วัน: 1 ตุลาคม 2025

สิ้น พระครูวชิรธรรมรังษี เกจิดังสายวิปัสสนา

ในวงการพุทธศาสนาไทย โดยเฉพาะสายวิปัสสนา มีข่าวเศร้าที่สร้างความเสียใจให้กับคณะศิษยานุศิษย์จำนวนมาก นั่นคือ สิ้น พระครูวชิรธรรมรังษี เกจิดังสายวิปัสสนา หรือที่รู้จักกันในนามหลวงปู่ทูล จตฺตสลฺโล ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นแรกของหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านได้ละสังขารอย่างสงบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 20:46 น. ณ วัดถ้ำแสงเพชร จังหวัดอำนาจเจริญ สิริอายุ 83 ปี 61 พรรษา

สิ้น พระครูวชิรธรรมรังษี เกจิดังสายวิปัสสนา

ข่าวการละสังขารของหลวงปู่ทูลแพร่สะพัดไปทั่วประเทศ ทำให้คณะศิษย์และญาติโยมต่างหลั่งไหลมาน้อมถวายอาลัย ณ วัดสี่แยกแสงเพชร หรือวัดถ้ำแสงเพชรบน ตำบลหนองมะแซว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง ลำดับที่ 5 วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานภาพบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า แต่ก็เปี่ยมด้วยความเคารพนับถือในคุณงามความดีของท่านเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมองค์นี้

ภาพหลวงปู่ทูล

ประวัติและเส้นทางธรรมของหลวงปู่ทูล จตฺตสลฺโล

หลวงปู่ทูล จตฺตสลฺโล หรือพระครูวชิรธรรมรังษี ท่านเกิดที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ในปี พ.ศ. 2485 ท่านเริ่มต้นเส้นทางในร่มกาสาวพัสตร์เมื่อปี พ.ศ. 2507 โดยบวชเป็นพระที่วัดหนองป่าพง และได้ฝากตัวเป็นศิษย์รุ่นแรกของหลวงพ่อชา สุภัทโท ซึ่งเป็นพระอาจารย์ชื่อดังในสายวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่ทูลได้ออกธุดงค์กับหลวงพ่อชา เพื่อศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง โดยเน้นการปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อบรรลุหนทางดับทุกข์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 หลวงพ่อชาได้มอบหมายให้หลวงปู่ทูลพร้อมพระสงฆ์อีก 2 รูป มาจำพรรษาที่วัดถ้ำแสงเพชรบน ซึ่งเดิมเป็นสถานที่ที่หลวงพ่อชาใช้ปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง วัดแห่งนี้กลายเป็นสาขาที่ 5 ของวัดหนองป่าพง ด้วยความเพียรพยายามของหลวงปู่ทูลและคณะศิษย์ วัดได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากเพิงเล็กๆ กลายเป็นวัดที่มั่นคง มีศาลาและสิ่งปลูกสร้างที่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม

หลวงปู่ทูลเป็นที่เคารพรักของสาธุชนทั้งหลาย ด้วยการสอนธรรมะที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ท่านเน้นการเจริญสติปัฏฐาน 4 และวิปัสสนาภูมิ 10 ซึ่งเป็นมรดกจากหลวงพ่อชา คำสอนของท่านช่วยให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจถึงความไม่เที่ยง ทุกข์ และไม่มีตัวตนของสรรพสิ่ง นำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลส

  • การธุดงค์และปฏิบัติตามรอยพระพุทธเจ้า
  • การพัฒนาวัดถ้ำแสงเพชรให้เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม
  • การถ่ายทอดวิปัสสนากรรมฐานแก่ศิษย์รุ่นหลัง
  • การเป็นแบบอย่างในคุณธรรม เช่น ความเพียร ความเมตตา และศีลบริสุทธิ์
ภาพพิธีถวายอาลัย

นอกจากนี้ หลวงปู่ทูลยังมีส่วนสำคัญในการเผยแผ่ธรรมะให้กับชาวบ้านในภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดอำนาจเจริญและอุบลราชธานี ท่านมักจะแสดงธรรมในโอกาสต่างๆ เน้นให้ญาติโยมนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อลดความทุกข์จากปัญหาชีวิตสมัยใหม่ เช่น ความเครียดจากงานและครอบครัว

สำหรับพิธีบำเพ็ญกุศลหลังการละสังขาร ทางวัดได้จัดพิธีรดน้ำสรีระสังขารบนศาลาพันห้อง และพิธีสัตตมวารเป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 7 ตุลาคม 2568 คณะศิษย์จากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมทำบุญ สวดมนต์ และฟังธรรมเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่าน

การสิ้น พระครูวชิรธรรมรังษี เกจิดังสายวิปัสสนา ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการสงฆ์ไทย แต่คำสอนและมรดกแห่งธรรมะของท่านจะคงอยู่ตลอดไป ในฐานะศิษย์รุ่นแรกของหลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านได้สานต่อสายธรรมวิปัสสนาที่เข้มแข็ง ช่วยให้พุทธศาสนิกชนนับไม่ถ้วนพบแสงสว่างในหนทางดับทุกข์

จากมุมมองของผู้เขียน คำสอนของหลวงปู่ทูลเตือนใจเราว่า ชีวิตพระเป็นการปฏิบัติที่แท้จริง การละสังขารของท่านไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นการเข้าสู่สภาวธรรมที่สงบสุข ขอให้เราน้อมนำคำสอนไปปฏิบัติ เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านอย่างแท้จริง เชิญชวนทุกท่านร่วมน้อมถวายอาลัยและศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจากวัดหนองป่าพง เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา

ที่มา – สิ้น “พระครูวชิรธรรมรังษี” เกจิดังสายวิปัสสนา ศิษย์รุ่นแรกของ “หลวงพ่อชา สุภัทโท”

