วัน: 21 ตุลาคม 2025

ดร.เอ้ จี้ทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล

“ดร.เอ้” ลงพื้นที่บางบาล พบประชาชนลำบากมาก จี้รัฐต้องทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล ทำคนอยุธยาจมน้ำข้ามปี แนะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้

วันที่ 21 ต.ค. 2568 “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่ตำบลไทรน้อย อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ประสบภัยน้ำท่วมสูงกว่า 3 เมตร นานนับเดือน หลายครอบครัวต้องมาอาศัยนอนอยู่บนถนน ส่วนที่ยังอยู่ในบ้าน เพราะมีผู้ป่วยติดเตียง ไม่สามารถย้ายออกมาได้ ต้องใช้เรือท้องแบน และเจ็ตสกี นำสิ่งของจำเป็นไปส่งให้ทางหน้าต่างบ้าน

จากนั้น ได้ลงพื้นที่บ้านหมู่ 1 ตำบลกบเจา อำเภอบางบาล ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำที่หลากมาจากทางเหนือลงไปเก็บในทุ่งนาตามนโยบายของรัฐบาล ที่ทำมาตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 โดยไม่เคยทบทวนหรือหาวิธีอื่นมาแก้ปัญหาแทน ทำให้พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำกว้างสุดสายตา และยังทำให้เกิดน้ำท่วมขังในชุมชน โดยเฉพาะซอยที่ตั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวัดยม ที่น้ำท่วมขังทั้งซอยนานนับเดือนจนน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ชาวบ้านไม่สามารถใช้ห้องน้ำได้ การสัญจรไปมาลำบาก ลูกหลานไม่สามารถไปโรงเรียนได้ กระทั่งหมอและพยาบาลยังต้องย้ายไปทำงานที่อื่นเพื่อให้สามารถรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้ ซึ่งนายเกรียงศักดิ์ ปีกขาว นายอำเภอบางบาล ที่นำเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ ให้ข้อมูลว่า น้ำท่วมขังเพราะต้องใช้เป็นพื้นที่รับน้ำบางบาลหลากจากทางเหนือ เพื่อไม่ให้น้ำไหลไปท่วมกรุงเทพฯ

ทนน้ำท่วมนานกว่า 5 เดือน

ดร.เอ้ กล่าวว่า คนอยุธยาต้องทนอยู่กับน้ำท่วม เฉพาะปีนี้ น้ำท่วมแล้ว 3 ครั้ง รวมเวลากว่า 5 เดือน หรือเกือบครึ่งปีที่คนอยุธยาไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ทั้งนี้ เพราะนโยบายที่ใช้ทุ่งบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำบางบาล ซึ่งอาจจะเหมาะกับในอดีตที่ยังเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า แต่ปัจจุบันพื้นที่รับน้ำส่วนใหญ่คือพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน

จี้รัฐนำเทคโนโลยีจัดการน้ำ

“รัฐบาลต้องทบทวนนโยบายการใช้พื้นที่อำเภอบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำบางบาล ที่ทำให้คนอยุธยาต้องจมอยู่กับน้ำท่วมมานานนับสิบปี เป็นการเสียสละที่มากเกินพอแล้ว ทั้งที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการทำจนสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ แทนที่จะให้คนอยุธยาเสียสละอยู่ฝ่ายเดียวตลอดเวลา” ดร.เอ้ กล่าว

ดร.เอ้ กล่าวอีกว่า ทางพรรคไทยก้าวใหม่พร้อมที่จะนำความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากให้หมดสิ้นไปได้ ไม่ต้องให้ใครมาเสียสละจมน้ำแทนคนอื่นอีกต่อไปแล้ว

ดร.เอ้ จี้ทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล

ปัญหาพื้นที่รับน้ำบางบาลที่ต้องได้รับการแก้ไข

ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจากการใช้พื้นที่บางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำ คือ การที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมเป็นเวลานาน หลายครั้งกินเวลานานกว่า 5 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก พื้นที่การเกษตรเสียหาย บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขัง ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก และส่งผลเสียต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

นอกจากนี้ การที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวัดยมถูกน้ำท่วมขัง ทำให้การบริการทางการแพทย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างสะดวก ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่รับน้ำบางบาลจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้กลับคืนมา

ดร.เอ้ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป การลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว

การที่พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมที่จะนำความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศชาติ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับประชาชนในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – “ดร.เอ้” ลงพื้นที่บางบาล จี้รัฐต้องทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำ นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้

อนุทินตั้ง พล.ร.อ.สุวิน นั่งที่ปรึกษานายกฯ

อนุทินตั้ง พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข เป็นที่ปรึกษานายกฯ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 338/2568 เรื่อง การแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติม โดยมีการแต่งตั้งให้ พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงได้มีการแต่งตั้ง พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข ผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษา พิจารณา และเสนอแนะต่างๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

อนุทินตั้ง พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข นั่งที่ปรึกษานายกฯ

การแต่งตั้ง พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจาก พล.ร.อ.สุวิน เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคงและการบริหารราชการแผ่นดิน

ทำไมอนุทินถึงเลือก พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข?

พล.ร.อ.สุวิน สำเร็จการศึกษาจากเตรียมทหารรุ่น 25 (ตท.25) และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ.ทสส.) นอกจากนี้ยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งในโรงเรียนอัสสัมชัญ รุ่น 98 และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 61 ความสัมพันธ์อันดีและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายอนุทินตัดสินใจแต่งตั้ง พล.ร.อ.สุวิน ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา

การมีที่ปรึกษาที่มีความสามารถและประสบการณ์ จะช่วยให้นายกรัฐมนตรีสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

การแต่งตั้ง พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพทีมงานของรัฐบาลให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และคาดว่าจะส่งผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดินในภาพรวม

การตัดสินใจของนายอนุทินในการแต่งตั้ง พล.ร.อ.สุวิน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมและมีความสามารถเข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานของรัฐบาล การมีที่ปรึกษาที่สามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “อนุทิน” เซ็นตั้ง “พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข” นั่งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี

พาณิชย์คุมเข้ม! ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย

พาณิชย์ ประสานสหกรณ์รับซื้อข้าวเหนียวเชียงรายต่อเนื่อง คุมเข้มห้ามกดราคา พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ระดมตรวจเครื่องชั่ง–วัดความชื้น ป้องกันเกษตรกรถูกเอาเปรียบ ลั่นพบใครซื้อกดราคา หรือเอาเปรียบเกษตรกรถูกดำเนินคดีเด็ดขาด

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามกรณีที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในพื้นที่อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เกิดความกังวลเกี่ยวกับการจำหน่ายผลผลิต จึงได้ประสานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายเพื่อเร่งหารือร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ตัวแทนเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตรพญาเม็งราย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการรับซื้อข้าวเหนียวในพื้นที่ โดยขณะนี้สหกรณ์ได้รับซื้อข้าวเหนียวจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดหรือปฏิเสธการรับซื้อ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายได้อย่างมั่นใจ ไม่เกิดความกังวลเรื่องขาดช่องทางระบายผลผลิต

นอกจากนี้ ในช่วงที่ข้าวออกสู่ตลาดมาก กรม และจังหวัดมีแผนจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรนำข้าวมาจำหน่าย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองในการจำหน่ายข้าวมากขึ้น โดยกำหนดจัดตลาดนัด 2 ครั้ง วันที่ 11 – 13 พ.ย.นี้ ณ สหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด อำเภอป่าแดด และ วันที่ 18 – 20 พ.ย.นี้ ณ สหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด อำเภอแม่สาย 

ในส่วนข้อเรียกร้องของเกษตรกรเรื่อง พันธุ์ข้าว กข 22 ที่ไม่ได้คุณภาพ เนื่องจากการกลายพันธุ์ ทำให้ขายราคาไม่ดีเท่าที่ควรนั้น หน่วยงานในพื้นที่เตรียมลงพื้นที่พิสูจน์พันธุ์เพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งกรมจะเร่งประสานกรมการข้าว เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับสถานการณ์ข้าวเหนียวจังหวัดเชียงรายล่าสุด ณ วันที่ 19 ต.ค.68 ผลผลิตออกสู่ตลาด 24% หรือ 202,854 ตัน ของผลผลิตทั้งหมดที่ 845,225 ตัน แบ่งเป็น ข้าวเหนียว 539,977 ตัน สัดส่วน 62%, ข้าวเจ้า 192,543 ตัน  สัดส่วน 22%, ข้าวหอมมะลิ 117,540 ตัน สัดส่วน 14% และข้าวหอมปทุม 13,893 ตัน สัดส่วน 2% ขณะที่ราคารับซื้อ ข้าวเหนียวความชื้น 25 – 30% กิโลกรัม (กก.) ละ 6.70 – 7.30 บาท สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ได้ประสานชมรมโรงสีข้าวจังหวัด และเครือข่ายโรงสีในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเตรียมรับซื้อเพิ่มในช่วงที่ผลผลิตออกมากขึ้น เพื่อเพิ่มการแข่งขันด้านราคา ไม่ให้เกษตรกรถูกกดราคา และสร้างเสถียรภาพด้านการตลาด

“กรม ยืนยันว่าได้ติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวเหนียวอย่างใกล้ชิด ขอให้เกษตรกรเชื่อมั่นว่าการรับซื้อเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความชื้น และตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ”

ทั้งนี้ หากเกษตรกร พบเห็นการกดราคา ใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือสงสัยว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่ สายด่วนกรมโทร. 1569 ซึ่งกรมจะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ และหากพบการกระทำผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยการไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือแสดงราคาไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจงใจกดราคา เอาเปรียบเกษตรกร หรือกระทำการฝ่าฝืนตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ย้ำ! จะไม่ยอมให้มีการ กดราคาข้าวเหนียวเชียงราย อย่างแน่นอน พร้อมดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เอาเปรียบเกษตรกร

ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย

จับตา! มาตรการคุมเข้ม ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย

สถานการณ์ การกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ทางภาครัฐได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตโดยตรง และมีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น

การที่ภาครัฐเข้ามาดูแลและควบคุมสถานการณ์ ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย อย่างเข้มงวด ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เพื่อให้มาตรการต่างๆ ที่ออกมานั้น สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรอย่างแท้จริง

หากเกษตรกรพบว่ามีการ กดราคาข้าวเหนียวเชียงราย หรือพบเห็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าจะมีการเอารัดเอาเปรียบ สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ที่มา – “พาณิชย์” คุมเข้ม ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย ลุยตรวจเครื่องชั่ง สกัดเอาเปรียบเกษตรกร

Isuzu D-Max V-Cross 2025 หน้าใหม่ พวงมาลัย EPS สุดแจ่ม

Isuzu Minorchange 2025 : Isuzu D-Max V-Cross 2025 หน้าใหม่หล่อเลย มาพร้อมพวงมาลัย EPS สุดแจ่ม ขณะที่ ISUZU D-MAX X-SERIES และ ISUZU D-MAX HI-LANDER ก็ปรับด้วยเช่นกัน

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่เราเปิดตัวเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ซึ่งเป็นเทคโนโลยีดีเซลแห่งอนาคตไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ได้รับความนิยมและความไว้วางใจจากผู้ใช้รถยนต์ชาวไทยอย่างดีเยี่ยม ด้วยชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญในการผลิตรถเพื่อการพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้รถชาวไทย ด้วยการเปิดตัวรถปิกอัพรุ่นใหม่! ISUZU D-MAX THE ONE & ONLY หนึ่งเดียวเท่านั้น ด้วย DNA หนึ่งเดียวที่สืบทอดความเชื่อมั่นของอีซูซุมากว่าครึ่งศตวรรษ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ นำโดย

ใหม่ ISUZU V-CROSS 4×4 THE ONE & ONLY ปิกอัพสปอร์ตออฟโรด รุ่นใหม่ล่าสุด กับสีใหม่ อินนิชมอร์ เกรย์ โอเพค หรือ Inishmore Gray Opaque ปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ ทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งยกระดับการขับขี่ให้สะดวกสบายขึ้นด้วยพวงมาลัยไฟฟ้า หรือ EPS ขับง่ายสบายทุกสภาพถนน และเพิ่มความแม่นยำและปลอดภัยด้วยกล้องรอบคัน 360° Surround View Camera พร้อมมุมมองใต้ท้องรถ และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS เวอร์ชันล่าสุด กล้องหน้าคู่ พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน

ISUZU X-SERIES 2 HOT 2 HANDLE ร้อนแรง เป็นเรื่อง ครั้งแรกกับเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดใหม่ แบบสปอร์ต REV TRONIC และ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย ออกแบบเพื่อเครื่องยนต์ 2.2 โดยเฉพาะ แรงจัดจ้าน เต็มสไตล์สปอร์ต มาพร้อมชุดแต่งใหม่ The X Package ทั้งภายนอกและภายใน

รถอเนกประสงค์ MU-X THE NEXT PEAK สู่จุดพีคใหม่ ของชีวิต เพิ่มความมั่นใจขณะขับขี่ ที่มาพร้อมกับช่วงล่างใหม่ โช้กอัพแบบ STIFF FLEX ลดการสั่นสะเทือน และการโคลงของรถขณะขับขี่ นุ่มนวล มั่นใจทุกครั้งที่เข้าโค้ง

Isuzu D-Max V-Cross 2025 หน้าใหม่หล่อเลย มาพร้อมพวงมาลัย EPS สุดแจ่ม

ISUZU V-CROSS มาด้วยเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ด้วยเทคโนโลยีดีเซลแห่งอนาคต มาพร้อมกับ กำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,400 รอบ/นาที มีให้เลือกทั้ง

มีอะไรใหม่ใน Isuzu D-Max V-Cross 2025

– ใหม่ ชุดกระจังหน้าแบบ Multi-layer ดุดัน ทรงพลังเกินขีดจำกัด

– ใหม่ ไฟหน้าดีไซน์พิเศษ โฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสาย Modern Line พร้อม Multifunctional Daylight ที่ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยว

– ใหม่ ไฟท้าย LED แบบ Clear Lens พร้อมชุดกันชนท้ายทรงสปอร์ต

– ใหม่ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว สี Matte Black ดีไซน์แบบ Metal Claw

– ใหม่ เบาะนั่งทูโทน โอบกระชับทุกสรีระ พร้อมเทคโนโลยี COOLMAX มาพร้อมระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางในตำแหน่งที่นั่งคนขับ

– ใหม่ พวงมาลัยไฟฟ้า EPS แม่นยำ ขับง่ายสบาย ทุกสภาพถนน สำหรับ Isuzu D-Max V-Cross 2025 หน้าใหม่หล่อเลย มาพร้อมพวงมาลัย EPS สุดแจ่ม

– ใหม่ กล้องรอบคัน 360° Surround View Camera พร้อมมุมมองใต้ท้องรถเพื่อความ แม่นยำในการขับขี่

– ใหม่ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKAS

– ใหม่ ระบบช่วยควบคุมทิศทางของรถ ตามรถคันหน้า TJA

– ใหม่ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ELK

– ใหม่ ระบบช่วยควบคุมรถไม่ให้ออกนอกเลน LDP พร้อม LDW (Lane Departure Warning) ระบบช่วยแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน

มีอะไรใหม่ใน ISUZU X-SERIES 2025

ปิกอัพสปอร์ตยกสูง ที่ออกแบบชุดแต่งให้ดูเฟิร์มและกว้าง ตามแบบฉบับรถแรง มีระดับ โดยทุก accessories รอบคัน ช่วยเสริมหลักการ aerodynamic ให้ลู่ลม และเกาะถนนยิ่งขึ้น พร้อมภายในสไตล์พรีเมียมสปอร์ต ดุดันแต่ภูมิฐานน่าค้นหา

ชุดแต่ง ISUZU X-SERIES 2025 The X Package

– ใหม่ กระจังหน้าแบบ Multi-layer โทนเข้มตัดแดง Garnet Red

– ใหม่ ไฟหน้าดีไซน์พิเศษโฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสาย Stylish Red Line

– ใหม่ ไฟท้าย LED แบบ Clear Lens

– ใหม่ สติกเกอร์ Uptown Vibe คาดหน้า-หลัง

– ใหม่ กันชนพร้อมสเกิร์ตหน้า-หลัง สไตล์ Integrated เติมเต็มอารมณ์สปอร์ต

– ใหม่ Aerodynamic Sport Bar เหนือกระบะท้าย

– ใหม่ ล้ออัลลอย 18 นิ้ว สี Gloss Black

– ใหม่ เบาะนั่ง ดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม พร้อมโลโก้ X

ราคา Isuzu D-Max V-Cross 2025 

โปรดรอสักครู่ 

Isuzu MU-X 2025 

มาพร้อมขุมพลัง 2.2 และ 3.0 Ddi MAXFORCE และช่วงล่างใหม่ โช้กอัพแบบ STIFF FLEX ที่ออกแบบมาเพื่อลดการสั่นสะเทือน และการโคลงของรถขณะขับขี่ นุ่มนวล มั่นใจทุกครั้ง ที่เข้าโค้ง ครั้งแรก! กับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS กล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera ครบในทุกรุ่น

โดยรวมแล้ว Isuzu D-Max V-Cross 2025 หน้าใหม่หล่อเลย มาพร้อมพวงมาลัย EPS สุดแจ่ม ถือว่าเป็นการปรับปรุงที่น่าสนใจและตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น ใครที่กำลังมองหารถกระบะสายลุย ไม่ควรพลาดที่จะไปลองสัมผัสตัวจริงกันนะครับ

ที่มา – Isuzu D-Max V-Cross 2025 หน้าใหม่หล่อเลย มาพร้อมพวงมาลัย EPS สุดแจ่ม

เวสต์แฮมสุ่มเสี่ยงตกชั้น? เดือนสำคัญ!

เวสต์แฮมยังคงรอคอยผลงานที่ดีขึ้นภายใต้การคุมทีมของ นูโน เอสปิริโต ซานโต

กุนซือชาวโปรตุกีสรายนี้ยังไม่ชนะใครเลยในการแข่งขันพรีเมียร์ลีก 3 นัดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ผู้จัดการทีมขุนค้อนคนล่าสุดที่ไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลยในการคุมทีม 4 นัดแรกคือ มานูเอล เปเยกรินี ในเดือนกันยายน 2018

ความพ่ายแพ้ต่อเบรนท์ฟอร์ดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้ เวสต์แฮมไม่ชนะใครเลยในพรีเมียร์ลีกเป็นเกมที่ 5 ติดต่อกัน และพวกเขายังคงอยู่ในโซนตกชั้น โดยมีแต้มตามหลังวูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมอันดับสุดท้ายอยู่ 2 แต้ม

ชัยชนะเพียงครั้งเดียวของพวกเขาจนถึงตอนนี้คือในเดือนสิงหาคมที่พบกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งเป็นอีกทีมเดียวในลีกสูงสุดที่ชนะเพียงครั้งเดียวในฤดูกาลนี้

“พวกเราคือทีมที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้น ผมเกลียดที่จะพูดแบบนั้น แต่มันคือความจริง” แอนดี้ เพย์น แฟนบอลเวสต์แฮมและประธานร่วมของคณะกรรมการที่ปรึกษาแฟนบอลของสโมสรกล่าวในรายการ BBC Radio 5 Live

การเดินทางไปเยือนลีดส์ที่เอลแลนด์ โร้ดในวันศุกร์นี้ ถือเป็นการเริ่มต้นช่วงเวลาที่สำคัญ และอาจเป็นการตัดสินฤดูกาลสำหรับทัพขุนค้อน โดยมีนิวคาสเซิลและเบิร์นลีย์ตามมา ซึ่งทั้งสามทีมอยู่ห่างกันไม่เกิน 5 แต้มในตารางคะแนน

‘พวกเราคือทางออกที่รอการรับฟัง’

นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเวสต์แฮมนอกสนามด้วยเช่นกัน

มีที่นั่งว่างจำนวนมากในสนามกีฬาแห่งลอนดอนเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากแฟนบอลบางส่วนประท้วงด้วยการไม่เข้าชมเกม เพื่อประท้วงการบริหารงานของสโมสร

แม้ว่านี่จะเป็นการคว่ำบาตรครั้งแรก แต่ก่อนหน้านี้ผู้สนับสนุนได้เรียกร้องให้ เดวิด ซัลลิแวน ประธานสโมสร และ แคร์เรน เบรดี้ รองประธานสโมสร ซึ่งอยู่ที่เวสต์แฮมมาตั้งแต่ปี 2010 ลงจากตำแหน่ง

แฟนบอลหลายพันคน ประท้วง ก่อนเกมที่แพ้คริสตัล พาเลซ เมื่อเดือนที่แล้ว และเพื่อตอบสนองต่อเรื่องนี้ สโมสรได้ออก แถลงการณ์ฉบับยาว,, external โดยระบุว่าพวกเขายังคง “รับฟังความคิดเห็นของแฟนบอล” ได้ “ลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในการดำเนินงานด้านฟุตบอล” และ “ยังคงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประสบการณ์ในวันแข่งขันดีขึ้น”

เพย์นเป็นหนึ่งในแฟนบอลที่ไม่เข้าชมเกม ซึ่งเขาบอกว่าเป็นการกระทำครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของเขา

“มีการคว่ำบาตร แต่แฟนบอลไม่ใช่ปัญหา พวกเราคือทางออกที่รอการรับฟัง” เขากล่าว

“มันเป็นการคว่ำบาตรโดยเจตนาเพื่อส่งข้อความถึงเจ้าของทีมว่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”

เพย์นกล่าวว่าการประท้วงของแฟนบอลมีเป้าหมายอยู่ที่เจ้าของสโมสรเท่านั้น ไม่ใช่ผู้จัดการทีมหรือผู้เล่น

แต่การตัดสินใจของนูโนในการเริ่มต้นด้วยฟูลแบ็กที่เล่นเกมรุกกับเบรนท์ฟอร์ดก็ทำให้หลายคนประหลาดใจ

“มันไม่ยุติธรรมต่อนูโน และมันก็ไม่ยุติธรรมต่อผู้เล่นเช่นกัน” เพย์นกล่าวเสริม

“นูโนเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ผมคิดว่าเขาเลือกผู้เล่นได้ไม่ดีนักเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยให้แบ็กซ้ายดาวรุ่ง ซึ่งไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อน มาเล่นเป็นแบ็กขวา ผมรู้สึกเสียใจกับ โอDouble Llie Scarles จริงๆ”

‘มันขึ้นอยู่กับเราที่จะเปลี่ยนแปลง’

นูโนไม่ได้เคลือบน้ำตาลสถานการณ์ โดยให้คำมั่นว่าจะพยายามดึงแฟนบอลกลับมาอยู่ข้างเดียวกัน

“ผมคิดว่าพวกเราทุกคนกังวล” เขากล่าวหลังจากความพ่ายแพ้เมื่อวันจันทร์ “คุณจะเห็นได้ว่าแฟนบอลของเราเองก็กังวล ความกังวลแปรเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวล กลายเป็นความเงียบ พวกเรามีปัญหา”

“แฟนบอลต้องการเห็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาพึงพอใจ และพวกเขาสามารถสนับสนุนเราและให้พลังงานแก่เราได้”

“ผมเข้าใจดี และผมเคารพมัน มันขึ้นอยู่กับเราที่จะเปลี่ยนแปลงมัน”

เวสต์แฮมชนะลีดส์ 3 จาก 5 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก และนูโนได้สัญญาว่าเขาและโค้ชของเขาจะทำงานอย่างหนักเพื่อนำทีมออกจากสามอันดับสุดท้าย

“ในอีกสี่วันข้างหน้า [ไปเยือนลีดส์] พวกเราต้องการพัฒนาขึ้นอย่างมาก โดยตระหนักว่าทุกวันเป็นสิ่งสำคัญในการปรับปรุงสถานการณ์” เขากล่าว

“ความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่น การทำงานหนัก และความพยายามที่มีสติมากขึ้น พวกเราต้องการมัน”

‘โดยรวมแล้ว ลางดี’

ความพ่ายแพ้ต่อเบรนท์ฟอร์ดถือเป็นครั้งแรกที่เวสต์แฮมแพ้เกมเหย้า 4 นัดแรกของฤดูกาลในลีก

นี่ยังเป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่ทัพขุนค้อนแพ้เกมลีกสูงสุดในบ้าน 5 นัดติดต่อกัน โดยครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนในปี 1930-31

ในฤดูกาลนั้น พวกเขาจบอันดับที่ 18 และรอดพ้นจากการตกชั้นหวุดหวิด อย่างไรก็ตาม พวกเขาจบอันดับสุดท้ายของลีกในฤดูกาลถัดมา

การมี 4 แต้มหลังจากผ่านไป 8 เกม ยังเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลในลีกสูงสุดที่แย่ที่สุดร่วมกันของเวสต์แฮม ร่วมกับฤดูกาล 1973-74 และ 1988-89

มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับแฟนบอลขุนค้อน ในฤดูกาล 1973-74 พวกเขาฮึดสู้และจบอันดับที่ 18 ในที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการตกชั้นด้วยแต้มเดียว แต่ในฤดูกาล 1988-89 พวกเขากลับตกชั้นแม้จะมี พอล อินซ์ ดาวรุ่ง และตำนานสโมสรมากมาย เช่น อลัน เดวอนเชียร์, โทนี่ เกล และ อัลวิน มาร์ติน

โดยรวมแล้ว ลางบอกเหตุโดยทั่วไปถือว่าดี มีทั้งหมด 9 ครั้งก่อนหน้านี้ที่ทัพขุนค้อนมีแต้มน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 แต้ม หลังจากผ่านไป 8 เกมในลีกสูงสุด และพวกเขาตกชั้นสู่ลีกรองเพียง 3 ครั้งเท่านั้น (1977-78, 1988-89 และ 2002-03)

วิเคราะห์สถานการณ์: เวสต์แฮมสุ่มเสี่ยงตกชั้นจริงหรือ?

สถานการณ์ของเวสต์แฮมในปัจจุบันน่ากังวลใจอย่างยิ่ง แต่ด้วยคะแนนที่ใกล้เคียงกันในกลุ่มท้ายตาราง ทำให้ทุกนัดมีความสำคัญอย่างมาก การที่แฟนบอลออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของสโมสรยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับทีมมากขึ้นไปอีก การแก้ไขปัญหาทั้งในและนอกสนามจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเวสต์แฮม เพื่อให้พวกเขาสามารถพลิกสถานการณ์และอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกต่อไปได้ การที่กุนซืออย่างนูโนออกมาให้คำมั่นสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่พวกเขาจะต้องรีบปรับปรุงฟอร์มการเล่นและคว้าชัยชนะให้ได้ในเร็ววัน

จากสถิติในอดีต แม้ว่าการเริ่มต้นฤดูกาลที่ไม่ดีอาจทำให้เกิดความกังวล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเวสต์แฮมจะต้องตกชั้นเสมอไป พวกเขาเคยพลิกสถานการณ์กลับมาได้ในอดีต และพวกเขาสามารถทำได้อีกครั้งในฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะต้องทำงานหนักขึ้นและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะอยู่รอดในลีกสูงสุดต่อไป

ความสำเร็จของเวสต์แฮมในเดือนสำคัญนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเขาในการรวมพลัง ทั้งผู้เล่น โค้ช และแฟนบอล เพื่อเอาชนะความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

บทสรุป ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของ เวสต์แฮมสุ่มเสี่ยงตกชั้น นั้นมีสูง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและสนับสนุนเต็มที่จากทุกฝ่าย พวกเขายังคงมีโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้

ที่มา – ‘We are relegation candidates’ – West Ham’s big month

กรมการค้าต่างประเทศ ดันข้าวไทย Anuga 2025

กรมการค้าต่างประเทศ ดันข้าวไทยในงาน Anuga 2025 เสริมความเชื่อมั่นข้าวคุณภาพระดับโลก พร้อมปูพรมลุยส่งออกตลาดยุโรป

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้เข้าร่วมออกคูหาประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า Anuga 2025 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป มีผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มกว่า 8,000 ราย จากกว่า 110 ประเทศเข้าร่วม และมีผู้เยี่ยมชมงานกว่า 145,000 ราย เมื่อวันที่ 4 – 8 ต.ค.68 ณ เมืองโคโลญ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ศักยภาพและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของข้าวไทย เพื่อขยายโอกาสทางการค้าในตลาดยุโรป ภายใต้แนวคิด “Think Rice Think Thailand – We serve the best quality rice to the world.”

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

สำหรับคูหาของกรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้เข้าเยี่ยมชม ได้แก่ การจัดนิทรรศการและตัวอย่างข้าวไทย เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวเหนียว ข้าวขาว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวหอมมะลิแดง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยต่างๆ เช่น น้ำนมข้าว สบู่ข้าว ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น, การให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับข้าวไทย เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย และมาตรฐานข้าวไทยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง, การสาธิตการหุงข้าวหอมมะลิไทยให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ทดลองชิมคู่กับอาหารไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้เยี่ยมชม, แจกของที่ระลึก เช่น ยาหม่องกลิ่นข้าวหอมมะลิไทย

“กระทรวงพาณิชย์มุ่งผลักดันให้ข้าวไทยคงความเป็นผู้นำในตลาดโลก ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความโดดเด่น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นข้าวคุณภาพเยี่ยมระดับโลก โดยตลาดยุโรป เป็นตลาดศักยภาพของข้าวไทย เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ซึ่งข้าวไทยตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน การเข้าร่วมงานครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้นำเข้า ผู้ซื้อ คู่ค้า และผู้บริโภคในยุโรป มั่นใจว่า ข้าวไทย คือ สินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และปลอดภัย นอกจากนี้ การส่งเสริมข้าวไทยในตลาดยุโรป ยังเป็นการผลักดันให้ข้าวคุณภาพสูงของไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาผลผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวต่อไป”

สำหรับสถิติการส่งออกข้าวไปยุโรป พบว่า ในช่วงปี 65 – 67 ไทยส่งออกเฉลี่ยปีละ 209,068 ตัน สำหรับช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.7 ปี 68 ส่งออกแล้ว 154,559 ตัน เพิ่มขึ้น 8.59% จากช่วงเดียวกันของปี 67 ที่ส่งออก 142,327 ตัน โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี สำหรับชนิดข้าวที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปมากที่สุด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย สัดส่วน 59.02% รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมไทย 20.76% และข้าวนึ่ง 8.94% ตามลำดับ

กรมการค้าต่างประเทศ บุกงาน Anuga 2025

ทำไมกรมการค้าต่างประเทศถึงให้ความสำคัญกับงาน Anuga 2025

งาน Anuga เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด การที่กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมงานนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันข้าวไทยสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง

เป้าหมายของกรมการค้าต่างประเทศในการผลักดันข้าวไทย

เป้าหมายหลักของกรมการค้าต่างประเทศคือ การสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทยในตลาดโลก และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดยุโรป โดยเน้นที่ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในยุโรป

ความสำคัญของการเข้าร่วมงาน Anuga 2025 ของกรมการค้าต่างประเทศ

การเข้าร่วมงาน Anuga 2025 ของกรมการค้าต่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์ข้าวไทย สร้างความเชื่อมั่น และขยายตลาดในยุโรป การส่งออกข้าวไปยังยุโรปที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการผลักดันข้าวไทยของภาครัฐและเอกชน

การส่งเสริมข้าวไทยในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทย และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – “กรมการค้าต่างประเทศ” บุกงาน Anuga 2025 ดันข้าวไทยคุณภาพระดับโลก ลุยตลาดยุโรป

เอฟเอสอบเหตุการณ์ เมจบรี้ ถูกกล่าวหาถ่มน้ำลาย

เอฟเอสอบเหตุการณ์ เมจบรี้ ถูกกล่าวหาถ่มน้ำลายใส่แฟนบอล

สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) กำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่า ฮันนิบาล เมจบรี้ กองกลางของเบิร์นลีย์ ถ่มน้ำลายใส่แฟนบอลลีดส์ ยูไนเต็ด ในช่วงที่ทีมClarets เอาชนะที่สนาม Turf Moor เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ตำรวจแลงคาเชียร์ยัง “กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหา หลังจากมีแฟนบอลลีดส์ในส่วนทีมเยือนของสนามร้องเรียน

เมจบรี้ วัย 22 ปี ลงมาเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 83 และได้รับใบเหลืองในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากการทำฟาวล์ กาเบรียล กุดมุนด์สสัน

เป็นที่เข้าใจกันว่า FA กำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการถ่มน้ำลาย แต่ยังไม่ได้เริ่มการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ

ตำรวจแลงคาเชียร์กล่าวว่า “รับทราบถึงเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับผู้เล่นเบิร์นลีย์คนหนึ่งในช่วงครึ่งหลังของการแข่งขันพรีเมียร์ลีกระหว่างเบิร์นลีย์และลีดส์ ยูไนเต็ด ที่สนาม Turf Moor เมื่อวันเสาร์”

กองกำลังเสริมกล่าวเพิ่มเติมว่า: “ขณะนี้เรากำลังทำงานร่วมกับสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง”

ลีดส์รับทราบถึงข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ

เบิร์นลีย์ ซึ่งชนะการแข่งขัน 2-0 ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ เมจบรี้ ถูกกล่าวหาถ่มน้ำลาย

เหตุการณ์ เมจบรี้ ถูกกล่าวหาถ่มน้ำลาย ได้สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลลีดส์เป็นอย่างมาก หลายคนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านทางโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้มีการลงโทษเมจบรี้อย่างเหมาะสม หากพบว่าเขามีความผิดจริง

อย่างไรก็ตาม ยังมีแฟนบอลบางส่วนที่มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นเพียงการยั่วยุจากแฟนบอลลีดส์ ทำให้เมจบรี้ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาข้อเท็จจริง

ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ได้ออกมาแถลงการณ์ว่ากำลังดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียด โดยจะพิจารณาจากหลักฐานต่างๆ รวมถึงคำให้การของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ผลการสอบสวน เหตุการณ์ เมจบรี้ ถูกกล่าวหาถ่มน้ำลาย จะมีผลต่ออนาคตของนักเตะอย่างมาก หากพบว่าเขามีความผิดจริง อาจถูกลงโทษแบนจาก FA เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออาชีพการค้าแข้งของเขา

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสโมสรเบิร์นลีย์ ซึ่งอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม หากไม่สามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

ดังนั้น สโมสรเบิร์นลีย์จึงต้องให้ความร่วมมือกับการสอบสวนของ FA อย่างเต็มที่ และดำเนินการลงโทษเมจบรี้ หากพบว่าเขามีความผิดจริง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

เหตุการณ์ เมจบรี้ ถูกกล่าวหาถ่มน้ำลาย เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักฟุตบอลอาชีพทุกคน ที่ต้องควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองในสนาม แม้ว่าจะถูกยั่วยุจากฝ่ายตรงข้ามก็ตาม

การกระทำที่ไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การถูกลงโทษ และส่งผลกระทบต่ออาชีพการค้าแข้งของตนเอง รวมถึงภาพลักษณ์ของสโมสร

  • การควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญ
  • เคารพแฟนบอล
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

การสอบสวนของ FA จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เมจบรี้ ถูกกล่าวหาถ่มน้ำลาย

ที่มา – FA looks into alleged Mejbri spitting incident

นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. คนใหม่!

การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครั้งสำคัญ! คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นรินทร์ เผ่าวณิช ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนใหม่ สร้างความสนใจในวงกว้างถึงทิศทางและนโยบายพลังงานของประเทศในอนาคต

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวภายหลังการประชุม ครม. ถึงมติสำคัญในการแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงในกระทรวงแรงงาน และการแต่งตั้งผู้ว่าการ กฟผ. คนใหม่

ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงแรงงานนั้น ครม. มีมติให้

  • น.ส.บุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน
  • นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาศักยภาพแรงงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตน

นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. คนใหม่

แต่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ การแต่งตั้ง นรินทร์ เผ่าวณิช ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในการดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ การเข้ามาของ นรินทร์ เผ่าวณิช ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในภาคพลังงาน

วิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของผู้ว่าการ กฟผ. คนใหม่

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวิสัยทัศน์และนโยบายการทำงานของ นรินทร์ เผ่าวณิช อย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ได้ว่าประเด็นสำคัญที่ผู้ว่าการ กฟผ. คนใหม่จะต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

  • การรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เพื่อให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
  • การพัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนทางพลังงาน
  • การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและส่งจ่ายไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาพลังงาน

การเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. ของ นรินทร์ เผ่าวณิช ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จและการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่างๆ ในภาคพลังงาน

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวและความพยายามในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง การจับตาดูนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของผู้บริหารชุดใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางการพัฒนาประเทศในภาพรวม

การตัดสินใจของ ครม. ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแต่งตั้งบุคคล แต่เป็นการวางหมากสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพลังงาน ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “นรินทร์ เผ่าวณิช” นั่งผู้ว่าการ กฟผ. คนใหม่ หลัง ครม. มีมติแต่งตั้ง

ผบ.ตร. สั่งยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ก๊กอาน

“ผบ.ตร.” ลั่นใช้ “ยาแรง” ปราบสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลังรัฐบาลยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” ยันหากพบนักการเมืองไทยเอี่ยว พร้อมทำคดีตรงไปตรงมา

วันที่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 14.00น. ที่ ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยภายหลังการเรียกประชุมด่วน เพื่อกำชับแนวทางป้องกันและปราบปราม “แก๊งสแกมเมอร์” และ “คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ” หลังรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า ได้เรียก พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีลาบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการค้ามนุษย์และหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อวางมาตรการร่วมกัน โดยเน้นย้ำให้เดินตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการป้องกันและการปราบปราม

ผบ.ตร. ระบุว่า ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง โดยเฉพาะกัมพูชา พูดตรงๆเลยว่า ในยุคที่ พล.ต.อ.ธัชชัย รับผิดชอบได้มีการนำข้อมูลไปขอความร่วมมือในการปฏิบัติว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับฐานปฏิบัติการ เรามีหมายจับที่ต้องขอความร่วมมือ แต่ได้รับความร่วมมือน้อยมาก ซึ่งตำรวจไม่ลดละความพยายาม แนวคิดที่เราทำในการปฏิบัติตามนโยบายและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี คือการเร่งรัดกำหนดมาตรการที่จะเข้มข้นในการป้องกัน หรือวัคซีนไซเบอร์ ให้มากขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

“ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้รับตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยแล้ว 3 รอบ รวมกว่า 219 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล โดยตำรวจไซเบอร์เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก” ผบ.ตร.กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการและวอร์รูม ที่ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เคยดำเนินการไว้ ให้เป็นศูนย์ประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน เพื่อรับมือปัญหาคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เมื่อถูกถามว่ามาตรการใหม่นี้ถือเป็น “ยาแรง” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ หลังสังคมตั้งคำถามว่าไทยยังไม่เข้มข้นเท่ากับเกาหลีใต้หรือจีน ผบ.ตร. ชี้แจงว่าจริงๆ แล้วไทยทำมากกว่าหลายประเทศด้วยซ้ำ เพียงแต่ความร่วมมือจากเพื่อนบ้านบางประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชายังมีข้อจำกัด แต่เราก็ยังเดินหน้ากดดันและขอร่วมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เริ่มเห็นผลแล้วพร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถอนสัญชาติผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “ก๊กอาน” ซึ่งบางรายได้รับสัญชาติไทยไปก่อนหน้านี้ และมีการออกหมายจับและหมายแดงตามกระบวนการสากลแล้ว

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่า “นักการเมืองไทย 7 ราย” มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ผบ.ตร.กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ยังไม่มีการร้องทุกข์หรือพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าตำรวจพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากมีพยานหลักฐานหรือการร้องทุกข์ตาม ป.วิอาญา เราจะไม่ละเว้นแน่นอน

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ระบุว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะทำให้นานาชาติเห็นความจริงและร่วมมือกันอย่างจริงจังในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก พร้อมย้ำว่าเป็น “นิมิตหมายที่ดี” ของความร่วมมือระดับภูมิภาคในการต่อสู้กับอาชญากรรมยุคใหม่

ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน”

สถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หลังรัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ

มาตรการยาแรงของ ผบ.ตร. ในการปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เร่งรัดมาตรการที่เข้มข้นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การพิจารณาถอนสัญชาติผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “ก๊กอาน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ หากพบว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

การดำเนินการของ ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่เข้มข้นเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางออนไลน์

การที่ ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดและจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

การปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นงานที่ท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนได้

ที่มา – ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน”