วัน: 12 ตุลาคม 2025

ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ เริ่มแล้ว!

เลขาธิการ ป.ป.ส. สั่งการเด็ดขาด ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ เริ่ม 12 ต.ค.นี้ ห้ามเร่ขาย-ตั้งแผงลอยใกล้โรงเรียน ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 50,000 บาท

วันที่ 12 ต.ค. 2568 พ.ต.ต. สุริยาฯ สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่าตามอำนาจแห่ง ประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันนี้เป็นวันแรก ตนได้มี ข้อสั่งการเด็ดขาด ไปยังหน่วยงานของสำนักงาน ปปส. ภาค ทั่วประเทศ ให้เริ่มบังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดระเบียบการขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมทันที “สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยหน่วยงานในพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาค ได้ลงพื้นที่รณรงค์สร้างความเข้าใจกับผู้ค้าและประชาชนล่วงหน้า พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับหน่วยงานภาคี เพื่อให้เห็นว่าเราเอาจริงเอาจังกับการจัดระเบียบสังคมให้เกิดความปลอดภัย”

การคุมเข้มการขายกระท่อมทั่วประเทศครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องเยาวชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

สำหรับสาระสำคัญของประกาศฯ ที่ผู้ค้าและประชาชนต้องรับทราบและปฏิบัติโดยเคร่งครัด มีดังนี้

  1. ห้ามขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อม ในสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ในระยะ 1,000 เมตร (1 กิโลเมตร) จากสถานศึกษาทุกแห่ง
  2. ห้ามขาย ในลักษณะของการ “เร่ขาย” (เช่น หาบเร่, รถเข็น, รถยนต์เร่ขาย) หรือการตั้ง “แผงลอย” ในที่หรือทางสาธารณะ
  3. ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 50,000 บาท

เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ย้ำถึงเหตุผลและความจำเป็นของมาตรการนี้ว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่การทำลายเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพืชกระท่อมและการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม ประโยชน์สูงสุดคือการปกป้องเด็กและเยาวชนของเรา ไม่ให้เข้าถึงกระท่อมได้โดยง่าย และเพื่อจัดระเบียบการขายให้เป็นไปตามที่ประกาศฯ กำหนด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน นี่คือเหตุผลที่เราต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกท่านปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อที่เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมในทางที่สร้างสรรค์และปลอดภัยไปพร้อมกัน หากประชาชนพบเห็นการกระทำที่ฝ่าฝืน สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ท่านแจ้ง เราจับ ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด”

ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการ ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ นั้น เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการควบคุมการเข้าถึงพืชกระท่อม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน การ ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมพืชกระท่อมและการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมโดยรวม

การที่สำนักงาน ป.ป.ส. เน้นย้ำถึงการปกป้องเด็กเเละเยาวชนนั้น แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่ออนาคตของชาติ การปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงพืชกระท่อมได้โดยง่าย อาจนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการคุมเข้มขายกระท่อม

ต่อไปนี้เป็นข้อควรรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับการ ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ:

  • สถานที่ห้ามขาย: ห้ามขายในระยะ 1,000 เมตรจากสถานศึกษา
  • ลักษณะการขายที่ห้าม: ห้ามเร่ขาย และห้ามตั้งแผงลอยในที่สาธารณะ
  • บทลงโทษ: ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

การทำความเข้าใจข้อกำหนดเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย

หากพบเห็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386

กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อควบคุมการเข้าถึงกระท่อม โดยเฉพาะในสถานที่ที่เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย เช่น บริเวณใกล้โรงเรียน การคุมเข้มนี้จะช่วยลดโอกาสที่เยาวชนจะลองใช้กระท่อม ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่น ๆ ในอนาคต แม้ว่ากระท่อมจะมีประโยชน์ในทางการแพทย์แผนไทย แต่การใช้โดยไม่มีการควบคุมก็อาจก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน

การคุมเข้มครั้งนี้จึงเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมและการปกป้องสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

ที่มา – เริ่มแล้ว ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 50,000 บาท

7,850 อปท. จับมือ ช่วยเด็กหลุดจากระบบ


7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

7,850 อปท. จับมือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สร้าง “ตำบลแห่งโอกาส” ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ นี่คือก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กองทุนฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: หุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout สู่ตำบลพื้นที่แห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนคนใดไว้ข้างหลัง” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากทั่วประเทศเข้าร่วม การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอยู่ราว 8.8 แสนคน

หลังจากที่ 11 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สปสช. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และ กสศ. ได้ร่วมลงนาม MOU แก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ

“ปี 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่การดำเนินงานขยายจากพื้นที่นำร่อง 25 จังหวัด สู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย อปท. 7,850 แห่งจะเป็น “หัวใจ” และ “กลไกหลัก” ในการเปลี่ยนตำบลและอำเภอให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนไว้ข้างหลัง” นายพัฒนะ กล่าวถึงความสำคัญของบทบาท 7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า สถ. ทำงานร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง และการที่นโยบาย Thailand Zero Dropout ขยายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ถือเป็นหมุดหมายที่รอคอย เพราะ อปท. เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและปัญหามากที่สุด

“การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบจะเกิดขึ้นจริง หาก อปท. ในฐานะเจ้าภาพหลักลุกขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง และจับมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแนบแน่น” นายสุรพลกล่าว

ทำไม 7,850 อปท. จับมือกันถึงสำคัญต่อการช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ?

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า การศึกษาที่มีคุณภาพ คือ “คานงัด” สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยมี อปท. เป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการทรัพยากร จึงสามารถเชื่อมโยงการศึกษากับการแก้ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อปท. ต้องทำงานเชิงรุก ค้นหาและช่วยเหลือเด็กหลุดออกจากระบบเป็นรายกรณี และสร้างกลไกการส่งต่อให้เด็กได้กลับเข้าสู่การศึกษา ภายใต้หลักการของการให้ความรู้และการเปิดโอกาส” ศาสตราจารย์วุฒิสารกล่าว

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีถอดบทเรียนการทำงานของ อปท. ซึ่งพบว่ามีการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแล้วกว่า 330 รูปแบบ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และการแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ขณะเดียวกันยังพบอุปสรรคกว่า 381 ประเด็น ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นโจทย์แก้ไขต่อไป

การที่ 7,850 อปท. จับมือ กันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการทำงานที่ใกล้ชิดกับชุมชนและความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มาร่วมกันสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ 7,850 อปท. จับมือช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ เพื่อสร้างสังคมไทยที่ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – 7,850 อปท. จับมือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

ผลงานกองหน้าดังพรีเมียร์ลีก เป็นอย่างไรบ้าง?

ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา กองหน้าเป็นตำแหน่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากหลายสโมสรชั้นนำในพรีเมียร์ลีกต้องการเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุก

ในแต่ละวันเต็มไปด้วยข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทีมแชมป์เก่าอย่างลิเวอร์พูล หรือรองแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้วอย่างอาร์เซนอล ต่างก็เป็นทีมที่ต้องการเสริมทัพในแดนหน้า เช่นเดียวกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี

เราได้เห็นทั้งนักเตะกองหน้าที่ประท้วงหยุดงาน สโมสรต่างๆ แย่งชิงนักเตะกันอย่างดุเดือด และเรื่องราวดราม่าอีกมากมาย

ในช่วงพักเบรกทีมชาติเช่นนี้ สโมสรต่างๆ ได้มีเวลาทบทวนผลงานในช่วง 7 นัดแรกของฤดูกาล

แต่บรรดากองหน้าชื่อดังที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมใหม่นั้น ทำผลงานได้ดีแค่ไหน? เราได้รวบรวมข้อมูลของ 9 นักเตะมาดูกันว่าพวกเขาทำผลงานได้เป็นอย่างไรบ้าง – และอยากให้คุณร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณด้วย

Thierno Barry (Everton)

สถิติจากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26: ลงเล่น 7 นัด, นาทีที่ลงเล่น 208 นาที, ประตู 0, แอสซิสต์ 0, ยิงเข้ากรอบ 0, สร้างโอกาส 1 ครั้ง

เอฟเวอร์ตัน ทุ่มเงิน 27 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัว Thierno Barry กองหน้าวัย 22 ปีจากบียาร์เรอัล หลังจากที่เขายิงไป 11 ประตูในลาลีกาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

แต่ดูเหมือนว่าการเริ่มต้นกับท็อฟฟี่ส์ของดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสชุด U-21 จะเป็นไปอย่างยากลำบาก

เขายังไม่สามารถทำประตูได้เลยจากการลงเล่น 9 นัดในทุกรายการ และ 5 จาก 7 นัดในพรีเมียร์ลีกเป็นการลงมาในฐานะตัวสำรอง โดยที่ผู้จัดการทีม David Moyes มักจะเลือกใช้งาน Beto มากกว่า

Dominic Calvert-Lewin (Leeds United)

สถิติจากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26: ลงเล่น 5 นัด, นาทีที่ลงเล่น 357 นาที, ประตู 1, แอสซิสต์ 0, ยิงเข้ากรอบ 7, สร้างโอกาส 6 ครั้ง

หลังจากยิงไป 57 ประตูในพรีเมียร์ลีกให้กับเอฟเวอร์ตันในช่วง 9 ปี Dominic Calvert-Lewin ก็ย้ายออกจากท็อฟฟี่ส์แบบไม่มีค่าตัว และเข้าร่วมทีมลีดส์ยูไนเต็ดที่เพิ่งเลื่อนชั้นมาอย่างรวดเร็ว

Calvert-Lewin วัย 28 ปี ทีมชาติอังกฤษ มีโอกาสที่จะ “กอบกู้ชีวิตค้าแข้ง” ซึ่งเป็นคำกล่าวของ Daniel Farke บอสใหญ่ของทีมยูงทอง ที่ใช้งานกองหน้ารายนี้อย่างสม่ำเสมอ โดยให้เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงใน 4 จาก 5 นัดในพรีเมียร์ลีกของลีดส์

Calvert-Lewin ทำประตูแรกให้กับสโมสรได้สำเร็จ ซึ่งเป็นประตูแรกของเขาตั้งแต่เดือนมกราคม ในเกมที่ลีดส์บุกไปชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน 3-1 เมื่อวันที่ 20 กันยายน แต่ก็ยังคงเป็นประตูเดียวของเขาในฤดูกาลนี้

Hugo Ekitike (Liverpool)

สถิติจากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26: ลงเล่น 6 นัด, นาทีที่ลงเล่น 386 นาที, ประตู 3, แอสซิสต์ 1, ยิงเข้ากรอบ 4, สร้างโอกาส 4 ครั้ง

Ekitike ทีมชาติฝรั่งเศส เป็นนักเตะที่หลายทีมต้องการตัวในช่วงซัมเมอร์ โดยนิวคาสเซิลยูไนเต็ดเป็นทีมแรกที่ยื่นข้อเสนอให้เขา แต่เมื่อลิเวอร์พูลไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าตัว Alexander Isak จากสาลิกาดง หงส์แดงจึงรีบดำเนินการอย่างรวดเร็ว – เซ็นสัญญากับเขาด้วยค่าตัวเริ่มต้น 69 ล้านปอนด์จากไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต สร้างความผิดหวังให้กับนิวคาสเซิล และต่อมาลิเวอร์พูลก็เซ็นสัญญากับ Isak ด้วย

ดาวเตะวัย 23 ปีรายนี้กลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะมีเครื่องหมายคำถามเกี่ยวกับวิธีการที่เขาและ Isak จะสามารถปรับตัวเข้ากับทีมแชมป์ได้

Ekitike ยิงไปแล้ว 3 ประตูและทำ 1 แอสซิสต์ แต่ถูกไล่ออกหลังจากถอดเสื้อฉลองประตูชัยในช่วงท้ายเกมกับเซาแธมป์ตันในคาราบาวคัพ

Viktor Gyokeres (Arsenal)

สถิติจากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26: ลงเล่น 7 นัด, นาทีที่ลงเล่น 578 นาที, ประตู 3, แอสซิสต์ 0, ยิงเข้ากรอบ 5, สร้างโอกาส 5 ครั้ง

Viktor Gyokeres ทีมชาติสวีเดน ยิงไป 54 ประตูจากการลงเล่น 52 นัดในปี 2024-25 และช่วยให้สปอร์ติงคว้าแชมป์ลีกโปรตุเกสเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ก่อนที่จะย้ายมาร่วมทีมอาร์เซนอลในช่วงซัมเมอร์

ปืนใหญ่เซ็นสัญญากับดาวเตะวัย 27 ปีรายนี้ด้วยข้อตกลงที่มีมูลค่าสูงถึง 64 ล้านปอนด์ และเขาได้กลายเป็นส่วนสำคัญของทีมที่นั่งเป็นจ่าฝูงของตารางพรีเมียร์ลีก

เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมลีกทั้ง 7 นัด ทำไป 2 ประตูในเกมที่เอาชนะลีดส์ 5-0 และอีก 1 ประตูในเกมที่เอาชนะน็อตติงแฮมฟอเรสต์ 3-0 นอกจากนี้ยังออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกทั้งสองนัดของอาร์เซนอลด้วย

Alexander Isak (Liverpool)

สถิติจากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26: ลงเล่น 3 นัด, นาทีที่ลงเล่น 181 นาที, ประตู 0, แอสซิสต์ 1, ยิงเข้ากรอบ 0, สร้างโอกาส 1 ครั้ง

การย้ายทีมของ Alexander Isak จากนิวคาสเซิลไปลิเวอร์พูลถือเป็นเรื่องราวที่ยาวนานที่สุดในช่วงซัมเมอร์

กองหน้าชาวสวีเดนได้ออกแถลงการณ์ว่าคำสัญญาของนิวคาสเซิล “ถูกหักหลัง” และ “ความสัมพันธ์ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้” หลังจากที่ข้อเสนอแรกของลิเวอร์พูลถูกปฏิเสธ ก่อนที่เขาจะ ย้ายทีมในที่สุด ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติของอังกฤษ 125 ล้านปอนด์

แต่ด้วยการที่ไม่ได้เตรียมตัวในช่วงปรีซีซั่นมากนัก Isak วัย 26 ปี จึงเริ่มต้นได้ช้ากับลิเวอร์พูล เขายังไม่มีโอกาสยิงเข้ากรอบเลยหลังจากการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 3 นัดแรก แต่ก็ทำไป 1 แอสซิสต์และยิงได้ 1 ประตูในเกมที่เอาชนะเซาแธมป์ตัน 2-1 ในคาราบาวคัพ

Igor Jesus (Nottingham Forest)

สถิติจากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26: ลงเล่น 6 นัด, นาทีที่ลงเล่น 101 นาที, ประตู 0, แอสซิสต์ 0, ยิงเข้ากรอบ 2, สร้างโอกาส 1 ครั้ง

Igor Jesus กองหน้าทีมชาติบราซิล ย้ายมาร่วมทีม Nottingham Forest ด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์จาก Botafogo ในเดือนกรกฎาคม

เป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ยากลำบากสำหรับฟอเรสต์ ซึ่งยังไม่ชนะใครเลยจากการลงเล่น 9 นัดในทุกรายการ และปลด Nuno Espirito Santo ออกจากตำแหน่ง แล้วแทนที่ด้วย Ange Postecoglou ในเดือนกันยายน

Jesus วัย 24 ปี ยังไม่สามารถทำประตูได้ในพรีเมียร์ลีก แต่ยิงไปแล้ว 4 ประตูในบอลถ้วย – 2 ประตูในเกมคาราบาวคัพที่แพ้สวอนซีซิตี้ 2-3 และอีก 2 ประตูในสัปดาห์ต่อมา เมื่อฟอเรสต์เสมอเรอัลเบติส 2-2 ในยูโรปาลีก

Joao Pedro (Chelsea)

สถิติจากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26: ลงเล่น 7 นัด, นาทีที่ลงเล่น 586 นาที, ประตู 2, แอสซิสต์ 3, ยิงเข้ากรอบ 3, สร้างโอกาส 7 ครั้ง

เชลซีทำข้อตกลงมูลค่า 60 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัว Joao Pedro กองหน้าชาวบราซิลจากไบรท์ตันด้วยสัญญายาว 8 ปี และเขาก็มุ่งหน้าไปยังสหรัฐอเมริกาทันทีเพื่อลงเล่นใน Club World Cup

สองประตูของเขาในรอบรองชนะเลิศช่วยให้ทีมเอาชนะฟลูมิเนนเซ และเขายังทำประตูใส่แชมป์ยุโรปอย่างปารีสแซงต์แชร์กแมงในขณะที่เชลซีคว้าแชมป์

ในพรีเมียร์ลีกเขายิงไป 2 ประตูและทำ 3 แอสซิสต์ แต่ยังทำประตูไม่ได้ในการลงเล่น 6 นัดหลังสุดในทุกรายการ อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ Cole Palmer และ Liam Delap กองหน้าคนใหม่อีกคนของทีม ซึ่งเป็นผู้เล่นที่เซ็นสัญญามาจาก Ipswich Town ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์ ได้รับบาดเจ็บ Joao Pedro วัย 24 ปี จึงเป็นผู้นำในแนวรุกของเชลซีทุกสัปดาห์

Benjamin Sesko (Manchester United)

สถิติจากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26: ลงเล่น 7 นัด, นาทีที่ลงเล่น 385 นาที, ประตู 2, แอสซิสต์ 0, ยิงเข้ากรอบ 6, สร้างโอกาส 5 ครั้ง

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เซ็นสัญญากับ Benjamin Sesko กองหน้า RB Leipzig ในข้อตกลงมูลค่า 73.7 ล้านปอนด์ในเดือนสิงหาคม

การออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกของดาวเตะทีมชาติสโลวีเนียวัย 22 ปี เกิดขึ้นเมื่อยูไนเต็ดต้องประสบกับความอัปยศในการตกรอบคาราบาวคัพด้วยน้ำมือของกริมสบี้ทาวน์ ทีมจากลีกทู ซึ่งชนะ 12-11 ในการดวลจุดโทษ โดยที่ Sesko ถูกวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากเป็นผู้เล่นคนสุดท้ายจาก 10 ผู้เล่นเอาท์ฟิลด์ของยูไนเต็ดที่ยิงจุดโทษในการดวล

อย่างไรก็ตาม เขายิงไปแล้ว 2 ประตูในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในเกมที่แพ้เบรนท์ฟอร์ด 1-3 เมื่อวันที่ 27 กันยายน และอีกครั้งในอีก 7 วันต่อมาในเกมที่เอาชนะซันเดอร์แลนด์ 2-0

Nick Woltemade (Newcastle United)

สถิติจากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26: ลงเล่น 4 นัด, นาทีที่ลงเล่น 305 นาที, ประตู 3, แอสซิสต์ 0, ยิงเข้ากรอบ 3, สร้างโอกาส 2 ครั้ง

เมื่อ Alexander Isak แสดงความชัดเจนว่าต้องการย้ายจากนิวคาสเซิลไปลิเวอร์พูล Eddie Howe จึงเดินหน้าเซ็นสัญญากับ Nick Woltemade กองหน้าชาวเยอรมันวัย 23 ปีรายนี้

กองหน้าร่างโย่งสูง 6 ฟุต 6 นิ้ว (1.98 เมตร) เข้าร่วมทีมด้วยข้อตกลงที่เป็นสถิติสโมสรมูลค่าสูงถึง 69 ล้านปอนด์ และได้สร้างผลกระทบไปแล้ว

เขายิงประตูโทนในเกมประเดิมสนามที่เอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0 และยังยิงประตูใส่ทั้งอาร์เซนอล ยูเนียน แซงต์-จิลลัวส์ ในแชมเปียนส์ลีก และน็อตติงแฮมฟอเรสต์

โดยรวมแล้ว ผลงานของบรรดากองหน้าดังที่ย้ายมาใหม่ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ค่อนข้างผสมปนเป บางคนก็ทำผลงานได้ดี สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ในขณะที่บางคนก็ยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับทีมใหม่และลีกใหม่

สรุปภาพรวมผลงานกองหน้าดังพรีเมียร์ลีก

ดังนั้น การประเมินว่าการเสริมทัพกองหน้าของแต่ละทีมประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอดูผลงานในระยะยาว แต่จากข้อมูลและสถิติที่เราได้นำเสนอไป หวังว่าท่านผู้อ่านจะสามารถนำไปวิเคราะห์และพิจารณาถึงผลงานของ ผลงานกองหน้าดังพรีเมียร์ลีก ได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น

การเสริมทัพนักเตะ โดยเฉพาะในตำแหน่งกองหน้า ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของทีมชั้นนำในพรีเมียร์ลีก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำประตูและลุ้นแชมป์ การติดตาม ผลงานกองหน้าดังพรีเมียร์ลีก จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและไม่ควรพลาดสำหรับแฟนบอล

ที่มา – How have the big-name striker signings done so far in the Premier League?

สส.ติง! รัฐบาลช้าจัดการ สารหนูน้ำกก-สาย

“ภัทรพงษ์” สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ติงรัฐบาลเชื่องช้าจัดการปัญหาสารหนูในแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย ซ้ำ 2 รองนายกฯ ลงพื้นที่แต่ไม่พูดถึงปัญหา ชี้ กรมควบคุมโรคตรวจพบเกินเกณฑ์ในปัสสาวะ 7 ชาวเชียงราย

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงปัญหาสารหนูในแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย ระบุว่า จากน้ำเป็นพิษสู่มนุษย์ ตรวจพบสารหนูในคนพื้นที่ใช้น้ำกก-สาย ค่าสารหนูเกินเกณฑ์ ปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลเชื่องช้า รองนายกรัฐมนตรี 2 คน ลงพื้นที่แต่ไม่พูดถึงปัญหา ต้องให้หนักขึ้นอีกเท่าไหร่ ถึงจะทำงานเป็น

นายภัทรพงษ์ เผยต่อไปว่า จากที่ได้ติดตามปัญหาน้ำกก-สาย-รวกเป็นพิษอย่างใกล้ชิด และสื่อสารไปยังรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง ทั้งชุดที่แล้วและชุดนี้ ตั้งแต่พื้นที่ทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน แนวทางการเจรจากับต่างประเทศ การจัดการกับผลกระทบภายในประเทศ แต่ที่ผ่านมากลับมีการดำเนินการจากรัฐบาลในการแก้ปัญหานี้น้อยมาก เมื่อเทียบกับความรุนแรงของปัญหา ที่นอกจากปัจจุบันพบประปาหมู่บ้านในพื้นที่น้ำกก-สายเป็นพิษจากตะกั่วไปแล้ว 18 หมู่บ้าน

ล่าสุดผลการตรวจปัสสาวะคนในพื้นที่พบสารหนูในคนเกินเกณฑ์ อีกถึง 7 ราย การตรวจปัสสาวะโดยกรมควบคุมโรคครั้งนี้ เป็นการตรวจคนในพื้นที่ใช้น้ำกก-สาย 322 คนในจังหวัดเชียงราย และ 40 คนในจังหวัดเชียงใหม่ โดยทั้ง 7 รายที่ตรวจพบค่าสารหนูเกินเกณฑ์ (100 ug/L) แบ่งเป็นประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายทั้งหมด อำเภอเมือง 3 คน อำเภอเวียงชัย 2 คน เวียงเชียงรุ้ง 1 คน และอำเภอเชียงแสน 1 คน

ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐต้องเร่งดำเนินการด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมจากตรวจพบสารหนูเกินเกณฑ์ครั้งนี้คือ

  1. ตรวจสารหนูให้ละเอียดว่าเป็นสารหนูอนินทรีย์เท่าไหร่จากสารหนูทั้งหมด
  2. เจาะเลือดตรวจร่างกายโดยละเอียดเพิ่ม เพื่อตรวจความสมบูรณ์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด
  3. ปรับเกณฑ์การกรองคนเพื่อเข้าตรวจปัสสาวะตามพฤติกรรมอื่นๆ ของทั้ง 7 รายนี้เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น
  4. ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยโรคที่ต้องเฝ้าระวังจากน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนัก พร้อมนำพื้นที่เหล่านี้เข้าเป็นเขตพื้นที่เฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคจากสิ่งแวดล้อมด้วย

“นี่คือปัญหาที่เร่งด่วน ต้องจัดการโดยเร็วที่สุด บูรณาการการทำงานร่วมกันจากทุกกรม ทุกกระทรวง แต่ที่ผ่านมา 1 ปีการทำงานของรัฐบาลทุกชุดยังคงละเลยต่อปัญหานี้ ตอนนี้ไม่ใช่แค่แม่น้ำเป็นพิษ ไม่ใช่แค่หลีกเลี่ยงการกินปลา แต่มันลุกลามมาถึงน้ำประปาหมู่บ้านที่ประชาชนใช้ ผลผลิตทางการเกษตรที่ใช้น้ำเหล่านี้ และสะท้อนออกมาจากสุขภาพและชีวิตของประชาชนอย่างชัดเจนแล้ว ผมจะติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิด แล้วดูการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารนี้อย่างละเอียด ว่ารัฐบาลจะเริ่มทำงานกับเรื่องนี้อย่างจริงจังได้แล้วหรือยัง ทั้งในเรื่องการแก้ปัญหาที่ต้นตอกับต่างประเทศ และการจัดการปัญหาภายในประเทศ”

สส.ติง! รัฐบาลช้าจัดการ สารหนูน้ำกก-สาย

จากกรณีที่ สส. ออกมาติงรัฐบาลถึงความล่าช้าในการจัดการปัญหาสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในปัสสาวะของชาวบ้านถึง 7 ราย นี่คือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าปัญหาสารหนูในแหล่งน้ำกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว

ทำไมถึงต้องเร่งแก้ปัญหาสารหนูน้ำกก-สาย?

การปนเปื้อนของสารหนูในแหล่งน้ำเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว การได้รับสารหนูในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และในระยะยาวอาจนำไปสู่โรคมะเร็งได้ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสารหนูในแม่น้ำกก-สาย จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ปัญหาสารหนูยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วย เนื่องจากประชาชนไม่สามารถใช้น้ำในแม่น้ำเพื่อการเกษตร หรืออุปโภคบริโภคได้ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำจากแหล่งอื่น รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรอาจได้รับผลกระทบจากสารหนู ทำให้ขายไม่ได้ราคา

ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาสารหนูในแม่น้ำกก-สาย อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการตรวจสอบแหล่งที่มาของสารหนู และดำเนินการแก้ไขที่ต้นเหตุ รวมถึงให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสารหนู ทั้งในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ และต้องติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิด และรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

ปัญหาสารหนูในแม่น้ำกก-สาย ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การจัดการปัญหาสารหนูน้ำกก-สาย จึงเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญและแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ที่มา – สส.ปชน. ติงรัฐบาลเชื่องช้า จี้จัดการสารหนูน้ำกก-สาย หลังพบเกินเกณฑ์ในปัสสาวะ 7 ราย

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว: เช้านี้ยังเงียบสงบ


ชายแดนไทย-กัมพูชา “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยังเงียบสงบ หลังคณะ IOT ลงพื้นที่ฝั่งกัมพูชา จับตามวลชนจากฝั่งกัมพูชาอาจเคลื่อนไหวช่วงเที่ยงไปจนถึงเย็นวันนี้

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ห่างจากเส้นชายแดนเพียงไม่กี่กิโลเมตร พบว่าเช้าวันนี้สถานการณ์โดยรวมยังคงเงียบสงบ ไม่มีมวลชนทั้งสองฝ่ายออกมารวมตัวเหมือนในช่วงก่อนหน้า

เมื่อคืนที่ผ่านมา มีรายงานว่าฝั่งไทยได้มีการเปิดเสียงหลอน ๆ ตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้เชิงจิตวิทยาต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนฝั่งกัมพูชาในช่วงก่อนหน้า ขณะเดียวกัน คณะไอโอที (IOT) ของกัมพูชาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณฝั่งตรงข้ามกับหมู่บ้านบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ส่งผลให้เช้าวันนี้บรรยากาศทั้งสองฝั่งเป็นไปด้วยความเงียบสงบ ไม่มีสัญญาณการรวมตัวของประชาชนหรือมวลชนเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตของเจ้าหน้าที่พบว่าในช่วงเช้ามีปริมาณรถยนต์เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ วิ่งเข้า–ออกภายในหมู่บ้านบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงเช้า คาดว่าเป็นการเคลื่อนไหวของชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีการรวมตัวของกลุ่มใดเป็นพิเศษ

ด้านเจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่จากมุมสูง พบว่าบริเวณทั้งสองหมู่บ้านยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดสังเกต ส่วนแนวชายแดนฝั่งกัมพูชาพบเพียงทหารประจำจุดประมาณ 5 นาย ซึ่งยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่พบการจัดกำลังเพิ่มเติมหรือเคลื่อนไหวในลักษณะเตรียมพร้อมแต่อย่างใด

รายงานเพิ่มเติมระบุว่า ทหารฝั่งกัมพูชาอาจมีอาการอ่อนเพลียจากการปฏิบัติหน้าที่ตลอดทั้งคืน หลังจากเมื่อคืนเกิดเหตุเสียงดังต่อเนื่องจากฝั่งไทย โดยช่วงเช้ายังไม่มีการสับเปลี่ยนกำลังอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ไทยได้จัดเวรยามเฝ้าระวังแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นอีก รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด

คาดว่าในช่วงเที่ยงไปจนถึงเย็นวันนี้ จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตาว่าจะมีมวลชนจากฝั่งกัมพูชาเคลื่อนไหวเข้ามาในพื้นที่อีกหรือไม่ หลังจากที่ตลอดสัปดาห์ก่อนมีความพยายามปลุกระดมให้ประชาชนเข้ามาชุมนุมใกล้แนวชายแดน เพื่อกดดันให้ไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวไว้ โดยภาพรวมขณะนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาฝั่งอำเภอโคกสูงยังอยู่ในความสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายความมั่นคงและกองกำลังบูรพายังคงประจำพื้นที่อย่างเข้มงวด พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น.

เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่นี่

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์โดยรวมที่ บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงเช้าจะยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน

ที่มา – บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ช่วงเช้าเงียบสงบ ยังไร้สัญญาณมวลชนรวมตัว

“อนุทิน” ขอบคุณคนใจดี มอบอาหาร ตอบแทนเพื่อชาติ

“อนุทิน” ขอบคุณคนใจดี มอบอาหาร ขนม และผลไม้ ขอตอบแทนด้วยคำสัญญาทำเพื่อชาติและประชาชน เรื่องราวอบอุ่นหัวใจที่เกิดขึ้นเมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับน้ำใจจากประชาชนขณะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 12.17 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ภาพอาหารและขนมมากมายที่ได้รับจากประชาชนผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมข้อความที่แสดงถึงความซาบซึ้งในน้ำใจของประชาชน

ข้อความบนเฟซบุ๊กของนายอนุทินระบุว่า “ไปนั่งกินเตี๋ยวเนื้อแถวศรีย่าน พอจะขึ้นรถก็มีผู้ใจดีวิ่งเอาอาหาร ขนมและผลไม้มาฝาก อยากบอกว่ารู้สึกปลื้มใจ ชื่นใจจริงๆ วันนี้ยอมน้ำหนักขึ้นกะจะฟาดให้เรียบ และขอตอบแทนความเมตตาที่ทุกท่านมอบให้ลูกนกลูกกาคนนี้ด้วยคำสัญญาว่าจะทำทุกอย่างในความสามารถที่มีอยู่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนจนสุดชีวิต พวกท่านได้จ่ายค่าจ้างให้แล้วในรูปแบบของขนมบ้าบิ่น ทุเรียน หมูแผ่น และฝรั่งดอง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพวกผมแล้วครับ กราบขอบพระคุณในความเมตตานะครับ กราบๆๆๆๆๆ #น้ําตาจิไหล”

น้ำใจจากประชาชนที่มอบให้กับนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำและประชาชน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น“อนุทิน” ขอบคุณคนใจดี มอบอาหาร ตอบแทนเพื่อชาติ

การได้รับอาหารและขนมจากประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้นายอนุทินและคณะรัฐมนตรี มุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ สมกับความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้

เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การที่นายกรัฐมนตรีได้รับของฝากจากประชาชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการให้ การแบ่งปัน และการแสดงความขอบคุณที่มีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรักษาและส่งเสริมต่อไป

น้ำใจคนไทย: “อนุทิน” ขอบคุณคนใจดีที่มอบอาหาร

การที่ประชาชนมอบอาหาร ขนม และผลไม้ให้กับนายกรัฐมนตรีนั้น อาจมองได้หลายมุม ทั้งในแง่ของการแสดงความสนับสนุน การให้กำลังใจ หรือแม้แต่การแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยที่มีต่อผู้นำประเทศ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่นายอนุทินได้รับรู้ถึงความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ และพร้อมที่จะตอบแทนด้วยการทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เรื่องราวดังกล่าวยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และการทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายสูงสุดของการทำงานทางการเมืองก็คือการสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนและประเทศชาติ

“อนุทิน” ขอบคุณคนใจดี ที่ทำให้เห็นถึงความงดงามของสังคมไทยที่เต็มไปด้วยน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

มาร่วมส่งกำลังใจให้นายอนุทินและคณะรัฐมนตรี ทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป เพื่อสร้างสังคมไทยที่น่าอยู่และเจริญก้าวหน้า

ที่มา – “อนุทิน” ขอบคุณคนใจดีมอบอาหาร-ขนม ขอตอบแทนด้วยคำสัญญาทำเพื่อชาติ-ประชาชน

เพื่อไทยพร้อมโหวต! รับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000

พรรคเพื่อไทยพร้อมลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ แต่ขอพรรคเป็นร่างหลัก ชี้ได้ ส.ส.ร. ที่ยึดโยงประชาชน ฮั้วยาก และหนุนเยียวยาน้ำท่วมถ้วนหน้า 9,000 บาท เหมือนสมัย “นายกฯ อิ๊งค์”

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15 ในวันที่ 14-15 ตุลาคมนี้ ว่า เพื่อให้กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมราบรื่นมากที่สุด เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเพื่อไทยพร้อมลงมติรับหลักการในวาระ 1 ทุกฉบับ และพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยมีข้อห่วงใยกับรายละเอียดในร่างของพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องที่มาของ ส.ส.ร. ซึ่งมีจุดอ่อนเรื่องความยึดโยงกับประชาชน เนื่องจากผู้เสนอตัวเป็น ส.ส.ร. สามารถเข้าสู่การเลือกของสมาชิกรัฐสภาได้เลยโดยไม่ผ่านกลไกการกลั่นกรองโดยประชาชนผ่านการเลือกตั้งทางตรงก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่ “ส.ส.ร.จัดตั้ง” ที่ได้สิทธิเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการฮั้วกัน โดยไม่สนใจคุณสมบัติและความเหมาะสมก็เป็นได้

“ดังนั้น หากสมาชิกรัฐสภาลงมติรับหลักการทั้ง 3 ร่าง พรรคเพื่อไทยจะเสนอขอให้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลักในการพิจารณาต่อในชั้นของกรรมาธิการ เพื่อให้ร่างที่จะได้ออกมามีความยึดโยงกับประชาชน เราเชื่อว่าภายใต้ข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. โดยตรงนั้น แนวทางของพรรคเพื่อไทยจะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้จริง ได้ ส.ส.ร.ที่ยึดโยงกับประชาชน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายในทางการเมือง การฮั้วกันทำได้ยาก และไม่มีฝ่ายใดสามารถผูกขาดความเป็นเสียงข้างมากได้”

เพื่อไทยพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 ถ้วนหน้า

นอกจากนี้ รองโฆษกพรรคเพื่อไทยยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอนุมัติวงเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยรอบล่าสุดจากอิทธิพลพายุบัวลอย ในกรอบไม่น้อยกว่าครัวเรือนละ 9,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเคยอนุมัติไว้

ล่าสุดมีข่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีจะเสนอให้มีการปรับเงินชดเชยเยียวยาน้ำท่วมเป็น 9,000 บาททุกกรณี ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้

“พรรคเพื่อไทยสนับสนุนอย่างยิ่งที่จะมีการปรับหลักเกณฑ์การเยียวยาจากน้ำท่วมนี้ เป็น 9,000 บาทต่อครัวเรือนถ้วนหน้า เท่ากันกับที่เคยอนุมัติในคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร เพราะเงินเยียวยานี้ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะเร่งอนุมัติและจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนโดยเร็ว”

สนับสนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาทถ้วนหน้า

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประสบอุทกภัย การเยียวยาด้วยเงิน 9,000 บาทถ้วนหน้า จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน

พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันในหลักการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกมาตรการที่จะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การตัดสินใจของรัฐบาลในการอนุมัติเงินเยียวยาจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อประชาชนว่ารัฐบาลมีความใส่ใจและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการอนุมัติและจ่ายเงินเยียวยาอย่างรวดเร็วเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และพรรคเพื่อไทยยังคงพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 อย่างเต็มที่

เพื่อไทยพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาทถ้วนหน้า เพราะเราเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป นี่คือความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการสร้างสังคมที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – พร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. “เพื่อไทย” ขอเป็นร่างหลัก หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 ถ้วนหน้า

“มารายห์ แครี” กับชุด SIRIVANNAVARI ในคอนเสิร์ต

“มารายห์ แครี” นักร้องดิว่าระดับตำนาน สวมชุดผ้าไหมไทย “SIRIVANNAVARI Couture” ขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ “The Celebration of Mimi Tour” ฉลองครบรอบ 20 ปี อัลบั้มในตำนาน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่า นักร้องดิว่าระดับตำนานโลก “มารายห์ แครี” (Mariah Carey) บินมาเปิดคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ “Mariah Carey : The Celebration of MIMI – Live in Bangkok” จัดโดย เบนซ์ธนบุรี, Maximage และ ททท. เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี

โดยเป็นโชว์เดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถ่ายทอดความอลังการของทัวร์ระดับโลก “The Celebration of Mimi Tour” เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปี อัลบั้มในตำนาน “The Emancipation of Mimi”

โชว์ของ “มารายห์” ทุกนาที คือการขับเคลื่อนด้วยพลังเสียงอันอบอุ่นทรงพลัง โดยหนึ่งในความพิเศษของค่ำคืนสุดประทับใจคือ การโชว์พลังเสียงช่วงฟินาเล่ในชุดผ้าไหมกูตูร์สุดโก้ของ “SIRIVANNAVARI Couture” โดยองค์ดีไซเนอร์ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ทรงออกแบบร่วมกับ “มารายห์” นำผลงาน archive ชุดฟินาเล่สุดอลังจากแฟชั่นโชว์ Spring/Summer 2025 มาเป็นต้นแบบ

งานนี้ “มารายห์” เจาะจงเลือกใช้ผ้าไหมไทย เพื่อเป็นการยกย่องงานฝีมือของชาติไทย ในโทนสีม่วงชมพูที่เธอโปรดปราน เนรมิตขึ้นผ่านงานตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูง ใช้ผ้าไหมลายลูกแก้วสีม่วงมาเจนต้า (สีเกสรชมพู่มะเหมี่ยว) อันหรูหรา จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ พร้อมดีเทลช่วงหลังขึ้นโครงจีบผ้าเป็นช่อดอกไม้โดดเด่นยามเคลื่อนไหว

งานปักบนชุดที่เปล่งประกายแสงรับสปอตไลท์บนเวที คืองานปักโดยช่างฝีมือจาก “SIRIVANNAVARI Atelier and Academy” สตูดิโองานปักชั้นสูงของแบรนด์ ที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจาก “ดอกรัก” ดอกไม้ร้อยพวงมาลัย ผ่านคริสตัล, เลื่อม และแท่งแก้วนับหลายพันชิ้น ปักเรียงต่อกันเป็นลายเส้นสามมิติ บรรจงปักนานนับร้อยชั่วโมง เพิ่มความพิเศษด้วยงานปักตัวอักษรย่อ MC ชื่อของซุปตาร์ดิว่า เพื่อเป็นการต้อนรับและมิตรไมตรีแบบไทยในบริบทร่วมสมัย

นอกจากนี้ “มารายห์” ยังเจิดจรัสยิ่งขึ้นด้วยสร้อยคอไฮจิวเวลรีที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกจากคอลเลกชัน “SIRIVANNAVARI x Beauty Gems” รังสรรค์ขึ้นด้วยพลอยสีชมพูกลีบบัว “พัดพารัดชา” ทรงหยดน้ำ ตกแต่งด้วยเพชรหลากหลายรูปทรง มูลค่ารวมกว่าร้อยล้านบาท เปล่งประกายออร่ามาเต็ม สมกับที่เป็นนักร้องดังระดับตำนานโลกจริงๆ.

“มารายห์ แครี” สวมชุด SIRIVANNAVARI Couture คอนเสิร์ตใหญ่ฉลอง 20 ปี อัลบั้มในตำนาน

คอนเสิร์ตครั้งนี้ตอกย้ำถึงความเป็นไอคอนของ “มารายห์ แครี” และความสามารถของดีไซเนอร์ไทยอย่าง SIRIVANNAVARI Couture ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ชุดที่ “มารายห์ แครี” สวมใส่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความประณีตและใส่ใจในรายละเอียดของงานฝีมือไทย

ความประทับใจจากคอนเสิร์ต “มารายห์ แครี”

การที่ “มารายห์ แครี” เลือกสวมชุด SIRIVANNAVARI Couture ในคอนเสิร์ตใหญ่ เป็นการยืนยันถึงความนิยมและคุณภาพของแบรนด์ไทยในระดับโลก นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในด้านแฟชั่นและวัฒนธรรมอีกด้วย

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่นักร้องระดับโลกอย่าง “มารายห์ แครี” เลือกสวมชุดจากแบรนด์ไทย แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้าแฟชั่นที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล นี่คืออีกก้าวสำคัญของวงการแฟชั่นไทยในการก้าวสู่เวทีโลก

สำหรับใครที่พลาดชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ ไม่ต้องเสียใจ! ยังมีโอกาสติดตามผลงานและความเคลื่อนไหวของ “มารายห์ แครี” และ SIRIVANNAVARI Couture ได้ทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่าลืมกดติดตามเพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและกิจกรรมดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “มารายห์ แครี” สวมชุด SIRIVANNAVARI Couture คอนเสิร์ตใหญ่ฉลอง 20 ปี อัลบั้มในตำนาน

“โจ ไบเดน” รักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม

อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน กำลังเข้ารับการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการฉายรังสีและฮอร์โมนบำบัด หลังจากแพทย์ตรวจพบว่ามะเร็งได้ลุกลามไปยังกระดูก ซึ่งถือเป็นระยะที่รุนแรงขึ้น แต่ยังตอบสนองต่อการรักษาได้ดี โดยคาดว่าจะดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา 5 สัปดาห์ แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยว่าการรักษาได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในเมืองฟิลาเดลเฟีย

ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานของไบเดนเปิดเผยว่า เขาถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง (Gleason score 9 – Grade Group 5) ซึ่งแพร่กระจายไปยังกระดูก หลังเข้ารับการตรวจจากอาการผิดปกติทางปัสสาวะ ผลการวินิจฉัยระบุว่าเป็นมะเร็งชนิดที่ “ไวต่อฮอร์โมน” ซึ่งยังสามารถควบคุมและรักษาได้ด้วยการบำบัดแบบผสมผสาน การตัดสินใจเข้ารับการรักษาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก “โจ ไบเดน” เผชิญหน้ากับความกังวลด้านสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แหล่งข่าวใกล้ชิดเผยว่า “โจ ไบเดน” ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี และสภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรง แม้จะต้องเข้ารับการฉายรังสีอย่างต่อเนื่อง การรักษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องของเขา

ไบเดนซึ่งสิ้นสุดวาระเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และเผชิญคำถามเกี่ยวกับสุขภาพตลอดการดำรงตำแหน่ง จนในที่สุดตัดสินใจถอนตัวจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 โดยอดีตรองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส ลงสมัครแทนในนามพรรคเดโมแครต แต่พ่ายให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไบเดนเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันโครงการวิจัยโรคมะเร็งอย่างจริงจัง โดยในปี 2022 เขาและภรรยา ดร.จิล ไบเดน ได้รื้อฟื้นโครงการ “Cancer Moonshot” เพื่อระดมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ ตั้งเป้าลดการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกว่า 4 ล้านรายภายในปี 2047

ไบเดนเคยสูญเสียลูกชายคนโต “โบ ไบเดน” จากโรคมะเร็งสมองในปี 2015 และเคยเข้ารับการรักษามะเร็งผิวหนังสองครั้งในปี 2023 และ 2025 ล่าสุดเขาใช้ชีวิตอย่างสงบห่างจากสื่อ โดยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกหลังออกจากทำเนียบขาว ยอมรับว่าการตัดสินใจถอนตัวจากการเลือกตั้ง “เป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิตทางการเมืองของเขา”

ตามข้อมูลจากสมาคมโรคมะเร็งอเมริกัน มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับสองในผู้ชาย รองจากมะเร็งผิวหนัง โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ผู้ชายราว 13 ใน 100 คนมีโอกาสป่วยด้วยโรคนี้ในช่วงชีวิต และอายุเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

“โจ ไบเดน” เข้ารับการฉายรังสีและฮอร์โมนบำบัด รักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม

สถานการณ์ของ “โจ ไบเดน” ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และการตระหนักถึงความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

อะไรคือความสำคัญของการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม?

การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม มีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย การรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยยืดอายุขัย และลดความเจ็บปวดของผู้ป่วยได้ “โจ ไบเดน” เองก็เป็นตัวอย่างของผู้ที่เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากนั้นมีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉายรังสี หรือการให้ยาฮอร์โมน การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรค สภาพร่างกายของผู้ป่วย และความเห็นของแพทย์

  • การผ่าตัด: เป็นการตัดต่อมลูกหมากออกทั้งหมด มักใช้ในผู้ป่วยที่มะเร็งยังไม่แพร่กระจาย
  • การฉายรังสี: ใช้รังสีพลังงานสูงเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง
  • การให้ยาฮอร์โมน: ลดระดับฮอร์โมนเพศชายในร่างกาย ซึ่งเป็นอาหารของเซลล์มะเร็ง

การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากควรรวมถึงการดูแลสุขภาพองค์รวม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการจัดการกับความเครียด

สถานการณ์ของ “โจ ไบเดน” เป็นเครื่องเตือนใจว่าโรคมะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการตรวจสุขภาพเป็นประจำมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจหาโรคในระยะเริ่มต้น

ขอส่งกำลังใจให้ “โจ ไบเดน” หายป่วยโดยเร็ว และขอให้เรื่องราวของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพของตนเองนะครับ

ที่มา – “โจ ไบเดน” เข้ารับการฉายรังสีและฮอร์โมนบำบัด รักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม