วัน: 18 พฤศจิกายน 2025

อึ้ง! สิงคโปร์ยึดนอแรด 35.7 กก. ที่ชางงี

(ภาพจาก AFP PHOTO / NATIONAL PARKS BOARD OF SINGAPORE)

สิงคโปร์ยึดนอแรดน้ำหนักมากถึง 35.7 กก. ได้ที่สนามบินชางงี มากที่สุดเป็นสถิติของประเทศ นอกจากนั้นยังยึดชิ้นส่วนสัตว์อื่นๆ ได้อีกกว่า 150 กก.

เมื่อวันอังคารที่ 18 พ.ย. 2568 คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (NParks) และ SATS บริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศของสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจพบ นอแรด 20 อัน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.13 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมกับชิ้นส่วนสัตว์อื่น ๆ น้ำหนักรวม 150 กก. ในลังสินค้า 4 กล่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติชางงี โดยถูกส่งมาจากแอฟริกาใต้ และกำลังจะถูกส่งไปกรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว

การจับกุมครั้งนี้นับเป็นการยึดนอแรดครั้งใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์จนถึงปัจจุบัน โดยทำลายสถิติเดิมที่ 34.7 กิโลกรัม ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2565

การตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ SATS ที่สนามบินชางงีเปิดเผยว่า เนื้อหาของสินค้าไม่ตรงกับฉลากที่ระบุว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่รับสินค้าของ SATS ยังได้กลิ่นรุนแรงออกมาจากลังบรรจุสินค้าระหว่างการตรวจสอบ เขาจึงแจ้งผู้จัดการเวรของตน ซึ่งต่อมาได้สั่งให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของ SATS ทำการตรวจสอบการขนส่งโดยละเอียด

เจ้าหน้าที่เปิดลังสินค้ากล่องหนึ่งและพบสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนสัตว์ ก่อนจะทำการเอ็กซ์เรย์ลังสินค้าที่เหลือ และพบสิ่งของลักษณะคล้ายกัน

จากการสอบสวนพบว่า นอแรดทั้ง 20 อันมีต้นกำเนิดจากแอฟริกาใต้ และมาจากสายพันธุ์แรดขาว ในขณะที่การระบุชนิดของชิ้นส่วนสัตว์อื่น ๆ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ทั้งนี้ แรดเป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และการค้านอแรดระหว่างประเทศเป็นสิ่งต้องห้าม

NParks และ SATS กล่าวว่า สิงคโปร์ยึดมั่นในนโยบายไม่ยอมให้มีการค้าสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ที่ผิดกฎหมาย รวมถึงชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์เหล่านั้น พร้อมเสริมว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ลงนามในอนุสัญญา CITES และมุ่งมั่นที่จะให้ความร่วมมือในความพยายามระดับนานาชาติเพื่อควบคุมการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์เหล่านี้จะอยู่รอดในระยะยาว

นอแรดที่ยึดได้จะถูกนำไปกำจัดตามแนวทางของ CITES เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ซึ่งเป็นการทำลายห่วงโซ่อุปทานของนอแรดที่ถูกลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมายทั่วโลก

การลักลอบค้านอแรดเป็นปัญหาที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อประชากรแรดทั่วโลก การที่สิงคโปร์สามารถยึดนอแรดจำนวนมากได้ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย และความสำคัญของการร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

อึ้ง! สิงคโปร์ยึดนอแรด 35.7 กก. คาสนามบินชางงี ลอบขนจากแอฟริกาใต้

การจับกุมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของสิงคโปร์ในการเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการต่อต้านการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก

ทำไมการลักลอบค้านอแรดถึงเป็นปัญหาใหญ่?

  • แรดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์: การลักลอบล่าแรดเพื่อเอานอทำให้ประชากรแรดลดลงอย่างมาก จนหลายสายพันธุ์อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์
  • ผลกระทบต่อระบบนิเวศ: แรดมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ การลดลงของประชากรแรดส่งผลกระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศ
  • สนับสนุนอาชญากรรม: การลักลอบค้านอแรดเป็นแหล่งเงินทุนของกลุ่มอาชญากร

การที่สิงคโปร์สามารถยึดนอแรดจำนวนมากได้ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าความพยายามในการต่อต้านการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายกำลังได้ผล อย่างไรก็ตาม ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำเพื่อให้แน่ใจว่าแรดและสัตว์ป่าอื่น ๆ จะได้รับการปกป้องและสามารถอยู่รอดต่อไปได้

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ได้ เริ่มต้นจากการสนับสนุนองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่า การไม่ซื้อผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย และการให้ความรู้แก่ผู้อื่นเกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่า

ที่มา – อึ้ง สิงคโปร์ยึดนอแรด 35.7 กก. คาสนามบินชางงี ลอบขนจากแอฟริกาใต้

“ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ปมเงินบริจาค

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เมื่อ “ไผ่ ลิกค์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ออกมาตั้งคำถามถึง “ไอซ์ รักชนก” ส.ส.พรรคประชาชน เกี่ยวกับที่มาของเงินบริจาคจำนวน 2 แสนบาทที่ “ไอซ์ รักชนก” บริจาคให้กับพรรค เรื่องราวนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง

“ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ถามที่มาเงินบริจาคพรรค 2 แสนบาท

นายไผ่ ลิกค์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัว โดยระบุว่า ต้องการให้ ส.ส.รักชนก ชี้แจงถึงแหล่งที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากข้อมูลที่นายไผ่ ลิกค์ มีอยู่ พบว่าเมื่อนางสาวรักชนก เข้ามาเป็น ส.ส. มีทรัพย์สินเพียง 300,000 บาท การบริจาคเงินจำนวน 200,000 บาท จึงเป็นข้อสงสัยที่ต้องการคำอธิบาย

นายไผ่ ลิกค์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จำนวนเงิน 2 แสนบาทอาจจะไม่มากนัก แต่ในฐานะนักการเมืองที่มาจากประชาชน ทุกคนต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบที่มาที่ไปของทรัพย์สินและความถูกต้องของธุรกรรมทางการเงินต่างๆ

“ถามเพราะอยากรู้แค่นั้นครับ ขั้นตอนออกไปถ้ายังไม่ได้คำตอบอาจจะต้องไปยื่น ปปช. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน” นายไผ่ ระบุ

นายไผ่ ลิกค์ ยืนยันว่า จุดประสงค์ของการตั้งคำถามครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวหาใคร แต่เป็นการดำเนินการตามหลักการความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนควรยึดถือปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน นายไผ่ หวังว่ากระบวนการชี้แจงนี้จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและการเมืองไทยโดยรวม

ประเด็นสำคัญที่ “ไผ่ ลิกค์” ยกขึ้นมาถาม “ไอซ์ รักชนก”

  • ที่มาของเงินบริจาค 200,000 บาท
  • ความโปร่งใสทางการเงินของนักการเมือง
  • การตรวจสอบทรัพย์สินของ ส.ส.
  • บรรทัดฐานความโปร่งใสในการเมืองไทย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางการเงินของนักการเมือง การตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินและการบริจาคเงินเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

การออกมาตั้งคำถามของ “ไผ่ ลิกค์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมือง และเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกผู้แทนของตนเอง

ทั้งนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า “ไอซ์ รักชนก” จะออกมาตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของเงินบริจาค 2 แสนบาทนี้อย่างไร และเรื่องนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความโปร่งใสทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า การเมืองไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของความโปร่งใสและความรับผิดชอบ การผลักดันให้เกิดกฎหมายและกลไกที่จะช่วยตรวจสอบนักการเมืองอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างการเมืองที่สะอาดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ถามที่มาเงินบริจาคพรรค 2 แสนบาท

น่ารักและลงตัว! คู่พ่อลูกคุมทีมนอกลีก

วงการฟุตบอลมีเรื่องราวมากมายของพ่อและลูกชายที่เคยสวมเสื้อทีมเดียวกัน หรือลูกชายที่เล่นภายใต้การคุมทีมของผู้เป็นพ่อในระดับอาชีพ แต่จะมีสักกี่คู่ที่เป็นพ่อลูกและได้คุมทีมฟุตบอลร่วมกัน

นี่คือสิ่งที่ทำให้เคร็กและสกอตต์ แลร์ด คู่พ่อลูกผู้จัดการทีมแห่งสโมสร สตรีท เอฟซี ในลีกระดับ 9 เป็นเอกลักษณ์

ทั้งคู่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนที่แล้วโดยสโมสรใน Western League Premier Division หลังจากเบน วัตสัน อดีตผู้จัดการทีมลาออก

“สำหรับสกอตต์และผม การได้ทำสิ่งนี้มันวิเศษมาก มันเหมือนฝันที่เป็นจริง” เคร็กกล่าวกับ BBC Radio Somerset “ไม่ใช่พ่อทุกคนที่จะมีโอกาสได้ทำงานกับลูกชายในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ยิ่งเป็นฟุตบอลด้วยแล้ว มันวิเศษมาก ผมภูมิใจจริงๆ”

สกอตต์ อดีตแบ็กซ้ายของเพรสตันและสตีฟเนจ อยู่กับสโมสรแห่งนี้มา 18 เดือนในฐานะผู้เล่นและผู้ช่วยผู้จัดการทีมภายใต้การคุมทีมของวัตสัน

และเมื่อวัตสันลาออกเมื่อต้นฤดูใบไม้ร่วง สกอตต์รู้ดีว่าใครคือคนที่เหมาะสมที่จะดึงตัวมาร่วมงานในทีม

