วัน: 20 ตุลาคม 2025

ฟลิค กุนซือบาร์ซ่า เปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลาน

ฟลิค กุนซือบาร์ซ่า เปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลาน

ฮันซี่ ฟลิค ผู้จัดการทีมบาร์เซโลน่ากล่าวว่า เขาไม่ต้องการให้หลานๆ ของเขาเห็นพฤติกรรมที่ทำให้เขาโดนใบแดงในเกมกับคิโรน่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

กุนซือวัย 60 ปีได้รับใบเหลืองจากการปรบมือประชดประชันใส่ผู้ตัดสินที่สี่ เมื่อเขาแสดงเวลาทดเจ็บ 4 นาที หลังจากที่บาร์เซโลน่าพลาดโอกาสหลายครั้งในขณะที่สกอร์เสมอกัน

เมื่อโรนัลด์ อเราโฮ่ ตัวสำรองทำประตูชัยให้บาร์ซ่าได้สำเร็จ ฟลิคร่วมดีใจกับแฟนบอลอย่างบ้าคลั่งและโดนใบเหลืองที่สองจากการแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสม

“ผมไม่ชอบเห็นตัวเองในสภาพแบบนั้นทางทีวี และผมไม่ต้องการให้หลานๆ เห็นคุณปู่ของพวกเขาเป็นแบบนั้น” ฟลิค กุนซือบาร์ซ่ากล่าว “ดังนั้นผมอาจจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของผม”

ทำไมฟลิค กุนซือบาร์ซ่า ถึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรม?

ในการแถลงข่าว ก่อนเกมที่บาร์เซโลน่าจะพบกับโอลิมเปียกอสในแชมเปี้ยนส์ลีกในวันอังคาร ฟลิคกล่าวว่าการชูนิ้วกลางที่เขาโดนลงโทษนั้นมาจากความรู้สึกที่เขามีต่อสโมสร ซึ่งเขาเข้ามาคุมทีมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024

ฟลิคเป็นหัวหน้าโค้ชของบาเยิร์น มิวนิค เมื่อทีมจากเยอรมนีกลายเป็นทีมแรกที่ยิงได้แปดประตูใส่บาร์เซโลน่าในรอบกว่า 50 ปีในปี 2020 และอ้างว่าเขาค่อนข้างสงบเสงี่ยมอยู่ข้างสนามในขณะที่ทีมของเขาเข้าสู่รอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกอย่างง่ายดาย

“ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเป็นโค้ชของบาเยิร์น มิวนิค ภาพจากเกมที่เจอกับบาร์ซ่าแสดงให้เห็นว่าผมมีปฏิกิริยาเหมือนกันกับประตูแรก ประตูที่สอง และประตูที่แปด” ฟลิคกล่าว “ผู้คนบอกว่าผมไม่เคยยิ้ม!”

“ตอนนี้ผมแสดงอารมณ์มากขึ้น มันเป็นเรื่องจริง เพราะสโมสรแห่งนี้เปลี่ยนแปลงผมไปอย่างสิ้นเชิง”

“บางทีผมควรจะควบคุมแรงกระตุ้นของผม แต่ผมรักบาร์ซ่า บาร์เซโลน่า และผู้คนของที่นี่ และนั่นคือเหตุผลที่ผมทุ่มเททุกอย่างเสมอ”

ใบแดงของฟลิคมาพร้อมกับการแบนห้ามคุมทีมข้างสนาม ซึ่งจะทำให้เขาต้องอยู่ในอัฒจันทร์ของเบร์นาเบว ในขณะที่ทีมของเขาเล่นกับเรอัล มาดริด ในเอล กลาซิโก ในวันอาทิตย์ (21:15 น. ตามเวลาประเทศไทย) – แม้ว่าบาร์เซโลน่าจะอุทธรณ์การตัดสินดังกล่าว

โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสรบาร์ซ่ากล่าวหาว่ามี “มือสีขาว” อยู่เบื้องหลังการทำหน้าที่ของเฆซุส กิล มานซาโน่ ผู้ตัดสินในเกมกับคิโรน่า โดยอ้างถึงการสนับสนุนเรอัล มาดริด – แม้ว่าฟลิคเองปฏิเสธที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชี้นำเรื่องความลำเอียงของผู้ตัดสิน

“ผมไม่มีอะไรเกี่ยวกับผู้ตัดสิน” เขากล่าว “ผมไม่ได้บ่นเขา แต่เขาเห็นแบบนั้นและนั่นคือสิ่งที่ผมต้องยอมรับ”

ดังนั้น ฟลิค กุนซือบาร์ซ่า จึงตระหนักดีถึงพฤติกรรมของตนเอง การโดนใบแดงและแสดงอารมณ์มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อลูกหลาน การปรับปรุงพฤติกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของสโมสร

การควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้จัดการทีมฟุตบอล การแสดงอารมณ์ที่มากเกินไปอาจนำไปสู่การถูกลงโทษและส่งผลเสียต่อทีม การเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมจึงเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับ ฟลิค กุนซือบาร์ซ่า และผู้จัดการทีมทุกคน

ที่มา – Barca boss Flick to change behaviour ‘for grandchildren

สส.เกาหลีใต้เผย คนไปกัมพูชาแล้วไม่กลับปีละพัน

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน ข้อมูลน่าตกใจที่กำลังถูกจับตามอง! สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีพลเมืองเกาหลีจำนวนมากเดินทางไปยังกัมพูชาแต่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศ ซึ่งจุดประกายความกังวลว่าอาจมีชาวเกาหลีเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ (scammer) ในกัมพูชามากกว่าที่คิดไว้

นายพัค ชาน-แด สส. จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจนี้ โดยระบุว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีชาวเกาหลีใต้หลายพันคนที่เดินทางไปยังกัมพูชา แต่กลับไม่มีข้อมูลการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีพลเมืองของตนเข้าไปพัวพันกับการทำงานในศูนย์หลอกลวงในประเทศกัมพูชา มากกว่าที่เคยมีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้

ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ ซึ่งถูกยื่นให้กับ สส.พัค ระบุถึงส่วนต่างของจำนวนชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชาและจำนวนผู้ที่เดินทางกลับจากกัมพูชา โดยตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 3,209 คนในปี 2565, 2,662 คนในปี 2566 และ 3,248 คนในปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีส่วนต่างเพียง 113 คนเท่านั้น

การที่ชาวเกาหลีจำนวนมากไม่ได้เดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า จำนวนพลเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา อาจมีจำนวนสูงกว่าตัวเลขประมาณการของรัฐบาลที่ระบุไว้ราว 1,000 คนหรือไม่

สำหรับตัวเลขในปี 2568 นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคม พบว่ามีชาวเกาหลีใต้เดินทางไปกัมพูชา 67,609 คน แต่เดินทางกลับมาเพียง 66,745 คน คิดเป็นส่วนต่าง 864 คน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาชี้ว่า ในปี 2567 มีชาวเกาหลีใต้เดินทางเข้าประเทศถึง 192,305 คน ในขณะที่ข้อมูลจากฝั่งเกาหลีใต้ระบุว่ามีพลเมืองเดินทางออกจากประเทศไปยังกัมพูชาในปีเดียวกันนั้นเพียง 100,820 คนเท่านั้น ตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมากนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

สำนักข่าวยอนฮัป (Yonhap) รายงานโดยอ้างอิงการเปิดเผยของผู้ที่รู้จักกับพนักงานในเครือข่ายอาชญากรรมแห่งหนึ่งในกัมพูชาว่า มีชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการหลอกลวงในประเทศนี้อย่างน้อย 2,000 ถึง 3,000 คน

“ไม่ได้มีเพียงแค่คนที่เดินทางออกไปโดยเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังมีคนที่ลักลอบเข้ากัมพูชาโดยผ่านประเทศจีนอีกด้วย” แหล่งข่าวระบุถึงวิธีการเดินทางที่หลากหลายของเหล่าอาชญากร

แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเคยทำงานในศูนย์อาชญากรรม ให้ข้อมูลว่ามีชาวเกาหลีอยู่ในศูนย์ดังกล่าวประมาณ 50 คน โดยบางคนเมื่อหาเงินได้จำนวนหนึ่งแล้วก็จะย้ายไปตั้งบริษัทใหม่ในภูมิภาคอื่น

นายพัค แสดงความกังวลว่า อาจยังมีเหยื่อชาวเกาหลีจากอาชญากรรมในกัมพูชาอยู่อีกจำนวนมาก พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศอย่างละเอียด

“รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศซ้ำ โดยการเปรียบเทียบประวัติการเข้าและออกของแต่ละบุคคลกับบันทึกของกงสุลและตำรวจ” นายพัคกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

ทำไมคนเกาหลีใต้ถึงไปกัมพูชาแล้วไม่กลับ?

คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน ปรากฏการณ์นี้อาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่กัมพูชา การเข้าไปพัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือแม้แต่การลักลอบเข้าไปทำงานผิดกฎหมาย

รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากพลเมือง และให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่อาจตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ การประสานงานกับทางการกัมพูชาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดก็เป็นสิ่งสำคัญ

การที่ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน นี้ เป็นสัญญาณเตือนให้ตระหนักถึงภัยร้ายของอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การที่ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ด้วย

ที่มา – สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

พบแหล่งทุน! ดูแลแฟนบอลมัคคาบีเทลอาวีฟ

ลิซ่า แนนดี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า แหล่งทุนจะไม่เป็นตัวกำหนดว่าแฟนบอลมัคคาบีเทลอาวีฟจะสามารถเข้าร่วมการแข่งขันในเมืองเบอร์มิงแฮมในเดือนหน้าได้หรือไม่

คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย (SAG) ของเมือง ซึ่งประกอบด้วยตำรวจ สภา และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย ได้ตัดสินใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แฟนบอลทีมเยือนจะถูกห้ามจากเกมยูฟ่ายูโรปาลีกที่จะพบกับแอสตันวิลล่าในวันที่ 6 พฤศจิกายน

แนนดี้กล่าวว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลในการประเมินความเสี่ยงรอบการแข่งขันฟุตบอลครั้งนี้” แต่กล่าวว่ารัฐมนตรีกำลังทำงานร่วมกันเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับการดำเนินการของตำรวจที่จำเป็น

ไนเจล ฮัดเดิลสตัน เงาของเธอจากพรรคอนุรักษ์นิยม กล่าวว่าการแบนครั้งนี้ “น่าอับอายและน่าขายหน้า”

SAG ซึ่งให้คำแนะนำแก่สภาเกี่ยวกับการออกใบรับรองความปลอดภัย จะทบทวนการตัดสินใจหากตำรวจเวสต์มิดแลนด์เปลี่ยนการประเมินความเสี่ยงสำหรับการแข่งขัน สภาเมืองเบอร์มิงแฮมกล่าว

เมื่อวันพฤหัสบดี ตำรวจเวสต์มิดแลนด์กล่าวว่าได้จัดประเภทการแข่งขันเป็น “ความเสี่ยงสูง” โดยอิงจากข่าวกรองปัจจุบันและเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ รวมถึง “การปะทะกันอย่างรุนแรงและความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมจากความเกลียดชัง” ระหว่างแฟนบอล Ajax และ Maccabi Tel Aviv ก่อนการแข่งขันในอัมสเตอร์ดัมในเดือนพฤศจิกายน 2024

แนนดี้กล่าวว่า “หลังจากการตัดสินใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลได้ทำงานร่วมกับตำรวจเวสต์มิดแลนด์และสภาเมืองเบอร์มิงแฮมเพื่อสนับสนุนพวกเขาในการพิจารณาตัวเลือกทั้งหมดที่มีอยู่ และบอกเราว่าต้องการทรัพยากรอะไรบ้างในการจัดการความเสี่ยง เพื่อให้แน่ใจว่าแฟนบอลจากทั้งสองทีมสามารถเข้าร่วมได้อย่างปลอดภัย”

“หากมีการแก้ไขการประเมิน กลุ่มที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยจะประชุมกันอีกครั้งเพื่อหารือเกี่ยวกับตัวเลือกต่างๆ”

พบแหล่งทุน! ดูแลแฟนบอลมัคคาบีเทลอาวีฟ

สถานการณ์ที่แฟนบอลถูกแบนจากการเข้าชมการแข่งขันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องการการพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและสวัสดิภาพของทุกคน

การจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยของแฟนบอล: พบแหล่งทุน!

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การประเมินความเสี่ยงที่ถูกต้องและแม่นยำ การมีข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสมัยเกี่ยวกับศักยภาพของเหตุการณ์ความรุนแรงหรืออาชญากรรมจากความเกลียดชังเป็นสิ่งจำเป็นในการตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้แฟนบอลทีมเยือนเข้าร่วมการแข่งขันหรือไม่

การทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจ สภาเมือง และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย (SAG) มีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำและการประเมินความเสี่ยง

  • การสื่อสาร: การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับแฟนบอลของทั้งสองทีมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขาทราบถึงกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน
  • การรักษาความปลอดภัย: การจัดเตรียมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เพียงพอทั้งในและรอบสนามแข่งขันเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงและรักษาความสงบเรียบร้อย
  • การตอบสนอง: การมีแผนการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจนและพร้อมใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

รัฐบาลมีบทบาทในการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยงานท้องถิ่นในการจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยในการแข่งขันกีฬา การจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ตำรวจและหน่วยงานอื่น ๆ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้แฟนบอลทีมเยือนเข้าร่วมการแข่งขันหรือไม่ ควรพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงการประเมินความเสี่ยง ข้อมูลข่าวกรอง และความสามารถในการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย

การแบนแฟนบอลทีมเยือนอาจเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่บางครั้งอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการแฟนบอลในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ ความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ท้ายที่สุดแล้ว การพิจารณาเรื่อง พบแหล่งทุน! ดูแลแฟนบอลมัคคาบีเทลอาวีฟ คือการรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัย และสิทธิของแฟนบอลในการเชียร์ทีมของตนเองอย่างปลอดภัย การตัดสินใจต่างๆ ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อทุกฝ่าย และมุ่งเน้นไปที่การสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและสนุกสนานสำหรับทุกคน

ที่มา – ‘Resources will be found’ to police Maccabi Tel Aviv fans

ความขัดแย้งเรื่องเลือกปฏิบัติ: สิ่งรบกวนที่ไม่พึงประสงค์

คาร์ลา วอร์ด บอสใหญ่ทีมชาติไอร์แลนด์กล่าวว่า ยิ่งกำจัด “เสียงรบกวนภายนอก” ที่เกี่ยวข้องกับสมาคมฟุตบอลแห่งไอร์แลนด์ [FAI] ได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

ในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ วอร์ดถูกถามซ้ำๆ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเพศที่อดีตหัวหน้าโค้ช ไอลีน กลีสัน เป็นผู้กล่าวหา รวมถึงการรับรู้ของเธอเองเกี่ยวกับการสนับสนุนที่มอบให้กับทีมหญิง

รายงานใน Irish Independent ที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคมระบุว่า เอกสารของศาลแสดงให้เห็นว่า กลีสันกล่าวหาหน่วยงานกำกับดูแลว่าปฏิบัติต่อเธอและทีมงานเบื้องหลังของเธออย่างไม่เป็นธรรมเนื่องจากเพศของพวกเขา

ทีมกฎหมายของกลีสันยังอ้างว่าทีมหญิงชุดใหญ่ไม่ได้รับการเดินทาง ความปลอดภัย การแพทย์ และการสนับสนุนด้านประสิทธิภาพเช่นเดียวกับทีมชาย

FAI กล่าวว่าจะเตรียม “การป้องกันทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง” เพื่อตอบสนองต่อข้อกล่าวหา และวอร์ดกระตือรือร้นที่จะนำความสนใจไปที่การแข่งขันเพลย์ออฟเลื่อนชั้น/ตกชั้นของเนชันส์ลีกกับเบลเยียมมากกว่าปัญหาที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับสมาคม

“ยิ่งเราพูดคุยเกี่ยวกับฟุตบอลได้มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งสามารถมุ่งเน้นไปที่งานของฉันได้มากขึ้นเท่านั้น” เธอกล่าว

“ทรัพยากรและมาตรฐานที่เรามีอยู่ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อสัปดาห์นี้ แต่เรากำลังพูดถึงส่วนที่ใหญ่กว่า ส่วนที่ใหญ่กว่าคือวิธีที่เราปรับปรุงมาตรฐานในทุกด้านขององค์กร และวิธีที่เราทำให้แน่ใจว่าความสนใจของเราคือฟุตบอล”

“นั่นเป็นสิ่งสำคัญเพราะฉันจะบอกว่าตั้งแต่ฉันเข้ารับตำแหน่ง 80% ไม่ใช่ฟุตบอล”

“ฟุตบอลคือสิ่งที่เราได้รับค่าตอบแทนและต้องได้รับการตัดสิน ฉันจะถูกตัดสินจากผลลัพธ์ ดังนั้นยิ่งเราพูดคุยเกี่ยวกับฟุตบอลได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น”

‘FAI have been receptive to trying to create change’

วอร์ดกล่าวว่าเธอ “มีความสุข” ในงานนี้ แต่การถูกถามคำถามเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อเธอ

“แน่นอนว่าเสียงรบกวนภายนอกทำให้คุณเสียสมาธิ ฉันไม่สามารถนั่งและบอกว่ามันไม่รบกวนฉันได้ มันกวนใจฉัน แต่นั่นคือชีวิต” เธอกล่าวต่อ

เธอเสริมว่าเธอได้พูดคุยกับ FAI เกี่ยวกับความจำเป็นในการปรับปรุง และเธอได้พูดคุยกับกลีสันเกี่ยวกับข้อกังวลบางประการที่หญิงวัย 53 ปีได้หยิบยกขึ้นมา

“เราจะพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร ฉันจะต้องพยายามขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ไอลีนได้นำสิ่งที่เธอพบเจอมาสู่ความสนใจ ฉันสามารถนำเสนอสิ่งที่ฉันพบเจอได้เท่านั้น

“มีความคล้ายคลึงกันบ้างไหม มี มีบางสิ่งที่เรายังคงดำเนินการอยู่หรือไม่ ใช่

“ดังนั้น อย่างที่ฉันบอก เราพยายามก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง และ FAI ได้เปิดรับการพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลง และเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องพยายามทำเช่นนั้น แต่สัปดาห์นี้เป็นเรื่องของการฝึกซ้อม”

O’Sullivan’s inclusion ‘huge’

ในการแข่งขันกับเบลเยียม สาธารณรัฐไอร์แลนด์จะแข่งขันกันเพื่อชิงตำแหน่งในลีก A ซึ่งการย้ายครั้งนี้จะปรับปรุงอันดับของพวกเขาสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกหญิงปี 2027

ชาวเบลเยียมอยู่ในอันดับที่ 20 ในการจัดอันดับโลกหญิงของฟีฟ่า เหนือชาวไอริช 7 อันดับ

วอร์ดไม่มี คอร์ทนีย์ บรอสแนน ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ซึ่งพลาดการแข่งขันเพลย์ออฟสองนัดเนื่องจากปัญหาที่เข่า

เกรซ โมโลนีย์ และโซฟี ไวท์เฮาส์ ต่างก็เล่นให้กับซันเดอร์แลนด์และชาร์ลตัน แอธเลติก อย่างสม่ำเสมอใน WSL 2 และวอร์ดเชื่อว่ามี “เครื่องหมายคำถามใหญ่” เกี่ยวกับว่าใครจะเริ่มต้นในเลกแรกของวันศุกร์ที่สนามกีฬาอาวีวา

“เกรซและโซฟีอยู่ในฟอร์มที่ดีจากมุมมองของข้อมูล พวกเขาเป็นสองอันดับแรกใน WSL 2 ในขณะนี้” เธออธิบาย

“พวกเขาทั้งคู่กำลังเล่นและแสดงผลงาน และพวกเขาก็แตกต่างกันมาก บอกตามตรงว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ [ว่าใครจะเริ่มต้น] ยังมีการสนทนาอีกหลายอย่างที่จะต้องมี”

วอร์ด อดีตบอสของ แอสตัน วิลล่า ได้รับการส่งเสริมจากการกลับมาฟิตสมบูรณ์ของ เดนิส โอ’ซัลลิแวน ซึ่งลงเล่นในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของชัยชนะ 4-1 ของ นอร์ธ แคโรไลนา คูเรจ เหนือ เบย์ เอฟซี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแข่งขันครั้งแรกของเธอตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บที่เข่าในเดือนสิงหาคม

“การได้เธอกลับมาถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่แค่ในสนาม นอกสนาม เธอยอดเยี่ยมมาก” วอร์ดกล่าวถึงกองกลางที่ติดทีมชาติ 125 ครั้ง

“ในสนาม ฉันจะบอกว่าเธอเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดที่ฉันเคยร่วมงานด้วยในฐานะมืออาชีพ และทุกสิ่งที่เธอทำ

“การเสียเดนิสไปจะเป็นหายนะ ฉันบอกไม่ได้ว่าฉันมีความสุขแค่ไหนที่ได้เธอกลับมา”

ความขัดแย้งเรื่องเลือกปฏิบัติ: สิ่งรบกวนที่ไม่พึงประสงค์ คือสิ่งที่คาร์ลา วอร์ด โค้ชทีมชาติไอร์แลนด์กำลังเผชิญอยู่ การจัดการกับข้อกล่าวหาและการมุ่งเน้นไปที่การแข่งขันมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ความขัดแย้งเรื่องเลือกปฏิบัติ: สิ่งรบกวนที่ไม่พึงประสงค์ ที่ต้องแก้ไขโดยเร็ว

การที่ทีมหญิงไม่ได้รับการสนับสนุนที่เท่าเทียมกับทีมชายเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเสมอภาค

การมุ่งเน้นไปที่ฟุตบอลและการพัฒนามาตรฐานในทุกด้านขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ทีมชาติไอร์แลนด์ประสบความสำเร็จ

การที่ เดนิส โอ’ซัลลิแวน กลับมาฟิตสมบูรณ์เป็นข่าวดีสำหรับทีมและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง

ดังนั้น การแก้ไข ความขัดแย้งเรื่องเลือกปฏิบัติ: สิ่งรบกวนที่ไม่พึงประสงค์ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ทีมโฟกัสที่เกมการแข่งขันได้เต็มที่ แต่ยังสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมและส่งเสริมความเสมอภาคภายในองค์กรอีกด้วย เพราะหากเราสามารถจัดการกับปัญหาภายในได้ประสิทธิภาพของทีมก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน นี่คือ ความขัดแย้งเรื่องเลือกปฏิบัติ: สิ่งรบกวนที่ไม่พึงประสงค์ ที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อความก้าวหน้าของวงการลูกหนังหญิง

ที่มา – Discrimination row an unwanted distraction – Ward

เรนเจอร์สแต่งตั้งโรห์ลยุติการค้นหาผู้จัดการทีม

เรนเจอร์ส (Rangers) ยุติการค้นหาหัวหน้าโค้ชคนใหม่ที่ยืดเยื้อด้วยการแต่งตั้ง แดนนี่ โรห์ล (Danny Rohl) อดีตผู้จัดการทีมเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ (Sheffield Wednesday)

เรนเจอร์สไล่รัสเซลล์ มาร์ติน (Russell Martin) ออกจากตำแหน่งหลังจากคุมทีมไป 17 นัดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม และได้พูดคุยกับ สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) อดีตผู้จัดการทีม, โรห์ล และ เควิน มัสแคท (Kevin Muscat) อดีตกองหลังของทีม แต่ไม่มีความคืบหน้า

การเจรจาที่ล้มเหลวกับมัสแคท ซึ่งใกล้จะคว้าแชมป์ไชนีส ซูเปอร์ลีกกับเซี่ยงไฮ้ พอร์ต ทำให้ชื่อของโรห์ลกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

กุนซือชาวเยอรมันวัย 36 ปีรายนี้ คุมทีมเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ระหว่างเดือนตุลาคม 2023 ถึงกรกฎาคม 2025 หลังจากเคยเป็นโค้ชให้กับ อาร์บี ไลป์ซิก, เซาแธมป์ตัน, บาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติเยอรมนี

ปัจจุบันเรนเจอร์สอยู่อันดับ 6 ในลีกสกอตติช พรีเมียร์ชิพ โดยชนะเพียงแค่นัดเดียวจาก 8 นัด และกำลังจะพบกับบรันน์ (17:45 BST) ในศึกยูโรปาลีกในวันพฤหัสบดี

เจอร์ราร์ด อดีตบอสผู้เคยคว้าแชมป์ ถอนตัวจากการพิจารณา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะกลับไปที่ไอบรอกซ์

จากนั้นโรห์ลก็ถอนตัวออกไปเช่นกัน ทำให้เรนเจอร์สจัดการเจรจาขั้นสูงกับมัสแคทชาวออสเตรเลีย แต่ความเป็นไปได้ที่การเริ่มต้นคุมทีมของเขาจะล่าช้า ทำให้ข้อตกลงไม่สามารถเกิดขึ้นได้สำหรับทั้งสองฝ่าย

โรห์ล ซึ่งออกจากเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ด้วยความยินยอมร่วมกันในช่วงฤดูร้อน ช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้ถึงสองครั้งกับสโมสรในเซาท์ยอร์คเชียร์ที่กำลังมีปัญหา

เขาจบอันดับที่ 12 ในแชมเปี้ยนชิพในการคุมทีมเต็มฤดูกาล ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจเมื่อพิจารณาถึงปัญหาทางการเงินของเวนส์เดย์

มาร์ติน อดีตบอสของเซาแธมป์ตัน ถูกไล่ออกขณะที่เรนเจอร์สอยู่อันดับที่ 8 ในลีก ตามหลังแชมป์เก่าอย่างเซลติกอยู่ 9 แต้ม และตามหลังจ่าฝูงฮาร์ตส์ ออฟ มิดโลเธียนอยู่ 2 แต้ม

ตอนนี้พวกเขาตามหลังเซลติกที่กำลังมีปัญหาอยู่ 8 แต้ม และตามหลังทีมของดีเร็ก แมคอินเนสอยู่ 13 แต้ม

เรนเจอร์สยังล้มเหลวในการผ่านเข้ารอบแชมเปี้ยนส์ลีกภายใต้การคุมทีมของมาร์ติน และแพ้เกมยูโรปาลีกทั้งสองนัด

เรนเจอร์สแต่งตั้งโรห์ลยุติการค้นหาผู้จัดการทีม

ข่าวเพิ่มเติมจะตามมา

ทำไมการแต่งตั้ง แดนนี่ โรห์ล โดยเรนเจอร์ส (Rangers) ถึงน่าสนใจ

การที่เรนเจอร์ส (Rangers) ตัดสินใจแต่งตั้ง แดนนี่ โรห์ล (Danny Rohl) เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและน่าจับตามองอย่างยิ่ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนและการค้นหาผู้จัดการทีมที่ยาวนาน สถานการณ์ของทีมค่อนข้างน่าเป็นห่วง ด้วยผลงานที่ไม่สู้ดีนักในลีกและในยุโรป ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของสโมสร

แดนนี่ โรห์ล อาจจะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูสำหรับแฟนบอลหลายคน แต่ประสบการณ์การทำงานของเขาในอดีตกับสโมสรชั้นนำอย่าง อาร์บี ไลป์ซิก, บาเยิร์น มิวนิก และเซาแธมป์ตัน รวมถึงการคุมทีมเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานภายใต้แรงกดดันและความคาดหวังสูง แม้ว่าเขาจะยังอายุน้อย แต่โรห์ลก็ได้รับการยอมรับในวงการว่าเป็นโค้ชที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีแท็กติกที่น่าสนใจ

ความท้าทายที่รอโรห์ลอยู่ในถิ่นไอบรอกซ์ (Ibrox) นั้นยิ่งใหญ่ เรนเจอร์สต้องการการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านผลงานและสไตล์การเล่น แฟนบอลต้องการเห็นทีมกลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น นั่นคือการเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งของเซลติก (Celtic) และการประสบความสำเร็จในรายการยุโรป โรห์ลจะต้องใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างทีมที่แข็งแกร่งและมีความสามัคคี ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการแข่งขันในระดับสูง

การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของเรนเจอร์ส พวกเขาเชื่อมั่นในศักยภาพของแดนนี่ โรห์ล และหวังว่าเขาจะนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้ในอนาคต แฟนบอลเองก็คงจะตั้งตารอชมผลงานของเขาอย่างใจจดใจจ่อ ว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงทีมไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่

เรนเจอร์สแต่งตั้งโรห์ลยุติการค้นหาผู้จัดการทีม เพราะเขาเป็นคนที่ใช่ ณ เวลานี้

ที่มา – Rangers end manager search by appointing Rohl

แก๊งสแกมเมอร์หนีปราบปราม ตั้งฐานโอรเสม็ด

สถานการณ์น่าจับตา! แก๊งสแกมเมอร์หนีการปราบปรามจากต่างประเทศ พากันย้ายมาตั้งฐานใหม่ที่ชุมชนโอรเสม็ด ตรงข้ามด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ นายอำเภอกาบเชิงเปิดเผยว่า พบการก่อสร้างอาคารอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่มีการปะทะหรือปิดด่านชายแดน แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวตลอดเวลา และคาดว่าจะใกล้แล้วเสร็จ

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ที่หลอกลวงผู้คนทั่วโลก ทำให้หลายชาติกดดันให้กัมพูชาปราบปรามอย่างหนัก ส่งผลให้กลุ่มสแกมเมอร์บางส่วนแตกกระเจิงและกระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ บริเวณชายแดน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณหลังบ่อนกาสิโนในชุมชนโอรเสม็ด อำเภอกรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ติดกับด่านช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มสแกมเมอร์ที่หลบหนีเข้ามาซ่อนตัวและสร้างอาณาจักรสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีการก่อสร้างมาแล้วประมาณ 3 ปี และยังคงดำเนินการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด พบว่าอาคารสำนักงานหลายแห่งสร้างเสร็จแล้ว ตั้งอยู่ใกล้กับบ่อนคาสิโนทั้งสองแห่งในโอรเสม็ด ประเทศกัมพูชา

หลังเหตุการณ์ชายแดน ทางการไทยได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของแก๊งสแกมเมอร์หนีปราบปรามอยู่นอกเหนืออำนาจของทางการไทย และพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของกลุ่มสแกมเมอร์ในขณะนี้

นายสิทธิโรจน์ เจริญธนะศักดิ์ นายอำเภอกาบเชิง กล่าวว่า บริเวณชายแดนมีบ่อนการพนัน 2 แห่ง ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์หนีปราบปราม โดยร่วมมือกับทางการกัมพูชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือเมื่อปีที่แล้ว

จากการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มสแกมเมอร์ พบว่ามีการเช่าอาคารของบ่อนการพนันเพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงาน คาดว่าการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ และบ่อนการพนันจะให้กลุ่มสแกมเมอร์เข้ามาประจำการ ซึ่งอาจมีจำนวนหลักพันคนและมีหลายสัญชาติ กลุ่มสแกมเมอร์ไม่ได้สนใจการเคลื่อนไหวชายแดน และมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงที่มีหลายสัญชาติ

นายอำเภอกาบเชิงกล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มสแกมเมอร์ในพื้นที่ดังกล่าวสร้างอาคารไปแล้วประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ก่อนที่จะมีการปะทะกัน คาดว่าการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว อาคารแต่ละหลังมีหลายชั้นและสามารถรองรับคนได้ประมาณ 300 คนขึ้นไป และมีคนไทยจำนวนหนึ่งอยู่ในกลุ่มนี้ แต่ไม่สามารถระบุจำนวนได้เนื่องจากมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

บางส่วนอาจถูกหลอกหรือชักชวนให้ไปทำงาน โดยมีหัวหน้าคนไทยดูแลและได้รับส่วนแบ่ง (เปอร์เซ็นต์) จากการหลอกลวง หากทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะถูกทุบตีทำร้ายหรือถูกส่งไปขายยังที่อื่น กลุ่มเหล่านี้ควบคุมทุกอย่างและไม่สนใจว่าพาสปอร์ตหรือหลักฐานการเข้าออกจะหมดอายุ

หากช่วยเหลือไม่ทันก็จะถูกทำร้ายด้วยการช็อตไฟฟ้าหรือส่งขายต่อไปยังที่อื่น ซึ่งโหดร้ายเหมือนกับการค้ามนุษย์ หากดื้อดึงก็จะถูกทำร้ายจนเสียชีวิต กลุ่มเหล่านี้มีการซื้อเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางของฝั่งกัมพูชา ผู้ที่หนีออกมายังฝั่งไทยส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและชาวอินโดนีเซีย

สำหรับกรณีชาวเกาหลีที่โอรเสม็ด ยังไม่พบว่ามีการหลบหนีออกมา แต่พบที่อื่น โดยจะถูกหลอกว่ามีงานดี เงินเดือนดี และเดินทางผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังปอยเปต สระแก้ว จากนั้นจะถูกส่งไปฝึกงานและส่งไปยังจุดต่างๆ หากทำเป้าหมายไม่ได้ก็จะถูกย้ายไปที่อื่น แต่ต้องหาเงินให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะถูกทำร้าย

ขณะนี้ฝ่ายปกครองมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยช่องทางธรรมชาติในอำเภอกาบเชิงมีถึง 16 ช่องทาง ซึ่งหากมีการสร้างแนวรั้วที่ชัดเจน จะช่วยให้สามารถกำหนดภารกิจและดูแลด้านความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พันตำรวจเอกคำพล โนนนุช ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรกาบเชิง เปิดเผยว่า ตำรวจได้กำหนดมาตรการติดตามเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อตรวจตรา ติดตามข่าวสาร และปราบปรามอย่างเต็มที่

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารพรานพบชาวอินโดนีเซีย 8 คน หนีข้ามป่าชายแดนจากกัมพูชามายังไทยในสภาพอิดโรย พวกเขาเปิดเผยว่าถูกหลอกไปทำงานและถูกทำร้ายในพนมเปญ ก่อนถูกส่งตัวมายังอาคารหลังบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา และพากันหนีตายออกมาได้ เจ้าหน้าที่ ตม.สุรินทร์ได้นำตัวส่งส่วนกลางเพื่อสอบสวนและผลักดันกลับประเทศแล้ว

แก๊งสแกมเมอร์หนีปราบปราม ตั้งฐานโอรเสม็ด

ทำไมแก๊งสแกมเมอร์หนีปราบปรามถึงเลือกโอรเสม็ด?

การที่แก๊งสแกมเมอร์หนีปราบปรามเลือกที่จะย้ายฐานมายังโอรเสม็ดนั้น อาจเนื่องมาจากหลายปัจจัย เช่น ความใกล้ชิดกับชายแดนไทย ซึ่งเอื้อต่อการเดินทางเข้าออกของผู้ที่เกี่ยวข้อง, การมีอยู่ของบ่อนคาสิโน ซึ่งอาจเป็นแหล่งฟอกเงินหรือใช้เป็นสถานที่บังหน้า, และการที่พื้นที่ดังกล่าวยังมีช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้กลุ่มสแกมเมอร์สามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างสะดวก

อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานของแก๊งสแกมเมอร์หนีปราบปรามมายังโอรเสม็ดนี้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของทั้งประเทศไทยและกัมพูชา ทางการทั้งสองประเทศจึงควรเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามและป้องกันการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยร้ายเหล่านี้

ที่มา – จับตามแก๊งสแกมเมอร์ หนีปราบปราม ย้ายมาตั้งฐานชุมชนโอรเสม็ด ตรงข้ามด่านช่องจอม

เกาหลีใต้ส่งอัฐิ นศ.เสียชีวิตในกัมพูชา กลับอังคารนี้

ข่าวเศร้าจากกัมพูชา! เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้ หลังถูกทรมานและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม รายงานผลชันสูตรร่วมเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่ออวัยวะภายใน

ตำรวจเกาหลีใต้แถลงการณ์ว่า กำลังดำเนินการส่งอัฐิของนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งตกเป็นเหยื่อของแก๊งอาชญากรรมในกัมพูชา กลับสู่มาตุภูมิในวันอังคารที่จะถึงนี้ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่จากทั้งเกาหลีใต้และกัมพูชาร่วมกันทำการชันสูตรศพอย่างละเอียดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะประกอบพิธีฌาปนกิจศพ

ตามข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ อัฐิของนักศึกษาผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งมีการเปิดเผยนามสกุลเพียงว่า ‘พัค’ จะออกเดินทางจากกัมพูชาในเวลา 23.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันจันทร์ และมีกำหนดการเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในเกาหลีใต้ในเวลา 7.00 น. (ตามเวลาเกาหลีใต้) หลังจากนั้น อัฐิจะถูกส่งมอบให้กับครอบครัวของเขา เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนจากทั้งเกาหลีใต้และกัมพูชาได้ร่วมกันทำการชันสูตรศพของนักศึกษาพัค ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาร่างของเขามานานกว่าสองเดือน นับตั้งแต่พบศพของเขาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ใกล้กับภูเขาบกกอร์ บริเวณที่มีฐานปฏิบัติการและศูนย์กักกันของแก๊งหลอกลวงงาน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้

กระบวนการชันสูตรศพเริ่มขึ้นในเวลา 10.35 น. (ตามเวลากัมพูชา) และใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะมีการฌาปนกิจในเวลา 13.40 น.

ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบร่องรอยความเสียหายต่ออวัยวะภายในของผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงจะได้รับการสรุปอีกครั้ง หลังจากการตรวจสอบเพิ่มเติมในเกาหลีใต้

“สาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดจะได้รับการยืนยันหลังจากรวบรวมผลการสืบสวนของทั้งสองประเทศ รวมถึงการตรวจเนื้อเยื่อ และการทดสอบยาและสารพิษ ซึ่งมีกำหนดจะดำเนินการในเกาหลีใต้” สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

เหตุการณ์การเสียชีวิตของนายพัค ซึ่งถูกล่อลวงไปยังกัมพูชาโดยแก๊งอาชญากร ได้จุดประกายความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวเกาหลีใต้ และส่งผลให้รัฐบาลต้องส่งผู้แทนไปยังกัมพูชาเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองของพวกเขา

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

ความคืบหน้าล่าสุด เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการหลอกลวงงานข้ามชาติ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างแดน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองของตนเอง

เรื่องราวของนักศึกษาพัคเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าใจ และหวังว่าการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ จะช่วยบรรเทาความโศกเศร้าของครอบครัวและเพื่อนฝูงของผู้เสียชีวิตได้บ้าง และขอให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนที่กำลังมองหางานทำในต่างประเทศ ให้ระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้ ถือเป็นบทสรุปของการดำเนินการในเบื้องต้น แต่การสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดและนำมาลงโทษยังคงดำเนินต่อไป

ที่มา – เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

เตือนภัย! ระวังถูกตัวไรอ่อนกัด เสี่ยงป่วยไข้รากสาดใหญ่

กรมควบคุมโรคเตือนนักท่องเที่ยวที่ชอบเข้าป่ากางเต็นท์สัมผัสอากาศหนาว ให้ระวังถูกตัวไรอ่อนกัด เสี่ยงป่วยเป็น “โรคไข้รากสาดใหญ่” ซึ่งในบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นการป้องกันตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ หลายคนมักเดินทางไปท่องเที่ยวตามป่าเขา กางเต็นท์นอนชมหมอกและสัมผัสอากาศหนาวเย็น แต่ต้องระวัง! เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกตัวไรอ่อนที่อาศัยอยู่ในป่ากัด และอาจติดเชื้อจนป่วยเป็นโรคสครับไทฟัส (Scrub typhus) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โรคไข้รากสาดใหญ่” นั่นเอง

สถานการณ์น่าห่วง! โรคไข้รากสาดใหญ่ในประเทศไทย

สถานการณ์โรคไข้รากสาดใหญ่ในประเทศไทย ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 ตุลาคม 2568 พบผู้ป่วยสะสมถึง 7,055 ราย อัตราป่วย 10.66 ต่อประชากรแสนคน กระจายใน 74 จังหวัด โดยพบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่มีผู้ป่วยสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน อุบลราชธานี และตาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงาน ประกอบอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป ที่น่าเศร้าคือในปี 2568 มีผู้เสียชีวิตจาก “โรคไข้รากสาดใหญ่” แล้วถึง 6 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 0.09

ไข้รากสาดใหญ่ เกิดจากอะไร?

“โรคไข้รากสาดใหญ่” เกิดจากการถูกตัวไรอ่อนที่มีเชื้อกัด ทำให้คนได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลบริเวณผิวหนัง ตัวไรอ่อนมีขนาดเล็กมากจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ตามใบไม้ ใบหญ้าใกล้พื้นดิน และไต่ขึ้นไปตามยอดหญ้าเพื่อเกาะเสื้อผ้าของคนที่เดินผ่าน บริเวณที่มักถูกกัดคือ รักแร้ ขาหนีบ รอบเอว

หากถูกตัวไรอ่อนที่มีเชื้อกัด ประมาณ 10-12 วัน จะเริ่มมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ตาแดง ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย บริเวณที่ถูกกัดอาจมีผื่นแดงเล็กๆ ค่อยๆ นูนหรือใหญ่ขึ้น และอาจพบแผลคล้ายบุหรี่จี้ (Eschar) แต่จะไม่ปวดและไม่คัน ผู้ป่วยบางรายอาจหายได้เอง แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

วิธีป้องกันตัวจาก “โรคไข้รากสาดใหญ่”

เพื่อป้องกันตัวเองจาก “โรคไข้รากสาดใหญ่” กรมควบคุมโรคมีคำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าป่าและกางเต็นท์ ดังนี้

  • สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว
  • หลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนบนพื้นหญ้าโดยตรง
  • ใช้สเปรย์หรือโลชั่นกันแมลงที่มีส่วนผสมของสาร DEET 20-30%
  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณที่อาจมีตัวไรอ่อนอาศัยอยู่ เช่น ป่าละเมาะ ทุ่งหญ้าชายป่า หรือบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องไม่ถึง
  • หลังออกจากป่า ให้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายและสระผม
  • สำรวจร่างกายตัวเองว่ามีผื่น แผล หรือแมลงเกาะตามตัวหรือไม่
  • นำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซักทำความสะอาดด้วยผงซักฟอกเข้มข้นทันที เพราะอาจมีตัวไรอ่อนติดมา

หากกลับจากเที่ยวป่า หรือกางเต็นท์ภายใน 2 สัปดาห์ แล้วมีอาการป่วย เช่น ไข้ขึ้นสูง ปวดศีรษะ หรือตรวจพบสะเก็ดแผลที่มีรอยไหม้คล้ายถูกบุหรี่จี้ที่ผิวหนัง อย่าชะล่าใจ! ให้นึกถึงโรคไข้รากสาดใหญ่ และรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเข้าไปในป่า เพื่อรับการรักษาอย่างรวดเร็ว ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

การป้องกันตัวเองจากตัวไรอ่อนและการสังเกตอาการผิดปกติหลังกลับจากเที่ยวป่า เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยเป็น “โรคไข้รากสาดใหญ่” ได้ อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคเพื่อสุขภาพที่ดีในการท่องเที่ยว

ที่มา – เตือน นทท. เข้าป่ากางเต็นท์ ระวังถูกตัวไรอ่อนกัด เสี่ยงป่วย “โรคไข้รากสาดใหญ่”

อัครา ดึงเครือข่าย สร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ

“อัครา” รมว.พม. ดึงเครือข่ายจัดงาน Job and Market Fair : “มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ” เตรียมแก้ประกาศกระทรวง เพิ่มโอกาสเข้าถึงสิทธิสวัสดิการมากขึ้น

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดโครงการ Job and Market Fair : “มหกรรมสร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ” เพื่อส่งเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสให้คนพิการมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน ด้วยการมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะดิจิทัล ด้วยการเปิดพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า และบริการ เชื่อมโยงกับสถานประกอบการเพื่อการจ้างงานคนพิการ โดยนางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (อธิบดี พก.) กล่าวรายงาน ซึ่งมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.), คณะผู้บริหารกระทรวง พม., คนพิการพร้อมครอบครัวคนพิการ, และผู้ดูแลคนพิการ, อาสาสมัคร, เครือข่ายคนพิการทั้งภาครัฐ, ธุรกิจเอกชน, และประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน รวมทั้งสิ้น จำนวน 5,000 คน ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการอย่างยั่งยืน ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. และบริษัท จัดหางานจ็อบท็อปกัน จำกัด, พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด) และโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล ภายใต้โครงการ WE CAN DO เพื่อยกย่องคนพิการต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจและความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนพิการ, ตลาดอาชีพและสินค้าคนพิการกว่า 300 ร้านค้า, เวทีเสวนาและเวิร์กชอปสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพ, การสาธิตอาชีพเชิงสร้างสรรค์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่, การแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ เก่ง ธชย, นัน อนันต์ ไมค์ทองคำ และไรอัล กาจบัณฑิต และการแสดงความสามารถของคนพิการ วงดนตรีคนพิการ S2S ถ่ายทอดบทเพลงแห่งแรงบันดาลใจ ภายใต้แนวคิด “ความพิการไม่ใช่อุปสรรคของความสามารถ”

นายอัครา กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้วยการ “สร้างรายได้ ลดรายจ่าย” ให้กับพี่น้องกลุ่มเปราะบาง และประชาชน ในการใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต ผ่านการขับเคลื่อน 4 นโยบายสำคัญ ได้แก่ 1) ทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่จริง ใกล้ชิดครอบครัวเปราะบางและประชาชน 2) ใช้ฐานข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองและวางแผนแก้ปัญหา ติดตามอย่างต่อเนื่อง 3) ลดงานซ้ำซ้อน เชื่อมโยงข้อมูลและทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน และ 4) มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในมิติการลดภาระรายจ่าย สร้างงานสร้างอาชีพคนพิการและสร้างรายได้ และการฟื้นฟูครอบครัว ที่มุ่งหวังให้ทุกครอบครัวเปราะบางได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมที่พึงมีและสามารถตั้งหลักใหม่ เพื่อก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

ซึ่งสอดคล้องกับการจัดงาน Job and Market Fair : “มหกรรมสร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2568 เป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ด้วยการสนับสนุนการสร้างงานและอาชีพให้กับครอบครัวเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการในประเทศไทย ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านร่างกาย เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อทำให้คนพิการเข้าถึงตลาดแรงงานและรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้ยังเป็นเวทีสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสการจ้างงานและส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืน

สร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ

สำหรับแผนระยะเร่งด่วนของกรม พก. กระทรวง พม. นั้น มีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจ “เร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” ซึ่งมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) เร่งทบทวนหลักเกณฑ์การประเมินความพิการให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงโอกาสในการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และบริการของรัฐ รวมถึงการทำงานและประกอบอาชีพ 2) การปรับเปลี่ยนแนวคิดในการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐและสถานประกอบการ โดยพิจารณาศักยภาพของคนพิการเป็นลำดับแรก เพื่อนำไปสู่การกำหนดตำแหน่งงานที่เหมาะสม 3) บูรณาการทำงานร่วมกับท้องที่-ท้องถิ่น “พม.ใกล้คุณ พก.ใกล้บ้าน” โดยการเชื่อมโยงกับศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดและศูนย์บริการคนทั่วไปบนฐานการทำงานแบบมุ่งเป้า

นายอัครา กล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ตนได้มอบนโยบายในเรื่องการให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงคนพิการ ที่จะต้องเร่งในการให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม และวันนี้ก็เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อให้โอกาสคนพิการ ทั้งการช่วยเหลือเรื่องการให้อาชีพ สู่การลดรายจ่าย สร้างรายได้ โดยวันข้างหน้า จะมีอาชีพเป็นของตัวเอง ด้านกระทรวง พม. และรัฐบาลจะเข้ามาส่งเสริมเรื่องการเพิ่มพื้นที่ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าจากฝีมือคนพิการ ซึ่งต้องดำเนินการร่วมกับหลายๆ กระทรวง และจะนำผลิตภัณฑ์สินค้าคนพิการมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี แล้วจะเชิญชวนให้รัฐมนตรีทุกท่านถ่ายภาพ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในเพจของตนเองต่อไป นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายกับทางปลัดกระทรวง พม. และผู้บริหาร ว่า นอกจากการส่งเสริมเรื่องทักษะอาชีพให้กับคนพิการแล้ว เราจะแก้ไขเรื่องกฎหมาย ระเบียบ ประกาศของกระทรวง เพื่อคนพิการที่ยังไม่มีโอกาสสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมต่อไป

สำหรับการขับเคลื่อนมาตรการสำคัญ Quick win ในช่วง 4-6 เดือนนั้น นายอัครา ระบุว่า กระทรวง พม. โดยกรม พก. จะมีการขับเคลื่อนเรื่องการปรับเบี้ยยังชีพความพิการ 1,000 บาทถ้วนหน้า ซึ่งภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ จะมีการประชุมผู้บริหารกระทรวง พม. และจะมีการรายงานความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว ส่วนเรื่องหลักเกณฑ์ความพิการที่จะมีการปรับสำหรับคนพิการทางสายตาข้างเดียวในการเข้าถึงสิทธิมากขึ้นนั้น ที่ผ่านมาเราเคยอิงในเรื่องการประเมินทางด้านการแพทย์หรือสาธารณสุขมากเกินไป ซึ่งกระทรวง พม. เราดูแลทั้งกายภาพและจิตใจ โดยสิ่งแรกที่เราต้องทำเร่งด่วนคือ ลดอัตราความพิการทางใจของคนพิการ ด้วยการให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมมากขึ้น ซึ่งเกณฑ์ความพิการดังกล่าวเป็นประกาศกระทรวง พม. ที่ทางคณะผู้บริหารกระทรวง สามารถที่จะแก้ไขได้ โดยไม่ต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมมากขึ้น.

โอกาส สร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ ที่ยั่งยืน

การผลักดันนโยบายสร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จึงมีบทบาทสำคัญในการร่วมมือกันสร้างสังคมที่เปิดกว้างและเอื้อเฟื้อต่อผู้พิการอย่างแท้จริง

ที่มา – “อัครา” ดึงเครือข่ายจัดงานสร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ จ่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสวัสดิการ