วัน: 21 ตุลาคม 2025

“อนุทิน” หารือทูตสหรัฐฯ ปราบสแกมเมอร์ ยันจุดยืนไทย

โฆษกรัฐบาล เผยผลการหารือระหว่าง “นายกฯ อนุทิน” และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ยันจุดยืนไทย 4 ข้อต่อกัมพูชา พร้อมนัดหารือความร่วมมือปราบสแกมเมอร์กับคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ต้น พ.ย.นี้

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 13.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ถึงผลการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายรอเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก (The Honorable Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ต่อการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาในการประชุม GBC และ JBC ซึ่งไทยยืนยันความชัดเจนตามจุดยืน 4 ข้อที่ได้เสนอกัมพูชา พร้อมย้ำให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการด้วยความจริงใจ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างจริงจัง เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลเครือข่ายสแกมเมอร์กับสหรัฐฯ เพื่อให้การดำเนินการปราบปรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ ทั้งนี้ ได้มีการนัดหมายกันว่าช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 จะมีคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ เดินทางมาหารือเรื่องสแกมเมอร์กับนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม.

“อนุทิน” หารือทูตสหรัฐฯ ยันจุดยืนไทย 4 ข้อต่อกัมพูชา จ่อหารือร่วมมือปราบสแกมเมอร์

การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความมั่นคงชายแดนและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในครั้งนี้ ได้แก่ จุดยืนของประเทศไทยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำจุดยืน 4 ข้อที่ประเทศไทยได้เสนอต่อกัมพูชา เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

ความสำคัญของการหารือเรื่องปราบสแกมเมอร์

การหารือเรื่องความร่วมมือในการปราบสแกมเมอร์เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาชญากรรมทางไซเบอร์เหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งในด้านทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา จะช่วยให้การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ จะเดินทางมาหารือกับนายกรัฐมนตรีในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจัง การกำหนดแนวทางความร่วมมือที่ชัดเจน จะช่วยให้การดำเนินการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์เป็นไปอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

การที่ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันในการปราบสแกมเมอร์ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงภัยคุกคามที่เกิดจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างประเทศ จะช่วยให้การรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ การที่ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกัน จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและท้าทายเช่นนี้

การหารือในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดนและการปราบสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาในทุกมิติ ความร่วมมือในด้านต่างๆ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งสองประเทศ และนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมายาวนาน การหารือระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคต ความร่วมมือในด้านต่างๆ จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการหารือกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทย

การหารือระหว่าง “อนุทิน” หารือทูตสหรัฐฯ ยันจุดยืนไทย 4 ข้อต่อกัมพูชา จ่อหารือร่วมมือปราบสแกมเมอร์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ การร่วมมือกันระหว่างประเทศ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “อนุทิน” หารือทูตสหรัฐฯ ยันจุดยืนไทย 4 ข้อต่อกัมพูชา จ่อหารือร่วมมือปราบสแกมเมอร์

ครม.รับทราบ แก้ไข พ.ร.ก.ประมง ก่อนประกาศใช้

ครม. รับทราบข้อสังเกตแก้ไข พ.ร.ก. ประมง เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ บังคับใช้เป็นกฎหมาย

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และคณะกรรมาธิการร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา (สว.) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญเพื่อแก้ไข พ.ร.ก.การประมงฯ ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

โฆษกรัฐบาลบอกด้วยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตุการแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นในการห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทย และกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย รับจดทะเบียนเรือหรือออกใบอนุญาตใช้เรือสำหรับการประมง การเพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีการจับหรือนำขึ้นเรือประมงซึ่งสัตว์น้ำชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำที่หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด การเพิ่มบทบัญญัติให้บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงนอกน่านน้ำไทยเป็นอันสิ้นผล เมื่อมีกฎหมายว่าด้วยการทำการประมงนอกน่านน้ำไทยใช้บังคับ

ครม. รับทราบข้อสังเกต กมธ. แก้ไข พ.ร.ก. ประมง ก่อนทูลเกล้าฯ ประกาศใช้

การที่ ครม. รับทราบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และคณะกรรมาธิการร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 นั้น แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความใส่ใจในการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การแก้ไข พ.ร.ก. ประมง ให้มีความทันสมัยและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การปรับปรุงกฎหมายประมงครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ:

  • แก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับเดิม
  • ส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ
  • คุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเล
  • สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของชาวประมง

ความสำคัญของการแก้ไข พ.ร.ก. ประมง

การแก้ไข พ.ร.ก. ประมง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการประมงของประเทศไทย เนื่องจากกฎหมายฉบับเดิมมีข้อจำกัดและปัญหาหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน การแก้ไขกฎหมายจึงเป็นโอกาสที่ดีในการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้มีความชัดเจน เป็นธรรม และเอื้อต่อการทำประมงอย่างยั่งยืน

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการแก้ไข พ.ร.ก. ประมง คือการปรับปรุงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำการประมงนอกน่านน้ำไทย เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและมาตรฐานสากล การแก้ไขกฎหมายในส่วนนี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ การแก้ไข พ.ร.ก. ประมง ยังมุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเล โดยการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ การควบคุมการใช้เครื่องมือและวิธีการทำประมงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำที่หายากและใกล้สูญพันธุ์

การที่คณะรัฐมนตรีได้รับทราบข้อสังเกตเพิ่มเติมก่อนนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ แสดงให้เห็นว่าทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายให้มีความสมบูรณ์และรอบด้านมากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออุตสาหกรรมการประมงและประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – ครม. รับทราบข้อสังเกต กมธ. แก้ไข พ.ร.ก. ประมง ก่อนทูลเกล้าฯ ประกาศใช้

กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน คืนความปลอดภัย

เปิดภารกิจกองกำลังบูรพาในการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน เคลียร์พื้นที่ศูนย์อพยพกัมพูชาเดิมให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดและสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อเตรียมคืนพื้นที่ให้เจ้าของคนไทยตัวจริง

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้สนธิกำลังนำเครื่องจักรกลหนักเข้าดำเนินการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ศูนย์อพยพชาวกัมพูชาเดิม ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย พื้นที่หมู่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านโจกเจย อำเภอโอโจโลว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา

การเข้าปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการส่งมอบพื้นที่ให้กับชาวบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่แท้จริง โดยการดำเนินงานเป็นไปตามแผนการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน เพื่อให้การใช้ประโยชน์พื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องและเกิดความมั่นคงในระยะยาว

ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่เพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่า กำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ และปรับสภาพพื้นที่ให้ราบเรียบ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารและชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดระหว่างปฏิบัติงาน

บรรยากาศโดยรอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดควบคุมการเข้าออกของบุคคลและยานพาหนะ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ระหว่างการทำงาน ขณะเดียวกัน มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ และผู้ใหญ่บ้านหนองจานร่วมสังเกตการณ์การดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวจะผ่านการจัดระเบียบและตรวจสอบความปลอดภัยโดยหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนจะมีการส่งมอบพื้นที่คืนให้กับชาวบ้านหนองจานในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนเองได้อย่างถูกต้องตามสิทธิ์ และเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา

กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน เตรียมคืนพื้นที่ปลอดภัย

การดำเนินการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองกำลังบูรพาในการดูแลรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และการให้ความสำคัญกับการคืนสิทธิให้แก่ประชาชนชาวไทย การ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ไม่เพียงแต่เป็นการเคลียร์พื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

เป้าหมายของการจัดระเบียบบ้านหนองจาน

  • เคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดและสิ่งก่อสร้างอันตราย
  • ส่งมอบพื้นที่คืนให้ชาวบ้านหนองจาน
  • สร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนชายแดน

การ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ถือเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การคืนสิทธิในที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้อย่างยั่งยืน และเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองจานเป็นสัญญาณที่ดีว่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ดินและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินการนี้จะเป็นต้นแบบให้กับการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศต่อไป

ที่มา – กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน เตรียมคืนพื้นที่ปลอดภัย ให้เจ้าของคนไทยตัวจริง

ครม.อนุมัติ! กินเที่ยว ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 1.5 เท่า

ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ วงเงิน 20,000 บาท ตั้งแต่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68 ลดหย่อนภาษีบุคคล เมืองรอง 1.5 เท่า เมืองหลัก 1 เท่า

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ 5 มาตรการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นมาตรการที่จะมาช่วยเติมเต็มให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาสที่ 4 ที่จะตกท้องช้างนิดหน่อย ที่สำคัญอยากเห็นบรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก รวมถึงช่วยต่อยอดตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ

ครม.ไฟเขียว กิน-เที่ยว 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 ลดหย่อนภาษีบุคคลได้สูงสุด 1.5 เท่า

1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามารถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง แบ่งเป็น

  • ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท
  • ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ได้อีกไม่เกิน 10,000 บาท

โดยค่าใช้จ่ายที่เมืองหลัก ลดหย่อนได้ 1 เท่า และเมืองรองลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง จึงเท่ากับว่าลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ ครม.ไฟเขียว กิน-เที่ยว 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 ลดหย่อนภาษีบุคคลได้สูงสุด 1.5 เท่า

2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริงในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง และ 1.5 เท่าในเมืองหลัก

3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 คิดเป็นวงเงิน 13,000 ล้านบาท โดยให้พิจารณาจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้น 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง แยกเป็น 2 ส่วนคือ 1. หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ 2. ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569

5. ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น.

วางแผนเที่ยวให้คุ้ม! ครม.ไฟเขียว กิน-เที่ยว 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 ลดหย่อนภาษีบุคคลได้สูงสุด 1.5 เท่า

ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวปลายปีนี้ ห้ามพลาด! เพราะมาตรการ ครม.ไฟเขียว กิน-เที่ยว 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 ลดหย่อนภาษีบุคคลได้สูงสุด 1.5 เท่า เป็นโอกาสทองที่จะช่วยให้ประหยัดภาษีได้อีกเยอะ อย่าลืมศึกษาเงื่อนไขและวางแผนการใช้จ่ายให้ดี เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด

ที่มา – ครม.ไฟเขียว กิน-เที่ยว 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 ลดหย่อนภาษีบุคคลได้สูงสุด 1.5 เท่า

สลด! **โรงงานพลุอ่างทองระเบิด** เจ็บสาหัส

เกิดเหตุระทึกขวัญ โรงงานพลุอ่างทองระเบิด! เจ้าของโรงงานถูกไฟคลอกได้รับบาดเจ็บสาหัส หลานชายเผยนาทีชีวิต ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ก่อนเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง

เมื่อเวลา 12.30 น. ของวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ร.ต.อ.สุขสันต์ ปัสสาวะกัง รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองอ่างทอง ได้รับแจ้งเหตุโรงงานพลุอ่างทองระเบิด ในพื้นที่ตำบลโพสะ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชา และประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลโพสะและเทศบาลเมืองอ่างทองเพื่อเข้าตรวจสอบและระงับเหตุ

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บสาหัสถูกแรงระเบิดอัดเข้าที่ลำตัว มีบาดแผลไฟลวก ทราบชื่อคือ นายนันทวัฒน์ นิยมจิตร์ อายุ 59 ปี เจ้าหน้าที่กู้ชีพเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลอ่างทองเป็นการด่วน

นางสาวมิ้น หลานสาวของผู้บาดเจ็บ เล่าว่า ขณะเกิดเหตุ นายนันทวัฒน์กำลังทำพลุอยู่คนเดียวในโรงงาน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 200 เมตร เธอได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นและเห็นเพลิงไหม้ ก่อนที่นายนันทวัฒน์จะเดินออกมาจากที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิง แต่ระหว่างนั้นก็เกิดการระเบิดของพลุขึ้นอีก 1 ครั้ง ทำให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต้องถอยออกมาด้วยความตกใจ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง และยังคงฉีดน้ำเลี้ยงเพื่อลดอุณหภูมิและป้องกันการระเบิดซ้ำ

จากการตรวจสอบ พบสารประกอบพลุอย่างน้อย 3 ชนิด ได้แก่ กำมะถัน แมกนีเซียม และสารอื่นๆ โดยแต่ละชนิดถูกเก็บในปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานที่ได้รับอนุญาต

นายรักศักดิ์ เทียนไชย นายอำเภอเมืองอ่างทอง เปิดเผยว่า สถานที่ดังกล่าวได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย และมีการตรวจสอบสถานที่เก็บและความปลอดภัยในการทำงานเป็นประจำ คาดว่าสาเหตุของการระเบิดอาจเกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนการทำงาน และได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองตรวจสอบสถานที่ผลิตพลุทุกแห่ง พร้อมทั้งให้คำแนะนำเรื่องความปลอดภัย

นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้สั่งการให้ผู้นำชุมชนชี้แจงให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับโรงงานพลุอ่างทองระเบิด อพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว จนกว่าเจ้าหน้าที่จะประเมินสถานการณ์ว่าปลอดภัยแล้วจึงจะอนุญาตให้กลับเข้าที่พักได้ นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้ที่ทำการปกครองจังหวัดตรวจสอบและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการทำพลุทั่วทั้งจังหวัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ด้านนายบรรจง โพธิวงค์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า จากการสอบถามทราบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีโกดังเก็บวัตถุสำหรับทำพลุ 3 แห่ง โกดังที่เกิดเหตุเก็บวัตถุประเภทแมกนีเซียมและโซเดียม อย่างละประมาณ 5 กิโลกรัม ส่วนจุดอื่น ๆ มีวัตถุประเภทแมกนีเซียม โซเดียม และกำมะถัน แต่ยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ เนื่องจากผู้เก็บสารเคมีได้รับบาดเจ็บและยังไม่มีข้อมูลว่าเก็บสารเคมีประเภทโพแทสเซียมคลอเรตไว้จำนวนเท่าใด

โรงงานพลุอ่างทองระเบิด: สรุปเหตุการณ์

เหตุการณ์ โรงงานพลุอ่างทองระเบิด สร้างความเสียหายและความสูญเสียต่อเจ้าของโรงงาน และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับวัตถุไวไฟ การตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

มาตรการป้องกันเหตุโรงงานพลุอ่างทองระเบิด

  • ตรวจสอบใบอนุญาตและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • จัดเก็บสารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักความปลอดภัย
  • อบรมให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับอันตรายและการป้องกันอุบัติเหตุ
  • ตรวจสอบอุปกรณ์และเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ถึงเเม้ว่าเหตุการณ์ โรงงานพลุอ่างทองระเบิด เป็นเรื่องน่าเศร้า เเต่หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้ผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเช่นนี้อีกในอนาคต การให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขออนุญาต การจัดเก็บวัตถุดิบ การผลิต และการขนส่ง จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่าย

ที่มา – โรงงานพลุอ่างทองระเบิด เจ็บสาหัส 1 หลานคนเจ็บเผยนาทีระทึก

เน็ตล่มกระทบเกมเวสต์แฮม-เบรนท์ฟอร์ดอย่างไร?

เกมที่เบรนท์ฟอร์ดบุกไปชนะเวสต์แฮม 2-0 เทคโนโลยีล้ำสมัยกึ่งอัตโนมัติในการจับล้ำหน้าไม่สามารถใช้งานได้ในช่วงครึ่งแรก สาเหตุมาจากเหตุการณ์ เน็ตล่มกระทบเกมเวสต์แฮม-เบรนท์ฟอร์ดอย่างไร? ซึ่งส่งผลกระทบต่อ Amazon Web Services (AWS) เป็นวงกว้าง

การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นโดยไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าว พรีเมียร์ลีกระบุว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้ในช่วงหลังของเกม หากสามารถใช้งานได้สำเร็จ

ก่อนเริ่มเกม พรีเมียร์ลีก แมตช์ เซ็นเตอร์ โพสต์บน X ว่า “เนื่องจากผลกระทบจากเหตุการณ์ AWS ล่มทั่วโลกในวันนี้ การแข่งขันเย็นนี้จะเริ่มต้นโดยไม่มีการใช้เทคโนโลยีจับล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ (SAOT)”

“หากจำเป็น VAR จะใช้เส้นล้ำหน้าเสมือนจริง เหมือนในฤดูกาลก่อน เพื่อใช้ในการตัดสินล้ำหน้า หาก SAOT พร้อมใช้งานระหว่างเกม ระบบจะถูกนำมาใช้เมื่อเหมาะสม”

ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก เบรนท์ฟอร์ดทำประตูที่สองได้จากอีกอร์ ติอาโก แต่ถูกตัดสินว่าล้ำหน้าในเวลาต่อมา

เนื่องจาก SAOT ไม่พร้อมใช้งานในขณะนั้น การตรวจสอบจึงใช้เวลานานกว่าปกติ เนื่องจาก VAR ต้องวาดเส้นด้วยตัวเอง เหมือนที่เคยใช้ในฤดูกาลก่อน

ถึงแม้จะไม่มี SAOT แต่การตัดสินล้ำหน้าก็ยังถูกต้อง

ก่อนเริ่มครึ่งหลัง พรีเมียร์ลีกโพสต์บน X ว่าเทคโนโลยีนี้สามารถใช้ได้สำหรับเกมที่เหลือ โดยระบุว่า “SAOT พร้อมใช้งานแล้วสำหรับการแข่งขันนี้”

แล้ว เน็ตล่มกระทบเกมเวสต์แฮม-เบรนท์ฟอร์ดอย่างไร? นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัย

เน็ตล่มกระทบเกมเวสต์แฮม-เบรนท์ฟอร์ดอย่างไร?

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีในการตัดสินกีฬา แม้ว่าการตัดสินจะถูกต้อง แต่การขาด SAOT ทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้าลง

ผลกระทบจากเน็ตล่มกระทบเกมเวสต์แฮม-เบรนท์ฟอร์ดอย่างไร?

ความล่าช้าในการตัดสินใจและการพึ่งพาเทคโนโลยี VAR แบบดั้งเดิมเนื่องจาก เน็ตล่มกระทบเกมเวสต์แฮม-เบรนท์ฟอร์ดอย่างไร? ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางในการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แม้ว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะถูกต้อง แต่การขาด SAOT ทำให้กระบวนการตรวจสอบใช้เวลานานขึ้น และอาจส่งผลต่อจังหวะการเล่นและความต่อเนื่องของเกม

การพึ่งพาระบบคลาวด์เช่น AWS ในการดำเนินงานของเทคโนโลยีสำคัญๆ ทำให้วงการกีฬาต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น การหยุดชะงักของบริการ การมีแผนสำรองและการกระจายความเสี่ยงไปยังผู้ให้บริการหลายรายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสื่อสารที่ชัดเจนและทันท่วงทีกับแฟนๆ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับปัญหาทางเทคนิคที่อาจเกิดขึ้นและผลกระทบต่อเกม การอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับความพร้อมใช้งานของ SAOT และคำอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการตัดสินใจทดแทนช่วยรักษาความโปร่งใสและความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

ในอนาคต สมาคมฟุตบอลและผู้ให้บริการเทคโนโลยีควรทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งสามารถรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นและรับประกันว่าเทคโนโลยีจะสนับสนุนความสมบูรณ์และความน่าเชื่อถือของเกมต่อไป

ที่มา – How did internet outage affect West Ham v Brentford?

อนุทิน-จ๋า ธนนนท์ ปลูกต้นรวงผึ้ง วันรักต้นไม้

“นายกฯ อนุทิน” พร้อม “จ๋า ธนนนท์” ภริยา ปลูกต้นรวงผึ้ง นำชาวมหาดไทยบำรุงรักษาต้นไม้เนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ 2568 ย้ำต้องช่วยกันคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน-น้ำ-ป่าอย่างยั่งยืน

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 08.39 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2568 ของกระทรวงมหาดไทย ณ สวนสิรินธราภิรมย์ อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพรพจน์ เพ็ญพาส นายชูชีพ พงษ์ไชย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ว่าที่ ร.ต.ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และผู้บริหาร ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทุกคน เข้าร่วม

โอกาสนี้ นายอนุทิน พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ ได้ปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรดน้ำ พรวนดิน บริเวณต้นแก้ว ต้นไม้ทรงปลูกของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และนำผู้ร่วมกิจกรรมรดน้ำพรวนดินบำรุงรักษาต้นไม้ ก่อนร่วมบันทึกภาพกับข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ กระทรวงมหาดไทย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมบริเวณสนามสวนสิรินธราภิรมย์

นายอนุทิน กล่าวในช่วงหนึ่งว่า การจัดกิจกรรมวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2568 เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่า และมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ซึ่งทรงเล็งเห็นความสำคัญและคุณค่าของการอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ทรงปลูกและรักษาป่าไม้ด้วยพระองค์มาตลอดพระชนม์ชีพ อีกทั้งกิจกรรมนี้ยังมีส่วนช่วยสร้างความตระหนักให้พี่น้องประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ และเห็นความสำคัญของการปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ อันเป็นการสืบสานพระปณิธานของสมเด็จย่าให้ยั่งยืน

“เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดสวนสิรินธราภิรมย์ ณ อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทุกหมู่เหล่าอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งสวนสิรินธราภิรมย์ มีความหมายอันเป็นมงคลยิ่งว่า “พื้นที่ที่ปลูกต้นไม้ด้วยความปีติยินดีในกระทรวงมหาดไทย” อันเป็นสถานที่อันมิ่งมงคลที่ชาวมหาดไทยผู้เป็นราชสีห์ผู้จงรักภักดีได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

พร้อมย้ำว่า จากภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศที่พลิกผันอย่างรุนแรงในปัจจุบัน ยิ่งทำให้การบำรุงรักษาต้นไม้มีความจำเป็นมากขึ้น เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนดิน ผืนน้ำ ผืนป่า ซึ่งต้นไม้จะเจริญงอกงามได้ก็ต่อเมื่อพวกเราช่วยกันปลูก ช่วยกันบำรุงรักษา ช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้ใครมาทำลายได้ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้วันนี้กิจกรรมนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อจิตวิญญาณของพวกเราชาวมหาดไทยทุกคน ต้องขอฝากให้ทุกท่านได้ร่วมกันเป็นกำลังสร้างความตระหนัก ปลูกจิตสำนึก ช่วยกันรักษาต้นไม้และทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าของประเทศไทยและโลกใบนี้ให้อยู่กับพวกเราตลอดไป

ทางด้าน นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2533 อนุมัติให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ ในวันนี้กระทรวงมหาดไทยจึงได้จัดกิจกรรมวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2568 ขึ้น เพื่อร่วมน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และร่วมสร้างจิตสำนึกให้เกิดความหวงแหนในต้นไม้ของชาติแก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทุกคน.

อนุทิน-จ๋า ธนนนท์ ปลูกต้นรวงผึ้ง เนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ 2568

กิจกรรม อนุทิน-จ๋า ธนนนท์ ปลูกต้นรวงผึ้ง เนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ 2568 เป็นการแสดงออกถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างความตระหนักให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม

ความสำคัญของวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ

วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติเป็นวันที่สำคัญที่กระตุ้นให้เราหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ การที่ อนุทิน-จ๋า ธนนนท์ ปลูกต้นรวงผึ้ง เนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ 2568 เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ต้นไม้และทรัพยากรธรรมชาติ

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันปลูกและดูแลต้นไม้ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศของเรา

หวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ต้นไม้และทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไป และขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลรักษาต้นไม้ในพื้นที่ของตนเอง เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่และยั่งยืน

การที่ อนุทิน-จ๋า ธนนนท์ ปลูกต้นรวงผึ้ง เนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ 2568 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

ที่มา – “อนุทิน-จ๋า ธนนนท์” ปลูกต้นรวงผึ้ง เนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ 2568

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ส.อ.ท. ผนึกกำลัง ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ ชู 4GO ยกระดับ SME

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จับมือกันเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และสภาพคล่องของธุรกิจ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ได้หารือร่วมกับ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ณ ห้อง Passion ส.อ.ท. เพื่อหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การหาตลาดใหม่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขหนี้สินและสภาพคล่อง การลดต้นทุนพลังงาน มาตรการเยียวยาจากการปิดด่านชายแดน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับ บาทแข็ง การหารือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อเชื่อมโยงนโยบายการเงินและการคลัง และจะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่ประชุมได้หารือถึงนโยบายการขับเคลื่อน ส.อ.ท. โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ผ่านการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจาก OEM ไปเป็น ODM หรือ OBM และใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น ดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการผลิตเพื่อความยั่งยืน และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SMEs ได้แก่

  • Go Digital & AI: ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์
  • Go Innovation: สร้างผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม
  • Go Global: ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก
  • Go Green: ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายวิทัย กล่าวว่า ภารกิจหลักของ ธปท. คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว โดยมี 3 ส่วนคือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน การสร้างเสถียรภาพทางระบบสถาบันทางการเงิน และการสร้างเสถียรภาพทางระบบการชำระเงิน

“วันนี้ เราอยู่ในจุดที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ เหมือนกัน และเราจะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศดำรงอยู่ได้ ”

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดยระบุว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วน ไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น เฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม หล่อโลหะ เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

TDRI ประเมินว่า หากไทยแข่งขันไม่ได้ GDP อาจอยู่ที่ -0.77% และการส่งออกไปสหรัฐฯ -15.4% แต่หากแข่งขันได้ GDP จะอยู่ที่ -0.01% และสามารถชดเชยได้จากการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอื่น

นายนาวา เสนอแนะให้ภาครัฐสนับสนุนข้อมูลแก่ผู้ประกอบการ และผลักดันมาตรการทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบในช่วงปรับตัว เช่น การชะลอการจัดชั้นหนี้ การปรับโครงสร้างสินเชื่อ และการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน

อีกทั้งยังมีแนวทางในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ในส่วนของข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in Thailand : MiT) นายนาวาเสนอให้ผลักดันการใช้สินค้า MiT อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ใช้สินค้า MiT และขยายตลาดสินค้า MiT สู่ภาคเอกชนภายใต้โครงการ “ซื้อของไทยเพื่อคนไทย”

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของ SMEs โดยเสนอให้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบมีเป้าหมาย สร้าง “ระบบเครดิตทางเลือก” และสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “ธุรกิจสีเขียวและดิจิทัล”

อีกทั้งยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายพอร์ตการค้าประกันสินเชื่อของ บสย. และจัดตั้ง “กองทุน SME” เพื่อใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า บาทแข็ง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศคู่แข่งเผชิญมาตรการ Reciprocal Tariff จึงต้องหาจุดสมดุลปรับค่าเงินบาทอย่าให้แข็งเกินไป

นายวิทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบ

การร่วมมือของ ส.อ.ท. และ ธปท. ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การแก้ไขปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และการสนับสนุน SMEs อย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา บาทแข็ง และมาตรการภาษีสหรัฐฯ

แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SME คืออะไร?

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ที่มา – ส.อ.ท. ผนึก ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งหาทางรับมือ “บาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ” ชูแนวคิด 4GO ยกระดับ SME

นาทีระทึก! รถพ่วง 18 ล้อ หวิดชนรถเก๋งกลางสี่แยก

วินาทีระทึก! กล้องวงจรปิดจับภาพเหตุการณ์ “รถพ่วง 18 ล้อ” หวิดชน “รถเก๋ง” กลางสี่แยก กลายเป็นคลิปไวรัลที่ถูกแชร์สนั่นโซเชียล ด้านชาวบ้านในพื้นที่วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขไฟจราจรที่เสียมานานกว่าครึ่งเดือน หวั่นเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอย

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องวงจรปิดบริเวณสี่แยกไฟแดงเขาหวาย ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญ เมื่อ “รถพ่วง 18 ล้อ” หวิดชน “รถเก๋ง” กลางสี่แยก ได้อย่างชัดเจน โดยช่วงหน้ารถพ่วงเฉี่ยวชนเข้ากับบริเวณฝากระโปรงท้ายรถเก๋งสีขาว ทำให้ฝากระโปรงเปิดขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ของวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา

จากการลงพื้นที่สำรวจ พบว่าสี่แยกไฟแดงดังกล่าวมีรถสัญจรไปมาเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือไฟจราจรเกิดขัดข้อง ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ทำให้ผู้ขับขี่ที่มาถึงบริเวณสี่แยกต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ บางคันชะลอรถเพื่อสังเกตการณ์ก่อนขับผ่าน ในขณะที่บางคันก็ขับผ่านแยกไปทันที ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

รถพ่วง 18 ล้อ หวิดชนรถเก๋ง

นาทีระทึก วงจรปิดจับภาพ “รถพ่วง 18 ล้อ” หวิดชน “รถเก๋ง” กลางสี่แยก

ชาวบ้านผวา! วอนเร่งซ่อมไฟแดง หลังรถพ่วง 18 ล้อ หวิดชนรถเก๋งกลางสี่แยก

นางนิภา อายุ 61 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ “รถพ่วง 18 ล้อ” หวิดชน “รถเก๋ง” กลางสี่แยก เมื่อวานนี้ นับว่าโชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เธอเล่าว่ารถเก๋งคันดังกล่าวเดินทางมาจากกรุงเทพฯ และมีเด็กเล็กนั่งมาในรถด้วย ทำให้ทุกคนตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก นางนิภายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ไฟจราจรบริเวณสี่แยกนี้เสียมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว และอยากจะวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการแก้ไขโดยด่วน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณทางแยกที่สัญญาณไฟจราจรขัดข้อง ควรชะลอความเร็ว สังเกตการณ์ให้ดีก่อนขับผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบควรเร่งดำเนินการแก้ไขไฟจราจรที่ชำรุดโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากความประมาทหรือความบกพร่องของอุปกรณ์ต่างๆ สามารถป้องกันได้ หากทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน อย่ารอให้เกิดความสูญเสียก่อน แล้วค่อยแก้ไข

ที่มา – นาทีระทึก วงจรปิดจับภาพ “รถพ่วง 18 ล้อ” หวิดชน “รถเก๋ง” กลางสี่แยก