วัน: 21 ตุลาคม 2025

เตรียมรับลมหนาว! ไทยเข้าสู่ “ฤดูหนาว” 23 ต.ค.นี้

เตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อม! ประเทศไทยประกาศเข้าสู่ “ฤดูหนาว” อย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ตุลาคมนี้แล้ว โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลคาดว่าจะมีอุณหภูมิต่ำสุดที่ 20 องศาเซลเซียส ส่วนบนดอยและภูเขาอาจต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียสและมีน้ำค้างแข็งในบางพื้นที่

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงการเข้าสู่ฤดูหนาวของปี 2568 โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งระบุว่าประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศตรงตามเกณฑ์การเปลี่ยนฤดูกาลแล้ว

เกณฑ์ดังกล่าวประกอบด้วย:

  • อุณหภูมิต่ำสุดในประเทศไทยตอนบนอยู่ในเกณฑ์อากาศหนาวเย็นเกือบทั่วไป (ต่ำกว่า 23.0 องศาเซลเซียส) อย่างต่อเนื่อง
  • ลมระดับล่างเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือ หรือลมตะวันออก
  • ลมระดับบนเป็นลมฝ่ายตะวันตก
  • ปริมาณและการกระจายของฝนในประเทศไทยตอนบนลดลงอย่างต่อเนื่อง

อากาศจะเริ่มเย็นลงตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม และ “ฤดูหนาว” จะหนาวเย็นขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2568 ไปจนถึงประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569

“ฤดูหนาว” มาแล้ว! เตรียมรับมืออากาศเปลี่ยนแปลง

สำหรับลักษณะอากาศโดยทั่วไปของฤดูหนาวปีนี้ คาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ที่ 21-25 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าปกติประมาณ 1 องศาเซลเซียส แต่จะมีโอกาสสัมผัสอากาศหนาวเย็นใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึง มกราคม 2569 บริเวณยอดดอย ยอดภู และเทือกเขา จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียส และอาจเกิดน้ำค้างแข็งได้ในบริเวณต่างๆ เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ หรือ ภูเรือ จังหวัดเลย

ข้อควรระวังในช่วง “ฤดูหนาว”

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ต้องระวังคือภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกต่อเนื่องในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกของภาคใต้ ประชาชนในพื้นที่ควรเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และพายุหมุนเขตร้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

ในส่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑล คาดว่าจะมีอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 20 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นอากาศที่เย็นสบาย เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและทำกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ในช่วงปลายเดือนนี้ ประเทศไทยตอนบนก็ยังคงมีโอกาสเกิดฝนตกได้ในบางพื้นที่ ดังนั้นจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเที่ยวในช่วง “ฤดูหนาว” นี้ อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง และเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศด้วยนะครับ การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้คุณสนุกกับการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวได้อย่างเต็มที่

ประเทศไทยเข้าสู่ “ฤดูหนาว” แล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพให้ดีและเตรียมพร้อมรับมือกับอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้คุณได้เพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งความสุขในฤดูหนาวอย่างเต็มที่

ที่มา – ไทยเข้าสู่ “ฤดูหนาว” อย่างเป็นทางการ 23 ต.ค.นี้ กรุงเทพฯ ต่ำสุด 20 องศาฯ

ช็อก! สาวเกาหลีใต้เผาแมลงสาบ ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์

เรื่องราวสุดช็อกเกิดขึ้นที่เกาหลีใต้ เมื่อหญิงสาวรายหนึ่งพยายามกำจัดแมลงสาบด้วยวิธีสุดอันตราย จนทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ลุกลาม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความประมาทและความอันตรายของการใช้วิธีการกำจัดแมลงแบบผิดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อุปกรณ์หรือสารไวไฟ

สถานีตำรวจในเมืองโอซาน ประเทศเกาหลีใต้ กำลังดำเนินการขอหมายจับหญิงอายุ 20 กว่าๆ ที่เป็นต้นเหตุของเหตุเพลิงไหม้ในอพาร์ตเมนต์ โดยเธอให้การว่า เธอต้องการเผาแมลงสาบโดยใช้ไฟแช็กและสเปรย์พ่น ซึ่งเป็นวิธีที่เธอเคยทำมาก่อน แต่ในวันเกิดเหตุ ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะควบคุมได้

ตำรวจเตรียมตั้งข้อหาประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และวางเพลิงโดยประมาท

ช็อก! หญิงเกาหลีใต้พยายาม “เผา” แมลงสาบ สุดท้ายไฟไหม้อพาร์ตเมนต์

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้หญิงชาวจีนวัย 30 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ชั้น 5 ของอาคารเสียชีวิต เธอและสามีพยายามช่วยชีวิตลูกน้อยวัย 2 เดือน โดยการยื่นเด็กให้กับเพื่อนบ้านที่อยู่อีกตึกหนึ่งได้อย่างปลอดภัย แต่ภรรยาเคราะห์ร้ายพลัดตกลงมาจากหน้าต่างขณะพยายามหนีตามสามี ทำให้เธอเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสูดดมควันไฟอีก 8 ราย อพาร์ตเมนต์ดังกล่าวเป็นอาคารพาณิชย์ มีร้านค้าอยู่ชั้นล่าง และมีห้องพักอาศัยตั้งแต่ชั้น 2 ถึง 5 รวม 32 ห้อง

อันตรายจากการ “เผา” แมลงสาบด้วยตนเอง

การกำจัดแมลงสาบด้วยการพ่นสเปรย์แล้วจุดไฟ หรือการใช้เครื่องพ่นไฟแบบทำเอง กำลังเป็นที่นิยมในโลกออนไลน์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าวิธีเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะสารเคมีในสเปรย์ส่วนใหญ่เป็นสารไวไฟ เมื่อสัมผัสกับประกายไฟ จะทำให้เกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ควบคุมเพลิงได้ยาก

ตัวอย่างเช่น ในปี 2018 ชายชาวออสเตรเลียก็เคยทำครัวไหม้ขณะพยายามเผาแมลงสาบด้วยวิธีเดียวกัน เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การใช้วิธีการกำจัดแมลงที่ไม่ถูกต้อง อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ร้ายแรงได้

ข้อควรระวังในการกำจัดแมลงสาบ:

  • หลีกเลี่ยงการใช้สารไวไฟใกล้เปลวไฟ
  • เลือกใช้วิธีการกำจัดแมลงที่ปลอดภัยและได้รับอนุญาต
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดแมลง หากปัญหาแมลงรุนแรง
  • ระมัดระวังการจุดไฟ เผาแมลงสาบ ภายในบ้าน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ การกำจัดแมลงสาบเป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และควรเลือกใช้วิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – ช็อก! หญิงเกาหลีใต้พยายาม “เผา” แมลงสาบ สุดท้ายไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ เพื่อนบ้านดับ 1 ราย

วรภัคแถลงข่าว? โดนโยงสแกมเมอร์กัมพูชา

“วรภัค” รมช.คลัง บอก มีโอกาสจะแถลงข่าว หลังมีชื่อถูกโยงเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เรื่องราวการพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่ นายวรภัค ถูกเชื่อมโยงว่าเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งนายวรภัค ได้ตอบคำถามสั้นๆ ว่า “หากมีโอกาสจะมีการแถลงข่าว” ก่อนที่จะเดินเข้าห้องประชุมไปทันที ทิ้งไว้เพียงความสงสัยและความคาดหวังในการชี้แจงข้อเท็จจริงจากเจ้าตัว

วรภัคแถลงข่าวเรื่องสแกมเมอร์กัมพูชา?

เรื่องราวของ “วรภัค” ที่ถูกโยงใยกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ในแวดวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่ต่างก็ต้องการทราบความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้ การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและภาพลักษณ์ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมเรื่องวรภัคแถลงข่าวเกี่ยวกับสแกมเมอร์กัมพูชาถึงสำคัญ?

ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อสังคม หากข้อกล่าวหาเป็นจริง นั่นหมายถึงการใช้อำนาจในทางมิชอบและการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ การที่นักการเมืองเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติยังเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากนายวรภัคตัดสินใจที่จะแถลงข่าวจริง เนื้อหาในการแถลงข่าวจะเป็นอย่างไร? เขาจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด การแถลงข่าวครั้งนี้จะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่? ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่รอคอยคำตอบจากนายวรภัค

นอกจากนี้ การตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงต่างๆ ระหว่างนายวรภัคกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม ความยุติธรรมจะต้องถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน

การออกมาปฏิเสธหรือชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุดจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์ของตนเองและองค์กร การปล่อยให้ข่าวลือแพร่กระจายออกไปโดยไม่มีการตอบโต้ อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม และยากที่จะแก้ไขในภายหลัง

ในขณะที่สังคมกำลังจับตามองการออกมาแถลงข่าวของนายวรภัค สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่าเพิ่งด่วนตัดสินหรือเชื่อข่าวลือโดยยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ควรรอฟังคำชี้แจงจากนายวรภัคและติดตามการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำไปสู่การตัดสินที่ถูกต้องและเป็นธรรม

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ควรแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้นักการเมืองทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องและการยึดมั่นในหลักการของธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ผมเชื่อว่าการออกมาแถลงข่าวของนายวรภัคจะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมด และนำไปสู่การเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากบทเรียนนี้และร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – “วรภัค” บอก มีโอกาสจะแถลงข่าว หลังมีชื่อถูกโยงเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา

คมนาคมย้ำ! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุย Digital Taxi Meter

“มัลลิกา” ยืนยันยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ แต่ยอมรับมีการศึกษา “Digital Taxi Meter” เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับผู้ใช้บริการ พร้อมลุยติดตั้งสติกเกอร์ QR Code แปะข้างรถให้ประชาชนสแกนร้องเรียน หากไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านบริการหรือพบแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร หวังยกระดับแท็กซี่ไทย ตั้งธงบังคับติดครบทุกคันกว่า 6.9 หมื่นคัน เริ่มมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ เพิ่มบทลงโทษจ่ายค่าปรับ 2 พันบาทและพักใช้ใบขับขี่ทันที

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับราคาค่าโดยสารรถแท็กซี่ในทุกกรณีในขณะนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่ยอมรับว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาที่จะนำระบบเทคโนโลยี Digital Taxi Meter เข้ามาใช้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ขณะเดียวกันเพื่อยกระดับแท็กซี่ไทย

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม
นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม

“ปัจจุบันมุ่งเน้นที่ระบบความปลอดภัย ความสะดวกและความทันสมัยก่อน ส่วนการประเมินผลเรื่องค่าโดยสาร เช่น ค่า Surcharge จะใช้เวลาพิจารณาและจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกภาคส่วนอย่างละเอียดรอบคอบ” นางสาวมัลลิกา กล่าว

นางสาวมัลลิกา กล่าวต่อว่า และเพื่อเป็นการแก้ปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ตนจึงได้สั่งการให้กรมขนส่งทางบก นำระบบคิวอาร์โค้ดร้องเรียน (QR Code) มาใช้ โดยจะเป็นรูปแบบสติกเกอร์แปะข้างรถบริเวณประตูรถข้างนอก หากเรียกแล้วแท็กซี่ปฏิเสธรับก็สามารถสแกนร้องเรียนได้ทันที ซึ่งคิวอาร์โค้ด QR Code จะสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่, เลขที่ใบขับขี่ ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการในเรื่องความปลอดภัย ความสะดวก ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้

ด้าน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร โดยใช้ระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่ติดอยู่ด้านนอกตัวรถแท็กซี่ทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารสามารถสแกนและร้องเรียนได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถร้องเรียนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากการปฏิเสธผู้โดยสารได้ด้วย หากรถคันดังกล่าวปฏิเสธการรับผู้โดยสารก่อนขึ้นรถ ข้อมูลนี้จะลิงก์ตรงไปยังกรมฯ โดยระบุขึ้นทะเบียนรถและข้อมูลคนขับได้ทันที

ขณะเดียวกันกรมฯ จะมีการประสานงานกับอู่รถแท็กซี่และสหกรณ์แท็กซี่ โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 5,000 คัน ให้เข้ามารับสติกเกอร์ไปดำเนินการ ทั้งนี้การติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดจะเปิดโอกาสให้แท็กซี่รายเดิมเข้าร่วมด้วย ส่วนแท็กซี่รายใหม่จะต้องติดตั้งสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดทันที “การบังคับใช้ระบบคิวอาร์โค้ด ตามแผนกรมฯ จะเริ่มติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดบนตัวรถแท็กซี่ โดยจะเริ่มพร้อมกับการตรวจสภาพรถประจำปี ที่มีการตรวจรถ 2 ครั้งต่อปี ภายในปีนี้ ยืนยันว่ารถแท็กซี่ทุกคันต้องติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดดังกล่าวเพื่อใช้เป็นช่องทางร้องเรียนโดยตรง” นายสรพงศ์ กล่าว

สำหรับบทลงโทษหากรถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารนั้น เบื้องต้นกรมฯ จะบังคับใช้บทลงโทษ ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ที่มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยจะมีการบันทึกประวัติ จากนั้นจะนำไปสู่การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ หากกระทำผิดซ้ำตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือหากเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่กระทบต่อชื่อเสียงของประเทศ เช่น เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยว สามารถนำไปสู่การพักใช้ใบอนุญาตได้ทันที อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีแท็กซี่ที่ให้บริการในระบบประมาณ 69,000 คัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 จำนวนประมาณ 120,000 คัน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

คมนาคมย้ำ! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุย Digital Taxi Meter

สรุปประเด็นสำคัญคือ กระทรวงคมนาคมยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ แต่จะผลักดันการใช้ Digital Taxi Meter เพื่อความเป็นธรรมและยกระดับบริการ

แล้วมาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารและยกระดับบริการได้อย่างไร?

การติดตั้ง QR Code ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถร้องเรียนได้ทันทีเมื่อพบปัญหา เช่น แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับ หรือบริการไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการให้บริการในระยะยาว นอกจากนี้ การใช้ Digital Taxi Meter จะช่วยให้การคิดค่าโดยสารมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

นอกจากเรื่องการควบคุมค่าโดยสารแท็กซี่, การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อจัดการปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการบริการขนส่งสาธารณะในประเทศไทย การมีระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการและส่งเสริมให้แท็กซี่มีมาตรฐานการบริการที่ดีขึ้น

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ ความคืบหน้าในการติดตั้ง Digital Taxi Meter และการบังคับใช้มาตรการ QR Code ร้องเรียน ซึ่งจะต้องมีการประชาสัมพันธ์และการให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างทั่วถึง เพื่อให้ระบบใหม่นี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หากมีการผลักดันนโยบายนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวงการแท็กซี่ไทยในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้ค่าโดยสารแท็กซี่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

ที่มา – “คมนาคม” ย้ำชัด! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุยทำ Digital Taxi Meter ร้องเรียนบริการ

สลด! **ยิงดับยกครัว 3 ศพ** ในบ้านพัก

ความสูญเสียสะเทือนขวัญ! เกิดเหตุ**ยิงดับยกครัว 3 ศพพ่อแม่ลูก** ภายในบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่บางกอกน้อย สร้างความตกตะลึงและเสียใจแก่ผู้ที่ทราบข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางกอกน้อย เร่งเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อคลี่คลายปมปริศนาในคดีนี้

**ยิงดับยกครัว 3 ศพพ่อแม่ลูก** สลดในบ้านพัก

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 09.08 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางกอกน้อย ได้รับแจ้งเหตุร้าย เกิดเหตุ**ยิงดับยกครัว 3 ศพพ่อแม่ลูก** ภายในบ้านพัก ซอยสุทธาวาส แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.อ.สมสิทธิ์ สันทัสนะโชค ผกก.สน.บางกอกน้อย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู รุดไปยังที่เกิดเหตุทันที

เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นบ้าน 4 ชั้น ที่หน้าบ้านติดป้ายชื่อของนายตำรวจยศ พันตำรวจเอก ท่านหนึ่ง จากการตรวจสอบภายในบ้าน พบร่างผู้เสียชีวิต 3 ราย ได้แก่ นายกนณธร สุชาคำ อายุ 39 ปี, นางสิริลักษณ์ มัณฑนาจารุ อายุ 42 ปี (ภรรยา), และ เด็กหญิงกัญญกร สุชาคำ อายุ 9 ปี (ลูกสาว) นอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่ภายในห้องนอนบริเวณชั้น 3 ของบ้าน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบอาวุธปืนไม่ทราบขนาดและชนิดตกอยู่ใกล้กับศพ

รายละเอียดเบื้องต้นเหตุ**ยิงดับยกครัว 3 ศพ**

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าผู้ที่พบศพเป็นคนแรกคือแม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ เมื่อเปิดเข้าไปในห้องนอนก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบร่างทั้ง 3 คนนอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่ภายในห้อง

จากการสันนิษฐานเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่าผู้ก่อเหตุคือ นายกนณธร ซึ่งเป็นสามี เนื่องจากมีประวัติป่วยทางจิตเวช และอาจเกิดความเครียดสะสม จึงตัดสินใจก่อเหตุยิงลูกสาวและภรรยา ก่อนที่จะยิงตัวเองเพื่อจบชีวิตตาม

ทั้งนี้ ตำรวจยศ พันตำรวจเอก ที่ปรากฏชื่ออยู่ที่หน้าบ้านคือ ปู่ของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการไปนานแล้ว และเพิ่งเสียชีวิตจากอาการป่วยด้วยโรคประจำตัวไปเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ และสอบปากคำพยานแวดล้อมเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเหตุสลดในครั้งนี้ รวมถึงตรวจสอบประวัติการรักษาอาการป่วยทางจิตเวชของผู้เสียชีวิต เพื่อประกอบการพิจารณาคดี

เหตุการณ์**ยิงดับยกครัว 3 ศพพ่อแม่ลูก** ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเครียดและปัญหาสุขภาพจิต ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงและการสูญเสียที่ไม่คาดฝัน การดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

หากท่านหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับความเครียดหรือปัญหาสุขภาพจิต อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ยิงดับยกครัว 3 ศพพ่อแม่ลูก ในบ้าน “พ.ต.อ.” ตำรวจ สน.บางกอกน้อย เร่งตรวจสอบ

ททท. กระตุ้นรายได้ส่งท้ายปี กับ Amazing Thailand Passport Privileges

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งเครื่องกระตุ้นการท่องเที่ยวส่งท้ายปีด้วยโครงการ Amazing Thailand Passport Privileges มอบสิทธิพิเศษและส่วนลดมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หวังดันรายได้ท่องเที่ยวไทยให้เติบโตในช่วงไฮซีซั่นนี้

ททท. กระตุ้นรายได้ส่งท้ายปี กับ Amazing Thailand Passport Privileges

โครงการ Amazing Thailand Passport Privileges นี้เป็นการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ มอบของที่ระลึก ส่วนลดสุดพิเศษ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เข้ามาใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการท่องเที่ยวไทย

นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งมั่นดำเนินมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องตามนโยบายรัฐบาล โดยเน้นการกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านแคมเปญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย จึงได้สานต่อโครงการ Amazing Thailand Passport Privileges เป็นปีที่ 2 เพื่อมอบสิทธิพิเศษและส่วนลดจากสถานประกอบการชั้นนำทั่วประเทศกว่า 300 แห่ง พร้อมมอบของที่ระลึกที่ได้แรงบันดาลใจจาก 5 Must Do in Thailand ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม

Amazing Thailand Passport Privileges คืออะไร?

โครงการ Amazing Thailand Passport Privileges ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบส่วนลด แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองไทย และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในหลากหลายภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ททท. คาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในทุกภาคส่วน และสร้างรายได้หมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท

ในปีนี้ Amazing Thailand Passport Privileges มาพร้อมกับ 2 กิจกรรมไฮไลท์:

  • กิจกรรมส่งเสริมการขาย (Sales Promotion): มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษสำหรับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวจากร้านอาหาร โรงแรมที่พัก และศูนย์การค้าชั้นนำทั่วประเทศ
  • กิจกรรม “Amazing Bag”: มอบของขวัญแห่งความทรงจำแบบไทยที่คัดสรรของที่ระลึก (Lucky Gift) จากชุมชนทั่วไทย ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก 5 Must Do in Thailand:
  • Must Taste: มะม่วงไทยอบแห้ง
  • Must Try: พวงกุญแจนักมวยไทย
  • Must Buy: สินค้าจากผ้าไทยหัตถกรรมไทย เช่น กระเป๋าย่ามผ้าไทย ผ้าพันคอผ้าไทย (จังหวัดสกลนคร), หมวกผ้าไทย (จังหวัดแพร่)
  • Must Seek: สินค้าที่สื่อถึงวิถีชีวิตของคนไทย เช่น พวงกุญแจตุ๊กตาไดโนเสาร์จากผ้าขาวม้าทอมือ (จังหวัดกาฬสินธุ์), พวงกุญแจนาคกี้ (จังหวัดบึงกาฬ), พวงกุญแจพู่ ลายชาติพันธุ์ (จังหวัดเชียงราย)
  • Must See: ของที่ระลึกจากการแสดงศิลปะไทย เช่น พวงกุญแจตัวละครโขน, พวงกุญแจผีตาโขน (จังหวัดเลย)

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับ Lucky Bag ของรางวัลจากพันธมิตรทางการท่องเที่ยว มูลค่ารวมกว่า 1,000,000 บาท

วิธีการเข้าร่วมกิจกรรมง่ายๆ เพียงนักท่องเที่ยวแสดงหนังสือเดินทาง ณ บูทกิจกรรมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 จะได้รับของที่ระลึก Amazing Bag ทันที จากนั้นสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนรับ Voucher ส่วนลดและสิทธิพิเศษสำหรับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวจากสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกว่า 300 แห่ง

หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Amazing Thailand Passport Privileges สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.tourismthailand.org หรือ amazingthailandpassportprivileges.com

โครงการ Amazing Thailand Passport Privileges เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย และสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก อย่าพลาดโอกาสที่จะเข้าร่วมโครงการและสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในช่วงไฮซีซั่นนี้!

ที่มา – ‎ททท. กระตุ้นรายได้ส่งท้ายปี กับ Amazing Thailand Passport Privileges

ธรรมนัส ไม่โกรธปมสแกมเมอร์ ให้พิสูจน์ก่อน

“ธรรมนัส” บอกสื่อไม่โกรธหากถามปมเอี่ยวสแกมเมอร์ ขออย่ากล่าวหา “เบน สมิธ” ให้พิสูจน์ตัวเองก่อน ยันไม่เป็นมนุษย์สีเทา ไม่มีอะไรปิดบัง ย้อน “โรม” ต่างคนต่างหน้าที่ อำนาจปลดจาก ครม. อยู่ที่นายกฯ

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกกับผู้สื่อข่าวก่อนการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า “คิดถึงจัง ไม่ได้เจอตั้งนาน” โดยเมื่อถูกถามว่าโกรธหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบทันทีว่า “ไม่โกรธครับ”

จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงการถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ว่า ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ตอนชี้แจงบัญชีทรัพย์สินมีสำนักข่าวโจมตีว่าร่ำรวย มีบริษัทมากกว่า 20 แห่งในการทำมาหากิน ตอนนั้นตนก็เป็นนักการเมืองสมัครเล่น การชี้แจงบัญชีทรัพย์สินจึงมีปัญหาบ้าง อยากเรียนว่าตนทำธุรกิจมาก่อนทำการเมือง พูดภาษาชาวบ้านคือมีตังค์ก่อนมาเล่นการเมือง ไม่เคยปฏิเสธว่าเป็นผู้ทำธุรกิจรถเมล์เกือบ 300 คัน และมีธุรกิจด้านสลากกินแบ่งรัฐบาล ธุรกิจตลาดสด อสังหาริมทรัพย์

ดังนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เคยทำธุรกิจที่อยู่บนความเดือดร้อนของประชาชน และสิ่งสำคัญที่สุดในรัฐบาลชุดที่แล้วคือการเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นฝ่ายตรวจสอบ ตนได้ให้ข้อมูลกับสำนักงานตำรวจไซเบอร์จนเป็นที่มีที่ไปของการออกหมายจับ หมายค้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ อาชีพอะไรก็ตามที่นักการเมืองหลายคนมองว่าเป็นมนุษย์สีเทา ตนไม่เคยประกอบอาชีพสีเทา ซึ่งก็มีเรื่องเก่าๆ ที่เคยผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ในฐานะที่เราเข้ามาทำงานการเมืองต้องยอมรับตรงนี้ อะไรก็ตามที่ถูกกล่าวหา พาดพิง หรือเรื่องหมิ่นเหม่ และเราไม่ได้ทำความผิด ไม่ได้ใช้วิธีปิดปากแต่เป็นการฟ้องให้เกิดความกระจ่างว่าเราไม่ใช่ นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ อันไหนที่พาดพิงถึงเราถ้าเป็นความจริง ก็รับแล้วมาแก้ไข แต่อันไหนที่ไม่ใช่เราจำเป็นต้องฟ้องว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาพูด

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต่อไปว่า ตนเป็นคนที่คนเข้าหาง่าย และไม่เคยกีดกันว่าเป็นคนเพศไหน วัยไหน สัญชาติใด เพราะเราเป็นคนไม่ถือตัว สื่อมวลชนหลายท่านก็พูดคุยกันหยอกล้อกันและไม่เคยโกรธ ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับ นายเบน สมิธ หรือ นายเบญจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ตนได้ชี้แจงกับสำนักข่าวอิศราแล้ว ยืนยันว่าไม่มีอะไรปิดบัง พูดกันตรงไปตรงมาด้วยข้อมูล และสิ่งสำคัญที่สุดอย่าเพิ่งกล่าวหาว่านายเบน สมิธ เป็นแก๊งสแกมเมอร์ ในเรื่องกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา กฎหมายยังไม่มี ดังนั้นอย่าเพิ่งไปกล่าวหา ต้องให้เขาพิสูจน์ตนเองก่อน และเมื่อเขาพิสูจน์แล้วประเทศเราก็มีหน่วยงานตรวจสอบ ส่วนตนเองเป็นมนุษย์ที่ยืนอยู่บนเวทีที่กล้าพูดกล้าทำ

ขณะที่เมื่อวานนี้ (20 ตุลาคม 2568) นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าพบชื่อคนที่เคยขอสัญชาติไทย มีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งคาดว่าเป็น นายเบน สมิธ นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ไม่ทราบ ทางด้านประเด็นที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้นายกรัฐมนตรีปลดออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ผู้แต่งตั้งคือนายกรัฐมนตรี ตนก็เป็น สส. อยู่ทางฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร พร้อมตรวจสอบเหมือนกัน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารให้ดีที่สุด พร้อมกำชับลูกพรรคที่เป็นข้าราชการการเมืองต้องทำงานให้ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้บ้านเมืองมีปัญหา

สำหรับการแต่งตั้ง ร้อยเอกธรรมนัส จะไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลเหมือนกับที่ผ่านมาใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า เมื่อตนมีปัญหาก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตัวเอง ไม่ชอบเป็นภาระใคร ส่วนจะมีการเข้าไปชี้แจงเรื่องดังกล่าวในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ด้วยหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส เผยว่า ตนไม่มีวันหยุดเลย กลับเข้าบ้านก็ดึกแล้ว ตื่นเช้าก็มาทำงานต่อ.

ธรรมนัส ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา

จากกรณีที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกสื่อถามถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และนายเบน สมิธ นั้น ล่าสุดร้อยเอกธรรมนัสได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าไม่ได้โกรธเคืองกับคำถามดังกล่าว และขอให้รอการพิสูจน์ตัวเองของนายเบน สมิธ ก่อนที่จะมีการกล่าวหาใดๆ

ทำไมถึงต้องรอการพิสูจน์ ปมสแกมเมอร์?

ร้อยเอกธรรมนัสได้กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องรอการพิสูจน์ก่อน เนื่องจากในเรื่องของกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกายังไม่มีความชัดเจน จึงไม่ควรด่วนตัดสินว่านายเบน สมิธ มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัสยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบทรัพย์สิน การทำธุรกิจในอดีต และการทำงานในฐานะ สส. ที่ให้ข้อมูลกับตำรวจไซเบอร์จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่เคยประกอบอาชีพสีเทา และพร้อมที่จะชี้แจงทุกข้อกล่าวหาเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ในสถานการณ์ที่ข้อมูลข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและการรอคอยข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย “ธรรมนัส ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา” เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการให้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเองก่อนที่จะมีการตัดสินใดๆ ทั้งสิ้น

ในขณะที่สังคมยังคงจับตามองประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างรอบด้าน

การออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าวของร้อยเอกธรรมนัส สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจเเละพร้อมให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าหลังจากนี้เรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางใด เเละสังคมจะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างไรต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา

ประกอบไทย ส่งไกลทั่วโลก Toyota FJ Cruiser 2026

ข้อมูลใหม่ของ Toyota FJ Cruiser ซึ่งเป็นรถที่ใช้พื้นฐานโครงสร้างแบบเดียวกับ Toyota Hilux Champ และใช้โรงงานในไทยเป็นสถานที่ในการผลิตและส่งออกไปขายทั่วโลก มีรายงานว่าวันเปิดตัว 21 ตุลาคมนี้ ส่วน ไทย ที่เป็นฐานการผลิตหลัก จะเปิดตัวตามหลังในช่วงต้นปี 2569 นี้ ส่วนตัวเป็นๆของ Toyota FJ Cruiser  น่าจะโชว์ตัวในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 2025

Toyota FJ Cruiser รถออฟโรดขนาดกะทัดรัดและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออก  เนื่องจากไทยคือโรงงานผลิต Hilux Champ อยู่แล้ว จึงเป็นการง่ายที่จะผลิตรถรุ่นใหม่โดยใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่มาปรับปรุงให้ดีขึ้น ทรงด้านหน้ามีทั้งแบบไฟกลมและไฟเหลี่ยม 

FJ Cruiser 2026  มีขนาดที่ใหญ่กว่า Corolla Cross แต่เล็กกว่า RAV4  มีความยาวประมาณ 4,575 มิลลิเมตร กว้าง  1,855 มิลลิเมตร สูง 1,960 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ  2,580 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.5 เมตร น้ำหนัก  2,040 กิโลกรัมการเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างของรถกระบะ Hilux Champ เพื่อรองรับการขับออฟโรด FJ  ใช้แชสซีแบบโครงบันไดเหมือนกับรถรุ่นพี่เพื่อความแข็งแรง  ด้วยสถาปัตยกรรม IMV 0 ร่วมกับรถกระบะ Toyota Hilux Champ

IMV 0 ช่วยรักษามรดกตกทอดของ Hilux  เน้นความแข็งแกร่ง มีกาปรับให้แรงสั่นสะเทือนและความกระด้าง (NVH) ดีขึ้น พลวัตการขับขี่ที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับ Hilux Champ ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง หรือสี่ล้อ 4WD พร้อมเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป Torsen เป็นมาตรฐาน รับมือกับภูมิประเทศที่ขรุขระได้ดี ร่วมกับระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 200 มิลลิเมตร ยาง AT สำหรับทุกสภาพถนน

เครื่องยนต์เบนซิน 2TR-FE สี่สูบ 2.7 ลิตร 
เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 2TR-FE แบบ 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.7 ลิตร 2,694 ซีซี. กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 246 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT ขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time 4WD เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกนำมาใช้ในรถ Hilux Champ สำหรับตลาดรถกระบะในไทย รวมถึงใน Land Cruiser Prado (250 Series) รุ่นที่ขายในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นบ้านเกิด อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์รุ่นนี้ อาจมีจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่นและภูมิภาคอื่นๆ ในเอเชียที่ขาย Hilux Champ เท่านั้น.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/  

ประกอบไทย ส่งไกลทั่วโลก Toyota FJ Cruiser 2026

Toyota FJ Cruiser เป็นรถยนต์ออฟโรดที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก และข่าวล่าสุดก็คือ ประกอบไทย ส่งไกลทั่วโลก Toyota FJ Cruiser 2026 กำลังจะมาถึง! รถรุ่นนี้มีพื้นฐานมาจาก Toyota Hilux Champ และมีแผนที่จะผลิตและส่งออกจากประเทศไทยไปยังตลาดทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับรถยนต์รุ่นนี้

ประกอบไทย ส่งไกลทั่วโลก Toyota FJ Cruiser 2026 มีกำหนดการเปิดตัวในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ และจะมีการเปิดตัวในประเทศไทยในช่วงต้นปี 2569 สำหรับผู้ที่สนใจรถรุ่นนี้ สามารถรอชมตัวจริงได้ในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 2025

รายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ประกอบไทย ส่งไกลทั่วโลก Toyota FJ Cruiser 2026

Toyota FJ Cruiser 2026 มีขนาดใหญ่กว่า Corolla Cross แต่เล็กกว่า RAV4 มีความยาวประมาณ 4,575 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร และสูง 1,960 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้ออยู่ที่ 2,580 มิลลิเมตร และมีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.5 เมตร น้ำหนักของรถอยู่ที่ 2,040 กิโลกรัม การใช้โครงสร้างของรถกระบะ Hilux Champ ทำให้ FJ Cruiser สามารถรองรับการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างดีเยี่ยม

รถยนต์รุ่นนี้ใช้แชสซีแบบโครงบันได ซึ่งเป็นแบบเดียวกับรถรุ่นพี่ เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และใช้สถาปัตยกรรม IMV 0 ร่วมกับรถกระบะ Toyota Hilux Champ ทำให้มีการปรับปรุงในด้านต่างๆ เช่น การลดแรงสั่นสะเทือนและความกระด้าง (NVH) และปรับปรุงพลวัตการขับขี่ให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ Hilux Champ

ระบบขับเคลื่อนมีทั้งแบบล้อหลังและสี่ล้อ 4WD พร้อมเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป Torsen เป็นมาตรฐาน ทำให้สามารถรับมือกับภูมิประเทศที่ขรุขระได้ดี นอกจากนี้ยังมีระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 200 มิลลิเมตร และใช้ยาง AT สำหรับทุกสภาพถนน

เครื่องยนต์ที่ใช้ใน ประกอบไทย ส่งไกลทั่วโลก Toyota FJ Cruiser 2026 คือเครื่องยนต์เบนซิน 2TR-FE สี่สูบ 2.7 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 246 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT และมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time 4WD เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกนำมาใช้ในรถ Hilux Champ สำหรับตลาดรถกระบะในประเทศไทย และอาจมีจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่นและภูมิภาคอื่นๆ ในเอเชียที่ขาย Hilux Champ เท่านั้น

โดยรวมแล้ว ประกอบไทย ส่งไกลทั่วโลก Toyota FJ Cruiser 2026 เป็นรถยนต์ที่น่าสนใจและมีศักยภาพในการตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบออฟโรดและการผจญภัย การที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออก ทำให้มั่นใจได้ในคุณภาพและการสนับสนุนด้านต่างๆ สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์รุ่นนี้ สามารถติดตามข่าวสารและความคืบหน้าได้เรื่อยๆ

ที่มา – ประกอบไทย ส่งไกลทั่วโลก Toyota FJ Cruiser 2026

บิ๊กราญลุย! ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

บิ๊กราญ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี ประชุมด่วน สั่งการ 8 ข้อ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างด้าวทุกสัญชาติ ประกอบกิจการผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เดินทางไปประชุมติดตามการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดของบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อประกอบกิจการหรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น.

บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

โดยมี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พ.ต.อ.นฤวัต พุทธวิโร ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง, ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนองค์การภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะพะงัน ร่วมประชุม โดยได้รับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และร่วมหารือกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สำราญฯ มีข้อสั่งการ ดังนี้

  1. ในกลุ่มปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ให้หน่วยงานตำรวจบูรณาการกำลังหน่วยที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบบุคคลและสถานที่เสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งกรณีมีการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทุกกรณี และเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายจราจร
  2. ในส่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นำเอาโมเดลของ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.สุราษฎร์ธานี ไปปรับใช้ โดยดำเนินการตรวจสอบคนต่างด้าวในพื้นที่ให้เป็นในลักษณะป้องกันก่อนเกิดเหตุ ก่อนที่ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน โดยให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ และความมั่นคง
  3. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด จัดทำข้อมูลท้องถิ่น (IPB) ของบุคคลต่างด้าว ไม่จำกัดเฉพาะสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง เพื่อป้องกันการก่อปัญหาความเดือดร้อนของคนต่างชาติทุกสัญชาติ
  4. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) การท่องเที่ยว เพื่อบูรณาการกำลังหน่วยงานภาครัฐและส่วนราชการในพื้นที่ ในการควบคุมการกระทำความผิดต่าง ๆ ของบุคคลต่างด้าว ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ป้องกันและอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลต่างด้าว
  5. กรณีสถานที่ใดมีลักษณะปิด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ แล้วประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ
  6. ให้ทุกหน่วย ได้แก่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด, ตำรวจท่องเที่ยว และสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน ร่วมบูรณาการกำลังในการตรวจพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้มีแผนการตรวจที่มีลักษณะเหลื่อมเวลากัน เพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ
  7. ให้ทุกส่วนราชการบังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นบุคคลสัญชาติใดหรือศาสนาใด
  8. ให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานีช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้ขับเคลื่อนตามนโยบายและความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้บรรยากาศของการท่องเที่ยวเป็นไปด้วยดี ส่งผลดีกับนักท่องเที่ยวทุกชาติที่เดินทางมาในประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความมั่นใจของผู้ประกอบการสถานประกอบการชาวไทย ในการให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างดี.

บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

ประเด็นร้อนแรงที่กำลังเป็นที่จับตามองในขณะนี้คือการที่ บิ๊กราญ ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี พร้อมยก “ปายโมเดล” เพื่อจัดการปัญหาปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย” การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตรวจตรา แต่เป็นการวางแผนและสั่งการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่

ทำไมต้อง “ปายโมเดล” ในการ ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็น “ปายโมเดล” โมเดลนี้มีชื่อเสียงในการจัดการปัญหาที่คล้ายคลึงกันในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งประสบความสำเร็จในการจัดระเบียบและควบคุมกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ การนำโมเดลนี้มาปรับใช้ในเกาะพะงันและสมุยจึงเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานาน

การประชุมที่สุราษฎร์ธานีมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ข้อสั่งการทั้ง 8 ข้อของ พล.ต.อ.สำราญฯ ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การจัดทำข้อมูลบุคคลต่างด้าว ไปจนถึงการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

เป้าหมายหลักของการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย” เพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความมั่นคงของประเทศ การสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและการส่งเสริมการท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทย ทำให้การท่องเที่ยวในเกาะพะงันและสมุยเป็นไปอย่างยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย” ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกฝ่าย เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกาะสวรรค์แห่งนี้กลับมาสวยงามและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”