“เราต้องการใครสักคนที่เชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ เข้าใจวิธีการเล่นที่เราต้องการ มีปรัชญาและทัศนคติแบบเดียวกัน และชายคนนี้ (พ่อของเขา) คือคนเดียวที่สามารถมอบสิ่งที่เราต้องการได้” สกอตต์วัย 37 ปีกล่าว “และมันค่อนข้างน่ารักและลงตัว! ที่มีพ่อของผมอยู่ข้างสนามด้วย”

ฟุตบอลอยู่ในสายเลือดของตระกูลแลร์ดอย่างแท้จริง

เคร็กเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำงานที่พลีมัธ อาร์ไกล์ และเคยคุมทีมในลีกนอกอาชีพหลายทีม รวมถึงเวสตัน-ซูเปอร์-แมร์ และบริดจ์วอเตอร์ ทาวน์

สกอตต์ หนึ่งในสี่พี่น้อง มีอาชีพค้าแข้งที่ประสบความสำเร็จใน EFL โดยเฉพาะกับเพรสตัน ซึ่งเขาพาเลื่อนชั้นสู่แชมเปี้ยนชิพในปี 2015

Callum และ Jamie น้องชายของเขาเล่นในระดับนอกลีก ในขณะที่น้องชายอีกคนชื่อ Craig ก็เล่นในระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

เคร็ก ซีเนียร์ และสกอตต์เริ่มทำงานร่วมกันในฐานะผู้จัดการทีมได้ไม่นาน โดยมีสถิติชนะ 1 เสมอ 1 และแพ้ 1 จากสามเกมลีกที่ผ่านมา แต่พวกเขากำลังทำงานร่วมกันอย่าง “น่ารักและลงตัว!”

“ผมมั่นใจว่าเราจะต้องมีความขัดแย้งกันบ้าง” สกอตต์กล่าว “ตอนนี้เรามองเกมในมุมมองเดียวกัน เราพยายามที่จะดึงตัวผู้เล่นที่เราเชื่อมั่นเหมือนกัน เรากำลังทำเช่นนั้นเพื่อดึงผู้เล่นเข้ามา”

“เราน่ารักและลงตัว! มากในการทำสิ่งนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้นต่อไป ผมมั่นใจว่าเราจะต้องเจอปัญหาบ้าง แต่มันก็เป็นเรื่องปกติ”

สำหรับเคร็ก งานนี้เป็นโอกาสให้เขาได้เรียนรู้จากลูกชายเช่นกัน

“บางทีตอนที่สกอตต์เติบโตขึ้น เขาคงจะฟังผมว่าผมรู้สึกว่าควรเล่นฟุตบอลแบบไหน และนั่นอาจจะฝังอยู่ในตัวเขา” เคร็กกล่าว

“เขาออกไปและมีประสบการณ์อื่นๆ ซึ่งตอนนี้เขานำมาใช้ และผมก็สามารถเรียนรู้จากเขาได้เช่นกัน”

สำหรับสกอตต์ ความสำคัญของการเริ่มต้นเส้นทางสู่การเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลร่วมกับพ่อของเขานั้นยิ่งใหญ่มาก

“เขาอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งของผม ตอนนี้ในช่วงท้ายของอาชีพการเล่นของผมและเริ่มต้นอาชีพโค้ชของผม มันเป็นช่วงเวลาที่ น่ารักและลงตัว! ที่ได้กลับมา” สกอตต์กล่าว

“เขาได้สอนทุกอย่างที่ผมรู้เกี่ยวกับฟุตบอล”

น่ารักและลงตัว! คู่พ่อลูกคุมทีมนอกลีก

อะไรที่ทำให้คู่พ่อลูกคู่นี้ น่ารักและลงตัว!

  • ทำงานร่วมกัน: ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งช่วยให้การทำงานราบรื่น
  • มุมมองที่คล้ายกัน: มองเกมในทิศทางเดียวกัน
  • การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน: พ่อและลูกต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน

การได้เห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและความเข้าใจในเกมฟุตบอลของคู่พ่อลูกคู่นี้เป็นเรื่องที่น่าประทับใจ การทำงานร่วมกันของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีทีมเวิร์คที่ดีและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เชื่อว่าประสบการณ์และความรู้ของทั้งคู่จะนำพา สตรีท เอฟซี ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

ที่มา – ‘Quite cute’ and ‘in sync’ – the father-son duo in non-league dugout

ถึงเวลาฮีโร่! สกอตแลนด์สู้เต็มที่

ถึงเวลาฮีโร่! สกอตแลนด์สู้เต็มที่

ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก: สกอตแลนด์ vs เดนมาร์ก

สนาม: แฮมป์เดนพาร์ค, กลาสโกว์ วันที่: อังคารที่ 18 พฤศจิกายน เวลา: 19:45 GMT

ช่องทางการรับชม: BBC Scotland, BBC Two & iPlayer, BBC Radio Scotland, BBC Radio 5 Live, BBC Radio Nan Gaidheal & Sounds, เว็บไซต์และแอป BBC Sport

คุณยืนอยู่ในห้องแต่งตัวของทีมเหย้าที่แฮมป์เดน ความเงียบครอบคลุมไปทั่ว

เสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาเดินออกไปเผชิญหน้ากับสนามกีฬาระดับชาติที่เต็มไปด้วยผู้คน หากคว้าชัยชนะกลับมาได้ ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าคุณจะกลายเป็นตำนาน หากทำไม่สำเร็จ เกมก็จบลง

ในขณะที่สตีฟ คลาร์ก พยายามวางแผนเส้นทางสู่ฟุตบอลโลกในซัมเมอร์หน้า เขาจะต้องกล่าวสุนทรพจน์ก่อนเกมที่สำคัญที่สุดในอาชีพการเป็นโค้ชของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่คุณจะพูดอะไร? คุณจะสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมสกอตแลนด์อย่างไร? นี่คือช่วงเวลา ถึงเวลาฮีโร่! สกอตแลนด์สู้เต็มที่!

ส่งแรงใจและคำพูดสร้างแรงบันดาลใจของคุณให้ทีมสกอตแลนด์ และ BBC Scotland จะเผยแพร่สิ่งที่ดีที่สุดในวันอังคารนี้

คุณไม่มีทางรู้ได้ว่าใครกำลังอ่านอยู่…

เลือก 11 ตัวจริงและรูปแบบการเล่น

ด้วยอาการบาดเจ็บของแองกัส กันน์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ทำให้ เคร็ก กอร์ดอน ผู้รักษาประตูมากประสบการณ์ได้ลงเล่นในกรีซ แม้ว่าจะไม่ได้ลงเล่นให้ฮาร์ทส์เลยในฤดูกาลนี้

ผู้รักษาประตูวัย 42 ปีเซฟได้อย่างยอดเยี่ยมหลายครั้ง แต่ยอมรับว่าตัวเองผิดหวังกับการเสียประตูที่สามในไพรีอัส เขาควรจะรักษาตำแหน่งของเขาไว้ หรือเปิดทางให้ สกอตต์ เบน ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของฟัลเคิร์ก หรือ เลียม เคลลี ผู้รักษาประตูสำรองของเรนเจอร์ส

บิลลี กิลมอร์ ถูกตัดออกจากเกมกรีซ แต่ สตีเวน เนสมิธ ผู้ช่วยโค้ชแย้มเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ากองกลางของนาโปลีอาจจะฟิตทันสำหรับเกมรอบคัดเลือกสุดท้าย ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาจะได้ลงเล่นหรือไม่? และใครจะถูกดร็อป?

ฟอร์มการเล่นของสกอตแลนด์ดีขึ้นอย่างมากในช่วง 25 นาทีสุดท้ายของเกมกับกรีซ เนื่องจากพวกเขาลดช่องว่างจากสามประตู ผู้เล่นสำรองจำนวนมากมีส่วนร่วมในการผลักดันในช่วงท้ายเกม รวมถึงกองหน้าอย่าง ลินดอน ไดค์ส, จอร์จ เฮิร์สต์ และ ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์ คนไหนที่เหมาะสมที่จะเป็นตัวจริงในวันอังคารนี้?

เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ ถึงเวลาฮีโร่! สกอตแลนด์สู้เต็มที่! พวกเขาจะต้องเล่นเป็นทีมและแสดงความมุ่งมั่นที่จะนำชัยชนะกลับบ้าน แฟนๆ จะอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ

ดังนั้น มาร่วมส่งกำลังใจให้ทีมชาติสกอตแลนด์ คว้าชัยชนะในเกมสำคัญนี้ไปด้วยกัน! ถึงเวลาฮีโร่! สกอตแลนด์สู้เต็มที่!

ที่มา – ‘Time for heroes, a free hit, get into them’ – your Scotland messages

ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่ง! ทะลุ 13,500 บาท/ตัน

รัฐบาลเผยข่าวดี! ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 13,500 บาทต่อตันแล้ว และกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าผลักดันให้แตะ 15,000 บาทต่อตัน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือถึงสถานการณ์ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งไปอยู่ที่ 13,500 บาทต่อตัน จากนโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และการขับเคลื่อนมาตรการชะลอการขายข้าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งช่วยลดปริมาณข้าวในตลาด ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น

รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งสูงขึ้นไปแตะ 15,000 บาทต่อตัน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรไทยทุกคน สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวนา เนื่องจากราคาข้าวมีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ประกาศรับซื้อข้าวหอมมะลิในราคา 13.80 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 13,800 บาทต่อตันแล้ว

ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่ง

รัฐบาลเน้นย้ำว่า สถานการณ์ราคาข้าวขาขึ้นในขณะนี้เป็นสัญญาณที่ดี และคาดการณ์ว่าแนวโน้มราคาข้าวยังคงมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีโอกาสที่ราคาข้าวจะขยับขึ้นไปแตะระดับ 15,000 บาทต่อตันได้ในอนาคตอันใกล้นี้

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติม

เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อผลักดันนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพข้าว รวมถึงแนวทางการสนับสนุนเครื่องบรรจุและผลิตพันธุ์ข้าวสำหรับโรงสีข้าวขนาดเล็ก นำร่อง 200 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว นำร่อง 1 ล้านไร่ เพื่อให้ชาวนาสามารถปลูกข้าวโพดและพืชตระกูลถั่ว ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

โครงการเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการตลาดข้าวไทยในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกและยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นอีกด้วย

จากสถานการณ์และมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น มีความหวังว่าเกษตรกรไทยจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งตันละ 13,500 บาท ก.เกษตรฯ หวังแตะตันละ 15,000 บาท

ด่วน! เด้ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เซ่น จนท. เอี่ยวทุจริต

ร้อนระอุ! ปลัดกระทรวงยุติธรรมสั่งเด้งฟ้าผ่า ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังการจู่โจมตรวจค้นครั้งใหญ่ พบเงื่อนงำเจ้าหน้าที่พัวพันการกระทำผิด งานนี้มีคนซวย! ตามไปส่องรายละเอียดกันเลย

ทำไมถึงต้องเด้ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ?

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เกิดข่าวใหญ่ในแวดวงราชทัณฑ์ เมื่อนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 233/2568 เรื่องการมอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการจู่โจมตรวจค้น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้วพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น

แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่นั้น! เพราะจากการสืบสวนเบื้องต้น พบว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่ใน เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าวด้วย งานนี้ ปลัดกระทรวงฯ เลยต้องลงดาบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ใครโดนเด้งบ้าง?

ผู้ที่โดนผลกระทบจากคำสั่งครั้งนี้ก็คือ นายมานพ ชมชื่น ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เรียกได้ว่าเป็นการย้ายฟ้าผ่าชนิดที่เจ้าตัวอาจจะตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว

คำสั่งเด้ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีผลต่ออะไร?

การสั่งย้ายผู้บริหารระดับสูงของเรือนจำ ถือเป็นมาตรการที่เด็ดขาดและส่งสัญญาณชัดเจนว่า กระทรวงยุติธรรมเอาจริงกับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในเรือนจำ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่รัฐก็ตาม

การตรวจสอบข้อเท็จจริงใน เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังคงดำเนินต่อไป และคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ ประชาชนอย่างเราๆ ก็คงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ในที่สุด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการทุกคนตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง การใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือการปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อองค์กรเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบยุติธรรมอีกด้วย

การแก้ไขปัญหาทุจริตในเรือนจำเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็ง การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง จะเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างยั่งยืน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับข้าราชการ และการกระทำผิดย่อมต้องได้รับผลกรรมในที่สุด

ที่มา – ปลัด ยธ.สั่งเด้ง “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” หลังจู่โจมตรวจ พบเจ้าหน้าที่เอี่ยวทำผิด

ครม. คุมเข้มวินัยการคลัง ปี 2572

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ “แผนการคลังระยะปานกลาง” มุ่งเน้นการควบคุมวินัยการคลังอย่างเข้มงวด โดยตั้งเป้าหมายให้การขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ภายในปี 2572 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงถึงมติ ครม. ที่เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของนโยบาย “ควิ๊ก บิ๊ก วิน” ที่ขับเคลื่อนโดย 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างวินัยทางการคลังที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นผ่าน 3 มาตรการสำคัญ:

  1. จำกัดงบกลาง: งบกลางจะถูกจำกัดให้ไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด
  2. จัดสรรงบชำระหนี้: จัดสรรงบประมาณสำหรับการชำระหนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
  3. ควบคุมงบผูกพัน: จำกัดงบประมาณผูกพันข้ามปีให้สูงสุดไม่เกิน 5%

นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับนโยบายกึ่งการคลังภายใต้มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันว่า ครม. ได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายการคลัง ร่วมกับสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ดำเนินการพิจารณาและกำหนดกระบวนการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษากรอบเพดานการใช้จ่ายไม่ให้เกิน 32% ต่อปี

“มาตรฐานวินัยการคลังของไทย กำหนดให้ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP และเราตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ภายในปี 2572” นายเอกนิติกล่าว “ในปี 2567 ที่ผ่านมา เรามีการขาดดุลงบประมาณ 4.4% แต่เรายังคงยืนยันเพดานหนี้สาธารณะเดิมที่ 70%”

ทั้งนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ ร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างรายได้และรายจ่ายของประเทศ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญในแผนการคลังระยะปานกลาง ดังนี้:

  • เพิ่มสัดส่วนรายได้ภาครัฐให้มากกว่า 15.1% ของ GDP จากปัจจุบันที่ 14.8%
  • ลดสัดส่วนรายจ่ายภาครัฐให้ไม่เกิน 18% ของ GDP จากปัจจุบันที่ 19%

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าภาพรวมของงบประมาณอาจลดลง แต่รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Thailand Future Fund และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งผลักดันการใช้กลไก PPP (Public-Private Partnership) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศ

ครม. เห็นชอบมาตรการ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

การที่ ครม. ให้ความสำคัญกับการคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการการเงินของประเทศอย่างรอบคอบและยั่งยืน การควบคุมรายจ่ายและการเพิ่มรายได้ จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประเทศในระยะยาว

เป้าหมายสำคัญ: ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

การกำหนดเป้าหมายให้ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง การดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลางอย่างเคร่งครัด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

การคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศอย่างยั่งยืน

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการใช้กลไก PPP เป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้มองข้ามความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ PPP จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงาน

การดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่เข้มงวดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การควบคุมวินัยการคลังและการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อวิกฤตเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – ครม. เห็นชอบ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

ผบ.ตร. ลั่น! “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ” ผบ.ตร. เปิดใจดราม่าองค์กรตำรวจ ลั่น “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน บอกตำรวจรับเงินซื้อขายตำแหน่ง “โง่สุดๆ” ขู่ฟันไม่เลี้ยง หากมีหลักฐาน

วันที่ 18 พ.ย. 68 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ในฐานะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเหมือนหลุมระเบิด มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเราทำงาน เรามีความใกล้ชิดกฎหมาย ถือกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอาจจะไปกระทบกระทั่งกับคนที่ไม่เห็นด้วย หรือเห็นต่าง หรือกระทำผิด และอาจใช้โอกาสที่เห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเรื่องที่ดำเนินการเรื่องต่างๆ อยู่ และหยิบไปให้รายละเอียด แต่ไม่ครบ ซึ่งอาจทำให้คนเชื่อ โดยที่ยังได้รับข้อมูลไม่ครบ และเผยแพร่ต่อ และผู้ฟังก็มองว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ดี

ส่วนกรณีที่มีคนด้อยค่าตัวเอง ว่าเป็นลิเก เดินไปเดินมานั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ บอกว่า ผมเป็นตำรวจ คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมเติบโตมาเป็นตำรวจ และทุกวันนี้ก็ยังเป็นตำรวจ ถ้าจำความได้ไม่เคยเล่นลิเกเลย ซึ่งลิเกก็จะเป็นเรื่องบทละคร ผู้แสดงก็มีหน้าที่ให้ความสุขกับคนที่มานั่งดู แต่ตนเป็นข้าราชการตำรวจ มีหน้าที่ทำงาน ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ตนก็พยายามยืนหยัดปกป้ององค์กร และพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการปรับ mindset เราทำหน้าที่บริการ และอำนวยความสะดวก บังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรม สิ่งที่ตนพูดไม่ใช่ลิเก แต่การเป็น ผบ.ตร. ตนคิด แนะนำ สั่งการ บอกให้ทำ หน่วยปฏิบัติก็ทำตาม นั่นคือนโยบาย

ส่วนที่มีการพูดว่า ตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรมนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า เป็นเรื่องที่ตำรวจทั้งหมดรู้สึกไม่ดีกับคำพูดที่ว่าเราเป็นองค์กรอาชญากรรม หลายหน่วยก็มีการออกมาปฏิญาณตน ยืนยันตนเอง บางเรื่องก็มีการฟ้องร้องกัน ผมอยากจะบอกว่า องค์กรนี้ ผมมั่นใจว่าตั้งแต่ที่ผมรักษาการ จนเป็น ผบ.ตร. ผมยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และดูแลข้าราชการตำรวจ ที่เหมือนครอบครัว ส่วนข้าราชการตำรวจคนใดที่มีพฤติกรรมแอบแฝงอยู่ ถ้ามีหลักฐานก็ต้องดำเนินการ ขอย้อนกลับไปที่ว่า ผมเป็นลิเก เดินไปเดินมา ผมจะบอกว่า การเป็น ผบ.ตร. เราใช้สมองในการทำงาน เราใช้สมองในการบอก สั่ง กำชับ ให้หน่วยปฏิบัติทำในสิ่งที่ดี ที่ชอบ ที่ควรตามกฎหมาย และต้องดูแลประชาชน ผมไม่ใช่ตัวละครลิเก ไม่ใช่ผู้กำกับหนัง บางคนอาจจะคิดว่าตัวเองกำลังเล่นลิเก เล่นละคร หรือกำกับหนังอยู่ แต่มองว่าคนอื่นเป็นลิเกด้วยหรือเปล่า แต่ตนยืนยันว่าทุกวินาทีคิดแต่จะทำให้องค์กรของตัวเองดีขึ้น แต่เจอหลุมระเบิด ผมก็ต้องพยายามทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีอย่างมั่นคงให้ได้

เมื่อถามว่า การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกตำหนิ สั่นคลอนกับตำแหน่ง ผบ.ตร. หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า ผมไม่รู้สึกแบบนั้น ผมห่วงหน่วยปฏิบัติต่างๆ เมื่อวานก็ได้เชิญ ผบ.ตร. ทั้ง 5 ท่าน และจเรตำรวจแห่งชาติอีก 1 ท่าน มาพูดคุยกันในเรื่องของการทำงาน จากการพูดคุย เรามีความหนักแน่น และจะทำงานเพื่อนำพาสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปในทิศทางที่ดี แม้บางคนจะมองว่าสิ่งที่พูดออกไปเป็นลิเก แต่ผมว่าไม่ใช่ อีกทั้งวันนี้เรายังมีพิธีสำคัญ โดยผู้บัญชาการทุกหน่วยต้องมาด้วยตนเอง ผมก็ให้ทุกคนเน้นย้ำ หนักแน่น ในการปฏิบัติที่ดีงาม ถ้าใครทำไม่ดี แล้วมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน อย่าโกรธถ้าตนจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ในฐานะผู้นำหน่วย

ในส่วนของกระแสข่าวการเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า อยากให้แยกแยะก่อน การกล่าวหาว่าตนไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รับเงินรับทอง ตนเคยประกาศนโยบายไปแล้วว่า ปูอย่ากินเลือดปู หมายความว่า เตือนไว้แล้วว่าอย่าเอาเรื่องการแต่งตั้งมาหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ ถ้าผู้ใด ดำเนินการแต่งตั้งแล้วหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง มีหลักฐานชัด ตนไม่เลี้ยงจริงๆ

เมื่อถามว่า กรณีที่จะมีการเปิดหลักฐาน พล.ต.อ. ครอบครัว และคนใกล้ชิด ที่เอี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า ทุกวันนี้เราเสพข้อมูลจากการพูดกันไปมา แต่พยานหลักฐานอยู่ไหน ข้อมูลอยู่ไหน ทุกวันนี้องค์กรเราก็จะมีคนส่งกระดาษมา 1 แผ่น ร้องเรียนตำรวจ โดยไม่มีอะไรเลย แล้วก็ตั้งกรรมการกัน ผมถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ จึงเกิดแนวคิดว่า เราจะตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลที่ได้มาจากการร้องเรียนให้ครบถ้วนก่อน อย่างน้อยให้มีเชื้อที่มีพยานหลักฐานชัดเจน เรื่องที่ปรากฏตอนนี้เป็นเรื่องของการบอกข่าวสารกัน ผ่านสื่อ ผ่านโซเชียล คนที่รับฟังอาจจะบอกว่าตำรวจเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตนบอกเลยว่า ถ้ามีหลักฐาน พยาน ข้อมูลที่ชัดเจน ให้นำมาให้เราว่ามีตำรวจนายใดตั้งโต๊ะ หรือรับเงิน ผมบอกได้เลยว่า ถ้ามีตำรวจคนไหนรับเงินจากการแต่งตั้ง “โง่สุดๆ” ตนเป็น ผบ.ตร. ต้องหนักแน่นด้วยข้อมูลและหลักฐาน และถ้ามีข้อมูลผมก็ไม่เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจระดับไหน

“ผมว่าคนที่เคยทำแล้วคิดว่าคนอื่นจะทำ ผมคิดว่าจะเรามีความบริสุทธิ์ใจเพียงพอ และย้ำกับผู้บัญชาการภาค 8 ว่า ผมหนักแน่นพอ แต่ถ้าผมรู้ และปรากฏหลักฐาน จะไม่เอาท่านไว้เลย ผมไม่ได้มองในฐานะเพื่อน แต่มองในฐานะผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา จะหาว่าผมไปร่วม หรือมีส่วนได้เสีย อย่าพูดลอยๆ เอาเรื่องจริงดีกว่า คนอย่างผม ถ้าคิดจะทำแบบนี้ ผมไม่หน้าหนาพอที่จะประกาศเป็นนโยบาย และย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกหน่วยว่า คุณต้องไม่ทำ ถ้าผมทำ ผมขอปลดยศผมเองเลยจะดีกว่า ผมไม่ทำแน่ๆ” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

ผบ.ตร. ลั่น “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน

ผบ.ตร. ย้ำชัด: ไม่ใช่ลิเก ทำงานด้วยสมอง!

จากกรณีดราม่าในองค์กรตำรวจ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ออกมาตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด โดยยืนยันว่า “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน พร้อมทั้งขู่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับตำรวจที่เรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่ง

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ตำรวจถูกมองว่าเป็นองค์กรอาชญากรรม ว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ตำรวจทุกคนรู้สึกไม่ดี และเน้นย้ำว่าตนจะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ทำงานเพื่อประชาชน และดูแลข้าราชการตำรวจอย่างเต็มที่ หากพบว่ามีตำรวจคนใดประพฤติมิชอบ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ผบ.ตร. ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีหลักฐานที่ชัดเจนในการกล่าวหา พร้อมทั้งเตือนตำรวจทุกนายว่าอย่าเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะถือเป็นเรื่องที่ “โง่สุดๆ” และตนจะไม่ปล่อยไว้แน่นอน

การออกมาประกาศิตของ ผบ.ตร. ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการที่จะปฏิรูปองค์กรตำรวจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผบ.ตร. จะสามารถนำพาองค์กรตำรวจไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่

ที่มา – ผบ.ตร. ลั่น “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน ขู่ฟัน ตร. รับเงินซื้อขายตำแหน่ง

ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.เสียชีวิตในอิสตันบูล

ตุรกีกำลังเร่ง ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล หลังรับประทานอาหารริมทาง โดยมีข้อมูลเบื้องต้นว่าอาจเสียชีวิตจากยาฆ่าแมลงในโรงแรม ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 11 คน

ตำรวจตุรกีกำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่ครอบครัวนักท่องเที่ยวจากเยอรมนีล้มป่วยหลังรับประทานอาหารริมทางชื่อดังในย่าน Ortaköy ริมช่องแคบบอสฟอรัส ผู้ป่วยถูกนำส่งโรงพยาบาล แต่เด็กสองคนเสียชีวิตในวันพฤหัสบดี และแม่เสียชีวิตในวันศุกร์ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

สำนักข่าวอนาโตลูรายงานว่า ผู้เสียชีวิตคือ ชีเด็ม โบเค็ก ลูกชายวัย 6 ขวบชื่อ คาดีร์ และลูกสาววัย 3 ขวบชื่อ มาซาล ส่วนบิดา เซอร์เว็ต โบเค็ก ยังคงอยู่ในห้องไอซียูด้วยอาการวิกฤต

แม้ว่าอัยการอิสตันบูลจะเปิดการสอบสวนโดยตั้งข้อสันนิษฐานว่าครอบครัวอาจได้รับสารปนเปื้อนจากอาหาร แต่รายงานล่าสุดชี้ว่าครอบครัวอาจได้รับสารเคมีจากการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงในโรงแรมที่พัก

หนังสือพิมพ์ Hurriyet รายงานว่า ห้องพักชั้นล่างของโรงแรมถูกฉีดพ่นยาฆ่าแมลง และสารเคมีอาจเล็ดลอดขึ้นไปยังห้องพักของครอบครัวบนชั้นหนึ่งผ่านช่องระบายอากาศในห้องน้ำ

โรงแรมในย่านเมืองเก่าอิสตันบูลได้อพยพผู้เข้าพักทั้งหมดในวันเสาร์ หลังจากมีแขกอีกสองคนถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการคล้ายกัน

สำนักข่าวอนาโตลูรายงานว่า มีผู้เกี่ยวข้องถูกจับกุม 11 คน ซึ่งรวมถึงผู้ขายอาหารริมทาง 5 คน เจ้าของโรงแรมและพนักงาน 2 คน และพนักงานบริษัทกำจัดแมลง 3 คน โดย 8 คนจะถูกนำตัวขึ้นศาลในวันจันทร์

คาดว่ารายงานทางพิษวิทยาจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และผลตรวจตัวอย่างอาหารจากกระทรวงเกษตรจะเผยแพร่ในวันเดียวกัน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการของ ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า แม่และลูกทั้งสองถูกฝังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในหมู่บ้านของครอบครัวทางตอนกลางของตุรกี ห่างจากกรุงอังการาประมาณ 240 กิโลเมตร

ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล

เหตุการณ์ ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล ครั้งนี้สร้างความตกใจให้กับผู้คนจำนวนมาก และทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารและที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว

ความคืบหน้าล่าสุดของคดี

ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิต และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ การเปิดเผยรายงานทางพิษวิทยาและผลตรวจอาหารจะเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายคดีนี้

ข้อควรระวังสำหรับนักท่องเที่ยว

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้นักท่องเที่ยวต้องระมัดระวังในการเลือกซื้ออาหารและที่พัก ควรเลือกสถานประกอบการที่มีมาตรฐานและถูกสุขอนามัย นอกจากนี้ ควรตรวจสอบความปลอดภัยของห้องพัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการระบายอากาศและการใช้สารเคมีกำจัดแมลง

  • ตรวจสอบรีวิวและคะแนนของโรงแรมก่อนจอง
  • สอบถามเกี่ยวกับการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง
  • ระมัดระวังในการเลือกซื้ออาหารริมทาง
  • ดื่มน้ำบรรจุขวดที่สะอาด
  • ล้างมือบ่อยๆ

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็หวังว่าการสืบสวนจะนำไปสู่การปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล พบอาจตายเพราะยาฆ่าแมลง ไม่ใช่สตรีทฟู้ด