วัน: 6 พฤศจิกายน 2025

“บิ๊กป้อม” ถวายอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

“พล.อ.ประวิตร” นำคณะผู้บริหาร และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เข้าลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทย

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วย พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นางตรีนุช เทียนทอง คณะกรรมการบริหาร และสมาชิกพรรค ได้เข้าร่วมลงนามถวายความอาลัย และถวายสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้พิธีการเป็นไปอย่างสงบ สำรวม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ตลอดรัชสมัยแห่งพระองค์ ได้ทรงทุ่มเทพระกำลัง พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยความเมตตา เพื่อธำรงรักษาความผาสุกของพสกนิกรและความมั่นคงของชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งความรัก ความอาทร และความงดงามทางจิตใจ เป็น “แม่แห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงมอบแบบอย่างของความอ่อนโยนที่สง่างามควบคู่กับความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยแท้จริง

พรรคพลังประชารัฐ ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมถวายความอาลัยอย่างสุดดวงใจแด่พระองค์ ผู้ประดับแผ่นดินไทยให้งดงามด้วยพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ตราบนิรันดร์

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจาก การพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน โดยจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมทุกวัน เวลา 09.00 – 21.00 น. เริ่มตั้งแต่ วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

“บิ๊กป้อม” นำคณะผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

การเข้าร่วมลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ความสำคัญของการลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

การลงนามถวายความอาลัย แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงออกถึงความรัก ความเคารพ และความเทิดทูน ที่ประชาชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ท่านได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย ทรงเป็นแบบอย่างของความเสียสละ ความเมตตา และความห่วงใย ที่มีต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า พระองค์ทรงเป็น “แม่แห่งแผ่นดิน” อย่างแท้จริง

การที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นำคณะผู้บริหารและสมาชิกพรรค เข้าร่วมลงนามถวายความอาลัยในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจของพรรค ที่จะสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ในการพัฒนาประเทศชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเข้าร่วมลงนามถวายความอาลัย ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างความสามัคคี และความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย

พวกเราทุกคนควรน้อมนำเอาพระราชดำรัส และพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และการทำงาน เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทย ให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ และมีความสุขอย่างยั่งยืนสืบไป

ที่มา – “บิ๊กป้อม” นำคณะผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ส่งตัว! กลุ่มสแกรมเมอร์อินเดีย 270 คนกลับประเทศ

เจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศแล้ว ที่เหลืออีก 195 คน มีเเผนส่งกลับในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ส่วนประเทศอื่น ๆ เริ่มประสานงานเพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับเเล้วเช่นกัน

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 เจ้าหน้าที่ได้ทำการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศ โดยศูนย์สั่งการชายเเดนส่วนหน้าได้ประสานงานกับสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับสู่มาตุภูมิ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก สถานีตำรวจภูธรเเม่สอด ตำรวจตระเวนชายเเดนที่ 346 อำนวยความสะดวก ซึ่งมีชาวอินเดียหนีข้ามมายังประเทศไทย หลังเมืองเคเคปาร์คเเตก จำนวน 465 คน ซึ่งวันนี้มีเเผนการส่งกลับชาวอินเดียชุดเเรก จำนวน 270 คน ที่ผ่านขั้นตอนการคัดกรองส่งต่อระดับชาติ หรือ NRM

การเคลื่อนย้ายชาวอินเดียจากสถานที่กักกันด่านตรวจคนเข้าเมือง บริเวณ ต.ท่าสายลวด อ.เเม่สอด จ.ตาก โดยใช้รถยนต์กระบะคอกจำนวน 2 คัน ขนสัมภาระ เเละใช้รถบัส 3 คัน ขนย้ายคันละ 45 คน เป็นหญิง 26 คน ชาย 109 คน รวมเที่ยวเเรก 135 คน เดินทางจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก(เเม่สอด) ไปยังท่าอากาศยานเเม่สอด

เที่ยวบินเเรกใช้เครื่องบินขนส่งทางทหาร Indian Air Force C-130J หมายเลขเครื่อง IFC1465 (Lockheed Martin C-130J Super Hercules) ลงจอดในเวลา 9.10 น. ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเเม่สอด ต.ท่าสายลวด อ.เเม่สอด จ.ตาก เเละบินกลับในเวลา 11.20 น. โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่ดูเเลความสงบเรียบร้อยตลอดเส้นทาง เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนที่กำหนด

ส่วนเที่ยวบินที่ 2 ลงจอดในเวลา 11.35 น. เเละบินออกจากสนามบินนานาชาติเเม่สอด ในเวลา 12.55 น. นำชาวอินเดียเพศชายกลับจำนวน 135 คน ซึ่งเเต่ละเที่ยวบินสามารถรองรับชาวอินเดียได้ประมาณลำละ 135 คน ก่อนเดินทางกลับประเทศอินเดียต่อไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาวอินเดียที่เหลืออีก 195 คน มีเเผนส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศในวันที่ 10 พ.ย.นี้ ในขณะที่ประเทศต่างๆ เริ่มมีการประสานเพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับประเทศบ้างเเล้ว

ส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศแล้ว

การดำเนินการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย เพื่อจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ขั้นตอนการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศ

ขั้นตอนการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศนั้น มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานไทยและหน่วยงานอินเดีย โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้:

  • การคัดกรองและยืนยันสัญชาติของชาวอินเดีย
  • การประสานงานกับสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย
  • การจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการเดินทางกลับประเทศ
  • การดูแลความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง

ความสำเร็จในการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศครั้งนี้ เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในอนาคต

ที่มา – เจ้าหน้าที่ส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คน กลับประเทศแล้ว

กัปตัน Joao Pedro เหนือกว่า Haaland – ทีม FPL ประจำสัปดาห์

กัปตัน Joao Pedro เหนือกว่า Haaland – ทีม FPL ประจำสัปดาห์

หากคุณเป็นผู้จัดการทีม FPL ที่ชอบความเสี่ยง นี่คือโอกาสของคุณในสัปดาห์นี้

Erling Haaland และ Manchester City ของเขาเป็นเจ้าบ้าน Liverpool ซึ่งเขาทำประตูได้เพียงครั้งเดียวในลีกและไม่เคยเอาชนะได้เลย

ชาวนอร์เวย์เป็นตัวเลือกกัปตันทีมถาวร และอีกสองประตูเมื่อสัปดาห์ที่แล้วพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำไม แต่เกมนี้เป็นเกมที่คุณควรเดิมพันสวนทางกับเขา

Chelsea ในบ้านเจอกับทีมท้ายตารางที่ไม่มีผู้จัดการทีมอย่าง Wolves ดูเหมือนจะเป็นที่ที่ดีที่สุดในการมองหากัปตันทีมสำรอง

ทีมประจำสัปดาห์ได้รับการคัดเลือกโดยอิงจากราคา FPL ปัจจุบันเพื่อให้พอดีกับงบประมาณ 100 ล้านปอนด์ เหมือนกับการเล่น Free Hit

ทีม FPL ประจำสัปดาห์: กัปตัน Joao Pedro เหนือกว่า Haaland

ผู้รักษาประตูและกองหลัง

Alphonse Areola, West Ham, ผู้รักษาประตู, £4.3m – Burnley (h)

ทีมนี้ต้องการตัวเลือกราคาประหยัดสองสามตัว และ Areola ชาวฝรั่งเศสเป็นตัวเลือกที่ดี

Nuno Espirito Santo ได้รับชัยชนะในบ้านครั้งแรกในฐานะบอสของ Hammers เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และแผนของเขาคือการแก้ไขเกมรับก่อน ดังนั้นคุณต้องหวังว่าพวกเขาจะเล่นได้อย่างรัดกุมเมื่อเจอกับ Burnley

Gabriel, £6.6m, และ Jurrien Timber, £6.1m, ทั้งคู่จาก Arsenal – Sunderland (a)

เราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากที่นี่จริงๆ Gunners เก็บคลีนชีตเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกันใน Champions League เมื่อวันอังคาร ที่เก้าจะเป็นสถิติของสโมสรอย่างแท้จริง

หากคุณสามารถจ่ายได้เพียงคนเดียวจากแนวรับของพวกเขา ให้เลือก Gabriel ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้แอสซิสต์หรือประตูจากลูกเตะมุมในทุกนัด

Reece James, Chelsea, £5.5m – Wolves (h)

James กำลังกลายเป็นตัวเลือกเกมรับที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Enzo Maresca ใช้งานเขาในตำแหน่งกองกลางบ่อยครั้ง

เกมนี้กับ Wolves ที่น่าสมเพชเป็นเกมในบ้าน และคุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักสถิติก็รู้ว่า James ชอบแอสซิสต์และชอบทำประตูจากระยะไกล

James Tarkowski, Everton, £5.5m – Fulham (h)

Tarkowski มีคะแนนการมีส่วนร่วมในการป้องกัน (defcon) ใน 7 จาก 10 เกมในฤดูกาลนี้

กองกลาง

Enzo Fernandez, Chelsea, £6.7m – Wolves (h)

ทีมประจำสัปดาห์นี้มี Chelsea สามคน Fernandez ชนะ spot กองกลาง

Morgan Gibbs-White, Nottingham Forest, £7.3m – Leeds (h)

Leeds เป็นทีมที่ควรพุ่งเป้าไปที่การเล่นนอกบ้าน พวกเขาเสียไปในสามนัดที่ Brighton เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และตอนนี้เป็น 12 จาก 17 ประตูที่เสียไปนอก Elland Road

Eberechi Eze, Arsenal, £7.6m – Sunderland (a)

กองหน้า

Erling Haaland, Manchester City, £14.8m – Liverpool (h)

Haaland อยู่ในทีม แต่เขาไม่ใช่กัปตันทีมในสัปดาห์นี้ กัปตัน Joao Pedro เหนือกว่า Haaland ในสัปดาห์นี้

Joao Pedro (กัปตัน), Chelsea, £7.4m – Wolves (h)

Jean-Philippe Mateta, Crystal Palace, £7.9m – Brighton (h)

เขาทำได้ดีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ตัวสำรอง

Dean Henderson, Crystal Palace, ผู้รักษาประตู, £5m – Brighton (h)

Casemiro, Manchester United, กองกลาง, £5.5m – Tottenham (a)

Neco Williams, Nottingham Forest, กองหลัง, £4.7m – Leeds (h)

Kiernan Dewsbury-Hall, Everton, กองกลาง, £4.9m – Fulham (h)

ราคารวมทีม: £99.8m

โดยสรุป ทีม FPL ประจำสัปดาห์นี้เน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากเกมที่ได้เปรียบในบ้านและนักเตะที่กำลังอยู่ในฟอร์มที่ดี แม้ว่า Haaland จะยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่ง แต่การเลือก Joao Pedro เป็นกัปตันทีมอาจเป็นการตัดสินใจที่ให้ผลตอบแทนสูงในสัปดาห์นี้ หมั่นติดตามข่าวสารล่าสุดและปรับเปลี่ยนทีมของคุณให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำคะแนนให้สูงสุด!

ที่มา – Captain Joao Pedro over Haaland – FPL team of the week

โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม! คนติดใต้ซากเพียบ

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นที่เมืองอุลซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อโครงสร้างโรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่มระหว่างการเตรียมรื้อถอน ส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารอย่างน้อย 7 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งมือค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างสุดกำลัง

สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติของเกาหลีใต้รายงานว่า เหตุโรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่มเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ สำนักงานใหญ่ของ Korea East-West Power ในเมืองอุลซาน มีรายงานผู้ได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว 2 คน แต่อีก 7 คนยังคงสูญหายและไม่สามารถติดต่อได้ สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

หน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจำนวนมากกำลังทำงานแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้ที่อาจยังมีชีวิตรอดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่รัฐบาลได้สั่งอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

นายกรัฐมนตรี คิม มินซอก ของเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ทั้งหมดที่มี โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากโรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม

รายงานเบื้องต้นชี้ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนการเตรียมรื้อถอนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่หยุดดำเนินการไปแล้วระยะหนึ่ง สาเหตุของการถล่มยังอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำรอย

โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม

สถานการณ์ล่าสุดยังคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างที่เหลืออยู่ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการกู้ภัยอย่างระมัดระวัง ประชาชนในพื้นที่ยังคงได้รับคำแนะนำให้อยู่ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อความปลอดภัย

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับเหตุการณ์โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการกู้ภัยยังไม่มีรายงานเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กำลังใจถูกส่งไปยังครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ และหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

  • เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย
  • รัฐบาลสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง
  • กำลังสอบสวนสาเหตุของการถล่ม
  • ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ติดใต้ซากปรักหักพัง

เหตุการณ์โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่มครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง การตรวจสอบโครงสร้างและความพร้อมของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการฝึกอบรมให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในด้านความปลอดภัย เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – โรงไฟฟ้าเกาหลีใต้ถล่ม ระหว่างเตรียมรื้อถอน พบคนติดใต้ซากอย่างน้อย 7 คน

อาลัย บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนเจ้าของ เจ้าหงิญ

วงการนักเขียนต้องสูญเสียอีกครั้ง เมื่อ “บินหลา สันกาลาคีรี” หรือ วุฒิชาติ ชุ่มสนิท นักเขียนรางวัลซีไรต์ เจ้าของผลงาน “เจ้าหงิญ” ได้จากไปอย่างสงบ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก พินิจ นิลรัตน์ นักเขียนและคอลัมนิสต์ชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวการเสียชีวิตของ “บินหลา สันกาลาคีรี” หรือ วุฒิชาติ ชุ่มสนิท นักเขียนผู้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นที่ประทับใจมากมาย

ข้อความระบุว่า “ใจหายครับ และเสียใจมาก ๆ ต่อการจากไปของ ‘ต้อ’ บินหลา สันกาลาคีรี (วุฒิชาติ ชุ่มสนิท) นักเขียนซีไรต์ ประจำปี 2548 จากรวมเรื่องสั้นชุด #เจ้าหงิญ หลับให้สบาย ให้เจ้าหญิงนางฟ้าคอยดูแลนะครับ”

เช่นเดียวกับ ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม ผู้จัดคอนเสิร์ตชื่อดังของไทย ได้กล่าวถึงการจากไปของนักเขียนรุ่นพี่ว่า “พี่ต้อ หรือ บินหลา สันกาลาคีรี จากเราไปแล้วครับ ขอแสดงความเสียใจต่อการไปครั้งนี้ของรุ่นพี่นิเทศที่เก่งรอบตัว ยังจำวันที่นั่งเขียนบทละครเวทีด้วยกันได้ดี ใจหายมากครับ”

สำหรับ บินหลา สันกาลาคีรี เป็นนามปากกาของ นายวุฒิชาติ ชุ่มสนิท เกิดเมื่อปี 2508 ที่จังหวัดชุมพร เส้นทางชีวิตของเขาผูกพันกับการทำงานในแวดวงสื่อสารและวรรณกรรมอย่างใกล้ชิด เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานบรู๊ฟและเขียนคอลัมน์ในนิตยสารไปยาลใหญ่ ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ ประจำกระทรวง หนังสือพิมพ์มติชน จากนั้นได้รับตำแหน่งหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสารไปยาลใหญ่ และเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสด กระทั่งตัดสินใจลาออกมาประกอบอาชีพนักเขียนอย่างเต็มตัวเมื่อปี 2537

บินหลา สันกาลาคีรี ฝากผลงานไว้มากมาย ทั้งรวมเรื่องสั้นและนวนิยายที่สะท้อนภาพสังคมและความเป็นมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง ผลงานที่โดดเด่น ได้แก่

  • ฉันดื่มดวงอาทิตย์
  • ดวงจันทร์ที่จากไป
  • หลังอาน
  • คิดถึงทุกปี
  • ปลาฉลามฟันหลอ
  • บินทีละหลา
  • ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย
  • ทางกันดาร – 2545 (นามปากกา กันดาร กุมารแพนด้า)
  • เจ้าหงิญ
  • คนรักกับจักรยาน
  • รอยย่ำที่นำเราไป
  • ปุชิตา

ผลงานของบินหลา สันกาลาคีรี ได้รับการยอมรับและยกย่องอย่างกว้างขวาง โดยได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กรมวิชาการ ประเภทรวมเรื่องสั้น จากเรื่อง “คิดถึงทุกปี” ในปี 2542 และรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนของประเทศไทย (ซีไรต์) ประจำปี 2548 จากเรื่อง “เจ้าหงิญ” ซึ่งเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

อาลัย บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนเจ้าของ เจ้าหงิญ

การจากไปของ บินหลา สันกาลาคีรี ถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการวรรณกรรมไทย ผลงานของเขาจะยังคงอยู่ต่อไป และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนรุ่นใหม่ รวมถึงผู้อ่านที่รักในงานเขียนต่อไป

จาก “เจ้าหงิญ” ถึงผลงานที่อยู่ในใจ

ผลงาน “เจ้าหงิญ” เป็นผลงานที่ทำให้ บินหลา สันกาลาคีรี ได้รับรางวัลซีไรต์ และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เนื้อหาสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง คมคาย และเสียดสี

“บินหลา สันกาลาคีรี” ไม่ได้เป็นเพียงนักเขียน แต่เป็นผู้ที่สร้างสรรค์งานศิลปะที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ และสังคมได้อย่างน่าสนใจ การจากไปของเขาจึงเป็นการสูญเสียที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนสนิทของ บินหลา สันกาลาคีรี และขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ

ถึงแม้ว่า บินหลา สันกาลาคีรี จะจากไปแล้ว แต่ผลงานของท่านจะยังคงอยู่ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครต่อใครอีกมากมาย เราจะจดจำคุณงามความดีของท่านตลอดไป

ที่มา – อาลัย “บินหลา สันกาลาคีรี” นักเขียนรางวัลซีไรต์ เจ้าของผลงาน “เจ้าหงิญ”

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนซักฟอกจริง

“ธรรมนัส” เผยปิดห้องคุยนายกฯ ฝากแต่การบ้านให้สะสาง แจง ประเด็นร้อนชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก นายกฯพูดเอง ยอมรับสนิทกันมานานแล้ว โทรศัพท์คุยกันทุกคืน รับปากจะทำงานให้ดีที่สุด

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อวานนี้(5 พ.ย.2568) นาน 3 ชั่วโมง ว่าเป็นการพูดคุยแต่เรื่องการบ้าน ไม่มีเรื่องการเมือง ส่วนใหญ่นายกรัฐมนตรีได้ฝาก เน้นย้ำโครงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแวดวงกีฬาเพราะสะสมมานาน สมาคมแต่ละสมาคมส่วนใหญ่มีปัญหากัน นายกรัฐมนตรีจึงเป็นห่วงภาพลักษณ์เพราะกำลังจะเข้าสู่เทศกาลแข่งขันซีเกมส์ในปลายปี นายกรัฐมนตรีก็ได้ถามความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

เตรียมลงนามขายข้าวให้จีน

ส่วนอีกเรื่องคือวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ตนเองจะเดินทางไปนครฉงชิ่ง ประเทศจีน จะไปลงนามการขายสินค้าการเกษตร นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่านอกจากสินค้าภาคการเกษตร ที่หลายอย่างราคาตกต่ำ อย่าง ข้าว หรือสินค้าอื่นๆจึงอยากขยายตลาดซึ่งกระทรวงเกษตรมีอุปทูต ประจำประเทศจีน 3 คน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรที่จะต้องทำ

รับปากดึงนักท่องเที่ยว

นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังพูดถึงโครงการ Quick win ที่จะให้ของขวัญประชาชนในช่วงปีใหม่ และตนเองที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งรับปากว่าจะนำเอานักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วง ก่อนระยะเวลา 4 เดือนซึ่งตนเองตั้งเป้าเอาไว้จะต้องมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยถึงเป้าหมายให้ได้ ซึ่งไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะคุยกันแต่เรื่องการบ้าน

คุยโทรศัพท์นายกฯทุกคืน

ร.อ.ธรรมนัสยังกล่าวอีกว่า ตนเองกับนายอนุทินโทรศัพท์คุยกันทุกคืนจนภรรยาเข้าใจว่ามีอะไรกับนายอนุทินไปแล้ว ซึ่งคุยกันเรื่องงานทุกคืนสิ่งสำคัญที่สุดนายกรัฐมนตรีก็พยายามให้กำลังใจตนเอง เพราะตัวนายกฯก็ต้องทำงาน ซึ่งก็รับปากไปว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

ยันนายกฯพูดเองยุบสภาหนีอภิปราย

ส่วนที่ช่วงหนึ่งบนเวทีที่ตนเองพูดว่า “ถ้าเกิดจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ก็จะชิงยุบสภาก่อนนั้น” ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ตนจึงถามนายอนุทินว่าจะเอาอย่างนั้นจริงหรือ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีชิงยุบสภาก่อน แต่ ครม. ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่มา

ยันข้อกล่าวหาไม่เกี่ยวกับตัวเอง

เมื่อถามว่ายังมีความตั้งใจจะทำงานต่อเพราะมีหลายเรื่องที่ถูกพาดพิงมาที่ตัวร้อยเอกธรรมนัส โดยเจ้าตัวกล่าวว่าหลายเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับตัวผม แต่เป็นเรื่องของคนรอบข้างซึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อันไหนผิดก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง บ้านเมืองเราที่วุ่นวายทุกวันนี้เพราะการบังคับใช้กฎหมายแบบเอาจริงเอาจังยังไม่เข้มพอ

ยอมรับการตรวจสอบ

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับ พรรคกล้าธรรม หรือตัวของผมเองก็เป็นเรื่องการเมือง เราอยู่วิถีการเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจากคำครหาหรือข้อเท็จจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคก็ตั้งวอร์รูมเพื่อจะหาข้อมูล อะไรที่คนของเราถูกครหาก็ต้องตรวจสอบ อันไหนที่ข้อมูลฝั่งตรงข้ามที่กล่าวหาเราก็ต้องจัดการอย่างเป็นระบบโดยใช้กฎหมายนำ ไม่ใช้อารมณ์หรือความคิดส่วนตัวเข้ามา ต้องเห็นประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก

ทำไมนายกฯ ถึงอาจตัดสินใจชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก?

จากคำกล่าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกนั้น อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนล้วนมีผลต่อทิศทางของประเทศชาติ สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสีย

ที่มา – “ธรรมนัส” เผย นายกฯ พูดเอง ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก ยอมรับสนิท “อนุทิน” โทรศัพท์คุยกันทุกคืน

รำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” นักรบช่องอานม้า

กองพันทหารราบที่ 11 จัดพิธีรำลึก ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ครบรอบ 100 วันการจากไปของ “ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง” ทหารกล้าผู้สละชีพเพื่อชาติ ที่ช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ท.จักรกฤษณ์ ขุริรัง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 11 หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ได้จัดพิธีรำลึกถึง “ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง” ทหารผู้เสียสละชีวิตปกป้องแผ่นดินไทย ครบรอบ 100 วันแห่งการจากไป ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ วีรกรรมอันกล้าหาญของ “นักรบช่องอานม้า” จะยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป โดยมีกำลังพลที่เคยร่วมปฏิบัติภารกิจปกป้องชาติ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวถึง ส.ท.ต่อพงษ์ ว่า “น้องต่อพงษ์ได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติในพื้นที่ช่องอานม้า การเสียสละของน้องเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนตระหนักดี และพวกเราที่ยังอยู่ จะร่วมกันสานต่อภารกิจในการปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป”

ในพิธี มีการยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง และดวงวิญญาณของทหารกล้าทุกท่านที่ได้พลีชีพเพื่อปกป้องประเทศชาติ

รำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” นักรบช่องอานม้า

การจัดพิธีรำลึกถึงวีรชนผู้กล้าเช่น ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ที่เสียสละ แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและกล้าหาญ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ และเป็นแบบอย่างให้แก่ทหารรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม

“ส.ท.ต่อพงษ์” วีรบุรุษช่องอานม้า

เรื่องราวของ “ส.ท.ต่อพงษ์” แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสียสละที่ทหารไทยมีต่อประเทศชาติ การที่กองทัพยังคงจัดพิธีรำลึกถึงท่าน ถือเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติและคุณงามความดีที่ได้สร้างไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

ความเสียสละของ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง และทหารกล้าท่านอื่นๆ จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนรักชาติ ภูมิใจในความเป็นไทย และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – ภูมะเขือจัดพิธีรำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” ครบรอบ 100 วันการจากไปของ “นักรบช่องอานม้า”

ทหารสระแก้วยึดไส้กรอกลูกชิ้นเถื่อน คาดขาดแคลน!

ทหารพรานสกัดจับสินค้า 3 กระสอบไส้กรอก-ลูกชิ้น หนัก 50 กิโลกรัม เตรียมลักลอบข้ามแดนจากสระแก้ว คาดป้อนตลาดฝั่งกัมพูชา สถานการณ์นี้อาจบ่งชี้ถึงภาวะขาดแคลน ไส้กรอก-ลูกชิ้นเถื่อน ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 6 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงาน กองกำลังบูรพา ฉก.อรัญประเทศ ชค.ทพ.12(ร้อย.ทพ.1204) ม.พัน 30 และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ด่านกักกันสัตว์สระแก้ว ทำการลาดตระเวนเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบบริเวณไร่อ้อย บ้านหนองปรือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบไส้กรอกและลูกชิ้นที่บรรจุอยู่ในถุงกระสอบ จำนวน 3 กระสอบ ถูกซุกซ่อนไว้ห่างจากแนวชายแดน ประมาณ 190 เมตร โดยเตรียมลักลอบนำออกนอกราชอาณาจักรไทย ในระหว่างการตรวจยึดไม่พบผู้กระทำผิดในพื้นที่

จากการตรวจสอบภายในถุงกระสอบทั้งหมด พบว่าเป็นไส้กรอกและลูกชิ้น ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณ 50 กิโลกรัม การลักลอบนำอาหารแปรรูป ออกนอกประเทศในปริมาณมากเช่นนี้บ่งชี้ว่า อาจมีความต้องการสูงจากตลาด หรือเกิดภาวะขาดแคลน ไส้กรอก-ลูกชิ้นเถื่อน ในพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา

ด้านเจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ส่งมอบของที่ตรวจยึดทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ด่านกักกันสัตว์ สระแก้ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนและกฎหมายต่อไป.

ขาดแคลน ไส้กรอก-ลูกชิ้นเถื่อน

ข่าวการจับกุมไส้กรอกและลูกชิ้นเถื่อนจำนวนมากที่สระแก้ว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับสถานการณ์ในฝั่งกัมพูชา ทำไมถึงมีความต้องการสินค้าเหล่านี้สูงถึงขนาดที่มีการลักลอบนำเข้า? อะไรคือสาเหตุของภาวะขาดแคลน ไส้กรอก-ลูกชิ้นเถื่อน ที่เกิดขึ้น?

ผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลน

การขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไส้กรอกและลูกชิ้น อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้หลายด้าน:

  • ราคาที่สูงขึ้น: เมื่อสินค้ามีจำนวนจำกัด ผู้ขายอาจขึ้นราคาสูงขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงสินค้าได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
  • คุณภาพสินค้าที่ลดลง: ในภาวะขาดแคลน ผู้ขายบางรายอาจนำสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานมาขาย เพื่อฉวยโอกาสจากความต้องการที่มีอยู่
  • ความไม่มั่นคงทางอาหาร: การขาดแคลนอาหารแปรรูป อาจส่งผลกระทบต่อโภชนาการของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษี และอาจเป็นช่องทางให้เกิดอาชญากรรมอื่นๆ ตามมาอีกด้วย

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนสินค้าในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชน และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการผลิตในประเทศ การเปิดการค้าชายแดนอย่างถูกกฎหมาย หรือการให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ผู้ที่ต้องการ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง และการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีอาหารที่เพียงพอและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ที่มา – ขาดแคลน ทหารสระแก้วยึด “ไส้กรอก-ลูกชิ้นเถื่อน” 50 กก. คาดเตรียมส่งตลาดกัมพูชา