วัน: 5 พฤศจิกายน 2025

อิซัคมาแต่กียอเคเรสไม่มาในทีมชาติสวีเดนของพอตเตอร์

วิคเตอร์ กียอเคเรส กองหน้าอาร์เซนอล ไม่มีชื่อในทีมชาติสวีเดนชุดแรกของ เกรแฮม พอตเตอร์ แต่ อเล็กซานเดอร์ อิซัค จากลิเวอร์พูลมีชื่อติดทีม

กียอเคเรส มีกำหนดเข้ารับการทดสอบเพิ่มเติมในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลว่าเขาได้รับบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายระหว่างเกมที่ทีมปืนใหญ่เอาชนะเบิร์นลีย์ในพรีเมียร์ลีกเมื่อวันเสาร์

ดาวเตะวัย 27 ปีพลาดเกมที่อาร์เซนอลชนะสลาเวีย ปราก ในแชมเปียนส์ลีกเมื่อวันอังคาร

อิซัค ซึ่งไม่ได้ลงเล่นให้ทีมหงส์แดงตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่ขาหนีบ ได้รับเลือกให้ติดทีมสำหรับเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกกับสวิตเซอร์แลนด์ (15 พฤศจิกายน) และสโลวีเนีย (18 พฤศจิกายน)

ลูคัส เบิร์กวัลล์ กองกลางท็อตแนม ซึ่งกำลังฟื้นตัวจากอาการกระทบกระเทือนทางสมอง และแอนโทนี่ เอลังก้า ปีกนิวคาสเซิล เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่อยู่ในอังกฤษซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยพอตเตอร์ อดีตบอสไบรท์ตัน เชลซี และเวสต์แฮม

พอตเตอร์ ได้รับการแต่งตั้งจากสวีเดน ในเบื้องต้นในระยะสั้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากที่เขาถูกเวสต์แฮมไล่ออก

ยอน ดาห์ล โทมัสสัน บอสคนก่อนถูกไล่ออกหลังจากสวีเดนแพ้โคโซโว 1-0 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นผลที่ทำให้การผ่านเข้ารอบโดยอัตโนมัติจากกลุ่มฟุตบอลโลกของพวกเขาเป็นไปไม่ได้

พวกเขาอยู่อันดับสุดท้ายของกลุ่ม B โดยมีเพียงหนึ่งแต้มจากการแข่งขันสี่นัด

อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงสามารถมีส่วนร่วมในการแข่งขันรอบเพลย์ออฟฟุตบอลโลกได้อันเป็นผลมาจากผลงานของพวกเขาในเนชั่นส์ลีก

อิซัคมาแต่กียอเคเรสไม่มาในทีมชาติสวีเดนของพอตเตอร์

การประกาศรายชื่อทีมชาติสวีเดนของ เกรแฮม พอตเตอร์ สร้างความฮือฮาพอสมควร โดยเฉพาะการที่ อิซัคมาแต่กียอเคเรสไม่มาในทีมชาติสวีเดนของพอตเตอร์ การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลัง และผลกระทบต่อทีมชาติสวีเดนในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่กำลังจะมาถึง

ทำไมกียอเคเรสถึงไม่มีชื่อ?

สาเหตุหลักที่ทำให้ วิคเตอร์ กียอเคเรส ไม่มีชื่อในทีมชาติสวีเดนชุดนี้ คือ อาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายที่ได้รับระหว่างเกมพรีเมียร์ลีกกับเบิร์นลีย์ แม้ว่าอาการบาดเจ็บจะยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นต้องพักยาว แต่ทีมแพทย์ของอาร์เซนอลและทีมชาติสวีเดนเห็นพ้องกันว่าเขาควรได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บซ้ำเติม การขาดหายไปของกียอเคเรสถือเป็นความเสียหายอย่างมากสำหรับทีมชาติสวีเดน เนื่องจากเขาเป็นกองหน้าตัวหลักที่มีความสามารถในการทำประตูสูง

อิซัคกลับมาช่วยทีมชาติ

ในทางกลับกัน การกลับมาของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนบอลสวีเดน หลังจากที่เขาต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บที่ขาหนีบไปนาน อิซัคกลับมาฟิตสมบูรณ์และพร้อมที่จะลงสนามช่วยทีมชาติอีกครั้ง ความเร็ว ความคล่องแคล่ว และทักษะการทำประตูของเขา จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับทีมชาติสวีเดนในการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง การมีอิซัคในทีม จะช่วยเพิ่มมิติในการโจมตีให้กับทีมชาติสวีเดน และสร้างความกดดันให้กับแนวรับของคู่ต่อสู้

นอกจากนี้ รายชื่อนักเตะคนอื่นๆ ที่น่าสนใจในทีมชาติสวีเดนชุดนี้ ได้แก่ ลูคัส เบิร์กวัลล์ กองกลางจากท็อตแนม และ แอนโทนี่ เอลังก้า ปีกจากนิวคาสเซิล ทั้งสองคนเป็นผู้เล่นดาวรุ่งที่มีศักยภาพ และได้รับการคาดหวังว่าจะสามารถสร้างผลงานที่ดีให้กับทีมชาติสวีเดนได้

การตัดสินใจของ เกรแฮม พอตเตอร์ ในการเลือกนักเตะสำหรับทีมชาติสวีเดนชุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างทีมที่แข็งแกร่งและมีความสมดุล เพื่อให้ทีมชาติสวีเดนสามารถประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่กำลังจะมาถึง อิซัคมาแต่กียอเคเรสไม่มาในทีมชาติสวีเดนของพอตเตอร์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทีมชาติสวีเดนภายใต้การนำของพอตเตอร์

โดยสรุปแล้ว การขาดหายไปของกียอเคเรส และการกลับมาของอิซัค เป็นสถานการณ์ที่ท้าทายสำหรับทีมชาติสวีเดน อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถของพอตเตอร์ในการวางแผนและสร้างทีม การสนับสนุนจากแฟนบอล และความมุ่งมั่นของผู้เล่น ทีมชาติสวีเดนยังคงมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก

ที่มา – Isak in but no Gyokeres in Potter’s Sweden squad

เทศกาลเที่ยวพิมาย: ประกวดแมวสีสวาด แมวแห่งโชคลาภ

สีสันแห่งงาน “เทศกาลเที่ยวพิมาย” ปีนี้อยู่ที่การประกวด “แมวโคราช” หรือ “แมวสีสวาด” ซึ่งจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์แมวสายพันธุ์นี้ ที่มีความเชื่อว่าเป็นแมวแห่งโชคลาภ และมีความสำคัญในพิธีกรรมดั้งเดิมอย่างการแห่นางแมวขอฝน

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา นายศิวะเสก สินโทรัมย์ นายอำเภอพิมาย พร้อมด้วย นายพศวีร์ สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา และนายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา เขต 8 ได้ร่วมกันจัดงานประกวดแมวโคราช หรือ แมวไทยโคราช หรือ แมวสีสวาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลเที่ยวพิมาย ประจำปี 2568 การประกวดนี้มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์แมวสายพันธุ์ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมา

แมวโคราช หรือ แมวสีสวาด ในสมัยโบราณมีชื่อเรียกว่า “แมวมาเลศ” หรือ “แมวดอกเลา” ซึ่งอ้างอิงถึงสีขนที่คล้ายกับดอกเลา ลักษณะเด่นของแมวโคราชคือ เมื่อมองจากด้านหน้า ศีรษะจะมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ หน้าผากกว้างและแบน โดยเฉพาะในแมวตัวผู้ จะเห็นรอยหยักที่หน้าผากชัดเจนคล้ายรูปหัวใจ มีกรามและคางที่แข็งแรง หูตั้งใหญ่เด่นสง่าอยู่บนศีรษะ จัดเป็นแมวขนาดกลาง มีขนสั้น สีสวาดตั้งแต่เกิดจนตาย หากมีสีอื่นปะปน จะไม่ถือว่าเป็นแมวโคราชพันธุ์แท้ นัยน์ตาของแมวโคราชจะมีขนาดใหญ่ สีเขียวสดใสเป็นประกาย

เมื่อยังเป็นลูกแมว ดวงตาของแมวโคราชจะมีสีฟ้า และจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดเมื่อโตขึ้น ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือสีเหลืองอำพันในที่สุด แมวโคราชเป็นแมวที่แสดงออกถึงความตื่นตัวและพร้อมอยู่เสมอ เมื่อโตเต็มที่ แมวโคราชได้รับการยกย่องว่าเป็นแมวแห่งโชคลาภ มีความผูกพันกับวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน โดยถูกนำมาใช้ในพิธีแห่นางแมวขอฝน ด้วยความเชื่อว่าสีขนของแมวโคราชคล้ายกับสีของเมฆ ซึ่งเป็นที่มาของฝนที่นำพาความอุดมสมบูรณ์มาสู่เกษตรกร นอกจากนี้ ดวงตาที่เป็นสีเขียวหรือเหลืองอำพันยังเปรียบเสมือนความเขียวขจีของต้นข้าวในนา แมวโคราชจึงถูกจัดว่าเป็นแมวที่มีลักษณะมงคล และให้คุณแก่ผู้เลี้ยงตามความเชื่อโบราณ

แมวโคราชเป็นแมวไทยที่มีถิ่นกำเนิดที่ชัดเจนและมีความผูกพันกับคนไทยมายาวนาน จึงสมควรที่จะได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ให้กลับมาเป็นสายพันธุ์แท้ ด้วยเหตุนี้ ชาวอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา จึงได้รวมตัวกันของผู้ที่รักสัตว์เลี้ยงและก่อตั้ง “ชมรมอนุรักษ์แมวโคราชเมืองพิมาย” ขึ้น เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์แมวโคราชอย่างยั่งยืน องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอพิมาย จึงให้การสนับสนุนการจัดประกวดแมวสีสวาดภายในงานเทศกาลเที่ยวพิมาย ประจำปี 2568 เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์แมวโคราชให้คงอยู่ต่อไป

ประกวดแมวสีสวาด ในเทศกาลเที่ยวพิมาย

การประกวดแมวโคราชในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์แมวสีสวาด ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต

ทำไมต้องอนุรักษ์แมวสีสวาด?

การอนุรักษ์แมวโคราช หรือ แมวสีสวาด ไม่ได้เป็นเพียงการรักษาสายพันธุ์แมวเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาสัญลักษณ์แห่งความโชคดี และความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ การประกวดและการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการที่จะรักษาสายพันธุ์แมวไทยที่มีเอกลักษณ์นี้ให้คงอยู่สืบไป

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงแมวโคราช ควรศึกษาข้อมูลและเลือกซื้อจากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้แมวโคราชสายพันธุ์แท้ และมีสุขภาพแข็งแรง

ที่มา – เทศกาลเที่ยวพิมาย ประกวด “แมวสีสวาด” แมวแห่งโชคลาภ หวังให้เกิดการอนุรักษ์-ขยายพันธุ์

อนุทินควงภริยา ลอยกระทง 2568 ขอพรประเทศรุ่งเรือง

“อนุทิน” ควง ภริยา “จ๋า ธนนนท์” ลอยกระทง 2568 จุดเดียวกับ “พล.อ.ประยุทธ์” บอกขอพรทุกวัน ไม่เฉพาะวันลอยกระทง ให้ประเทศ “เจริญรุ่งเรือง-สงบ-สามัคคี” เน้นย้ำ วงประชุมตำรวจอาเซียน ขอความร่วมมือปราบสแกมเมอร์

วันที่ 5 พ.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยภริยา เดินเท้าจากตึกไทยคู่ฟ้ามุ่งหน้าสู่คลองผดุงกรุงเกษม บริเวณประตู 8 พร้อมด้วยนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นางศุภมาส อิศรภักดี นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมสืบสานประเพณีไทยลอยกระทง 2568 ที่บริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ข้างรั้วทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี มาร่วมลอยกระทงกับสื่อมวลชนแทบทุกปี

หลังจากที่นายกรัฐมนตรีและภริยาได้ร่วมกันลอยกระทง ก็ได้เชิญชวนให้รัฐมนตรีคนอื่น ๆ ไปร่วมลอยกระทงด้วย พร้อมกล่าวว่า เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างทางเดินไปคลองผดุงฯ นักข่าวพยายามสอบถามว่าลอยกระทงปีนี้อยากขอพรอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ขอทุกวัน ไม่เฉพาะวันลอยกระทง ขอให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง สงบ สามัคคี ขอให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีเงินใช้ทุกวัน มีเก็บมีออม มีความสุข

ส่วนที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าลอยกระทง 2568 ที่คลองผดุงฯ จะเจริญรอยตามอดีตนายกฯ หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะตอบว่า วันนี้เรามีพระราชพิธีฯ ดังนั้นก็มาลอยเพื่อรักษาประเพณีไว้ ทำในระดับที่เหมาะสม

ขณะที่การมาลอยกระทงที่คลองผดุงกรุงเกษม อยากจะผดุงอะไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคลองผดุงกรุงเกษม อยากให้ทุกคน เกษมสำราญ

นายกฯ ได้ถามทิ้งท้ายว่า ทำไมแถวนี้เงียบเหงา ไม่มีร้านค้าเลย ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่ายังมีโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 น่าจะให้จัดตลาด เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกฯ จึงตอบกลับว่าน่าสนใจ เดี๋ยวจะนำเรื่องนี้ไปพูดคุยกับเลขาธิการนายกฯ

เน้นย้ำ วงประชุมตำรวจอาเซียน ขอความร่วมมือปราบสแกมเมอร์

จากนั้น นายอนุทิน ได้กล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าตำรวจจากประเทศสมาชิกอาเซียนและเลขาธิการตำรวจอาเซียน เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ว่า ได้เน้นย้ำว่าขอให้ความร่วมมือในการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เรียกว่า Transnational Crime และเรื่องของสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมที่เป็นเทรนด์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นหัวข้อหลักในการที่เขามาประชุมภาคีตำรวจสากลอาเซียน ทุกคนรับทราบ และยินดีให้ความร่วมมือ

อนุทินควงภริยา ลอยกระทง 2568 ขอพรประเทศรุ่งเรือง

การลอยกระทง 2568 ในปีนี้ นอกจากจะเป็นการสืบสานประเพณีไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสอันดีที่ผู้นำประเทศจะได้ขอพรให้บ้านเมืองมีความสงบสุข เจริญรุ่งเรือง และประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงเลือกลอยกระทง 2568 ที่คลองผดุงกรุงเกษม

การที่นายกฯ อนุทินเลือกคลองผดุงกรุงเกษมเป็นสถานที่ลอยกระทงนั้น น่าจะเป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจที่จะสืบสานประเพณีไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ การลอยกระทงในสถานที่เดียวกับที่อดีตนายกฯ เคยทำ ก็อาจเป็นสัญลักษณ์ของการสานต่อเจตนารมณ์ในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

เป็นที่น่าติดตามว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่นายกฯ อนุทินได้กล่าวถึงในการสนทนากับสื่อมวลชน จะถูกนำมาปฏิบัติจริงเมื่อใด และจะส่งผลดีต่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นด้วยการให้ความสำคัญกับประเพณีไทย และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับการบริหารประเทศในอนาคต

ที่มา – นายกฯ อนุทิน ควงภริยา ลอยกระทง 68 ที่เดียวกับ “บิ๊กตู่” ขอพรให้ประเทศรุ่งเรือง

“ไตรรงค์” ไม่ถือสา “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมสอบตำรวจ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ตอบกรณี “บิ๊กโจ๊ก” พาดพิงตำรวจ ยืนยันพร้อมสอบหากมีตำรวจไซเบอร์รับผลประโยชน์ ย้ำสัมพันธ์อดีตรอง ผบ.ตร.

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568, พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความที่อ้างถึงการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ในรายการหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ด้อยค่าตำรวจกว่าสองแสนนาย โดยระบุว่าแก๊งอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดคือตำรวจ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการพาดพิงดังกล่าว เนื่องจากความเข้าใจเป็นเรื่องส่วนบุคคล และไม่เคยได้รับข้อมูลหรือหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่าตนเคยรับผลประโยชน์ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า หากพบว่ามีผู้ใต้บังคับบัญชารายใดรับผลประโยชน์จริง จะมีการดำเนินคดีจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน

รองจเรตำรวจแห่งชาติยอมรับว่า เคยเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการตำรวจ PCT 4 (ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ) จริง และได้มีการจับกุมเครือข่ายเว็บพนันมินนี่ ซึ่งนำไปสู่การขยายผลและจับกุมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกหลายนาย

เมื่อถูกถามว่าการถูกพุ่งเป้าและกล่าวหาโดยตรงนั้นเชื่อว่าเป็นความแค้นส่วนตัวหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ และเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่เท่านั้น พร้อมทั้งกล่าวถึงความสัมพันธ์กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ว่ามีเพียง 3 ข้อ ดังนี้

  • เป็นพี่น้องร่วมสถาบันโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
  • ร่วมรับราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • เป็นทีมตำรวจที่ดำเนินคดีจับกุมและมีการสืบสวนขยายผลไปถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการ และถูกไล่ออกจากราชการ

พล.ต.ท.ไตรรงค์เชื่อว่า ผู้ที่กล่าวหาได้ยื่นข้อมูลให้หน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบไปเรียบร้อยแล้ว และไม่มีปัญหาใดๆ แต่ผู้ยื่นข้อมูลอาจไม่พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เป็นที่ยอมรับ โดยยืนยันว่าทุกหน่วยงานทำงานอย่างมืออาชีพ

“ตำรวจมีทั้งดีและไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นมาเสมอ คือ จะมีตำรวจไปจับตำรวจที่ไม่ดีเมื่อมีการร้องเรียน” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว พร้อมย้ำว่าการดำเนินคดีใดๆ ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ไม่ได้มี 2 มาตรฐาน เป็นเพียงความคิดเห็นที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลเท่านั้น

สำหรับกรณีที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ระบุว่า พนักงานสอบสวนชุดทำคดีของนักการเมืองคนหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสงขลา พัวพันกับการพนันออนไลน์ และไม่นำหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเข้าสู่สำนวนจนทำให้นักการเมืองรอดคดี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมไม่ได้มีการกลับคำให้การ และสำนักงานจเรตำรวจได้ตั้งคณะกรรมการและเรียกสอบถามข้อเท็จจริงจนสิ้นสุดแล้ว และไม่มีกรณีที่ตำรวจช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาพ้นผิดแต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่หลักฐานของนายอัจฉริยะ ไม่ถูกนำไปประกอบสำนวนส่งให้กับอัยการจนเป็นเหตุให้สั่งไม่ฟ้องนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดอีกครั้ง หากพบว่าพนักงานสอบสวนหรือตำรวจบกพร่อง หรือไม่นำหลักฐานเข้าสู่สำนวน ก็จะต้องถูกเอาผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย

ปัจจุบันคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนดังกล่าว ทางตำรวจ PCT 4 ได้ดำเนินคดีไปแล้ว 3 คดี ในพื้นที่สถานีตำรวจภูธร (สภ.) เมืองสงขลา 2 คดี (จัดให้มีการเล่นการพนันและร่วมกันฟอกเงิน) และ สภ.หาดใหญ่ 1 คดี (ร่วมกันเล่นการพนัน) ซึ่งคดีร่วมกันเล่นการพนันถือว่าสิ้นสุดแล้ว จึงเหลืออีก 2 คดีที่อัยการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีคดีเว็บการพนันออนไลน์ที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับนักการเมืองคนดังกล่าวในพื้นที่ สน.เพชรเกษม อีก 1 คดี ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน

“ไตรรงค์” ไม่ถือสา “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมสอบตำรวจ

ประเด็นสำคัญที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ เน้นย้ำ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานอย่างตรงไปตรงมาของตำรวจ และความมุ่งมั่นในการตรวจสอบหากพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับผลประโยชน์ หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และรักษาภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส และความพร้อมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีการพาดพิงถึงบุคคลในระดับสูงก็ตาม สิ่งนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา และแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

การที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่าพร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบหากพบว่ามีตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนว่า การประพฤติมิชอบจะไม่มีที่ยืนในองค์กรตำรวจ

นอกจากนี้ การที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อย่างตรงไปตรงมา ก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการที่จะพูดความจริง แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ส่วนตัวก็ตาม

โดยรวมแล้ว การออกมาให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง เพราะเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

การตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ และควรดำเนินการอย่างโปร่งใส เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป

ที่มา – “ไตรรงค์” ไม่ถือสา “บิ๊กโจ๊ก” พาดพิงตำรวจ พร้อมสอบหากมี ตร.ไซเบอร์ รับผลประโยชน์

ธปท. สกัดทุนเทา ยกระดับตรวจสอบธุรกรรม

ธปท. พร้อมยกระดับตรวจสอบธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ตรวจเข้มบริษัทแลกเงิน และการซื้อขายทองคำ ร่วมสกัดปัญหาทุนเทา แบบ “Connect the dots”

ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวถึงประกาศของ ธปท. ล่าสุด ที่ยกระดับกระบวนการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันและเร่งแก้ไขปัญหาทุนเทา รวมทั้งสกัดกั้นการใช้ระบบการเงินในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายโดยผู้ให้บริการทางการเงินภายใต้การกำกับทุกราย ว่าจะแบ่งออกเป็น 2 มาตรการ คือ

มาตรการกำกับทางการเงิน โดยให้สถาบันการเงินดูแลบัญชีของลูกค้ารายต่างๆ หากพบว่ามีความสงสัยเข้าข่ายหรือมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายไม่พึงประสงค์ หรือ เงินสีเทา ทางแบงก์ชาติจะแจ้งและดำเนินการทันที ซึ่งที่ผ่านมาสถาบันการเงินจะเป็นผู้แจ้งให้รับทราบ แต่หลังจากนี้จะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้สถาบันการเงินแจ้งธนาคารแห่งประเทศไทยรับทราบด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการจัดทำรายละเอียดและแจ้งมาตรการให้ทราบเร็วๆ นี้

รวมถึงจะมีการตรวจกำกับหน่วยงาน, สถาบันหรือบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น การแลกเงินต่างๆ , บริษัทโอนเงินหรือ e-Wallet ซึ่งแบงก์ชาติจะเข้าไปกำกับและดูรายละเอียดการชำระเงิน หากพบว่ามีความเกี่ยวโยงกับเงินสีเทาจะดำเนินการตรวจสอบทันที รวมถึงธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่มีความผิดปกติ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ย้ำว่าขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ เป็นขั้นตอนที่ทางแบงก์ชาติได้ดำเนินการนอกเหนือจากสิ่งที่กระทรวงการคลังและรัฐบาล ได้ดำเนินการ

ในส่วนของการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย นัดแรกในวันนี้ (5 พ.ย.68) จะทำให้เห็นภาพและรายละเอียดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานมากยิ่งขึ้นภายใต้การทำงาน “Connect the dots”

การสกัดทุนเทา ธปท. ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงินของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มุ่งมั่นที่จะสกัดทุนเทา ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการใช้ระบบการเงินเป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย

มาตรการที่ ธปท. กำลังดำเนินการนี้จะส่งผลต่อใครบ้าง?

  • สถาบันการเงิน: ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบัญชีลูกค้า
  • ผู้ประกอบธุรกิจแลกเงินและโอนเงิน: จะถูกตรวจสอบรายละเอียดการชำระเงินอย่างเข้มงวด
  • ผู้ซื้อขายทองคำ: ธุรกรรมที่มีความผิดปกติจะถูกตรวจสอบ
  • ประชาชนทั่วไป: สร้างความมั่นใจในระบบการเงินที่โปร่งใสและปลอดภัย

การสกัดทุนเทา ธปท. ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมนี้จะมีการดำเนินการในส่วนใดบ้าง?

  • การตรวจสอบบัญชีลูกค้าของสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด หากพบความผิดปกติจะดำเนินการทันที
  • การกำกับดูแลหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตจาก ธปท. เช่น บริษัทแลกเงินและบริษัทโอนเงิน
  • การตรวจสอบธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่มีความผิดปกติ
  • การเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การติดตามตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สกัดทุนเทา ธปท. ยกระดับตรวจสอบธุรกรรม

การดำเนินการของ ธปท. ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ การสกัดกั้นการใช้ระบบการเงินในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

ทำไม ธปท. ต้องสกัดทุนเทา ยกระดับตรวจสอบธุรกรรม?

เนื่องจากปัจจุบัน มีการใช้ระบบการเงินเป็นช่องทางในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายมากขึ้น เช่น การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และการพนันออนไลน์ ดังนั้น ธปท. จึงต้องยกระดับการตรวจสอบและกำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด

การที่ ธปท. เข้ามาสกัดทุนเทา ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน และส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติอีกด้วย

ขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร? ธปท. จะเร่งดำเนินการจัดทำรายละเอียดมาตรการต่างๆ และแจ้งให้สถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการสกัดทุนเทา ธปท. ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงมาตรการต่างๆ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – สกัดทุนเทา ธปท. ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมไม่พึงประสงค์ เข้มบริษัทแลกเงิน ซื้อขายทองคำ

ไทย-รัสเซีย เตรียมเปิดเส้นทางบินตรงบูมท่องเที่ยว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เตรียมเปิดเส้นทางบินตรง ไทย-รัสเซีย หวังบูมท่องเที่ยว! รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย หารือแนวทางความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ รัฐบาลภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างครบวงจร เพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้พี่น้องประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ไทยและสหพันธรัฐรัสเซียมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นและยาวนานกว่า 128 ปี และได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม การศึกษา และการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่ใกล้ชิด โดยไทยและรัสเซียได้ร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งผ่านบันทึกแสดงเจตจำนงระหว่างกระทรวงคมนาคมของไทยและของรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบราง การขนส่งทางทะเลและการบิน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การฝึกอบรมวิชาชีพ และประสานความร่วมมือในเวทีพหุภาคี อาทิ ESCAP APEC และอาเซียน ซึ่งกระทรวงฯ อยู่ระหว่างพิจารณาเดินทางไปร่วมพิธีลงนามบันทึกดังกล่าว ณ สหพันธรัฐรัสเซีย ในโอกาสอันเหมาะสมต่อไป

ไทย-รัสเซีย เตรียมเปิดเส้นทางบินตรงบูมท่องเที่ยว

นายเยฟเกนี โทมิคิน กล่าวว่า รัสเซียให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านคมนาคมกับไทยมาอย่างต่อเนื่อง และต้องการขยายความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันความร่วมมือให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ รัสเซียมีความต้องการให้ไทยพิจารณาเปิดเส้นทางบินตรงสู่สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศหลังจากได้ยุติไปจากเหตุการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 นอกจากนี้ยังต้องการหารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระบบรางและการซ่อมบำรุง โดยเชื่อมั่นว่ารัสเซียมีศักยภาพและความเชี่ยวชาญสามารถสนับสนุนการพัฒนาระบบรางของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากฝ่ายไทยในประเด็นดังกล่าว

ทำไมการเปิดเส้นทางบินตรง ไทย-รัสเซีย ถึงสำคัญ?

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยมีนโยบายเปิดกว้างต่อเทคโนโลยีจากทุกประเทศ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม อย่างไรก็ตาม ไทยมีข้อกังวลเรื่องความกว้างของระบบรางที่มีขนาดเพียง 1 เมตร จึงขอให้ฝ่ายรัสเซียพิจารณาปรับเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับมาตรฐานของไทยด้วย นอกจากนี้ ไทยยังมีความสนใจที่จะหารือในเทคโนโลยีการซ่อมบำรุงระบบราง เนื่องจากเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและต้องการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ กล่าวขอขอบคุณท่านเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียและคณะ ที่ให้เกียรติมาเยือนกระทรวงคมนาคม การพบปะและหารือร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผมเชื่อมั่นว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันนี้จะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของทั้งสองประเทศ อันจะช่วยเสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกันในระยะยาวให้เกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืนต่อไป

การผลักดันให้เกิด ไทย-รัสเซีย เตรียมเปิดเส้นทางบินตรงบูมท่องเที่ยว ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของไทย การมีเส้นทางบินตรงจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียให้เดินทางมาประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และธุรกิจขนส่ง

นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระบบรางยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ หากไทยสามารถนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากรัสเซียมาพัฒนาและปรับปรุงระบบรางของไทยได้ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการขนส่งทางราง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

โดยรวมแล้ว การหารือและความร่วมมือระหว่างไทยและรัสเซียในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการกระชับความสัมพันธ์และสร้างประโยชน์ร่วมกันในหลายด้าน หากทั้งสองฝ่ายสามารถผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมได้ ก็จะส่งผลดีต่อทั้งเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของทั้งสองฝ่ายในระยะยาว การเตรียม ไทย-รัสเซีย เตรียมเปิดเส้นทางบินตรงบูมท่องเที่ยว จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน

ที่มา – “พิพัฒน์” ลุยฟื้นสัมพันธ์ เตรียมเปิดเส้นทางบินตรง ไทย-รัสเซีย หวังบูมท่องเที่ยว

กองทุนน้ำมันฯ ติดลบต่ำสุดรอบ 3 ปี มั่นใจใช้หนี้หมด

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า สกนช.ได้ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกในปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าปีนี้ โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 60-70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 75-85 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 70-80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และก๊าซหุงต้ม เฉลี่ยอยู่ที่ 460-500 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยมีปัจจัย มาจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ความต้องการใช้เชื้อเพลิงในช่วงฤดูหนาวในต่างประเทศโดยเฉพาะในสหภาพยุโรป ไม่สูงมากนัก เพราะอุณหภูมิไม่หนาวมาก ขณะที่กำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสที่ยังล้นตลาด ประกอบกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะกรณีอิสราเอล-อิหร่าน และความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่สงบ

สำหรับการบริหารสภาพคล่อง และฟื้นฟูฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบต่ำสุดรอบ 3 ปี มั่นใจใช้หนี้หมด มีความก้าวหน้าในการฟื้นฟูฐานะทางการเงินอย่างชัดเจน จากเดิมวันที่ 29 ก.ย.2567 ติดลบ 99,067 ล้านบาท และมีเจ้าหนี้เงินกู้ยืมอยู่ที่ 99,087 ล้านบาท ล่าสุด วันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา ติดลบเหลือเพียง 13,274 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวก 27,965 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้มติดลบ 41,239 ล้านบาท และมีหนี้เงินกู้ยืมอยู่ที่ 31,804 ล้านบาท ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี

“ในปีนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของกองทุนน้ำมัน เพราะฐานะการเงินฟื้นตัวชัดเจน และดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานให้ประชาชน หากราคาน้ำมันตลาดโลกยังทรงตัวในระดับปัจจุบัน คาดว่ากองทุนน้ำมันจะมีฐานะเป็นบวกได้ภายในสิ้นปี และจะสามารถชำระหนี้เงินกู้ธนาคารทั้งหมดได้ตามระยะเวลาที่กำหนดภายในปี 2572 หรืออาจจะเร็วกว่าที่กำหนดหากราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ผันผวนมากจนเกินไป”

กองทุนน้ำมันฯ ติดลบต่ำสุดรอบ 3 ปี มั่นใจใช้หนี้หมด

สถานการณ์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและราคาพลังงานในประเทศ การที่กองทุนน้ำมันฯ สามารถลดการติดลบลงได้อย่างมากในระยะเวลาอันสั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีและบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของกองทุนน้ำมัน

  • ราคาน้ำมันตลาดโลก: การคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในระดับต่ำกว่าปีนี้ มีส่วนช่วยลดภาระของกองทุนในการชดเชยราคาน้ำมัน
  • การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ: การบริหารจัดการภายในกองทุนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้
  • เสถียรภาพทางการเมือง: สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ผันผวนมากนัก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงในการลงทุน

ความท้าทายที่ยังคงมีอยู่

แม้ว่าสถานการณ์กองทุนน้ำมันฯ ติดลบต่ำสุดรอบ 3 ปี มั่นใจใช้หนี้หมด จะดีขึ้นมาก แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง:

  • ความผันผวนของราคาน้ำมัน: ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของกองทุน
  • หนี้สินคงค้าง: แม้ว่าจะสามารถลดหนี้สินลงได้มาก แต่ก็ยังมีหนี้สินคงค้างที่ต้องจัดการ
  • นโยบายภาครัฐ: การเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกองทุน

อนาคตของกองทุนน้ำมัน

จากแนวโน้มในปัจจุบัน หากกองทุนน้ำมันยังคงรักษาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และราคาน้ำมันตลาดโลกไม่ผันผวนมากนัก มีความเป็นไปได้สูงที่กองทุนน้ำมันจะสามารถกลับมามีฐานะเป็นบวกได้ภายในสิ้นปี และสามารถชำระหนี้สินทั้งหมดได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ภายในปี 2572 อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างทันท่วงที

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์กองทุนน้ำมันฯ ติดลบต่ำสุดรอบ 3 ปี มั่นใจใช้หนี้หมด ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการกองทุนอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว

ที่มา – กองทุนน้ำมันฯ ฟื้นฐานะติดลบต่ำสุดในรอบ 3 ปี มั่นใจชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดภายในปี 2572

ศาลสั่งคุก 4 ปี 7 เดือน หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ

จากกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินจำคุก หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมและเกิดคำถามถึงความเหมาะสมของบทลงโทษ วันนี้เราจะมาสรุปข้อเท็จจริงของคดีนี้กันค่ะ

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคดีที่ศาลจังหวัดชุมพรมีคำพิพากษาจำคุกหญิงวัย 30 ปี ผู้ขับรถบีเอ็มดับเบิลยูชนแม่ลูก 3 คนเสียชีวิต โดยศาลสั่งคุก 4 ปี 7 เดือน หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ โดยไม่รอลงอาญา พร้อมทั้งริบรถของกลาง ซึ่งอาจมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าโทษเบาไปหรือไม่

สรุปข้อเท็จจริงคดี หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ:

  1. คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โดยมีสามีและบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายทั้งสามเป็นโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 24,205,000 บาท
  2. จำเลยและผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วม ตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยจะเยียวยาค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจำนวน 5,500,000 บาท โดยมีการชำระเงินแล้วบางส่วน และจะผ่อนชำระส่วนที่เหลืออีกเดือนละ 30,000 บาท
  3. จำเลยเดิมให้การปฏิเสธบางข้อหา แต่ต่อมาได้ถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์
  4. บริษัทประกันภัยรถยนต์ที่จำเลยขับ ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว 4,500,000 บาท
  5. ศาลจังหวัดชุมพรสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย เพื่อนำข้อมูลส่วนตัวของจำเลยมาประกอบการทำคำพิพากษา

ศาลสั่งคุก 4 ปี 7 เดือน หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ

ศาลจังหวัดชุมพรมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ในหลายมาตรา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเสพยาเสพติด, ขับรถโดยประมาท, ขับรถในขณะเมาสุรา, และการไม่ให้ความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลจึงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่เนื่องจากความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีอัตราโทษเท่ากัน ศาลจึงลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 6 ปี และเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก เป็นจำคุก 9 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ในฐานขับรถในขณะเมาสุรา และจำคุก 1 เดือนในฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ รวมจำคุก 4 ปี 7 เดือน และปรับ 500 บาท

ทำไมศาลถึงตัดสินจำคุก หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ โดยไม่รอลงอาญา?

ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วเห็นว่า จำเลยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมแล้วบางส่วน และตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยขับรถด้วยความประมาท ใช้ความเร็วสูง ทั้งยังขับในขณะเมาสุราและมีสารเสพติดในร่างกาย ถือเป็นการขาดสำนึกและความรับผิดชอบต่อผู้ร่วมใช้ถนน จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายถึง 3 คน อีกทั้งจำเลยยังหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ พฤติการณ์แห่งคดีนับเป็นเรื่องร้ายแรง ศาลจึงไม่มีเหตุรอการลงโทษจำคุกและริบรถของกลาง

อนึ่ง กฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกสำหรับฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายไว้ที่ 3-10 ปี

ภายหลังจากอ่านคำพิพากษา ศาลอนุญาตให้จำเลยปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยให้ติดอุปกรณ์ EM และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมทั้งเรียกหลักประกันวงเงิน 150,000 บาท

คดีนี้สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการขับขี่ด้วยความระมัดระวัง มีสติ ไม่ประมาท และเคารพกฎหมายจราจร เพราะความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดบนท้องถนน

ที่มา – ศาลสั่งคุก 4 ปี 7 เดือน หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ ไม่รอลงอาญา ริบรถของกลาง

กรมฯ คุมเข้ม! ราคาสินค้าลอยกระทงยังปกติ

ใกล้เข้ามาแล้วกับเทศกาลลอยกระทง! กรมการค้าภายใน (DIT) ไม่รอช้า สั่งลุยลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าที่ใช้ในเทศกาลลอยกระทงปีนี้ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาและเอาเปรียบผู้บริโภค

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลลอยกระทง ระหว่างวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายน 2568 โดยเฉพาะย่านปากคลองตลาดและตลาดยอดพิมาน ซึ่งเป็นแหล่งค้าดอกไม้และวัสดุประดิษฐ์กระทงที่สำคัญของกรุงเทพฯ

ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ราคาสินค้าลอยกระทงโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น

  • ใบตอง: มัดละ 1 กิโลกรัม (กก.) ราคาประมาณ 25 บาท
  • หยวกกล้วย: ชิ้นละ 5–20 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาด)
  • กลีบกระดาษกระทง: มัดละ 5 บาท
  • ดอกบัว: (10 ดอก) มัดละ 40-80 บาท
  • ดอกบานไม่รู้โรย: 1 กก. ถุงละ 150-200 บาท
  • ดอกกล้วยไม้: 1 กก. ถุงละ 40-60 บาท
  • ดอกรัก: ขีดละ 30-40 บาท
  • ดอกพุด: ขีดละ 7-10 บาท
  • ธูปเทียน: คู่ละ 5–20 บาท

นอกจากนี้ ยังมีกระทงสำเร็จรูปให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งกระทงใบตอง กระทงขนมปัง กระทงอาหารปลาข้าวโพด และกระทงจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งราคาก็แตกต่างกันไปตามขนาด รูปแบบ และความประณีตในการประดิษฐ์ เช่น กระทงใบตองสำเร็จรูปขนาด 6-8 นิ้ว ราคาตั้งแต่ 70-100 บาท และกระทงอาหารปลาข้าวโพด ขนาด 6-8 นิ้ว ราคา 25-60 บาท

กรมการค้าภายในคุมเข้ม ราคาสินค้าลอยกระทงยังปกติ

อธิบดีกรมการค้าภายในเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาและตัดสินใจซื้อได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญคือป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค หากพบผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคา จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนผู้ที่จำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จะทำอย่างไรหากพบเห็นการโก่งราคา ราคาสินค้าลอยกระทงไม่เป็นธรรม?

หากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนตรวจสอบราคาและเปรียบเทียบคุณภาพสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้เทศกาลลอยกระทงปีนี้ เต็มไปด้วยความสุขและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ

อย่าลืมตรวจสอบราคาสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ เลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐาน และร่วมกันสืบสานประเพณีไทยอันดีงาม

ที่มา – กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่คุมเข้มราคาสินค้าลอยกระทง วัสดุทำกระทงยังปกติ