วัน: 1 พฤศจิกายน 2025

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรลูฟวร์

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 ปี ฐานเกี่ยวข้องกับคดีโจรกรรมเครื่องเพชรโบราณจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ นับเป็นรายที่ 2 ที่ถูกตั้งข้อหา ต่อจากผู้ต้องสงสัยหลัก 2 คนก่อนหน้านี้ คดีนี้กลายเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก เพราะมูลค่าความเสียหายสูงถึง 3.3 พันล้านบาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงวัย 38 ปี ซึ่งถูกจับกุมในสัปดาห์นี้ สืบเนื่องจากการปล้นเครื่องเพชรมูลค่า 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 พันล้านบาท) ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ในวันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2568 ขณะที่ทางการฝรั่งเศสยังคงเดินหน้าคลี่คลายหนึ่งในคดีโจรกรรมพิพิธภัณฑ์ที่อุกอาจที่สุดของประเทศ การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อติดตามหาเครื่องเพชรที่ถูกขโมยไป

ผู้หญิงคนดังกล่าว ซึ่งมีรายงานว่าร่ำไห้ขณะยืนยันตัวตนและให้การที่ศาลในย่าน ลา กูร์เนิฟ ชานเมืองทางเหนือของกรุงปารีส ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการโจรกรรมโดยองค์กรอาชญากรรม และสมคบคิดก่ออาชญากรรม ก่อนที่การไต่สวนในเวลาต่อมาจะดำเนินการแบบปิดตามคำร้องขอของอัยการ

ขณะนี้ตำรวจฝรั่งเศสควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เมื่อเดือนก่อนได้แล้ว 7 คน โดยที่ชาย 2 คนที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์และสมคบคิด หลังจากที่พวกเขาให้การภาคเสธ (ยอมรับบางส่วน) เกี่ยวกับการโจรกรรมครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัยสองรายดังกล่าว เป็นชาวแอลจีเรียวัย 34 ปี ถูกระบุตัวตนจากดีเอ็นเอที่พบในสกูตเตอร์ที่ใช้หลบหนี ขณะที่อีกคนเป็นคนขับแท็กซี่ผิดกฎหมายวัย 39 ปี จากเมืองโอแบร์วิลลิเยร์ ถูกจับใกล้บ้านของเขา

ตำรวจยืนยันว่า สองคนนี้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุบุกรุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ขณะที่มีผู้สมรู้ร่วมคิดรออยู่ด้านนอก และผู้ต้องสงสัยทั้งคู่เป็นที่รู้จักของตำรวจอยู่แล้วจากคดีลักทรัพย์ก่อนหน้านี้

ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกห้าคนถูกจับกุมในสัปดาห์นี้ในพื้นที่แซน-แซงต์-เดอนีส์ และบริเวณใกล้เคียง แม้ว่าจะมีหนึ่งคนที่ถูกปล่อยตัวไปโดยไม่มีการตั้งข้อหา ซึ่งนาง โซเฟีย บูกรีน ทนายความฝ่ายจำเลย โจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการ “เหวี่ยงแหจับปลา” ที่จับคนโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน

พนักงานสืบสวนยอมรับว่า ยังหาเครื่องประดับที่ถูกโจรกรรมไปไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็น สร้อยคอที่ทำจากมรกตและเพชร ซึ่งจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เคยพระราชทานให้แก่จักรพรรดินีมารี-หลุยส์ หรือรัดเกล้าของจักรพรรดินีเออเฌนี ที่ฝังด้วยเพชรเกือบ 2,000 เม็ด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ของเหล่านี้อาจสูญหายไปตลอดกาลแล้ว

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

คดีฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกต้องเผชิญในการรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีค่า การปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยและการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ความคืบหน้าล่าสุดคดีฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

การติดตามความคืบหน้าของคดีฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาทยังคงเป็นที่สนใจอย่างต่อเนื่อง ผู้คนต่างเฝ้ารอการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสืบสวน และหวังว่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยไปจะถูกนำกลับคืนมาได้ในที่สุด นอกจากนี้ การจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอาจนำไปสู่ข้อมูลใหม่ๆ ที่สามารถไขปริศนาของคดีนี้ได้ทั้งหมด

  • การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อติดตามหาเครื่องเพชรที่ถูกขโมยไป
  • ตำรวจกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องสงสัยทั้งหมด
  • ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเครื่องเพชรอาจถูกนำออกนอกประเทศไปแล้ว

การโจรกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางการเงินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกด้วย การที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ถูกโจรกรรมได้ แสดงให้เห็นว่าไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดปลอดภัยอย่างแท้จริง การทบทวนและปรับปรุงแผนรักษาความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกพิพิธภัณฑ์

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สินทางวัฒนธรรม การป้องกันการโจรกรรมและการค้าวัตถุโบราณอย่างผิดกฎหมายต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท เป็นคดีที่ซับซ้อนและยังต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

Bompastor หนุน Hampton หลัง Earps วิจารณ์เรื่องฝีมือ

โซเนีย บอมปาสเตอร์ ผู้จัดการทีมเชลซี กล่าวว่า ฮันนาห์ แฮมป์ตัน ผู้รักษาประตู แสดงให้เห็นถึง “ความยอดเยี่ยม” ในการตอบสนองต่อความคิดเห็นของ แมรี เอิร์ปส์

เธอยังวิพากษ์วิจารณ์การขาดความเคารพต่อ ซารีนา วีคแมน ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ หลังจากที่เอิร์ปส์ตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของเธอที่ให้แฮมป์ตันเป็นมือหนึ่งในศึกยูโร 2025

เอิร์ปส์ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ อ้างว่าเธอได้บอกกับวีคแมนว่าเธอกำลังให้รางวัลแก่ “พฤติกรรมที่ไม่ดี” โดยการเรียกตัวแฮมป์ตันกลับเข้าสู่ทีม หลังจากที่เคยถูกดร็อปเนื่องจาก “สร้างความปั่นป่วนและไม่น่าเชื่อถือ”

เอิร์ปส์ วัย 32 ปี กำลังจะปล่อยอัตชีวประวัติในสัปดาห์หน้า และมีบางส่วนถูกเผยแพร่โดย The Guardian

“สิ่งที่ฉันได้อ่านเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มาจาก แมรี เอิร์ปส์ นั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่จะไม่แสดงความเคารพต่อเพื่อนร่วมทีมหรือผู้จัดการทีม” บอมปาสเตอร์กล่าว หลังจากชัยชนะ 2-0 ของเชลซีเหนือลอนดอน ซิตี้ ไลโอเนส ในศึกวีเมนส์ ซูเปอร์ ลีก

“เรากำลังพูดถึง ฮันนาห์ แฮมป์ตัน แต่ฉันอยากจะส่งเสียงเพื่อ ซารีนา [วีคแมน] ด้วย เมื่อคุณใช้คำพูดเกี่ยวกับคนที่ชนะยูโรสามครั้งติดต่อกัน คุณควรจะคิดถึงมันสักหน่อยก่อนที่จะพูดออกมา”

“ถ้าคุณดูสิ่งที่ ฮันนาห์ พูดในความคิดเห็นก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ แมรี เอิร์ปส์ แล้วสิ่งที่แมรีกำลังพูดถึงเธอตอนนี้ หนึ่งในนั้นคือความยอดเยี่ยม และฮันนาห์ก็คือคนที่ยอดเยี่ยม” บอมปาสเตอร์กล่าวถึง Bompastor หนุน Hampton หลัง Earps วิจารณ์เรื่องฝีมือ

แฮมป์ตันถูกตัดออกจากทีมชาติอังกฤษหลังศึกยูโร 2022 มีรายงานว่าเนื่องจากทัศนคติที่ไม่ดี

วีคแมนกล่าวว่าเป็นเพราะ “เรื่องส่วนตัว” แต่ต่อมาได้เรียกตัวแฮมป์ตันกลับมา ซึ่งเซฟจุดโทษได้สองครั้งในชัยชนะเหนือสเปนในการดวลจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศยูโร 2025

ผู้รักษาประตูวัย 24 ปียังได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้รักษาประตูหญิงยอดเยี่ยมในงาน Ballon d’Or Awards ในเดือนกันยายน

เอิร์ปส์มีบทบาทสำคัญในชัยชนะของอังกฤษในศึกยูโร 2022 และเซฟจุดโทษของ เจนนี เอร์โมโซ ในความพ่ายแพ้ต่อสเปนในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกในปีต่อมา

หลังจากที่เธอประกาศเลิกเล่นทีมชาติอย่างน่าตกใจในเดือนมิถุนายน, แฮมป์ตันกล่าวว่า เอิร์ปส์ ได้ “เปลี่ยนแปลง” ตำแหน่งผู้รักษาประตูในวงการฟุตบอลหญิง

“ฉันคิดว่ามีการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่เธออาจจะไม่สมควรได้รับ กับทุกสิ่งที่เธอประสบความสำเร็จในเกมนี้ รวมถึงการวางตำแหน่งผู้รักษาประตูหญิงบนแผนที่สำหรับคนรุ่นใหม่” แฮมป์ตันกล่าวในเวลานั้น

แฮมป์ตันออกสตาร์ทในเกมที่เชลซีเอาชนะลอนดอน ซิตี้ ไลโอเนส เมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นเช้าวันหลังจากที่หนังสือของเอิร์ปส์ถูกปล่อยออกมา และเก็บคลีนชีตได้เป็นครั้งที่สามติดต่อกัน

“มันยากเพราะฮันนาห์เป็นทั้งนักกีฬาและคนๆ หนึ่ง ฉันแค่อยากจะบอกว่าตั้งแต่ฉันเข้าร่วมทีมเชลซี เธอก็เติบโตขึ้นมากและเป็นนักกีฬาที่เป็นมืออาชีพและเป็นคนดี” บอมปาสเตอร์กล่าว

“เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจริงๆ และฉันต้องการแสดงการสนับสนุนเธอในสถานการณ์นี้ สิ่งที่เธอทำได้ในวันนี้แสดงให้เห็นว่าเธอมีความยอดเยี่ยมและเป็นมืออาชีพมากแค่ไหน”

“ฉันคิดว่าเธอเป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกในหลายๆ ด้าน ทั้งในฐานะนักกีฬาและในด้านจิตใจ เราแค่อยากจะแสดงความเคารพและความรักต่อเธอ”

“เธอรู้ว่าเธอสามารถไว้วางใจฉันและมาคุยกับฉันได้ทุกเมื่อที่เธอต้องการ แต่สำหรับตอนนี้เธอสบายดี”

Bompastor หนุน Hampton หลัง Earps วิจารณ์เรื่องฝีมือ

การแสดงออกถึงความยอดเยี่ยมของ Hampton ไม่ได้มาจากความสามารถในการเซฟประตูเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความแข็งแกร่งทางจิตใจและทัศนคติที่เป็นมืออาชีพ ดังที่ Bompastor ได้กล่าวไว้ การสนับสนุนจากผู้จัดการทีมและเพื่อนร่วมทีมจะช่วยให้ Hampton มุ่งมั่นและพัฒนาฝีมือต่อไปได้

ประเด็นสำคัญของ Bompastor หนุน Hampton หลัง Earps วิจารณ์เรื่องฝีมือ

  • Bompastor ปกป้อง Hampton จากคำวิจารณ์ของ Earps
  • ชื่นชมความเป็นมืออาชีพและความยอดเยี่ยมของ Hampton
  • เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกันในทีม

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างนักกีฬา การแข่งขัน และการแสดงออกถึงความคิดเห็นส่วนตัว การจัดการกับสถานการณ์อย่างมืออาชีพและความเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จ

Bompastor หนุน Hampton หลัง Earps วิจารณ์เรื่องฝีมือ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการจัดการกับสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนด้วยความเข้าใจและความเคารพ การสนับสนุนจากผู้จัดการทีมและเพื่อนร่วมทีมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักกีฬาในการพัฒนาและประสบความสำเร็จ

ที่มา – Bompastor backs ‘class’ Hampton after Earps comments

นายกฯ ปลื้ม! ไทยกลับมาบนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ แถลงถึงการเดินทางไปร่วมประชุมเอเปค ที่ประเทศเกาหลีใต้ว่า การไปร่วมประชุมนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก มีโอกาสพบกับผู้นำเกือบทุกประเทศ มีการหารือทุกรูปแบบ เราได้ไปเปิดตลาดและชักชวนให้มาลงทุน ซึ่งทุกประเทศให้การตอบรับอย่างดี

นายกรัฐมนตรีบอกอย่างภูมิใจด้วยว่า ภารกิจครั้งนี้คือการนำประเทศไทยกลับมาอยู่บนเวทีโลกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ประเทศก็กลับเข้ามาอยู่ในนายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้งหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ยังได้คุยกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ โดยขอให้เปิดรับแรงงานไทยเพิ่มขึ้น จะได้ไม่ต้องมาเป็นผีน้อย ซึ่งท่านก็ยินดีที่จะรับแรงงานไทยเข้ามาทำงาน และบอกว่าที่ผ่านมาเกิดความผิดพลาดเรื่องการสื่อสาร ทำให้คนไทยติด ตม.ที่เกาหลีจำนวนมาก

นายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง

ส่วนปัญหาเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีบอกว่า หลายประเทศสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วม เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคงของทุกประเทศ โดยไทยจะเสนอตัวในการจัดการประชุมในเรื่องนี้ สำหรับความกังวลในเรื่องการถ่วงดุลอำนาจระหว่างประเทศมหาอำนาจ นายกรัฐมนตรีบอกว่า ได้พูดคุยกับโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธานาธิบดีจีน สีจิ้นผิง ก็เป็นไปด้วยดี โดยเฉพาะจีนที่เขาเคยกังวลจนนักท่องเที่ยวไม่มาไทย ตอนนี้ก็ทำความเข้าใจแล้ว เขาก็จะไปแจ้งและให้คนของเขากลับมาเที่ยวอีกครั้ง

ทั้งนี้ก่อนจบการแถลง นายกฯได้ขอบคุณกองทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยดูแลไม่ให้ประชาชนบริเวณชายแดนทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกัน เพื่อให้ความสงบในภูมิภาคกลับมาโดยเร็ว พร้อมขออภัยต่อการสื่อสารที่ผิดพลาดไปก่อนหน้านี้ ยืนยันจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียขึ้นอย่างเด็ดขาด สำหรับเรื่องการเปิดด่านชายแดน ถ้ายังเป็นรัฐบาลอยู่จะต้องถามประชาชนก่อน เราจะไม่เปิดจนกว่าภัยความมั่นคงจะลดลงจนเราจะมั่นใจได้

ทำไมนายกฯ ถึงชื่นใจที่ไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง

การที่นายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้งนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก หลังจากที่ผ่านมาอาจมีประเด็นที่ทำให้ประเทศไทยถูกมองข้ามไป การกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งจึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

  • การประชุมเอเปคเป็นโอกาสสำคัญ: การเข้าร่วมการประชุมเอเปคและการได้พบปะผู้นำจากประเทศต่างๆ เป็นโอกาสอันดีในการสร้างความสัมพันธ์และดึงดูดการลงทุน
  • การแก้ไขปัญหาแรงงานไทยในเกาหลีใต้: การหารือกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานไทยที่ผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อความเป็นอยู่ของคนไทยในต่างแดน
  • การจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ: การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ แสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยในการแก้ไขปัญหาระดับโลก
  • การสร้างความเข้าใจกับประเทศมหาอำนาจ: การพูดคุยกับผู้นำสหรัฐฯ และจีน เพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขความกังวล เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การที่นายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะประสบความสำเร็จแล้ว แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานหนักต่อไป รัฐบาลและประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าลงทุน และมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกต่อไป

การที่ประเทศไทยกลับมาได้รับความสนใจจากนานาชาติอีกครั้ง ถือเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราควรร่วมมือกันใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – นายกฯ ชื่นใจไทยกลัับมาอยู่บนจอเรด้าหฺโลกอีกครั้ง เผยเคลียร์ 2 ชาติหหาอำนาจแล้วเข้าใจดี

อนุทินแถลง! ผลประชุมอาเซียน-เอเปคดีล จีน-เกาหลีใต้-แคนาดา

“นายกฯ อนุทิน” นำทีมไทยแลนด์แถลงสรุปผลการประชุมอาเซียนและเอเปค ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงสำคัญกับ จีน เกาหลีใต้ และแคนาดา โดยจีนพร้อมเพิ่มโควตาซื้อข้าวจากไทย เกาหลีใต้เปิดโอกาสให้แรงงานไทยไปทำงานมากขึ้น และแคนาดาเตรียมเปิดเที่ยวบินตรงเชื่อมสองประเทศ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี แถลงสรุปผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พบปะกับผู้นำจาก 15 ประเทศ 3 องค์การระหว่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงจากกว่า 20 บริษัทชั้นนำของโลก

“ในทุกวงประชุม เราได้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือ ซึ่งหลังจากนี้ จะมีทีมงานเจรจาต่อยอดเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างรายได้ให้ประเทศ สนับสนุนเกษตรกร แรงงาน และการท่องเที่ยว”

นายอนุทินชี้แจงว่า ประเทศไทยมุ่งเน้น 4 เรื่องหลักในการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ การเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว

“เราได้เปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตรของไทยให้กว้างขึ้น เจรจาเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมายในเกาหลีใต้ สร้างความร่วมมือกับแคนาดาในด้านการท่องเที่ยวและการเป็นฮับแห่งความมั่นคงทางอาหาร” นายอนุทินกล่าว

สำหรับการเจรจาทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ได้ข้อตกลงความร่วมมือที่สำคัญ เช่น ไทย-สิงคโปร์ จะลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการค้าข้าว ไทย-มาเลเซีย จะใช้ศักยภาพสินค้าเกษตรไทยหนุนห่วงโซ่อาหารโลก และไทยจะผลักดันการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-อินเดีย

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับบรูไนเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอื่นๆ

อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

“ความร่วมมือเหล่านี้จะเพิ่มช่องทางการตลาด ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบการจ่ายเงินดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการด้านสุขภาพ”

ประเทศไทยยังตั้งใจเป็นผู้นำในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยข้อเสนอของไทยได้รับการตอบสนองอย่างดีจากหลายประเทศ รวมถึงจีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นการเดินทางเพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยยึดหลักความถูกต้องและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

ในการหารือกับสหรัฐอเมริกาและจีน ได้เน้นย้ำเรื่องการสานต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับจีนซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

จีนเปิดรับโควตาซื้อข้าวเพิ่มจากไทย

“การเจรจาเป็นไปด้วยดี โดยท่านสี จิ้นผิง ได้แสดงท่าทีคลายกังวลเมื่อทราบว่ารัฐบาลไทยไม่มีนโยบายเปิดคาสิโนแล้ว ทำให้จีนสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างสบายใจ และได้เปิดรับโควตาซื้อข้าวจากไทยเพิ่มอีกห้าแสนตัน” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่า “ประตูหลายบานที่เปิดไว้จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนชาวไทย จะทำให้คนไทยมีเงินในกระเป๋าที่มากขึ้นและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นี่คือความสำเร็จจากการประชุมอาเซียน-เอเปค ที่ส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างแท้จริง การที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปในเวทีโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น การเจรจาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างแท้จริง และ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงสิ่งที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทย

ที่มา – “อนุทิน” ถึงไทยแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

เชิดชูเกียรติ จ.ส.อ.พลพร นักรบมะเขือ สู้จนวินาทีสุดท้าย

เรื่องราวสุดอาลัยของ “จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร” นักรบภูมะเขือจากกาฬสินธุ์ ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย

เชิดชูเกียรติ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ ผู้เสียสละเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพ จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร อายุ 42 ปี ทหารกล้าสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จ.ยโสธร ที่บ้านเกิดใน ม.9 ต.นามะเขือ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์

จ.ส.อ.พลพร เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ หลังจากปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญที่ภูมะเขือ ในเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะทราบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ก็ยังคงยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยจนถึงที่สุด

บรรยากาศในงานศพเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ข้าราชการทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาร่วมงานและแสดงความเสียใจต่อการจากไปของวีรบุรุษผู้เสียสละ

นางหนูพลอย ทาบรรหาร ผู้เป็นแม่เล่าว่า ลูกชายรับราชการทหารมากว่า 20 ปี มีภรรยาและลูกชายที่กำลังศึกษาอยู่ที่ จ.ยโสธร จ.ส.อ.พลพร จับได้ใบแดงและเข้ารับราชการทหาร ก่อนจะสอบเป็นนายสิบและประจำการอยู่ที่ จ.ยโสธร

การเสียสละของ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ

ก่อนเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ส.อ.พลพร ได้เข้ารับการตรวจร่างกายและพบก้อนเนื้อที่ตับ ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3-4 หรือระยะสุดท้ายแล้ว แม้จะมีอาการปวดท้องบ้าง แต่ จ.ส.อ.พลพร ไม่เคยปริปากบ่นให้ใครได้ยิน เนื่องจากเป็นคนที่มีความอดทนสูงและไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น

ในช่วงระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเกิดการปะทะกัน จ.ส.อ.พลพร ได้บอกกับแม่ว่าจะขอทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติให้ถึงที่สุด และจะดูแลทีมงานที่สู้รบด้วยกันให้ดีที่สุดที่ภูมะเขือ แม้แม่จะขอให้กลับมารักษาตัว แต่ จ.ส.อ.พลพร ก็ยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ โดยกล่าวว่าหากต้องตาย ก็ขอตายในชุดทหารออกรบ

หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จ.ส.อ.พลพร จึงได้เดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ และเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568

นางหนูพลอยกล่าวว่า แม้จะเสียใจกับการจากไปของลูกชาย แต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายได้ทำหน้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ปกป้องความปลอดภัยของคนไทยจนถึงวินาทีสุดท้าย โดยไม่ห่วงชีวิตของตนเอง และให้ความสำคัญกับประเทศชาติและเพื่อนร่วมทีมมากกว่า

ทางครอบครัวจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี และมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568

นางหนูพลอยยังกล่าวขอบคุณหน่วยทหารต้นสังกัด ผู้บังคับบัญชา เพื่อนทหาร รุ่นน้อง เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองอำเภอสหัสขันธ์ ที่ให้ความช่วยเหลือในการจัดงานศพ จ.ส.อ.พลพร เป็นอย่างดี

สิบเอกธีระพงษ์ ประทุม ทหารรุ่นน้องในทีม กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้ร่วมงานและร่วมสู้รบกับ จ.ส.อ.พลพร ซึ่งเป็นทั้งพี่ชาย หัวหน้าทีม และเพื่อนที่ดูแลน้องๆ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา และได้ทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มความสามารถ ไม่ทิ้งเพื่อน ไม่ทิ้งน้อง แม้ตนเองจะเจ็บป่วย ซึ่งตนและเพื่อนๆ จะไม่มีวันลืมความดีของ จ.ส.อ.พลพร

เรื่องราวของ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทย ที่พร้อมจะปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยชีวิต

ขอสดุดีวีรกรรมของ จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร ผู้ที่เสียสละทั้งชีวิตเพื่อชาติไทย และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของท่าน

ที่มา – เชิดชูเกียรติ “จ.ส.อ.พลพร” นักรบภูมะเขือ ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ขอสู้เพื่อแผ่นดินไทย

ตร.แจ้ง 2 ข้อหา ผัวโหดทำร้ายลูกเมียสลบ

จากกรณีเหตุการณ์สะเทือนใจ ตร.แจ้ง 2 ข้อหาผัวโหดทำร้ายลูกเมียสลบ ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ตำรวจได้ทำการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับผู้ก่อเหตุแล้ว

ตร.แจ้ง 2 ข้อหาผัวโหดทำร้ายลูกเมียสลบ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ที่นายเหรียญ อายุ 54 ปี ทำร้ายร่างกายภรรยาและลูกๆ ของตนเองภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งในปั๊มน้ำมัน ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา หญิงผู้เป็นภรรยาถึงกับสลบลงกับพื้น

น.ส.วริษฐา ลูกสาวของผู้บาดเจ็บ ได้เปิดเผยว่า แม่ของเธอถูกทำร้ายเป็นประจำ จนถึงขั้นไหปลาร้าหัก และพยายามที่จะขอเลิกรากับนายเหรียญ แต่ก็ถูกขู่ฆ่ายกครัว ทำให้ครอบครัวต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

นายเหรียญ ยอมรับว่าเป็นผู้ที่อยู่ในคลิปจริง แต่กล่าวอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจทำร้าย เพียงแค่ต้องการปรับความเข้าใจกับภรรยา แต่ภรรยากลับสอนให้ลูกต่อว่าตน จึงได้ลงมือทำร้ายไปบ้างเล็กน้อย และอ้างว่าภรรยามีโรคประจำตัวคือความดัน จึงทำให้สลบไป

ข้อหาที่ ตร.แจ้ง 2 ข้อหาผัวโหดทำร้ายลูกเมียสลบ

ล่าสุด พ.ต.อ.จำรัส ศิริเลี้ยง ผกก.สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้ทำการสอบสวนทั้งสองฝ่าย และได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายเหรียญในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น และกระทำความรุนแรงในครอบครัว ตาม พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว

นางณัชชา ผู้บาดเจ็บ ได้กล่าวต่อหน้าเจ้าหน้าที่ว่าต้องการแยกกันอยู่และขอให้ผู้ก่อเหตุอย่ามายุ่งกับครอบครัวอีก ด้านนางลัด ผู้เป็นแม่ของผู้บาดเจ็บ ก็กล่าวทั้งน้ำตาว่ารับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทางด้านตำรวจได้ทำการตรวจปัสสาวะของนายเหรียญแล้ว ไม่พบสารเสพติด และจะทำการรวบรวมหลักฐานจากคลิปวงจรปิดและคำให้การ เพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

เหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย และส่งผลกระทบต่อจิตใจและร่างกายของผู้ถูกกระทำอย่างมาก การที่ ตร.แจ้ง 2 ข้อหาผัวโหดทำร้ายลูกเมียสลบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากฎหมายจะให้ความคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

หากคุณหรือคนที่คุณรู้จักกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์ หรือองค์กรต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว การออกมาจากวงจรความรุนแรงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้เราสามารถช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

การกระทำของนายเหรียญถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรง และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย หวังว่าการดำเนินการทางกฎหมายกับนายเหรียญจะเป็นตัวอย่างให้ผู้ที่คิดจะใช้ความรุนแรงได้ตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมา

ที่มา – ตร. แจ้ง 2 ข้อหาผัวโหดทำร้ายลูก-เมียสลบคาร้านอาหาร อ้างไม่ได้ตั้งใจ แค่ผลัก

ศาลสั่งจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” 3 ปี ปมเรียกรับเงิน

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” อดีตรัฐมนตรีและอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเวลา 3 ปี ในคดีเรียกรับเงิน 30 ล้านบาท แลกกับงานก่อสร้างของรัฐในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เหตุเกิดเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณปี 2556-2557 คดีนี้เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนักการเมือง

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอดีต สส.อุบลราชธานี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จำเลยที่ 1 พร้อมพวกอีก 4 ราย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

คดีนี้มีมูลเหตุจากการที่นายวิฑูรย์ นามบุตร ขณะดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ถึง 2557 ได้เรียกรับเงินจากผู้เสียหาย จำนวน 30,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับการแบ่งโควตาโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของหน่วยงานรัฐในภาคอีสานและภาคใต้ ผู้เสียหายหลงเชื่อและจ่ายเงินให้นายวิฑูรย์และพวกหลายครั้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ถึงพฤษภาคม 2557 รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท ซึ่งเป็นการกระทำโดยทุจริตและใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เหตุเกิดในหลายพื้นที่ ได้แก่ ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน, ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี, ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ, จังหวัดนนทบุรี และกรุงเทพฯ จำเลยทั้ง 5 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ศาลสั่งจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” 3 ปี ปมเรียกรับเงิน

ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสจากการมีอำนาจหน้าที่เรียกรับเงิน และเสนอผลตอบแทนให้แก่ผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายยอมจ่ายเงินให้หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท ถือเป็นการหาประโยชน์ให้ตนเองโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือว่าเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของนายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และเป็นการกระทำโดยทุจริต การกระทำของนายวิฑูรย์จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ส่วนจำเลยที่ 2-5 แม้จะเป็นเครือญาติของนายวิฑูรย์ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ถึง 5 แต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

ศาลจึงพิพากษาว่า นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นควรลงโทษจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2-5

ทั้งนี้นายวิฑูรย์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างการอุทธรณ์

ผลกระทบจากคดี “วิฑูรย์ นามบุตร” กับความเชื่อมั่นทางการเมือง

คดีของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการเมืองไทยเป็นอย่างมาก การที่นักการเมืองระดับสูงถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริต ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกผิดหวังและสิ้นหวังในระบบการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึกในวงการการเมืองไทย และความจำเป็นในการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของความโปร่งใส: คดีนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • การตรวจสอบที่เข้มงวด: กลไกการตรวจสอบการทุจริตต้องมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระ เพื่อให้สามารถตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • บทบาทของประชาชน: ประชาชนมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองเพื่อป้องกันการทุจริต

การตัดสินคดี “วิฑูรย์ นามบุตร” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองไทยทุกคน ว่าการใช้อำนาจในทางที่ผิดและการทุจริต จะนำมาซึ่งผลเสียต่อตนเองและสังคมโดยรวม การสร้างความโปร่งใสและการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับวิฑูรย์ นามบุตร สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และการกระทำใดๆ ที่ไม่โปร่งใส ย่อมถูกตรวจสอบและลงโทษได้ในที่สุด

ที่มา – ศาลสั่งจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” 3 ปี ปมใช้ตำแหน่งเรียกรับเงิน 30 ล้าน แลกรับงานรัฐ

“ดร.เอ้” อ้อนขอโอกาส ส่งผู้สมัครไทยก้าวใหม่สู้เลือกตั้ง

“สุชัชวีร์” โว “ไทยก้าวใหม่” พร้อมส่งผู้สมัคร ส.ส. สู้ศึกเลือกตั้งทั่วประเทศ ย้ำจุดแข็ง ร่วมทำงานได้กับทุกฝ่าย ไม่เติมความขัดแย้ง เน้นสร้างความเปลี่ยนแปลง ขอประชาชนให้โอกาส เชื่อมั่น บุคลากรพรรคพาไทยมุ่งไปข้างหน้า

วันที่ 1 พ.ย. 2568 ที่วัดปรมัยิกาวาสวรวิหาร ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้ง ว่า พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมส่งผู้สมัครทั่วประเทศ ถือว่าเรามีความมุ่งมั่น และเรามีความพร้อม ส่วนจะประสบผลสำเร็จแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน อยากให้พี่น้องประชาชนเลือกพรรคที่ไม่ไปเติมความขัดแย้ง ซึ่งหากเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เราพร้อมทำงานได้กับทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ขอให้เราได้มีโอกาสได้สร้างความเปลี่ยนแปลง

เมื่อถามว่า ได้ตั้งเป้าไว้ที่เท่าไหร่นั้น นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนพูดตั้งแต่วันประกาศเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่แล้ว ว่า เราตั้งใจเป็นพรรคที่ถ่อมตัว มาเพื่อทำงาน แต่เราก็ต้องการเสียงให้มากพอ ที่สามารถขับเคลื่อนสร้างงานได้ มิเช่นนั้น จะทำงานอะไรไม่ได้เลย เราจึงต้องได้เสียงที่มากพอเพื่อไปดูเรื่องการสร้างทุนมนุษย์ และสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชนพิจารณาช่วยพรรคไทยก้าวใหม่ ให้มี ส.ส.เข้าไปทำงานให้มากพอเพื่อที่จะไปช่วยลูกหลานของเราได้

เมื่อถามย้ำว่า มีความกังวลหรือไม่ที่แต่ละพรรคการเมืองมีการแข่งขันกันดุเดือดและแข่งขันสูงในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า แน่นอน เพราะว่าแต่ละพรรคการเมืองเก่งๆ ทั้งนั้น ดังนั้น เราจึงต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น

ส่วนจะมีไม้เด็ดอะไรที่พรรคไทยก้าวใหม่จะใช้มัดใจประชาชน นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพมีทีมเศรษฐกิจที่ดูเรื่องตลาดทุนใหม่ และเชื่อว่า พี่น้องประชาชนคงเบื่อการเมืองแบบเก่าๆ ซึ่งเชื่อว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีความแตกต่าง และเป็นพรรคที่มีความเป็นมืออาชีพ ที่ไม่แสวงหาความขัดแย้ง มาเพื่อทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ให้ประเทศไทยพุ่งไปข้างหน้าเหมือนกับสัญลักษณ์ของพรรคที่เป็นลูกศรพุ่งขึ้นไปข้างบน

“ดร.เอ้” อ้อนขอโอกาสทำงาน ประกาศส่งผู้สมัครไทยก้าวใหม่สู้เลือกตั้งทั่วประเทศ

ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคไทยก้าวใหม่ภายใต้การนำของ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ มุ่งมั่นที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่ประชาชน ด้วยนโยบายที่เน้นการสร้างสรรค์ ไม่สร้างความขัดแย้ง พร้อมส่งผู้สมัครไทยก้าวใหม่สู้เลือกตั้งทั่วประเทศ

ทำไมต้องเลือกผู้สมัครไทยก้าวใหม่?

พรรคไทยก้าวใหม่ชูจุดเด่นด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มีความเป็นมืออาชีพ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า พรรคฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างทุนมนุษย์ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

  • ทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง: ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนพร้อมนำเสนอแนวทางใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
  • บุคลากรที่มุ่งมั่น: สมาชิกพรรคทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
  • นโยบายที่สร้างสรรค์: เน้นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่สร้างความขัดแย้ง

ดร.สุชัชวีร์ เน้นย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่ต้องการโอกาสในการเข้าไปทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยขอให้ประชาชนพิจารณาให้โอกาสพรรคฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พร้อมจะเข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง พรรคไทยก้าวใหม่จึงขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมจะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ดร.สุชัชวีร์และทีมงานพรรคไทยก้าวใหม่ กำลังรอคอยโอกาสจากพี่น้องประชาชนที่จะสนับสนุนและให้โอกาสพวกเขาได้เข้าไปทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ดร.เอ้” อ้อนขอโอกาสทำงาน ประกาศส่งผู้สมัครไทยก้าวใหม่สู้เลือกตั้งทั่วประเทศ

ดูบอลสด: Football Focus – เจาะลึกฟุตบอล

คอบอลห้ามพลาด! พบกับรายการ Football Focus เจาะลึกทุกประเด็นร้อนในวงการฟุตบอล วิเคราะห์เกมการแข่งขัน อัพเดทข่าวสารล่าสุด และสัมภาษณ์สุดพิเศษจากนักเตะชื่อดัง พร้อมทั้งเกาะติดชีวิตนักฟุตบอลที่คุณชื่นชอบทั้งในและนอกสนาม ที่จะทำให้คุณไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวในโลกของลูกหนัง

Football Focus

รายการ Football Focus ไม่ได้เป็นแค่รายการวิเคราะห์ฟุตบอลทั่วไป แต่เป็นพื้นที่สำหรับคนรักฟุตบอลอย่างแท้จริง ที่จะได้รับข้อมูลเชิงลึก บทวิเคราะห์ที่เฉียบคม และมุมมองที่แตกต่างจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลทีมไหน หรือชื่นชอบลีกใด คุณจะได้พบกับเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณอย่างแน่นอน

ทำไมต้องดู Football Focus?

  • เจาะลึกทุกประเด็นร้อน: ไม่ว่าจะเป็นข่าวการย้ายทีม, ผลการแข่งขันที่น่าตกใจ, หรือเรื่องราวเบื้องหลังวงการ Football Focus จะนำเสนอทุกแง่มุมที่คุณอยากรู้
  • บทวิเคราะห์ที่เฉียบคม: ฟังการวิเคราะห์เกมการแข่งขันจากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจแท็กติกและกลยุทธ์ของทีมต่างๆ มากยิ่งขึ้น
  • สัมภาษณ์สุดพิเศษ: พบกับการสัมภาษณ์นักเตะชื่อดัง โค้ชมากฝีมือ และบุคคลสำคัญในวงการ ที่จะมาเปิดเผยเรื่องราวที่ไม่เคยมีใครรู้
  • อัพเดทข่าวสารล่าสุด: ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือ, ข่าวการบาดเจ็บ, หรือข่าวการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม

Football Focus ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสตูดิโอ แต่ยังลงพื้นที่ไปเกาะติดสถานการณ์จริงในสนามซ้อม, ในห้องแต่งตัว, และในชีวิตประจำวันของนักเตะ เพื่อนำเสนอเรื่องราวที่สมจริงและเข้าถึงอารมณ์ของแฟนบอลมากที่สุด

นอกจากนี้ รายการ Football Focus ยังเปิดโอกาสให้แฟนบอลได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในวงการ ทำให้เกิดเป็นชุมชนของคนรักฟุตบอลที่แข็งแกร่งและมีชีวิตชีวา

ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอล และต้องการที่จะติดตามข่าวสาร, บทวิเคราะห์, และเรื่องราวต่างๆ ในวงการลูกหนังอย่างใกล้ชิด อย่าพลาดชมรายการ Football Focus รายการที่จะเติมเต็มความต้องการของคุณ และทำให้คุณเป็นแฟนบอลที่รู้ลึกรู้จริงยิ่งกว่าใคร

อย่าลืมติดตามชม Football Focus แล้วคุณจะรู้ว่าฟุตบอลไม่ได้มีแค่ในสนาม!

ที่มา – Watch: Football Focus