโมสรใหม่

ประโยชน์ของการกลับสโมสรเก่า

  • ความคุ้นเคย: ผู้จัดการรู้จักนักเตะรุ่นใหม่ที่เติบโตจากอะคาเดมี่ ทำให้สร้างทีมได้ง่าย
  • แรงสนับสนุนจากแฟน: แฟนบอลมักต้อนรับฮีโร่เก่าด้วยความอบอุ่น เพิ่มแรงจูงใจให้ทีม
  • ประสบการณ์ส่วนตัว: มูรินโญที่เคยชนะแชมเปียนส์ลีกกับปอร์โต้ สามารถนำบทเรียนเก่ามาใช้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะสำเร็จเสมอไป ลองดูตัวอย่างอื่นๆ ในวงการ

ตัวอย่างผู้จัดการทีมที่กลับสโมสรเก่าและผลลัพธ์

มีหลายเคสที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลเลือก โจเซ มูรินโญ กลับสโมสรเก่า แต่ผลลัพธ์แตกต่างกัน เจอร์เก้น คล็อปป์ กับดอร์ทมุนด์ในปี 2018 ล้มเหลวเพราะทีมเปลี่ยนไปมาก ขณะที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่ากับบาร์เซโลน่ากลับมาครั้งที่สองและประสบความสำเร็จบางส่วน แต่สุดท้ายก็จากไปด้วยความขัดแย้ง

กรณีศึกษาที่น่าสนใจ

  • อาร์แซน เวนเกอร์ กับอาร์เซนอล: อยู่ยาวนานแต่ช่วงหลังเสื่อมถอย
  • โชเซ มูรินโญ กับเชลซี: กลับมาครั้งที่สองในปี 2013 ชนะลีกได้ แต่รอบสองปี 2015 ล้มเหลวและถูกไล่ออก
  • คาร์โล อันเชล็อตติ กับเอซี มิลาน: กลับมาและนำทีมไปแชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง

จากตัวอย่างเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าการกลับสโมสรเก่าเหมือนดาบสองคม ถ้าทีมพัฒนาไปในทางบวกและผู้จัดการปรับตัวได้ ก็อาจนำมาซึ่งความสำเร็จ แต่ถ้าความคาดหวังสูงเกินไปหรือเกิดปัญหาภายใน ก็อาจจบลงด้วยความผิดหวัง

สำหรับมูรินโญ การกลับเบนฟิก้าอาจเป็นโอกาสทองในการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง โดยเฉพาะในลีกโปรตุเกสที่เขาคุ้นเคย แต่คำถามคือ แฟนบอลจะให้อภัยความพ่ายแพ้ในอังกฤษและอิตาลีได้หรือไม่? ในมุมมองของผม การ โจเซ มูรินโญ กลับสโมสรเก่า เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่อง timing และการเปลี่ยนแปลงของสโมสร

สุดท้ายแล้ว ฟุตบอลคือเกมที่เต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ ไม่ว่าจะมูรินโญหรือใคร การตัดสินใจนี้จะเป็นบทเรียนให้ผู้จัดการทีมรุ่นใหม่ ถ้าคุณเป็นแฟนฟุตบอล ลองคิดดูสิว่าคุณอยากเห็นโค้ชเก่ากลับมาคุมทีมโปรดของคุณไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – More Than The Score

“ศรีญาดา” หวั่นเข้าใจผิด ไม่ต่อว่า “สีหศักดิ์”

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยประเด็นร้อนแรง การอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ได้สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการต่างประเทศไทย ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงคำอภิปรายของตนเอง โดยย้ำว่า “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว แทนที่จะเป็นการกล่าวหาหรือวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ เธอชื่นชมในบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ได้กล่าวขอบคุณนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ที่สละเวลามาชี้แจงนโยบายรัฐบาลในการแถลงต่อรัฐสภา เธอเน้นย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้มีเจตนาเพื่อต่อว่าหรือกล่าวหาว่านายสีหศักดิ์ไปทะเลาะกับใคร แต่เป็นการแสดงความกังวลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อาจทำให้ประเทศไทยถูกมองในแง่ลบจากเวทีโลก

จากมุมมองของทันตแพทย์หญิงศรีญาดา การที่นายสีหศักดิ์ได้ขึ้นเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เพื่อปกป้องเกียรติภูมิของไทยนั้น เป็นการแสดงบทบาทที่แข็งแกร่งและเหมาะสม เธอชื่นชมการดำเนินการตอบโต้ที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็แสดงความหวังให้ผู้นำรัฐบาลมีบทบาทมากขึ้นในการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ค้างคา

ข้อเสนอแนะเพื่อกดดันกัมพูชาและปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดายังเสนอแนะว่ารัฐบาลควรใช้วิธีทางการทูตเพื่อจำกัดประเด็นชายแดนให้เป็นเรื่องระหว่างสองประเทศ หากสถานการณ์บานปลายเหมือนในเวที UN ก็ควรสนับสนุนการตอบโต้ที่เด็ดขาดของนายสีหศักดิ์ เธอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมาประณามกัมพูชาอย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้ากดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน และปราบปรามสแกมเมอร์ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนไทย

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชน การฟอกเงินผ่านแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติทำให้คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา เชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถประสานงานได้ดี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เธอยินดีที่จะให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หากรัฐบาลเปิดรับฟังจากทุกพรรคการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

  • ชื่นชมบทบาทนายสีหศักดิ์ในการปกป้องศักดิ์ศรีไทยบนเวทีโลก
  • กังวลเรื่องชายแดนและปัญหาทุ่นระเบิดที่ค้างคา
  • เรียกร้องให้กดดันกัมพูชาปราบปรามสแกมเมอร์และฟอกเงิน
  • เสนอให้รัฐบาลประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของนโยบายการต่างประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญกับทั้งปัญหาภูมิภาคและภัยคุกคามทางไซเบอร์ การอภิปรายดังกล่าวช่วยให้สาธารณชนเข้าใจมากขึ้นว่าการเมืองไทยไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างพรรค แต่เป็นการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของทันตแพทย์หญิงศรีญาดาแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ ส.ส. ที่ไม่เพียงวิจารณ์แต่ยังเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ หากรัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการทูตไทยได้อย่างแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ยังห้ามบินโดรน กพท. ออกประกาศฉบับที่ 7 คุมเข้ม5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

ในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงตึงเครียด สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ได้ออกประกาศฉบับที่ 7 เรื่อง “ยังห้ามบินโดรน กพท. ออกประกาศฉบับที่ 7 คุมเข้ม5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา” เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ โดยห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน หรือโดรน ในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ยังห้ามบินโดรน กพท. ออกประกาศฉบับที่ 7 คุมเข้ม5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

ประกาศนี้ยังคงบังคับใช้ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึกหรือมีกองกำลังภาคพื้นประจำการ ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังรวมถึงพื้นที่สำคัญอื่นๆ เช่น อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ความมั่นคงสูง

สำหรับพื้นที่รอบสนามบิน กพท. ยังคงห้ามบินโดรนในรัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบินที่กำหนดไว้หลายแห่ง เพื่อป้องกันการรบกวนการบิน commercial และ military เช่น สนามบินเชียงใหม่ สนามบินพิษณุโลก สนามบินอุดรธานี สนามบินน้ำพอง สนามบินตาคลี สนามบินอุบลราชธานี สนามบินโคราช สนามบินวัฒนานคร สนามบินกำแพงแสน สนามบินดอนเมือง สนามบินโคกกระเทียม สนามบินประจวบ สนามบินสุราษฎร์ธานี และสนามบินหาดใหญ่ การห้ามนี้ช่วยให้การบินของเครื่องบินโดยสารและเครื่องบินทหารปลอดภัยมากขึ้น

เงื่อนไขการขออนุญาตบินโดรนในพื้นที่พิเศษ

แม้จะมีพื้นที่ห้ามบินเด็ดขาด แต่สำหรับบางพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเพิ่มเติม ผู้ใช้งานโดรนสามารถขออนุญาตได้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและอากาศยานกับ CAAT ให้ครบถ้วน จากนั้นยื่นคำขออนุญาตผ่านระบบ UAS Portal (uasportal.caat.or.th) ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน พร้อมแจ้งรายละเอียดพื้นที่ วันเวลา และวัตถุประสงค์การบิน นอกจากนี้ยังต้องแจ้งต่อศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (ศบตอ.น.) ทางอีเมล [email protected]

  • เวลาบินที่อนุญาต: ระหว่าง 06.00–18.00 น.
  • หากต้องการบินนอกช่วงเวลา ต้องขออนุญาตเพิ่มจาก CAAT
  • ห้ามบินทุกกรณีในช่วง 00.01–04.00 น.
  • การบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขต้องยื่นขออนุญาตเพิ่มผ่าน UAS Portal

สำหรับโดรนของหน่วยงานราชการ เช่น ทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักข่าวกรอง สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ แต่โดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตร และกระทรวงทรัพยากร หากบินในพื้นที่ห้ามต้องแจ้งล่วงหน้าทางอีเมล [email protected] และแจ้ง ศบตอ.น. รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่

การออกประกาศ “ยังห้ามบินโดรน กพท. ออกประกาศฉบับที่ 7 คุมเข้ม5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา” นี้มาจากข้อเสนอของหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ในขณะที่ CAAT ก็ตระหนักถึงประโยชน์ของโดรนในด้านต่างๆ เช่น การสำรวจ การเกษตร และการถ่ายภาพ จึงได้พัฒนาระบบ UAS Portal ให้ใช้งานง่ายขึ้น ขั้นตอนการขออนุญาตรวดเร็วและสอดคล้องกับความต้องการจริง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงต้องเฝ้าระวัง การใช้โดรนที่ไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้ใช้งานโดรนควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจาก CAAT เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา

นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนคลายบางพื้นที่รอบสนามบิน เพื่อให้การใช้งานโดรนในชีวิตประจำวันไม่ถูกกระทบมากเกินไป แต่ยังคงยึดหลักความปลอดภัยเป็นสำคัญ หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรนมือใหม่ ควรศึกษากฎระเบียบให้ดีก่อนใช้งาน

ในมุมมองของผู้เขียน การสมดุลระหว่างความมั่นคงและการพัฒนาเทคโนโลยีโดรนเป็นสิ่งสำคัญ CAAT ควรขยายระบบออนไลน์ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับการบินโดรนในพื้นที่เหล่านี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ CAAT โดยตรงเพื่อสอบถามรายละเอียด

ที่มา – ยังห้ามบินโดรน กพท. ออกประกาศฉบับที่ 7 คุมเข้ม5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา