วัน: 1 ตุลาคม 2025

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความชื่นชมให้กับประชาชนชาวไทย ด้วยพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่บุคคลผู้มีคุณูปการหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางสาวหนูเพียร สรภูมิ ซึ่งได้รับพระราชทานในชั้นทุติยจุลจอมเกล้า การพระราชทานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศสูงสุด แต่ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการเชิดชูผู้มีผลงานยอดเยี่ยมในการรับใช้ชาติและพระองค์

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงที่พระราชทานแก่สตรีผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนัก โดยเฉพาะข้าราชบริพารในพระองค์หรือผู้ที่อุทิศตนรับใช้ด้วยความจงรักภักดี สำหรับ “หนูเพียร สรภูมิ” นั้น เธอได้รับพระราชทานชั้นทุติยจุลจอมเกล้า ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรา ลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสผ่านทางพระบรมราชโองการให้โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ นี้ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติยศแก่ผู้ที่ทำงานอย่างมุ่งมั่น

นอกจากนี้ ยังมีการพระราชทานแก่ นางสาวจุฑาทิพย์ วิลาด ในชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2568 เช่นกัน การประกาศนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ทำให้ประชาชนสามารถติดตามและแสดงความยินดีได้อย่างกว้างขวาง

รายชื่อผู้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าเพิ่มเติม

ไม่ใช่แค่นั้น ในประกาศเดียวกันยังมีการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า แก่ข้าราชบริพารในพระองค์อีก 4 ราย ได้แก่

  • พันโทหญิง รัตติยา สิทธิสมบูรณ์
  • พันโทหญิง เบญจรงค์ เทพนิมิต
  • ร้อยเอกหญิง พรรณราย ทองทิพย์
  • ร้อยโทหญิง พรอนงค์ จันทะนุย

ผู้รับพระราชทานทั้ง 4 รายนี้ได้รับตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบในผลงานและความทุ่มเทของแต่ละบุคคล การพระราชทานโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ” และผู้อื่นๆ นี้ เป็นสัญญาณของความเมตตาและพระราชหฤทัยอันอุดม

เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายใน มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศสำหรับสตรีที่ทำงานในราชสำนัก เช่น การดูแลกิจการภายในวังหลวงหรือช่วยเหลือพระราชกรณียกิจต่างๆ ผู้ที่ได้รับมักเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เช่น ความซื่อสัตย์ ความสามารถ และการอุทิศตนอย่างไม่ย่อท้อ ในยุคปัจจุบัน การพระราชทานเช่นนี้ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับข้าราชการและประชาชนทั่วไปให้มุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวม

จากเอกสารต้นฉบับในราชกิจจานุเบกษา เราสามารถเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับวันที่ประกาศและเงื่อนไขการพระราชทาน ซึ่งช่วยยืนยันความถูกต้องของข่าวสารนี้ หากคุณสนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้จากลิงก์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติส่วนพระองค์เท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น การฟื้นฟูหลังสถานการณ์โรคระบาดหรือการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

ในมุมมองของผู้เขียน การโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ” และผู้รับรายอื่นๆ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการให้เกียรติผู้ทำงานหนัก ซึ่งควรเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในการอุทิศตนเพื่อชาติ ลองนึกภาพดูสิว่าถ้าทุกคนมีจิตใจแบบนี้ สังคมเราคงพัฒนาได้รวดเร็วแค่ไหน สนใจข่าวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมหรือไม่? ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

หนุ่มใหญ่สุดโชคดี หลงป่าห้วยขาแข้ง 6 วัน 5 คืน รอดชีวิต

เรื่องราวสุดเหลือเชื่อของ หนุ่มใหญ่สุดโชคดี หลงป่าห้วยขาแข้ง 6 วัน 5 คืน กินแต่น้ำประทังชีวิต รอดหวุดหวิด กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดียและข่าวท้องถิ่น กรณีนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของการผจญภัยในป่าดงดิบ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนเข้าป่าและความสำคัญของการช่วยเหลือจากชุมชน

หนุ่มใหญ่สุดโชคดี หลงป่าห้วยขาแข้ง 6 วัน 5 คืน กินแต่น้ำประทังชีวิต รอดหวุดหวิด

วันที่ 1 ตุลาคม 2567 (ปรับปีให้ถูกต้องตามบริบท) ผู้สื่อข่าวรายงานเหตุการณ์ที่จุดตรวจบ้านทุ่งแฝก เขตห้วยขาแข้ง อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานรวมกว่า 100 คน ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เจ้าหน้าที่ปราบปรามไฟป่า กรมป่าไม้ ผู้บริหารอำเภอลานสัก มูลนิธิกู้ภัยบ้านไร่ และกู้ภัยอุทัยธานี พร้อมด้วยชาวบ้านในพื้นที่ ร่วมกันปฏิบัติการค้นหานายดนัย ทองบุญญะ วัย 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ 10 บ้านไผ่งาม ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี หลังจากที่เขาหายตัวไปในป่าขณะออกหาเห็ดโคนตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2567

น.ส.ลลิตา ทองบุญญะ ลูกสาวของนายดนัย เล่าว่าหลังจากตามหาพ่อหลายวันแต่ไม่พบ เธอตัดสินใจเข้าแจ้งความและร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2567 จากนั้น นายสันภพ อัศวปภาพงษ์ นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการและผู้ช่วยหัวหน้าเขตห้วยขาแข้ง ได้สั่งการระดมกำลังพลจากหลายฝ่ายออกค้นหา แต่ตลอด 4 วันแรก การค้นหากลับไร้ร่องรอยใดๆ ท่ามกลางความอันตรายจากป่าลึกที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ป่าอันตรายอย่างช้างป่าและเสือโคร่ง

การค้นหาที่ตึงเครียดและการค้นพบที่หวุดหวิด

กระทั่งในช่วงบ่ายของวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าที่จุดสกัดที่ 5 พบภาพบุคคลต้องสงสัยกำลังเดินผ่านบนเส้นทางในป่า เมื่อนำภาพไปตรวจสอบกับน.ส.ลลิตา ก็ยืนยันว่าเป็นพ่อของเธอจริงๆ เจ้าหน้าที่จึงรีบกระจายกำลังพลเพื่อสกัดกั้นเส้นทางและสามารถพบตัวนายดนัยได้ในสภาพอ่อนเพลียอย่างหนัก นอนหมดแรงอยู่บนโต๊ะไม้

นายเอกรัฐ พูลสิน เจ้าหน้าที่ประจำจุดสกัดที่ 5 ซึ่งเป็นผู้พบตัวผู้สูญหายคนแรก เล่าว่า หลังจากได้รับแจ้งเรื่องภาพจากกล้อง เขารีบออกไปตรวจสอบ ไม่นานก็เห็นนายดนัยกำลังเดินโซเซมาด้วยสภาพอิดโรย จึงรีบเข้าไปประคองและนำตัวมานั่งพัก ก่อนที่จะประสานงานกับทีมกู้ภัยให้เข้ามาช่วยเหลือทันที

ทีมกู้ภัยได้เร่งให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น พบว่านายดนัยมีบาดแผลถลอกบริเวณก้นและต้นขา ซึ่งเกิดจากการอับชื้นเนื่องจากถุงเก็บเห็ดที่สะพายไว้ เมื่อฝนตก น้ำจากเห็ดไหลซึมเข้าไปในกางเกงจนติดเชื้อและคันยิบย่อย สุดท้ายเขาต้องถอดกางเกงขายาวออก เหลือเพียงกางเกงขาสั้น ก่อนที่จะเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลอำเภอลานสักเพื่อรับการรักษาต่อไป

ในส่วนของนายดนัยเอง ได้เล่าทั้งน้ำตาคลอว่าตลอดระยะเวลา 6 วัน 5 คืนในป่า เขาไม่มีอาหารเลยสักมื้อ อาศัยดื่มน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อประทังชีวิต เดินทางไปตามทิศตะวันออกเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงจุดสกัดที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการ ระหว่างทาง เขาเคยเจอสัตว์ป่าหลายชนิด รวมถึงช้างป่า แต่โชคดีที่สัตว์เหล่านั้นไม่ได้ทำร้าย เพียงแค่เดินสวนกันไปมาเท่านั้น

เหตุการณ์ หนุ่มใหญ่สุดโชคดี หลงป่าห้วยขาแข้ง 6 วัน 5 คืน กินแต่น้ำประทังชีวิต รอดหวุดหวิด ครั้งนี้ สร้างความโล่งใจให้กับครอบครัวและชาวบ้านที่ร่วมลุ้นอย่างใจหายใจคว่ำ หลังจากค้นหาอย่างต่อเนื่องหลายวันในป่าดงดิบที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายของห้วยขาแข้ง ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาพันธุ์และภูมิประเทศที่ยากลำบาก

บทเรียนจากเหตุการณ์หลงป่า

จากกรณีนี้ เราสามารถเรียนรู้ได้หลายบทเรียนสำคัญ เช่น การเตรียมตัวก่อนเข้าป่า ควรพกเครื่องมือสื่อสารอย่าง GPS หรือวิทยุสื่อสาร และแจ้งแผนการเดินทางให้คนใกล้ชิดทราบ นอกจากนี้ ป่าห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่สำคัญ มีสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวนมาก ผู้ที่สนใจเข้าป่าควรติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอคำแนะนำ

  • เตรียมอุปกรณ์เอาตัวรอด เช่น ไฟฉาย น้ำดื่ม และอาหารแห้ง
  • ศึกษาพื้นที่และเส้นทางล่วงหน้า
  • หลีกเลี่ยงการเข้าป่าคนเดียว
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีของเจ้าหน้าที่และชุมชน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัย

สุดท้ายแล้ว เรื่องราวนี้เตือนใจให้เราระมัดระวังในการผจญภัยในธรรมชาติ หากคุณกำลังวางแผนเดินป่า ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจผู้อื่นให้ปลอดภัย หากสนใจข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่า สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลย!

ที่มา – หนุ่มใหญ่สุดโชคดี หลงป่าห้วยขาแข้ง 6 วัน 5 คืน กินแต่น้ำประทังชีวิต รอดหวุดหวิด

เจ้าหน้าที่ รพ. แจ้งความหนุ่มปาตะปูใส่รถพยาบาล

เจ้าหน้าที่ รพ. แจ้งความหนุ่มปาตะปูใส่รถพยาบาล

ในเหตุการณ์ที่สร้างความตกใจให้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป เมื่อเจ้าหน้าที่ รพ. เข้าแจ้งความ หนุ่มปาถุง “ตะปู” ใส่รถพยาบาล ขณะเร่งนำส่งผู้ป่วยหนักไปยังโรงพยาบาล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงพฤติกรรมอันตรายของผู้ก่อเหตุ

รายละเอียดของเหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายเทพาย ดัสดี นิติกรโรงพยาบาลกบินทร์บุรี ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ.ชัยยงค์ อำพันแสน พนักงานสอบสวน สภ.วังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยระบุว่ามีชายหนุ่มวัย 26 ปี สวมเสื้อสีฟ้าแขนยาว กางเกงขาสั้นสีขาว และรองเท้าแตะสีขาว ขับรถจักรยานยนต์สีเทาดำ ไม่ทราบทะเบียน ทำการขว้างถุงพลาสติกที่บรรจุตะปูขนาด 3 นิ้ว ใส่รถกู้ชีพของโรงพยาบาล ขณะที่รถกำลังเร่งนำผู้ป่วยหนักส่งโรงพยาบาล บนถนนสายทางหลวงชนบท ปจ.2006 (หนองสังข์-วังท่าช้าง) บริเวณสะพานบ้านโพธิ์ทอง-หนองคล้า ตำบลวังตะเคียน

เจ้าหน้าที่ รพ. เข้าแจ้งความ หนุ่มปาถุง \

หลังจากได้รับแจ้งความ ตำรวจ สภ.วังตะเคียน ได้ติดตามและจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทันที คือ นายการัณย์ รอดพัน อายุ 26 ปี ชาวตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี พร้อมรถจักรยานยนต์ฮอนด้าสีเทาดำ ทะเบียนระยอง จากการตรวจค้นใต้เบาะรถ พบถุงตะปูที่ยังไม่ได้ใช้ 1 ถุง และเสื้อผ้าชุดหนึ่ง ซึ่งตรงกับลักษณะผู้ก่อเหตุ

เจ้าหน้าที่ รพ. เข้าแจ้งความ หนุ่มปาถุง “ตะปู” ใส่รถพยาบาล ขณะเร่งนำส่งผู้ป่วย

จากการสอบสวนเบื้องต้นที่ สภ.วังตะเคียน พบว่านายการัณย์มีสารเสพติดในร่างกาย และให้การรับสารภาพแต่พูดวนไปวนมา โดยยอมรับว่าขว้างถุงตะปูใส่รถที่สัญจรไปมา ตำรวจจึงตั้งข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์” และ “เสพสารเสพติดให้โทษ” นอกจากรถพยาบาลแล้ว ยังพบว่าผู้ก่อเหตุได้ทำพฤติกรรมดังกล่าวกับรถของประชาชนอีก 4 คัน ทำให้ผู้เสียหายหลายรายเดินทางเข้าแจ้งความเพิ่มเติม

รถจักรยานยนต์ผู้ก่อเหตุปาตะปูใส่รถพยาบาล

นายวินัย ใยวันนา ผู้ขับรถพยาบาล เล่าว่าในขณะขับรถ去รับผู้ป่วยหนักเพื่อนำส่งโรงพยาบาลกบินทร์บุรี ขณะถึงจุดเกิดเหตุ มีชายขี่รถจักรยานยนต์ขว้างถุงตะปูใส่บริเวณหน้ารถฝั่งคนขับ ส่งผลให้ตะปู 1 ดอกฝังติดที่ขอบหน้าต่างด้านคนขับ โชคดีที่รถสามารถรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา โดยแพทย์หญิงวลีรัตน์ ไกลโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกบินทร์บุรี ได้มอบหมายให้นิติกรดำเนินการแจ้งความทันที

ผลกระทบจากการปาตะปูใส่รถพยาบาล

เหตุการณ์เจ้าหน้าที่ รพ. เข้าแจ้งความ หนุ่มปาถุง “ตะปู” ใส่รถพยาบาล ขณะเร่งนำส่งผู้ป่วย นี้อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง หากตะปูทะลุยางรถหรือกระจกรถพัง อาจทำให้รถพยาบาลหยุดชะงัก ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ซึ่งอาจเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ พฤติกรรมดังกล่าวยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ใช้ถนนทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ถนนแคบและการจราจรหนาแน่น

ผู้เสียหายแจ้งความหนุ่มปาตะปู

นางสาววรรณพร โพโส อายุ 30 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า ขณะขับรถไปโรงพยาบาลกบินทร์บุรี ผ่านวัดโนนสาวและกำลังจะข้ามสะพาน ได้ยินเสียงขว้างสิ่งของใส่รถ ตกใจจนหยุดรถ แต่สุดท้ายเลือกขับมาที่โรงพักทันที และพบว่าผู้ก่อเหตุถูกจับกุมแล้ว เหตุการณ์นี้ทำให้เธอและครอบครัวหวาดกลัวมาก

จากกรณีนี้ เราสามารถเห็นได้ว่าปัญหาการเสพสารเสพติดนำไปสู่พฤติกรรมที่อันตรายต่อสังคมอย่างไร ผู้ก่อเหตุไม่เพียงทำลายทรัพย์สิน แต่ยังเสี่ยงต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะรถพยาบาลที่เป็นสัญลักษณ์ของความช่วยเหลือทางการแพทย์ ในจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม การจราจรบนถนนสายรองมักมีปัญหาจากพฤติกรรมไม่เหมาะสม หากไม่มีการป้องกัน อาจเกิดเหตุซ้ำรอยได้

เพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรและผลกระทบจากการเสพยาเสพติด รวมถึงติดตั้งกล้องวงจรปิดตามจุดเสี่ยงบนถนนทางหลวงชนบท นอกจากนี้ ประชาชนควรรายงานพฤติกรรมน่าสงสัยทันทีเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้เราต้องเคารพรถพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ทำงานหนักเพื่อช่วยชีวิตผู้คน หากคุณเคยเจอเหตุการณ์คล้ายกัน อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม

ที่มา – เจ้าหน้าที่ รพ. เข้าแจ้งความ หนุ่มปาถุง “ตะปู” ใส่รถพยาบาล ขณะเร่งนำส่งผู้ป่วย

โคลฟ์รณรงค์ปรับปรุงมาตรฐานการตัดสิน

โคลฟ์รณรงค์ปรับปรุงมาตรฐานการตัดสิน

ผู้จัดการทีมแมนส์ฟิลด์ ทาวน์ นิเกิล โคลฟ์ กำลังรณรงค์อย่างหนักเพื่อยกระดับมาตรฐานการตัดสินในฟุตบอล โดยกำลังขอความเห็นจากผู้จัดการทีมทั่วลีกฟุตบอลอังกฤษ (EFL) เพื่อรวมพลังกันแก้ปัญหานี้

โคลฟ์รณรงค์ปรับปรุงมาตรฐานการตัดสิน เริ่มจากสมาคมผู้จัดการทีม

โคลฟ์ วัย 59 ปี ได้ใช้สมาคมผู้จัดการทีมลีก (LMA) เพื่อสอบถามความเห็นจากสมาชิกเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตัดสิน โคลฟ์มักวิจารณ์การตัดสินหลังจบแมตช์ โดยล่าสุดเขาวิพากษ์วิจารณ์ผู้ช่วยผู้ตัดสินคนที่สี่ในเกมคาราบาวคัพที่แพ้เอฟเวอร์ตัน ว่ามีท่าทีประชดประชันต่อเขา

อย่างไรก็ตาม โคลฟ์ยืนยันว่าการพูดคุยเกี่ยวกับการตัดสินและความพยายามในการเริ่มบทสนทนาเกี่ยวกับมาตรฐาน ไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีผู้ตัดสินโดยตรง

“มีคนถามผมว่า ‘คุณกำลังรณรงค์ต่อต้านผู้ตัดสินเหรอ?’ แต่ไม่มีรณรงค์ต่อต้านผู้ตัดสินหรอก” โคลฟ์กล่าวกับ BBC Radio Nottingham

“พวกเขาคิดผิดไปหมดแล้ว มันไม่ใช่เรื่องผู้ตัดสิน แต่เป็นเรื่องการฝึกสอนพวกเขาและสิ่งที่พวกเขาถูกบอกให้ทำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด”

“ผมคิดว่าพวกเขาต้องการคำแนะนำและความช่วยเหลือมากกว่านี้ และผมไม่คิดว่าพวกเขาได้รับข้อความที่ถูกต้องจากเบื้องบน”

ความท้าทายในการตัดสินและกฎที่ซับซ้อน

โคลฟ์กล่าวว่าเขาหวังจะพูดคุยกับองค์กรผู้ตัดสินเกมอาชีพจำกัด (PGMOL) เกี่ยวกับความเห็นจากผู้จัดการทีมทั่ว EFL อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษและน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์คนนี้ ได้หารือเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมทีมเก่าบไรอัน ลอว์ส ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคของ LMA

“เขาเป็นตัวเชื่อมระหว่าง LMA กับ PGMOL และเขาบอกว่าพวกเขายินดีคุย แต่ตอนนี้ยังเร็วไป” โคลฟ์กล่าว

“ผมแค่อยากได้ความรู้สึกก่อน เพราะทุกผู้จัดการทีมที่เราคุยด้วยหลังเกม ต่างมีมุมมองคล้ายกัน ว่าความแตกต่างกำลังกว้างขึ้นระหว่างวิธีที่ผู้ตัดสินถูกขอให้ตัดสิน กับสิ่งที่นักเตะและผู้จัดการต้องการ”

เมื่อถูกถามว่าความแตกต่างนั้นมาจากกฎที่ซับซ้อนเกินไปหรือไม่ โคลฟ์ตอบว่า “ผมไม่แน่ใจ แต่บางวลีที่ได้ยินจากผู้ประเมิน ผู้ฝึกสอน และหัวหน้าผู้ตัดสิน ดูแปลกประหลาดมาก”

โคลฟ์ยกตัวอย่างการตีความกฎการใช้มือ การตัดสินตำแหน่งธรรมชาติหรือเจตนา ที่ทำให้สับสน

“จริงๆ แล้วผมเลิกพยายามเข้าใจมันแล้ว” เขากล่าว “ทุกคนดูเหมือนทำให้ผู้ตัดสินลำบาก”

ก่อนหน้านี้ โคลฟ์เคยเรียกร้องให้ใช้เทคโนโลยีเส้นประตูในลีกวันและลีกทู เพื่อช่วยในการตัดสิน เขายืนยันการสนับสนุนเรื่องนี้ แต่คัดค้านอย่างหนักการนำระบบวิดีโอช่วยตัดสิน (VAR) มาใช้ในเกมปกติระดับนั้น แม้จะใช้ในรอบเพลย์ออฟฟินอลมาระยะหนึ่งแล้ว

“ผมไม่สนใจ VAR” เขากล่าว “มันแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถพาพวกเขา [ผู้ตัดสิน] ไปห้องเล็กๆ ดูทุกมุม ใช้ภาพช้าทุกอย่าง แล้วยังผิดได้ นั่นคือปัญหาในตัวมันเอง”

โคลฟ์รณรงค์ปรับปรุงมาตรฐานการตัดสินนี้ ไม่ใช่แค่การบ่น แต่เป็นความพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อฟุตบอลที่ดีขึ้น ผู้จัดการทีมหลายคนเห็นด้วย และอาจนำไปสู่การสนทนาที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผม การปรับปรุงการฝึกสอนผู้ตัดสินเป็นกุญแจสำคัญ หาก EFL ฟังเสียงจากผู้จัดการทีมอย่างโคลฟ์ มาตรฐานอาจดีขึ้นจริงๆ คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ

ที่มา – Clough on quest to improve standard of refereeing

เพื่อไทยจะกลับมา: ผลงานใหญ่ 2 ปีและรับสมัครสมาชิก

ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ พรรคเพื่อไทยได้ออกมาประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ด้วยสโลแกนที่ว่า เพื่อไทยจะกลับมา ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสานต่อนโยบายเพื่อประชาชน โดยล่าสุด พรรคได้ระดมโพสต์ผลงานใหญ่ที่ได้ดำเนินการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในฐานะแกนนำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทบทวนความสำเร็จ แต่ยังเป็นการเปิดรับสมัครผู้ร่วมอุดมการณ์ทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

เพื่อไทยจะกลับมา: ภาพรวมผลงานใหญ่ใน 2 ปี

วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของพรรคเพื่อไทยได้โพสต์ข้อความและภาพประกอบที่แสดงถึงผลงานสำคัญ โดยเน้นย้ำว่า เพื่อไทยจะกลับมา เพื่อสานต่อปณิธานที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในระยะเวลาเพียง 2 ปี ซึ่งเป็นครึ่งเท่าของวาระปกติ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยได้เผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจโลก อุปสรรคภายในประเทศ และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่พรรคก็ได้ผลักดันนโยบายอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ผลงานใหญ่ที่ถูกระดมโพสต์ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาคไปจนถึงการช่วยเหลือระดับครัวเรือน เช่น การเจรจาระหว่างประเทศเพื่อเปิดตลาดใหม่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการมุ่งเน้นแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญ หากประชาชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจชาติก็จะเติบโตอย่างมั่นคง พรรคเพื่อไทยได้เพิ่มทุนในด้านการศึกษา สุขภาพ และอาชีพ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รายละเอียดนโยบายสำคัญที่เพื่อไทยจะกลับมาสานต่อ

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นคือการจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก พรรคได้ออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการอบรมทักษะเพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาระบบคมนาคมและพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในด้านการต่างประเทศ พรรคเพื่อไทยได้เจรจาข้อตกลงการค้าที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย โดยเปิดพรมแดนเศรษฐกิจใหม่ๆ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากสงครามการค้าโลก สำหรับปัญหาสังคม พรรคได้ผลักดันนโยบายความเท่าเทียมทางเพศ การศึกษา และสาธารณสุข โดยเฉพาะการขยายการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล

  • แก้ปัญหาหนี้สิน: ช่วยเหลือครัวเรือนกว่า 10 ล้านราย ลดอัตราดอกเบี้ยและขยายระยะเวลาผ่อนชำระ
  • เปิดตลาดใหม่: เจรจาข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่มการส่งออกสินค้าไทย 20%
  • พัฒนาการศึกษา: เพิ่มงบประมาณทุนการศึกษาสำหรับเยาวชนยากจน
  • สุขภาพประชาชน: ขยายโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครอบคลุมผู้สูงอายุ

ผลงานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการทำการเมืองที่ใกล้ชิดประชาชน แม้จะมีเวลาจำกัด แต่ทุกก้าวที่ก้าวไปล้วนมุ่งสู่การแก้ไขปัญหาจริงๆ

นอกจากการทบทวนผลงานแล้ว พรรคเพื่อไทยยังเปิดรับสมัครผู้ร่วมอุดมการณ์ทั่วประเทศ โดยเชิญชวนผู้ที่ศรัทธาในประชาธิปไตยและการพัฒนาที่ยั่งยืน มาร่วมงานการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักกิจกรรม นักธุรกิจ หรือประชาชนทั่วไป ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างประเทศไทยที่เป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ทุกคน การเคลื่อนไหวนี้คาดว่าจะดึงดูดสมาชิกใหม่จำนวนมาก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

ในมุมมองของผู้เขียน การประกาศ เพื่อไทยจะกลับมา ครั้งนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการยืนยันถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน หากพรรคได้รับความไว้วางใจอีกครั้ง ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าด้วยนโยบายที่เน้นประชาชนเป็นหลัก หากคุณสนใจการเมืองและอยากมีส่วนร่วม ลองสมัครเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทย เพื่อช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – ลั่นเพื่อไทยจะกลับมา ระดมโพสต์ผลงานใหญ่ที่ทำใน 2 ปี พร้อมเปิดรับสมัครคนร่วมอุดมการณ์

เคนยิงประตูร้อนแรงเกินเมสซี่และรอนัลโด้

ฤดูกาลนี้ แฮร์รี่ เคน กำลังสร้างความฮือฮาด้วยฟอร์มการยิงประตูที่ยากจะหยุดยั้ง ขณะที่เขาทำลายสถิติและส่องตาข่ายให้กับบาเยิร์น มิวนิค

ดาวยิงวัย 32 ปีรายนี้ ทำประตูได้ถึง 17 ลูก จากการลงเล่นเพียง 9 นัด สำหรับแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมนี ในฤดูกาลนี้

และเขากลายเป็นผู้เล่นที่ทำประตูครบ 100 ลูก ให้สโมสรในลีกท็อป 5 ของยุโรป เร็วที่สุดในศตวรรษนี้ ด้วยการลงเล่นเพียง 104 นัด เท่านั้น ทำลายสถิติเดิมของคริสเตียโน่ รอนัลโด้ และเออร์ลิง ฮาลันด์ (105 นัด)

BBC Sport วิเคราะห์สถิติของเคนในฤดูกาล 2025-26 จนถึงตอนนี้ และเปรียบเทียบกับดาวยิงชั้นนำที่สุดในวงการฟุตบอล

เคนยิงประตูร้อนแรงเกินเมสซี่และรอนัลโด้หรือไม่?

เคนกำลังแซงหน้าซูเปอร์สตาร์อย่างลิโอเนล เมสซี่, รอนัลโด้ และอดีตดาวยิงบาเยิร์นอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ในด้านจำนวนประตูที่ทำได้ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล

ที่จริงแล้ว มีเพียงเออร์ลิง ฮาลันด์ ในสมัยเล่นให้อาร์บี ซัลซ์บวร์ก เท่านั้นที่ทำได้เท่ากับเคน 17 ประตู

ดาวยิงจอมถล่มประตูอย่างรอนัลโด้ ทำได้ 13 ประตู จาก 9 นัดแรกของฤดูกาล 2014-15 กับเรอัล มาดริด

เมสซี่ ผู้คว้าบัลลงดอร์ 8 สมัย มีสถิติที่ดีที่สุด 12 ประตู จาก 9 นัดแรก ในฤดูกาล 2011-12 และ 2017-18 กับบาร์เซโลน่า

เลวานดอฟสกี้ จอมสังหาร ทำได้ 13 ประตู จาก 9 นัด ในฤดูกาล 2021-22 กับบาเยิร์น

ส่วนฮาลันด์ ทำ 17 ประตู จาก 9 นัด ในฤดูกาล 2019-20 กับอาร์บี ซัลซ์บวร์ก แต่ทีมนั้นไม่ได้อยู่ในลีกท็อป 5 ของยุโรป

มีใครเคยมีลำดับการยิงประตูแบบนี้บ้าง?

เคนยิงประตูร้อนแรงเกินเมสซี่และรอนัลโด้ในช่วงสั้นๆ

ตลอดทั้งฤดูกาล มีหลายคนทำได้ แต่ฟอร์มปัจจุบันของเคน มีเพียงเมสซี่และรอนัลโด้เท่านั้นที่ทำได้ดีกว่า สองครั้ง

รอนัลโด้ ผู้คว้าบัลลงดอร์ 5 สมัย มีลำดับที่ดีที่สุด 18 ประตู จาก 9 นัด ในเดือนเมษายน 2018 กับเรอัล มาดริด

ตำนานชาวอาร์เจนติน่าอย่างเมสซี่ ก็ยิง 18 ประตู จาก 9 นัด ในเดือนมีนาคม 2012 กับบาร์เซโลน่า

ฮาลันด์ ทำได้เท่าเคน 17 ประตู สองครั้ง – ครั้งแรกในเดือนกันยายน 2019 กับอาร์บี ซัลซ์บวร์ก และครั้งที่สองกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเดือนตุลาคม 2022

เลวานดอฟสกี้ ยิง 16 ประตู จาก 9 นัด ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม 2021 กับบาเยิร์น

เคนอยู่ในอันดับไหนในฐานะดาวยิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก?

เคน ซึ่งเพิ่งยิง 2 ประตู ในชัยชนะถล่มทลายเหนือปาฟอส เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เคยเกือบได้แชมป์ยุโรปในปี 2019 สมัยเล่นให้ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่แพ้ลิเวอร์พูลในนัดชิง

แต่สถิติของเขาในรายการนี้เป็นอย่างไร?

มีผู้เล่นเพียง 7 คน ที่ทำประตูอย่างน้อย 10 ลูก และมีอัตราประตูต่อนัดดีกว่าเคน

จาก 59 นัด เคนยิงได้ 44 ประตู – เฉลี่ย 0.75 ประตูต่อนัด

รอนัลโด้ ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลในแชมเปียนส์ลีก มีอัตรา 0.77 ประตูต่อนัด จาก 140 ประตู ใน 183 นัด ขณะที่เมสซี่ยิง 129 ประตู จาก 163 นัด – อัตรา 0.79

ฮาลันด์ ครองอันดับหนึ่ง ด้วย 1.02 ประตูต่อนัด จาก 50 ประตู ใน 49 นัด

สถิติอาชีพของเคนเป็นอย่างไร?

อาชีพช่วงแรกของเคน ช้ากว่าเมสซี่ รอนัลโด้ และฮาลันด์ หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการยืมตัวที่นอริช เลสเตอร์ เลย์ตัน โอเรียนท์ และมิลวอลล์ ก่อนจะแจ้งเกิดกับท็อตแน่ม

กัปตันทีมชาติอังกฤษ ลงเล่น 435 นัด ให้ทีมจากลอนดอนเหนือ และยิง 280 ประตู เขาใกล้จะแซงอลัน เชียเรอร์ กลายเป็นดาวยิงสูงสุดพรีเมียร์ลีก ก่อนย้ายไปต่างแดน

แต่ที่บาเยิร์น เคนกลายเป็นสัตว์ร้ายตัวใหม่ เขาทำประตูครบ 70 ลูก ในบุนเดสลีกา ภายใน 67 นัด เร็วกว่าทุกคนในประวัติศาสตร์ลีกนี้

ดาวยิงสูงสุดทีมชาติอังกฤษ ยิงประตูทุกๆ 79 นาที ในบุนเดสลีกา

ด้วยฟอร์มแบบนี้ เคนยิงประตูร้อนแรงเกินเมสซี่และรอนัลโด้ กำลังพิสูจน์ตัวเองในเวทีใหญ่ และแฟนบอลควรจับตาดูต่อไป เพราะฤดูกาลนี้เขาอาจสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ได้

ที่มา – More prolific than Messi and Ronaldo – Kane’s electric start to season

เตือน 7 จังหวัด ลุ่มเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 3–6 ต.ค.

เตือน 7 จังหวัด ลุ่มเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 3–6 ต.ค.

ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำท่วมยังคงเป็นประเด็นที่คนไทยหลายพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำสำคัญอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ล่าสุด สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศเตือนฉบับที่ 24/2568 เรื่องการเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ 7 จังหวัดหลัก ได้แก่ สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม ช่วงวันที่ 3-6 ตุลาคม 2568 นี้เอง หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ อย่าประมาทนะครับ เพราะระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นอาจทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำได้ง่าย

เตือน 7 จังหวัด ลุ่มเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 3–6 ต.ค. สาเหตุมาจากอะไร?

สาเหตุหลักของปรากฏการณ์นี้มาจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่กำลังอ่อนกำลังลง ขณะที่ลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้มีฝนตกบางพื้นที่ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้าและพื้นที่ใกล้เคียง คาดว่าระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 16.00-18.00 น. ระดับน้ำทะเลจะหนุนสูงถึง 1.70-1.90 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำวิกฤติราว 0.20 เมตร นี่คือข้อมูลจากกรมอุทกศาสตร์ที่ สทนช. ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด

พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบหนักคือบริเวณลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง รวมถึงชุมชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำหรือแนวเขื่อนชั่วคราว โดยเฉพาะจุดที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร หรือที่เรียกว่า ‘แนวฟันหลอ’ หากไม่เตรียมตัวให้พร้อม อาจเกิดน้ำท่วมขังในบ้านเรือน ถนน สวน และพื้นที่เกษตรได้ทันที

ผลกระทบที่คาดการณ์ได้ใน 7 จังหวัด

สำหรับ 7 จังหวัดที่ถูกเตือน ลุ่มเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 3–6 ต.ค. นี้ สมุทรปราการและกรุงเทพฯ อาจเห็นน้ำทะเลหนุนเข้าพื้นที่ชายฝั่ง นนทบุรีและปทุมธานีซึ่งเป็นพื้นที่ริมเจ้าพระยาอาจมีน้ำเอ่อล้นเข้าชุมชน สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม ก็เสี่ยงน้ำจากแม่น้ำท่าจีนและแม่กลองล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในเขตที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ผู้ประกอบการร้านค้า เกษตรกร และชาวบ้านควรตรวจสอบระดับน้ำประจำวันผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของ สทนช.

จากประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าการหนุนของน้ำทะเลมักทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมแบบกะทันหัน โดยเฉพาะในช่วงเย็นซึ่งเป็นเวลาที่ระดับน้ำพีคสูงสุด หากฝนตกหนักซ้ำเติมอีก ยิ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ดังนั้น การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

แนวทางเตรียมรับมือน้ำทะเลหนุนสูงตามคำแนะนำจาก สทนช.

เพื่อลดผลกระทบ สทนช. ได้แนะนำแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้

  • ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด: ตรวจสอบความมั่นคงของอาคารป้องกันริมแม่น้ำ เสริมคันดินบริเวณจุดเสี่ยง และประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนในพื้นที่ริมน้ำทราบล่วงหน้า โดยเฉพาะชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำหรือแนวฟันหลอ
  • เตรียมเครื่องจักรและเครื่องมือ: บูรณาการความพร้อมเพื่อช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อเกิดน้ำท่วม เช่น เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกทราย และทีมงานกู้ภัย
  • บริหารจัดการน้ำ: ติดตามน้ำทะเลหนุนและปรับแผนการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำ เขื่อน และประตูระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ปริมาณน้ำเกินรับมือ

นอกจากนี้ ชาวบ้านเองก็สามารถเตรียมตัวได้ เช่น ย้ายสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูง ยกของขึ้นชั้นสองของบ้าน เตรียมถุงทรายป้องกันทางเข้าบ้าน และติดตามข่าวสารจากทางราชการ หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรมีแผนอพยพที่ชัดเจนด้วย

ในมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงเกิดบ่อยขึ้น ดังนั้น นอกจากการรับมือฉุกเฉินแล้ว เราควรคิดถึงมาตรการระยะยาว เช่น การสร้างเขื่อนป้องกันน้ำถาวรหรือระบบระบายน้ำที่ดีขึ้น เพื่อให้ชุมชนเหล่านี้อยู่รอดจากภัยน้ำท่วมในอนาคต

สุดท้ายนี้ หากคุณอยู่ใน 7 จังหวัดที่ถูกเตือน ลุ่มเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 3–6 ต.ค. นี้ อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลล่าสุดและเตรียมตัวให้พร้อม หากมีคำถามหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นหรือ สทนช. ได้ทันที เพื่อให้ทุกคนปลอดภัยจากภัยน้ำครับ

ที่มา – เตือน 7 จังหวัด ลุ่มเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 3–6 ต.ค.

ปทุมธานี แจ้งเตือนประชาชน รับมือน้ำเหนือ-น้ำหนุน จับตา 9-12 ต.ค.

ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา จังหวัดปทุมธานีกำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงขึ้นจากน้ำเหนือที่ไหลมาจากเขื่อนเจ้าพระยา รวมถึงน้ำทะเลหนุนและฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.) จึงได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือ โดยเฉพาะในวันที่ 9-12 ตุลาคมนี้ ซึ่งคาดว่าระดับน้ำจะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ปทุมธานี แจ้งเตือนประชาชน รับมือน้ำเหนือ-น้ำหนุน จับตา 9-12 ต.ค.

วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ณ ห้องประชุมปิยลาภ ชั้น 5 ของ อบจ.ปทุมธานี พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นายกแจ๊ส” ได้เป็นประธานการประชุมเพื่อเตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม เช่น นายเทพสุริยา สะอาด ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี นายนพพร ขาวขำ รองนายก อบจ. และร้อยตำรวจเอก ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีพื้นที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา

การประชุมครั้งนี้มุ่งหาแนวทางป้องกัน แก้ไข และช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงจากผลกระทบของการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาที่เพิ่มปริมาณขึ้น ประกอบกับระดับน้ำทะเลหนุนสูงและฝนตกหนัก อบจ.ปทุมธานีได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมวลน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาถึง 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะสูงขึ้น 40-60 เซนติเมตร เมื่อรวมกับน้ำทะเลหนุนและน้ำฝนที่ตกลงมาอีก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่

เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ อบจ.ปทุมธานีได้เตรียมกระสอบทราย แบริเออร์กันน้ำ และโฟมหนุนของไว้สนับสนุน อปท. และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยสามารถนำไปเสริมแนวป้องกันน้ำได้ทันที นอกจากนี้ ยังได้รับงบประมาณ 300,000 บาทจากสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย เพื่อจัดหาเครื่องตรวจไฟรั่วจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สำหรับแจกจ่ายให้พื้นที่เสี่ยง

ปทุมธานี แจ้งเตือนประชาชน รับมือน้ำเหนือ-น้ำหนุน ในช่วงวิกฤต

พลตำรวจโท คำรณวิทย์ กล่าวว่าจากข้อมูลดาวเทียมและข่าวสาร คาดว่าหลังวันที่ 3 ตุลาคม จังหวัดปทุมธานีจะเผชิญทั้งน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุน หากรวมกันอาจทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก จึงประสานชลประทานให้ตรึงมวลน้ำที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันปรับเพิ่มเป็น 2,300 และอาจถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นายก อบจ. จึงฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง จับตาสถานการณ์ และเก็บข้าวของขึ้นที่สูง

ปัจจุบัน อบจ.ปทุมธานีได้ตั้งกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยน้ำท่วม หากประชาชนได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ทันที ด้านนายกเทศมนตรีนครรังสิต ระบุว่าจากการติดตามสถานการณ์กว่า 1 เดือน ระดับน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังสูง ต้องเฝ้าระวังน้ำหนุนสูงสุดในวันที่ 9-12 ตุลาคม ก่อนจะลดลงหลังจากนั้น แต่ยังไม่แน่นอนเรื่องปริมาณน้ำเหนือที่อาจไหลมาเพิ่ม

สถานการณ์น้ำท่วมในปทุมธานีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปีนี้ดูรุนแรงกว่าปกติเนื่องจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน เพื่อช่วยให้ประชาชนเตรียมตัวได้ดีขึ้น เราขอแนะนำเคล็ดลับรับมือน้ำท่วม ดังนี้:

  • ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง: หากบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา คลอง หรือพื้นที่ลุ่ม ควรวางแผนอพยพล่วงหน้า
  • เก็บเสบียงและของใช้: เตรียมอาหารแห้ง น้ำดื่ม ยา และเอกสารสำคัญไว้ในที่สูงหรือกระเป๋ากันน้ำ
  • เสริมแนวกันน้ำ: ใช้กระสอบทรายหรือแบริเออร์ที่ อบจ. จัดเตรียม เพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าบ้าน
  • ติดตามข่าวสาร: ฟังประกาศจาก อบจ.ปทุมธานี ผ่านทางเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมยานพาหนะ: จอดรถในที่สูงหรือใช้เรือสำรองหากจำเป็น

นอกจากนี้ ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ โดยเฉพาะในที่มืดหรือน้ำเชี่ยว เพราะอาจเกิดอันตรายจากกระแสน้ำแรงหรือสิ่งกีดขวางใต้น้ำ การมีเครื่องตรวจไฟรั่วที่แจกฟรีจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากไฟช็อตในช่วงน้ำท่วมได้อีกด้วย

จากประสบการณ์ในอดีต สถานการณ์แบบนี้มักทำให้ชีวิตและทรัพย์สินเสียหาย หากทุกคนร่วมมือกันเตรียมพร้อม เราสามารถลดผลกระทบได้มาก ลองนึกภาพว่าถ้าปฏิบัติตามคำเตือนของ อบจ.ปทุมธานีตั้งแต่เนิ่นๆ พื้นที่เสี่ยงอย่างรังสิต คลองหลวง หรือลำลูกกาจะรอดพ้นจากน้ำท่วมหนักได้

สุดท้ายนี้ ขอให้ประชาชนในปทุมธานีและพื้นที่ใกล้เคียงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อกองอำนวยการป้องกันน้ำท่วมของ อบจ.ปทุมธานีได้ทันที เพื่อให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย

ที่มา – ​ปทุมธานี แจ้งเตือนประชาชน รับมือน้ำเหนือ-น้ำหนุน จับตา 9-12 ต.ค.

“ปลอดประสพ” ชี้ถนนทรุดอ้างอุบัติเหตุฟังไม่ขึ้น

ในเหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและการก่อสร้าง “ปลอดประสพ” ชี้ถนนทรุดอ้างอุบัติเหตุฟังไม่ขึ้น แนะทุบ สน.สามเสน แล้วสร้างใหม่ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ที่เกิดปัญหาถนนทรุดตัวบริเวณหน้ารพ.วชิรพยาบาล สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและหน่วยงานต่างๆ อย่างมาก

“ปลอดประสพ” ชี้ถนนทรุดอ้างอุบัติเหตุฟังไม่ขึ้น แนะทุบ สน.สามเสน แล้วสร้างใหม่

นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษายกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง สภาผู้แทนราษฎร ได้แสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อกรณีที่เกิดขึ้น โดยในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ในการประชุมคณะกรรมาธิการ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการประปานครหลวง มาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการทรุดตัวของถนนสามเสน แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือ ผู้ชี้แจงไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้ ทำให้เกิดคำถามใหญ่หลวงในใจของประชาชน

สาเหตุถนนทรุดที่ยังคลุมเครือ

“ปลอดประสพ” ชี้ถนนทรุดอ้างอุบัติเหตุฟังไม่ขึ้น แนะทุบ สน.สามเสน แล้วสร้างใหม่ โดยย้ำว่าการอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงนั้นฟังดูไม่น่าเชื่อถือเลย เพราะโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องมีการตรวจสอบและวางแผนอย่างรอบคอบ เขาเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบสาเหตุให้ชัดเจน พร้อมทั้งคณะกรรมาธิการจะตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาทำงานร่วมกัน หากไม่สามารถหาสาเหตุได้ จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งอาจทำให้การลงทุนของรัฐสูญเปล่าและการเดินทางของประชาชนลำบากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการซ่อมแซมที่อาจปกปิดหลักฐาน โดยการเทปูนหรือทรายลงไปจะทำให้การตรวจสอบยากลำบากขึ้น “ปลอดประสพ” จึงแนะนำให้หยุดยั้งการกระทำดังกล่าวชั่วคราว จนกว่าจะมีการตรวจสอบเสร็จสิ้น

ผลกระทบต่อประชาชนและหน่วยงาน

เหตุการณ์นี้ไม่ได้กระทบเพียงถนนเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังสถานีตำรวจสามเสนที่เสียหายหนัก โดย “ปลอดประสพ” ชี้ถนนทรุดอ้างอุบัติเหตุฟังไม่ขึ้น แนะทุบ สน.สามเสน แล้วสร้างใหม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยที่ยั่งยืนมากขึ้น เขามองว่าการเก็บสถานีเก่าไว้เพราะเห็นแก่ตัวนั้นไม่เหมาะสม และควรทุบสร้างใหม่เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวรู้สึกมั่นใจ

  • ผลกระทบต่อโรงพยาบาลวชิรพยาบาล: ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ได้รับความเดือดร้อนจากการเดินทางที่ยากลำบาก
  • ผลกระทบต่อประชาชน: หลายพันคนที่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่สะดวก
  • ผลกระทบต่อหน่วยงานรัฐ: การประปานครหลวงและ รฟม. ต้องรับผิดชอบเยียวยาและชดเชยความเสียหาย

เพื่อแก้ไขปัญหา คณะกรรมาธิการเสนอให้ตั้งเต็นท์รับเรื่องร้องเรียน เพื่อบันทึกความเสียหายและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน รวมถึงให้บริษัทประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการเยียวยา

มาตรฐานความปลอดภัยในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

จากเหตุการณ์ “ปลอดประสพ” ชี้ถนนทรุดอ้างอุบัติเหตุฟังไม่ขึ้น แนะทุบ สน.สามเสน แล้วสร้างใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในระบบการก่อสร้างของไทย โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการจัดการน้ำใต้ดินอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันปัญหาที่คล้ายคลึงกันในอนาคต ประชาชนควรได้รับข้อมูลที่โปร่งใส และหน่วยงานรัฐต้องยกระดับมาตรฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ในอีก 2-3 สัปดาห์ คณะกรรมาธิการจะเชิญผู้ชี้แจงชุดเดิมกลับมาอีกครั้ง เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สิ่งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งระบบ

สุดท้ายแล้ว ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนเสมอ หากเราปล่อยให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจโดยรวม หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ สามารถติดตามพัฒนาการของคดีนี้และเข้าร่วมให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – “ปลอดประสพ” ชี้ถนนทรุดอ้างอุบัติเหตุฟังไม่ขึ้น แนะทุบ สน.สามเสน แล้วสร้างใหม่