อินฟลูฯ เกาหลี เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สมทบทุนจัดเลี้ยงกำลังพล

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ชาวบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้แสดงน้ำใจอันอบอุ่นต่อเจ้าหน้าที่ทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยมีเรื่องราวน่าประทับใจจาก อินฟลูฯ เกาหลี เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สมทบทุนจัดเลี้ยงกำลังพล ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นของกิจกรรมครั้งนี้

อินฟลูฯ เกาหลี เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สมทบทุนจัดเลี้ยงกำลังพล

บรรยากาศที่บ้านหนองจานเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น เมื่อชาวบ้านในพื้นที่รวมพลังกันทำอาหารเลี้ยงทหารที่ยืนหยัดปกป้องชายแดน โดย “น้องฟิล์ม” ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของหมู่บ้าน ได้นำเสนอเมนูพื้นบ้านอย่างลาบหมูรสจัดจ้านและแกงฝักใส่ไก่ในหม้อใหญ่สองใบ เพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่ทหารในจุดปฏิบัติการ น้องฟิล์มระบุว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และจะผลัดเปลี่ยนเมนูอาหารต่อไปในวันถัดๆ มา เพื่อสร้างกำลังใจให้ทหารมีพลังในการดูแลพื้นที่

การกระทำนี้ไม่ใช่แค่การทำอาหาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน และการสนับสนุนจากชาวบ้านต่อทหารที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ชาวบ้านหนองจานเชื่อว่าการมีส่วนร่วมเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกำลังพลชายแดน

อินฟลูエンเซอร์เกาหลีร่วมสมทบทุนและให้กำลังใจ

นอกจากน้ำใจจากชาวบ้านแล้ว ยังมีเรื่องราวที่สร้างความประทับใจยิ่งขึ้น เมื่อ นายปาร์ค แทโฮ อายุ 25 ปี อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากเกาหลีใต้ เดินทางเข้าพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อสมทบทุนจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับกำลังพล โดยปาร์คได้บันทึกภาพบรรยากาศการรวมพลังน้ำใจของชาวไทย และเผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเขา เพื่อให้ผู้ติดตามทั่วโลกได้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทย

กิจกรรม อินฟลูฯ เกาหลี เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สมทบทุนจัดเลี้ยงกำลังพล นี้ สะท้อนถึงการเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมไทย-เกาหลี ผ่านการช่วยเหลือสังคม ปาร์ค แทโฮ กล่าวว่าการได้มาเห็นด้วยตตน ทำให้เขาประทับใจในความสามัคคีของคนไทย และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนเกาหลีหันมาสนับสนุนกิจกรรมจิตอาสามากขึ้น

เจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับการเลี้ยงดูแล ต่างแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ทั้งจากทหารและชาวบ้านที่มาร่วมงาน การสมทบทุนจากอินฟลูฯ เกาหลี ยังช่วยลดภาระในการจัดหาอาหาร ทำให้ทหารสามารถมุ่งเน้นหน้าที่หลักได้เต็มที่

  • น้ำใจจากชาวบ้าน: การทำอาหารพื้นบ้านเพื่อเลี้ยงทหาร
  • การสนับสนุนจากต่างชาติ: อินฟลูฯ เกาหลีสมทบทุนและถ่ายทอดเรื่องราว
  • ผลกระทบเชิงบวก: สร้างกำลังใจและเสริมสร้างความสัมพันธ์ชุมชน

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างของการช่วยเหลือกันในชุมชน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียในการเผยแพร่เรื่องราวดีๆ สู่สายตาชาวโลก ในยุคที่ความขัดแย้งตามชายแดนยังคงมีอยู่ การแสดงน้ำใจเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและสันติภาพ

สำหรับในอนาคต ชาวบ้านหนองจานวางแผนจะจัดกิจกรรมต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนทหารไม่ขาดตอน หากคุณสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่ง สามารถติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อบริจาคหรือเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างมหาศาล

ที่มา – อินฟลูฯ เกาหลี เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สมทบทุนจัดเลี้ยงกำลังพล

ประธานศาลฎีกา แต่งตั้งสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 51 ได้มีการประกาศแต่งตั้งบุคลากรสำคัญเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการสื่อสารขององค์กรศาลยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาของ “สุริยัณห์ หงษ์วิไล” ในตำแหน่งโฆษกศาลยุติธรรมอีกครั้ง การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นตามอำนาจของประธานศาลฎีกา ภายใต้ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสารของศาลยุติธรรม พ.ศ. 2545 ข้อ 3 ซึ่งมุ่งเน้นให้การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ประธานศาลฎีกา แต่งตั้ง “สุริยัณห์ หงษ์วิไล” กลับมานั่งโฆษกศาลยุติธรรมอีกครั้ง

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่โฆษกศาลยุติธรรม โดยคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป การกลับมาดำรงตำแหน่งนี้ถือเป็นครั้งที่สอง หลังจากเคยปฏิบัติหน้าที่ในช่วงปี 2560-2563 ภายใต้การนำของนายชีพ จุลมนต์ และนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ อดีตประธานศาลฎีกา การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความไว้วางใจในความสามารถของนายสุริยัณห์ ในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

หน้าที่และอำนาจของโฆษกศาลยุติธรรม

ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล จะมีหน้าที่สำคัญในการให้ข่าวและบริการข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ โดยหน้าที่หลัก ได้แก่

  • ข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) และคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดนโยบายและการบริหารงานของศาล
  • ข่าวเกี่ยวกับนโยบายของประธานศาลฎีกา เพื่อให้ประชาชนทราบถึงทิศทางและแผนงานที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยุติธรรมในสังคม
  • ข่าวที่ต้องแถลงข้อเท็จจริงในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรม รวมถึงสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในสถานการณ์ที่อาจเกิดความเข้าใจผิด
  • ข้อมูลและข่าวสารในลักษณะวิชาการที่สมควรเผยแพร่ รวมถึงข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำหรือภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยยึดตามระเบียบที่กำหนด

การปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้จะช่วยให้ศาลยุติธรรมสามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อดิจิทัล

โปรไฟล์และประวัติของสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล เป็นนักสื่อสารองค์กรที่มีประสบการณ์ยาวนานในวงการตุลาการ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทยจากสำนักอบรมศึกษาแห่งเนติบัณฑิตยสภา นอกจากนี้ยังได้รับทุนจากสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขานิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ

ด้านเส้นทางอาชีพ หลังจากสอบเข้ารับราชการผู้ช่วยผู้พิพากษารุ่นที่ 49 นายสุริยัณห์ได้เริ่มปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างๆ เช่น ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเดชอุดม เลขานุการศาลแรงงานภาค 7 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนางรอง และค่อยๆ ก้าวหน้าไปสู่ตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลแขวงนนทบุรีและศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดจันทบุรี จนถึงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกาในปัจจุบัน

นอกจากงานหลักแล้ว นายสุริยัณน์ยังมีบทบาทสำคัญในโครงการต่างๆ ของสำนักงานศาลยุติธรรม เช่น เป็นประธานคณะทำงานโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน ประธานคณะทำงานโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ ประธานคณะทำงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบไกล่เกลี่ย โครงการเหล่านี้ช่วยส่งเสริมความยุติธรรมและการเข้าถึงบริการทางกฎหมายให้กับประชาชน

ที่สำคัญ นายสุริยัณห์มีพื้นฐานด้านการสื่อสารที่แข็งแกร่ง เคยเป็นนักโต้วาทีจากรายการ “โต้คารมมัธยมศึกษา” รุ่นที่ 1 และเป็นนักพูดผู้เชี่ยวชาญจากหลักสูตรต่างๆ ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งกับบทบาทโฆษกที่ต้องถ่ายทอดข้อมูลทางกฎหมายให้เข้าใจง่าย

ความสำคัญของการแต่งตั้งสุริยัณห์ หงษ์วิไล ในยุคดิจิทัล

การกลับมาของสุริยัณห์ หงษ์วิไล ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรม เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ศาลต้องเผชิญกับความท้าทายในการสื่อสารท่ามกลางข่าวปลอมและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม การแต่งตั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของศาลให้ทันสมัย แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นที่ซับซ้อนอย่างนโยบายตุลาการและการตัดสินคดีสำคัญ

จากประสบการณ์ครั้งก่อน นายสุริยัณธ์ได้รับการชื่นชมจากหน่วยงานต่างๆ ในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างศาลกับสังคม ในอนาคต คาดว่านโยบายการสื่อสารจะยิ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี เช่น สื่อโซเชียลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

การแต่งตั้งครั้งนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกาใหม่ ที่มุ่งสร้างองค์กรตุลาการที่โปร่งใสและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น หากประชาชนสนใจติดตามข่าวสารล่าสณะจากศาล สามารถติดตามผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของศาลยุติธรรม เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์

สุดท้าย การมีโฆษกที่มีความเชี่ยวชาญอย่างสุริยัณห์ หงษ์วิไล จะช่วยยกระดับความเข้าใจในระบบยุติธรรมของไทยให้สูงขึ้น สร้างสังคมที่ยึดหลักกฎหมายและความยุติธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – ประธานศาลฎีกา แต่งตั้ง “สุริยัณห์ หงษ์วิไล” กลับมานั่งโฆษกศาลยุติธรรมอีกครั้ง

ผู้กองแคท อาทิติยา ยื่นลาออกจากราชการ

ในวงการราชการไทยช่วงนี้มีข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง นั่นคือกรณีของ ผู้กองแคท อาทิติยา หรือ ร.ต.อ.หญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการจากกรมการปกครอง ที่เพิ่งยื่นหนังสือลาออกจากราชการ โดยแจ้งเหตุผลว่าประสงค์จะไปประกอบอาชีพอื่น ข่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 (ตามข้อมูลในเนื้อหาเดิม อาจเป็น 2567) และตอนนี้หนังสือลาออกกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอธิบดีกรมการปกครอง

ก่อนหน้านี้ ผู้กองแคท อาทิติยา ได้รับความสนใจจากสื่อและสังคม หลังจากมีชื่อเสียงในฐานะนักประชาสัมพันธ์ที่มีภาพลักษณ์ทันสมัยและเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน เธอเคยถูกแต่งตั้งเป็นปลัดอำเภอเมืองศรีสะเกษ แต่ต่อมาขอตัวไปช่วยราชการที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกรมการปกครองไม่สามารถอนุมัติได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับเส้นทางการเติบโตในราชการของเธอ และนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย

ผู้กองแคท อาทิติยา ยื่นลาออกจากราชการ: เหตุผลเบื้องหลัง

การยื่นหนังสือลาออกของ ผู้กองแคท อาทิติยา ยื่นลาออกจากราชการ ในครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตการทำงานของเธอ เหตุผลที่แจ้งไว้อย่างชัดเจนคือ ‘ประสงค์ที่จะไปประกอบอาชีพอื่น’ ซึ่งอาจหมายถึงการหันไปสู่เส้นทางในวงการเอกชนหรือสื่อ ที่เธอมีศักยภาพสูงจากประสบการณ์ด้านประชาสัมพันธ์ ผู้กองแคทเป็นที่รู้จักจากคลิปวิดีโอและโพสต์โซเชียลที่สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับหน่วยงานราชการ ทำให้เธอมีผู้ติดตามจำนวนมาก

จากข้อมูลที่รายงาน สิ่งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการรุ่นใหม่หลายคน ผู้กองแคทเองก็เคยถูกกล่าวถึงในแง่บวกและลบผสมกัน โดยบางส่วนชื่นชมความสามารถ ส่วนอีกส่วนสงสัยในเส้นทางอาชีพที่รวดเร็ว การตัดสินใจลาออกนี้อาจเป็นการตอบโต้กระแสเหล่านั้น หรือเป็นโอกาสให้เธอเริ่มต้นใหม่ในสายงานที่เหมาะสมกว่า

ผลกระทบต่อกรมการปกครองและวงการราชการ

การที่ ผู้กองแคท อาทิติยา ยื่นลาออกจากราชการ ส่งผลกระทบอย่างไรต่อหน่วยงาน? กรมการปกครองซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการบริหารจัดการปกครองท้องถิ่น อาจสูญเสียบุคลากรที่มีทักษะด้านสื่อและประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ยังอาจจุดประกายให้ข้าราชการคนอื่นๆ คิดทบทวนเส้นทางอาชีพของตัวเอง โดยเฉพาะในยุคที่อาชีพเอกชนมีโอกาสเติบโตสูงกว่า

เรามาดูประวัติคร่าวๆ ของผู้กองแคทกัน เธอเริ่มต้นอาชีพในราชการด้วยตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ และไต่เต้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยการทำงานที่ทุ่มเทและภาพลักษณ์ที่สดใส เธอเคยมีส่วนร่วมในโครงการประชาสัมพันธ์หลายชิ้นที่ประสบความสำเร็จ เช่น การสื่อสารข้อมูลสาธารณะผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการรัฐได้ง่ายขึ้น

  • จุดเด่น: ทักษะด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งและการสื่อสาร
  • ความท้าทาย: กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม
  • โอกาสใหม่: อาชีพในวงการสื่อหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังมีภาพจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาพผู้กองแคทในชุดราชการที่ดูเป็นมืออาชีพ ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ของข่าวนี้

ผู้กองแคท อาทิติยา
เอกสารลาออก

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของผู้กองแคทแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นบทเรียนสำหรับข้าราชการรุ่นใหม่ที่อาจรู้สึกอึดอัดกับระบบเก่าๆ หากเธอประสบความสำเร็จในอาชีพใหม่ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนหันไปสู่เส้นทางที่เปิดกว้างกว่า คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ผู้กองแคท อาทิติยา” ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ แจ้งเหตุผลประสงค์ไปทำอาชีพอื่น

AIS ครบรอบ 35 ปี ประกาศเคลื่อนทัพสู่ 3 ธุรกิจใหม่

AIS ครบรอบ 35 ปี ประกาศเคลื่อนทัพสู่ 3 ธุรกิจใหม่

ในโอกาสครบรอบ 35 ปีของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ที่ทุกคนรู้จักดีในฐานะผู้นำด้านโทรคมนาคมของไทย บริษัทได้ประกาศแผนการขยายตัวครั้งใหญ่ โดยเคลื่อนทัพสู่ 3 ธุรกิจใหม่ ได้แก่ รีเทล บันเทิง และดิจิทัลไฟแนนซ์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวผู้บริหารคนใหม่ 3 ท่าน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ มาดูกันว่าความเคลื่อนไหวนี้น่าตื่นเต้นแค่ไหน

AIS ครบรอบ 35 ปี

AIS ครบรอบ 35 ปี ประกาศเคลื่อนทัพสู่ 3 ธุรกิจใหม่

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AIS ได้กล่าวในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ว่า ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา AIS ได้เป็นเสาหลักสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย ให้ก้าวไกลสู่มาตรฐานสากล เริ่มต้นจากบริการเครือข่าย GSM 2 วัตต์บนคลื่น 900 MHz ในปี 2533 จนถึงการประมูลคลื่น 3G ในปี 2556 การบุกเบิกอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่าน AIS Fibre ในปี 2557 และการเข้าร่วมประมูลคลื่น 4G ในปี 2559 กับ 5G ในปี 2563 นอกจากนี้ ยังมีการเข้าซื้อกิจการ 3BB ในปี 2566 เพื่อขยายฐานลูกค้าบรอดแบนด์ และความร่วมมือกับ Oracle ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ในปี 2567

AIS ไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้บริการสัญญาณมือถือเท่านั้น แต่ได้เติบโตสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่ชาญฉลาด (Cognitive Tech-Co) ภายใต้แนวคิด “AI for Sustainable Nation” ที่มุ่งนำนวัตกรรมมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

3 ธุรกิจใหม่ที่ AIS จะบุกเบิก

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 36 AIS ครบรอบ 35 ปี ประกาศเคลื่อนทัพสู่ 3 ธุรกิจใหม่ ที่คาดว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตหลัก ดังนี้:

  • ธุรกิจรีเทล (Retail): ยกระดับร้าน AIS Shop ให้กลายเป็นดิจิทัลไลฟ์สโตร์ครบวงจร ไม่เพียงขายอุปกรณ์มือถือ แต่จะขยายไปสู่สินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า เช่น ในอนาคตอาจมีบริการขายกาแฟหรือสินค้าอื่นๆ ที่ลูกค้าต้องการ เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สนุกสนานและสะดวกสบาย
  • ธุรกิจบันเทิง: ผ่านแพลตฟอร์ม AIS Play ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมความบันเทิงดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีส์ เพลง และคอนเทนต์อื่นๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน ช่วยให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับบริการที่หลากหลาย
  • ธุรกิจดิจิทัลไฟแนนซ์: ร่วมมือกับ OR (บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)) และธนาคารกรุงไทย เพื่อเปิดบริการ Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขา คาดว่าจะได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงต้นปี 2569 ธุรกิจนี้ถูกมองว่าเป็น ‘เครื่องจักรสร้างรายได้’ ที่จะนำพาการเติบโตครั้งใหญ่ให้กับ AIS
ธุรกิจรีเทล AIS

นอกจาก 3 ธุรกิจใหม่แล้ว AIS ยังคาดหวังการเติบโตในตลาดลูกค้าองค์กร (Enterprise) โดยเฉพาะบริการคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการเปิดตัวซูเปอร์แอปใหม่ที่ช่วยเพิ่มการใช้งาน เป้าหมายคือทำให้รายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่โทรคมนาคมและบรอดแบนด์ (Non-Mobile) มีสัดส่วนเกิน 20% ของรายได้รวมภายใน 3 ปีข้างหน้า

ผู้บริหาร AIS

การปรับโครงสร้างองค์กรและผู้บริหารคนใหม่

เพื่อรองรับการเติบโต AIS ได้ปรับโครงสร้างองค์กร โดยแต่งตั้งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 3 ท่าน ได้แก่:

  • นายปรัธนา ลีลพนัง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ ดูแลบริการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลัก 90%
  • นายธีร์ สีอัมพรโรจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน รับผิดชอบยุทธศาสตร์การเงินและการเติบโตใหม่ (Next S-Curve) รวมถึง 3 ธุรกิจใหม่
  • นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร ดูแลด้านคน ทรัพยากรบุคคล วัฒนธรรม และความยั่งยืน
แคมเปญ AIS

นายปรัธนา ลีลพนัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาส AIS ครบรอบ 35 ปี บริษัทขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจมอบโอกาสให้บริการแก่ลูกค้า 51 ล้านราย ผ่านแคมเปญพิเศษ ‘AIS 1 Point 12 Weeks 12 Wow’ ที่ใช้เพียง 1 พอยท์ แลกรับสิทธิพิเศษหรือลุ้นรางวัลใหญ่ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และทองคำ ทุกสัปดาห์เป็นเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 สามารถติดตามได้ทางแอป myAIS

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ AIS แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่อนาคต โดยเฉพาะ Virtual Bank ที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการเงินของคนไทยให้สะดวกยิ่งขึ้น หากคุณเป็นลูกค้า AIS แล้วล่ะก็ อย่าพลาดโอกาสเหล่านี้ ลองดาวน์โหลดแอป myAIS วันนี้เพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ และเตรียมตัวสำหรับบริการที่กำลังจะมา!

ที่มา – AIS ครบรอบ 35 ปี ประกาศเคลื่อนทัพสู่ 3 ธุรกิจใหม่ รีเทล บันเทิง ดิจิทัลไฟแนนซ์

เลกซัส ร่วมฉลองครบรอบ 36 ปี คิง เพาเวอร์ มอบรถยนต์เลกซัส NX 350h Luxury

เลกซัส ร่วมฉลองครบรอบ 36 ปี คิง เพาเวอร์ มอบรถยนต์เลกซัส NX 350h Luxury

ในโอกาสพิเศษที่คิง เพาเวอร์ จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปี เลกซัส ประเทศไทย ได้ร่วมมือกันมอบของขวัญสุดหรูให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์พรีเมียม ด้วยการมอบรถยนต์เลกซัส NX 350h Luxury มูลค่า 3.31 ล้านบาท สำหรับผู้โชคดีในแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “KING POWER DELIGHTS & SURPRISES MORE POWER MORE POSSIBILITIES WITH POWER PASS เดือนเกิด คิง เพาเวอร์ คุ้มจนต้องช้อป ON-TOP OF THE YEAR” นี่คือโอกาสทองสำหรับสมาชิก POWER PASS ที่ช้อปครบทุก 5,000 บาท (สุทธิ) ตลอดเดือนตุลาคม 2568

เลกซัส ร่วมฉลองครบรอบ 36 ปี คิง เพาเวอร์

เลกซัส ร่วมฉลองครบรอบ 36 ปี คิง เพาเวอร์ มอบรถยนต์เลกซัส NX 350h Luxury ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของแคมเปญนี้ โดยรถรุ่นนี้เป็นครอสโอเวอร์หรูที่ผสานพลังงานไฮบริดเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบไฮบริดที่ช่วยประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายในห้องโดยสารกว้างขวางหรูหรา พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่และระบบความปลอดภัยขั้นสูง ใครที่กำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งความหรูและประสิทธิภาพ รุ่นนี้คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ

เลกซัส ร่วมฉลองครบรอบ 36 ปี คิง เพาเวอร์ มอบรถยนต์เลกซัส NX 350h Luxury

ณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ เลกซัส กรุ๊ป โดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า การเป็นพันธมิตรระหว่างเลกซัสและคิง เพาเวอร์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงการมุ่งเน้นไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มลักชัวรีที่รักการท่องเที่ยว ในปีนี้จึงมอบรถเลกซัส NX 350h Luxury ให้ผู้โชคดีจากการจับฉลาก ซึ่งรถคันนี้ไม่เพียงแต่มีดีไซน์สปอร์ตหรู แต่ยังให้ประสบการณ์ขับขี่ที่สนุกสนานและประหยัดพลังงาน เหมาะสำหรับการเดินทางไกลหรือใช้งานในเมือง

รถยนต์เลกซัส NX 350h Luxury

สิทธิพิเศษสำหรับเจ้าของรถเลกซัส

นอกจากการลุ้นรางวัลใหญ่แล้ว เจ้าของรถเลกซัสยังได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น ช่องจอดรถพิเศษบริเวณเสา J 10 ที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำ สิทธิ์เข้าใช้ King Power Space ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ Concourse A และ E ส่วนลดร้านอาหารในเครืออย่าง MOTT32 และ OJO รวมถึงกิจกรรม Lexus Refine Dining Experience แบบเอกซ์คลูซิฟที่ The Standard Grill โรงแรม The Standard, Bangkok Mahanakhon สิทธิเหล่านี้ช่วยยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งและท่องเที่ยวให้หรูหรายิ่งขึ้น

  • ช่องจอดรถพิเศษสำหรับลูกค้าเลกซัส
  • เข้าใช้ King Power Space ฟรีที่สนามบิน
  • ส่วนลดร้านอาหารพรีเมียม
  • กิจกรรมไดนิ่งสุดพิเศษ

สิทธิพิเศษเลกซัส

ธีรชาติ ธนสารกิจ รองประธานเจ้าหน้าที่สายงานภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แคมเปญนี้จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนตลอดมา โดยร่วมกับเลกซัส ประเทศไทย มอบรถ NX 350h Luxury สำหรับสมาชิก POWER PASS ที่ช้อปตามเงื่อนไข สมาชิก NAVY และ SCARLET ได้ 1 สิทธิ์ CROWN ได้ 2 สิทธิ์ และ VEGA ได้ 3 สิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคม 2568 นี่คือโอกาสที่ไม่ควรพลาดสำหรับนักช้อปตัวยง

แคมเปญคิง เพาเวอร์

หากคุณสนใจรถเลกซัส สามารถลงทะเบียนรับข้อเสนอพิเศษและทดลองขับรุ่น RX 350h, NX 350h และ LBX ได้ที่ FOUNTAIN SQUARE คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ประตูทางออก 1 ระหว่างวันที่ 17-23 ตุลาคม 2568 มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ขับขี่หรูได้ด้วยตัวเอง

ทดลองขับเลกซัส

แคมเปญเลกซัส ร่วมฉลองครบรอบ 36 ปี คิง เพาเวอร์ มอบรถยนต์เลกซัส NX 350h Luxury ไม่เพียงแต่เป็นการช้อปปิ้งที่คุ้มค่า แต่ยังเปิดโอกาสให้คุณได้ครอบครองรถหรูในฝัน รถรุ่นนี้โดดเด่นด้วยระบบไฮบริดที่ให้กำลังม้า 240 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.7 วินาที พร้อมโหมดขับขี่ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางธุรกิจหรือพักผ่อน

ภายในรถเลกซัส NX

นอกจากนี้ แคมเปญยังรวมโปรโมชั่นอื่นๆ ที่ช่วยให้คุณประหยัดได้มากยิ่งขึ้น เช่น ส่วนลดสินค้าชั้นนำและของขวัญเซอร์ไพรส์อีกมากมาย อย่ารอช้า รีบไปช้อปที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำหรือภูเก็ต แล้วลุ้นรับรถเลกซัสคันนี้ได้เลย สอบถามเพิ่มเติมโทร KING POWER CONTACT CENTRE 1631

ในมุมมองของผม การร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองแบรนด์ในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า หากคุณเป็นแฟนเลกซัสหรือคิง เพาเวอร์ นี่คือเวลาที่เหมาะสมในการอัพเกรดไลฟ์สไตล์ของคุณ

ที่มา – เลกซัส ร่วมฉลองครบรอบ 36 ปี คิง เพาเวอร์ มอบรถยนต์เลกซัส NX 350h Luxury

อีซูซุรับรางวัลเกียรติยศสุดยอดสินค้า 2025

ในวงการยานยนต์ไทยที่เต็มไปด้วยการแข่งขันดุเดือด อีซูซุได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองอีกครั้งด้วยการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ ล่าสุดคือ อีซูซุรับรางวัลเกียรติยศสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี 2025 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและความพึงพอใจจากลูกค้า รางวัลนี้มอบให้กับปิกอัพอีซูซุ D-MAX 2.2 Ddi MAXFORCE ที่โดดเด่นในกลุ่มรถยนต์ปิกอัพ โดยตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายทั้งในเมืองและนอกเมือง

อีซูซุรับรางวัลเกียรติยศสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี 2025

นายวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ได้รับมอบรางวัลจาก ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี รางวัล BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2025 นี้มาจากการสำรวจเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยผู้ทรงคุณวุฒิและการโหวตจากประชาชนออนไลน์ ผ่านกระบวนการที่เข้มงวดและโปร่งใส ร่วมมือกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้รางวัลนี้มีความน่าเชื่อถือสูง

รถปิกอัพอีซูซุ D-MAX 2.2 Ddi MAXFORCE ได้รับการยกย่องเพราะสมรรถนะที่เหนือชั้น เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตรที่ให้กำลังม้า 190 แรงม้า และแรงบิด 450 นิวตันเมตร ทำให้ขับขี่ได้อย่างทรงพลังและประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการรถที่แข็งแกร่ง ทนทาน และปลอดภัย ด้วยระบบเบรก ABS EBD และถุงลมนิรภัยครบครัน นอกจากนี้ ดีไซน์ที่ทันสมัยและพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางยังสร้างความสะดวกสบายให้กับทุกการเดินทาง

ความโดดเด่นของอีซูซุที่ทำให้ได้รับรางวัล

สิ่งที่ทำให้ อีซูซุรับรางวัลเกียรติยศสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี 2025 คือการมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่การออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานจริง ไปจนถึงบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ลูกค้าหลายรายชื่นชอบความเชื่อถือได้ของอีซูซุที่ผ่านการทดสอบในสภาพถนนไทยที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทางลุยหรือทางไฮเวย์ นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญโปรโมชั่นและอะไหล่ที่หาง่าย ช่วยลดความกังวลในการบำรุงรักษา

นอกจากข่าวรางวัลของอีซูซุแล้ว วงการยานยนต์ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น ฮอนด้าบิ๊กไบค์ที่จัด DIRT Xperience 2025 R.2 ณ ภูคำแคมป์ปิ้ง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 20-21 กันยายน 2568 กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ไบค์เกอร์สายลุยและสมาชิก CUB House ได้ฝึกขับขี่ทางฝุ่น โดยมีครูฝึกจาก Honda Safety Riding และอดีตนักแข่งโปรมาสอนทักษะพื้นฐานและขั้นสูง ทำให้ผู้เข้าร่วมได้ประสบการณ์ขับขี่ที่เร้าใจและปลอดภัยมากขึ้น

ส่วนเอ็มจี ไพรม์มัส ในเครือไพรม์มัส กรุ๊ป นำโดยจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ได้จัดทริปเอ็กซ์คลูซีฟ MG IM6 Happy Journey to Khao Yai พาลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้า MG IM6 จำนวน 14 ครอบครัว เดินทางคาราวานจากกรุงเทพฯ ไปเขาใหญ่ สัมผัสการท่องเที่ยวที่ผสมผสานความสุขและการรักษาสิ่งแวดล้อม รถ MG IM6 ที่เป็นรถ SUV ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ได้รับการตอบรับดีจากผู้ใช้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีสมาร์ทคาร์และระยะทางวิ่งไกลต่อการชาร์จ

  • จุดเด่นของทริปนี้: การขับขี่แบบคาราวานที่ปลอดภัยและสนุกสนาน
  • เน้น eco-friendly ด้วยรถไฟฟ้าที่ลดการปล่อยคาร์บอน
  • กิจกรรมเสริม เช่น ชมธรรมชาติและพักผ่อนที่รีสอร์ท

ไม่พลาดข่าวสนับสนุนกีฬาจากบริษัทเรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่าย BYD และ DENZA ในไทย โดยสนับสนุน 18 โปรกอล์ฟไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนมุ่งสู่ความสำเร็จ รถยนต์พลังงานใหม่ของ BYD อย่าง Atto 3 และ Seal ได้รับความนิยมจากดีไซน์หรูหราและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เช่น ระบบ ADAS ที่ช่วยขับขี่อัตโนมัติ

จากข่าวเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าวงการยานยนต์ไทยกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านนวัตกรรมและการมีส่วนร่วมกับชุมชน หากคุณกำลังมองหารถที่เชื่อถือได้ ลองพิจารณาอีซูซุ D-MAX ที่เพิ่งได้รับรางวัล มันไม่ใช่แค่รถ แต่เป็นคู่หูที่พร้อมพาคุณไปทุกที่

ติดตามข่าวสารยานยนต์เพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด และหากสนใจทดลองขับ ลองนัดหมายที่โชว์รูมใกล้บ้านคุณวันนี้

ที่มา – เกาะสนามยานยนต์ : อีซูซุรับรางวัลเกียรติยศสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี 2025

“พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

“พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) หรือที่รู้จักกันในชื่อไฮสปีดเทรน เป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศไทยที่คาดหวังจะยกระดับการคมนาคมและเศรษฐกิจ แต่กลับเผชิญความล่าช้ามาหลายปี ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในประเด็นการแก้ไขสัญญา โดยยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิด “สร้างไปจ่ายไป” ซึ่งเป็นข้อเสนอจากเอกชนผู้รับสัมปทาน

“พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงสถานการณ์ของโครงการไฮสปีด 3 สนามบินว่า โครงการนี้ล่าช้ามากกว่า 6 ปีนับตั้งแต่เปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอ ปัญหาหลักอยู่ที่การเจรจาแก้ไขสัญญาใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนได้เริ่มไว้แต่ยังไม่บรรลุผล ในส่วนของนโยบายที่ตนมีคือ ยึดหลักสัญญาเดิมที่กำหนดให้เอกชนก่อสร้างให้เสร็จก่อน แล้วรัฐจึงจ่ายเงินสนับสนุนภายหลัง แต่เอกชนในกลุ่มบริษัทเอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เสนอปรับเป็น “สร้างไปจ่ายไป” หรือจ่ายเป็นงวดๆ เหมือนโครงการทั่วไป ซึ่งนายพิพัฒน์มองว่า ขัดกับหลักการเดิมและอาจไม่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

“การขอปรับสัญญาแบบนี้ ถ้าผมยอมก็คงรับผิดชอบไม่ไหว และมันขัดกฎหมายเพราะสัญญาเดิมชัดเจนอยู่แล้ว” นายพิพัฒน์กล่าวอย่างหนักแน่น สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน

แนวทางการแก้ไขปัญหาโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน

เพื่อหาทางออก นายพิพัฒน์วางแผนนัดหารือกับเอกชนผู้รับสัมปทาน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC ในเร็วๆ นี้ โดยจะพิจารณาแนวทางที่เป็นไปได้ หากถึงทางตันก็พร้อมหารือต่อ หากโครงการนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ก็ยังมีทางเลือกอื่น เช่น การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ของรฟท. ที่เชื่อมถึงแหลมฉบัง สามารถต่อยอดไปยังสนามบินอู่ตะเภา และเพิ่มขบวนรถเพื่อรองรับผู้โดยสารได้ โดยไม่กระทบการให้บริการปัจจุบัน

นายพิพัฒน์ย้ำว่า การหารือนี้ไม่ใช่การเปิดช่องให้ยกเลิกสัญญา เพราะหากเลิกสัญญาเอกชนอาจฟ้องร้อง ซึ่งตนไม่ต้องการรับผิดชอบ แต่เป็นการเจรจาเพื่อยึดเงื่อนไขเดิม แม้รัฐบาลชุดนี้มีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน แต่จะเร่งแก้ปัญหาและหาทางออกร่วมกัน โครงการไฮสปีด 3 สนามบินมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการบิน หากล่าช้าต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการแข่งขันระดับภูมิภาค

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การยึดหลักสัญญาเดิมช่วยรักษาความโปร่งใสและลดความเสี่ยงทางการเงินของรัฐ ในขณะที่เอกชนก็ต้องรับผิดชอบตามที่เสนอไว้ตั้งแต่แรก นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาการคมนาคมที่ยั่งยืน เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจ

  • ปัญหาหลัก: ความล่าช้าและการเจรจาสัญญา
  • จุดยืนของนายพิพัฒน์: ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป
  • ทางออก: หารือร่วมกันภายใน 4 เดือน
  • ทางเลือกสำรอง: ขยายรถไฟทางคู่

ในฐานะที่โครงการนี้เป็นหัวใจของการเชื่อมโยงสามสนามบินหลัก สิ่งสำคัญคือต้องเร่งรัดให้เกิดความชัดเจน ผู้สนใจสามารถติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมจากข่าวสารนโยบายรัฐ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับโครงการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เรายินดีรับฟังเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ที่มา – “พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 สำหรับตำรวจไทย

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 สำหรับตำรวจไทย

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กต่าย” ได้มอบนโยบายบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ต่อข้าราชการตำรวจระดับสูงจำนวน 338 นาย ณ ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นโยบายนี้เน้นย้ำว่า บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 เพื่อให้ตำรวจไทยก้าวไปข้างหน้า สู่การเป็นองค์กรที่นำสมัย มีประสิทธิภาพ และครองใจประชาชน

ก่อนเริ่มมอบนโยบาย บิ๊กต่ายได้แสดงความขอบคุณต่อข้าราชการตำรวจทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในปีงบประมาณ 2568 อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในภารกิจปกป้องอธิปไตย รักษาความปลอดภัยชายแดน และขับไล่ผู้รุกราน เขายังยกย่องความกล้าหาญของตำรวจที่เสียสละ พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยดูแลสวัสดิการครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69

บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69: วิสัยทัศน์และนโยบายหลัก

วิสัยทัศน์ประจำปี 2569 คือ “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน” นโยบายยังคงฐานจาก 15 ข้อของปีก่อน แต่เพิ่ม “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด และ 9 ก้าวหน้า (STEP)” เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

1 ยึดมั่น: พิทักษ์และปกป้องชาติ

1 ยึดมั่น คือการยึดมั่นในการพิทักษ์ ปกป้อง รักษา และเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ รวมถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน นี่เป็นรากฐานสำคัญที่บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น

6 เร่งรัด: เร่งดำเนินการเร่งด่วน

  • ขับเคลื่อนและส่งเสริมโครงการพระราชดำริ
  • ปรับปรุงสวัสดิการตำรวจและครอบครัว
  • พัฒนางานสอบสวนให้มีประสิทธิภาพ
  • ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่กระทบประชาชน
  • กวดขันและเสริมสร้างวินัยจราจร
  • วางแผนเตรียมการด้านสาธารณภัย

ทั้ง 6 เรื่องนี้เป็นภารกิจที่ต้องเร่งรัด เพื่อให้การทำงานของตำรวจไทยตอบโจทย์สังคมปัจจุบันได้ทันท่วงที

นโยบายตำรวจปี 69

9 ก้าวหน้า (STEP): ก้าวสู่ตำรวจสมัยใหม่

9 ก้าวหน้า มาจากแนวคิด STEP (Smart, Transparency, Efficiency, People) ซึ่งหมายถึง “พวกเราจะก้าวไปข้างหน้า ด้วยกันอย่างมั่นคง” โดยมี 9 หัวข้อพัฒนาหลัก:

  1. One Police: พัฒนาระบบเทคโนโลยีตำรวจที่เป็นหนึ่งเดียว ลดขั้นตอนการทำงาน
  2. เทคโนโลยีตรวจและวิเคราะห์อาชญากรรม: สายตรวจอัจฉริยะด้วย AI และอุปกรณ์ทันสมัย
  3. ฐานข้อมูล Big Data ในงานสืบสวน: รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผู้กระทำผิด
  4. พัฒนาแก้ไขปัญหางานสอบสวน: ช่องทางเติบโตชัดเจน เทคโนโลยีปลอดภัยข้อมูล
  5. วางระบบจราจรและสื่อสารประชาชน: บริหารด้วยเทคโนโลยี โปร่งใส
  6. พัฒนาระบบรับเรื่องร้องทุกข์: ปรับปรุงสถานีตำรวจและ Jcoms
  7. นำเครื่องมือพิเศษสนับสนุนความมั่นคง: พัฒนาการข่าวชายแดนใต้ ปราบปรามต่างด้าว
  8. มีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้: ระบบติดตามพฤติกรรมเจ้าหน้าที่
  9. Service Mind: ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง สร้างพันธมิตรและการมีส่วนร่วม
STEP นโยบายตำรวจ

นอกจากนี้ บิ๊กต่ายยังกำชับให้ตำรวจติดตามสถานการณ์ทุกช่องทาง สื่อสารกับประชาชนอย่างรวดเร็ว โปร่งใส หากมีปัญหาภาพลักษณ์ต้องชี้แจงทันที และพิจารณาความรับผิดชอบหัวหน้าหน่วย รอง ผบ.ตร. แต่ละสายจะขับเคลื่อนตามแผน 1-3-6-9 เดือน

นโยบายนี้ไม่เพียงยกระดับการทำงาน แต่ยังเน้นการดูแลประชาชนให้เกิดความผาสุก สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของบิ๊กต่าย

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายปี 69 นี้เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ตำรวจไทยใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น หากนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยและไว้วางใจได้ ลองติดตามความคืบหน้าของนโยบายเหล่านี้ และมีส่วนร่วมรายงานปัญหาเพื่อช่วยเหลือสังคม

ที่มา – บิ๊กต่าย มอบนโยบาย ปี 69 ย้ำตำรวจไทยต้องก้าวไปข้างหน้า เป็นองค์กรที่นำสมัย ครองใจประชาชน