วัน: 18 พฤศจิกายน 2025

EOD ทำลายจรวด BM-21 ตกค้าง อุบลฯ

เจ้าหน้าที่ EOD ทำลายหัวจรวด BM-21 ตกค้างในไร่มันสำปะหลัง พื้นที่ อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี เบื้องต้นมีจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ประมาณ 40 ลูก จรวดไม่ทำงาน 2 ลูก

วันที่ 18 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ EOD กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี และเจ้าหน้าที่ EOD กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 22 ผู้นำชุมชน ฝ่ายปกครอง ร่วมกันทำลายหัวจรวด BM-21 ของทางทหารกัมพูชายิงเข้ามาตกในไร่มันสำปะหลัง บ้านโนนอุดม ต.โคกสะอาด อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี

จุดนี้อยู่ในไร่มันสำปะหลังของนายสุภาพ เชตะวัน อายุ 43 ปี เจ้าหน้าที่ EOD พบหลุมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1.30 เมตร หัวจรวดยังไม่ทำงาน จึงขุดปากหลุมให้กว้างนำเอาระเบิด C4 จำนวน 3 ปอนด์ ฝังลงไปในหลุม เพื่อทำลายหัวระเบิด

นายสุภาพ บอกว่า มาฉีดยาฆ่าหญ้าเลยเห็นหลุม เมื่อ 3-4 วันก่อน ครั้งแรกคิดว่าเป็นตาน้ำ แต่พอดูไปดูมาหลุมมีลักษณะกลมไม่น่าจะเป็นตาน้ำ จึงแจ้งผู้นำหมู่บ้านมาดู หลังแจ้งไปแล้วประมาณ 2 วัน เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาตรวจสอบและทำลาย ตอนนี้ดีใจและโล่งใจมาก เพราะจะได้เข้าไร่ได้อย่างปลอดภัย ส่วนสถานการณ์ในตอนนี้ก็ยังคงมีความหวาดระแวงและเตรียมพร้อมอพยพไว้ตลอด

เบื้องต้นในอำเภอน้ำขุ่น มีจรวด BM-21 ตกค้างในพื้นที่ประมาณ 40 ลูก จรวดไม่ทำงาน 2 ลูก ล่าสุดเจ้าหน้าที่ EOD ได้ทำลายจรวด BM-21 ตกค้างหมดแล้ว แต่ระหว่างนี้ยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากชาวบ้านกำลังลงสวน ไร่ นาเพื่อเก็บเกี่ยวผลิตผลการเกษตร ทำให้มีการพบหลุมหัวจรวด BM-21 อย่างต่อเนื่อง.

EOD เร่งทำลายจรวด BM-21 ตกค้างในอุบลฯ

เหตุการณ์พบจรวด BM-21 ตกค้างในไร่มันสำปะหลังที่จังหวัดอุบลราชธานีแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่หลงเหลือจากความขัดแย้งในอดีต แม้ว่าเจ้าหน้าที่ EOD จะได้ดำเนินการทำลายจรวดที่พบแล้ว แต่ความระมัดระวังยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวบ้านในพื้นที่ การตระหนักถึงสิ่งผิดปกติและการแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

ความสำคัญของการเฝ้าระวังหลัง EOD ทำลายจรวด BM-21 ตกค้าง

การที่ชาวบ้านกำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรยิ่งทำให้การเฝ้าระวังเข้มข้นเป็นสิ่งจำเป็น การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับลักษณะของวัตถุแปลกปลอมและวิธีการแจ้งเหตุเมื่อพบเจอ จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการสำรวจและประเมินพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การจัดการกับวัตถุอันตรายตกค้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การทำงานของเจ้าหน้าที่ EOD นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชน การตอบสนองที่รวดเร็วและการกำจัดวัตถุอันตรายอย่างมืออาชีพช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า การสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวัง จะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในการรักษาความปลอดภัยในระยะยาว

สถานการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ เป็นหนทางเดียวที่จะนำมาซึ่งความปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

การที่ชาวบ้านในอุบลราชธานียังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากวัตถุอันตรายตกค้าง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง การลงทุนในการศึกษา การสร้างงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – พบอีก เจ้าหน้าที่ EOD ทำลายจรวด BM-21 ตกค้างในไร่มันสำปะหลัง อุบลฯ

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

“เลขาฯ กฤษฎีกา” ไม่มั่นใจ อัยการสูงสุดอุทธรณ์คดี 112 “ทักษิณ” ไม่กระทบพักโทษหรือไม่ แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี สืบทรัพย์ให้มาเป็นของแผ่นดิน

วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต ว่าการอุทธรณ์ของอัยการสูงสุด คดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะทำให้ไม่สามารถขอพักโทษจากคดีสืบเนื่องจากชั้น 14 ได้จริงหรือไม่ ว่าไม่น่าจะถูกตัดสิทธิการพักโทษ แต่ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน จึงไม่กล้าตอบคำถาม เนื่องจากกังวลว่าอาจผิด

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

ไม่แน่ใจกระทบพักโทษหรือไม่

ส่วนการที่สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ในคดี 112 จะส่งผลให้ไม่สามารถขอพักโทษได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษา ถือว่ายังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีอยู่ และการขอพักโทษก็น่าจะได้ ก่อนย้ำว่าการตอบคำถามของตนเป็นการตอบที่ยังไม่ได้ดูข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่าการที่จะขอพักโทษได้ ต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือจำคุกมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ต้องรับโทษ ก่อนจะขอพักโทษ และขั้นตอนการพักโทษก็ไม่มีหลักเกณฑ์การจำคุกขั้นต่ำกว่านี้แล้ว

เมื่อถามว่าหากนายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกมาจะสามารถเป็นผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า อันนี้ไปไกลแล้ว ตนชักงง ขอดูรายละเอียดก่อน และไม่กล้าตอบ เพราะอาจผิดพลาดได้

ขั้นตอนการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ที่ต้องขอศาล

ส่วนที่มีกรณีศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีภาษีของนายทักษิณ ต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการเช่นไร เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า กระทรวงการคลังไม่ต้องทำอะไร แต่ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นกระบวนการปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งจะสามารถยึดจากทรัพย์สินของนายทักษิณได้เลยหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่า ดำเนินการตามขั้นตอนปกติทางกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาก็ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นหลักปกติ ไม่ใช่กรณีใดกรณีหนึ่ง

ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดในการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ปเข้าสู่คลัง เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการสืบทรัพย์ ซึ่งต้องถามรายละเอียดจากกรมบังคับคดี

ทำความเข้าใจขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป และมีคำสั่งให้มีการชำระภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท กระบวนการหลังจากนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ขั้นตอนแรกที่กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการคือการขอหมายบังคับคดีจากศาล ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่กฎหมายกำหนดไว้ หลังจากนั้น กรมบังคับคดีจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการสืบทรัพย์สินของจำเลย และดำเนินการยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัพย์สินที่ได้จากการยึดทรัพย์ในคดีนี้ จะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการบังคับคดีแพ่ง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการดำเนินการยึดทรัพย์สินนั้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และความยากง่ายในการสืบทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี

ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ กระบวนการบังคับคดีอาจมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งจากฝ่ายจำเลย ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น การทำความเข้าใจในขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในกระบวนการยุติธรรม

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป:

  • กระทรวงการคลังต้องขอหมายบังคับคดีจากศาล
  • กรมบังคับคดีดำเนินการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์
  • ทรัพย์สินที่ยึดได้ตกเป็นของแผ่นดิน
  • ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการสืบทรัพย์

การบังคับคดีเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษากฎหมายและความยุติธรรมในสังคม การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – “เลขาฯ กฤษฎีกา” แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี

กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

โฆษกกรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท “ทักษิณ ชินวัตร” เผยตอนนี้เรื่องยังมาไม่ถึง

วันที่ 18 พ.ย. 68 นางเพ็ญรวี มาแสง รองอธิบดีกรมบังคับคดี โฆษกกรมบังคับคดี กล่าวถึงขั้นตอนดำเนินการกรณีศาลฎีกา พิพากษาคดีภาษีของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) โดยมีผลให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ 1.76 หมื่นล้านบาท ว่า ในขั้นตอนของกรมบังคับคดี ตอนนี้เรื่องยังมาไม่ถึง

โดยจากคำพิพากษา เมื่อฝ่ายลูกหนี้ทราบคำพิพากษาแล้วก็ต้องติดต่อชำระหนี้ต่อกรมสรรพากร ภายในระยะที่กฎหมายกำหนด แต่หากลูกหนี้ไม่ชำระ ก็จะเข้าสู่การดำเนินการ โดยกรมสรรพากรมีขั้นตอนที่จะดำเนินการเองได้ ทั้งนี้ กรณีคดีแพ่งทั่วไป กรมบังคับคดี จะเข้าไปดำเนินการ เมื่อมีหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นหลักการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง โดยหลักการทั่วไป เจ้าหนี้ซึ่งก็คือกรมสรรพากรต้องเป็นผู้ร้องต่อศาล เพื่อให้มีหมายบังคับคดี โดยเจ้าหนี้ต้องดำเนินการสืบหาทรัพย์สิน แล้วแจ้งให้กรมบังคับคดีทำการยึดอายัดขายทอดตลาดตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากทรัพย์อยู่นอกประเทศ มีวิธีการดำเนินการอย่างไร โฆษกกรมบังคับคดี กล่าวว่า ตามกฎหมายไทยปัจจุบัน อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดียังอยู่ในราชอาณาจักรเท่านั้น เพราะเป็นคดีแพ่ง ซึ่งต่างจากคดีอาญา โดยการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 10 ปี นับจากศาลพิพากษาถึงที่สุด

กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

ขั้นตอนการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับคดีภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) ซึ่งส่งผลให้กรมสรรพากรต้องดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาทนั้น หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ทางกรมบังคับคดีจึงได้ออกมาให้ข้อมูลและชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำว่าในขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีการส่งมาถึงกรมบังคับคดีแต่อย่างใด

นางเพ็ญรวี มาแสง รองอธิบดีกรมบังคับคดี ในฐานะโฆษกกรมบังคับคดี ได้อธิบายว่า หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคือลูกหนี้ (ในที่นี้คือนายทักษิณ) จะต้องติดต่อกับกรมสรรพากรเพื่อชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากลูกหนี้ไม่ดำเนินการชำระหนี้ตามกำหนด กรมสรรพากรก็จะเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้

สำหรับกรณีคดีแพ่งทั่วไป กรมบังคับคดีจะเข้าไปมีบทบาทเมื่อมีหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นไปตามหลักการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง โดยหลักการทั่วไปคือ เจ้าหนี้ (ในที่นี้คือกรมสรรพากร) จะต้องเป็นผู้ร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดี จากนั้นเจ้าหนี้จะต้องดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ และแจ้งให้กรมบังคับคดีทำการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินเหล่านั้นตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรณีที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทย โฆษกกรมบังคับคดีได้ชี้แจงว่า ตามกฎหมายไทยปัจจุบัน อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดียังคงจำกัดอยู่ภายในราชอาณาจักรเท่านั้น เนื่องจากเป็นคดีแพ่ง ซึ่งแตกต่างจากคดีอาญา กระบวนการบังคับคดีจะมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ดังนั้น การทำความเข้าใจขั้นตอนการบังคับคดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และเข้าใจถึงกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

โดยสรุปแล้ว ขั้นตอนการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปนั้น ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และต้องรอให้กรมสรรพากรดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีของกรมบังคับคดีต่อไป

ที่มา – กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท

คอหวยสมหวัง! แก้บนท้าวเวสสุวรรณ-ไอ้ไข่ วัดดอนใหญ่

คอหวยที่สมหวังโชคดี แห่แก้บน “ท้าวเวสสุวรรณ-ไอ้ไข่” วัดดอนใหญ่ จ.ปทุมธานี พร้อมไม่พลาดที่จะขอ “เลขเด็ด” เสี่ยงโชคกันอีกงวด

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่อุทยานธรรมพญานาคราชพระปางเปิดโลก วัดดอนใหญ่ ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและผู้ที่มีความศรัทธาที่เดินทางมากราบไหว้พ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา รวมถึงกราบไหว้ขอพรจากรูปปั้นองค์พญานาคราช 9 องค์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งประกอบไปด้วย พญาศรีสัตตนาคราช พญายัสสมันนาคราช พญาศรีสุทโธนาคราช พญาอนันตนาคราช พญาภุชงค์นาคราช องค์ดำแสนศิริจันทรานาคราช พญาครรตะศรีเทวา พญาเพชรภัทรนาคราช และพญามุจลินท์นาคราช

กระแสความนิยมของพญานาคน้อยยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง เหล่านักท่องเที่ยวต่างพากันเข้ามาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอย่างคับคั่ง ภายในวัดดอนใหญ่ การขอโชคลาภจากท้าวเวสสุวรรณและไอ้ไข่ยังคงเป็นที่นิยม มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาขอโชคลาภ นำอาหารและน้ำมาถวายโรงทานแก้บนกับท้าวเวสสุวรรณ โดยไม่ประสงค์ออกนาม

นางสาวดาว หาญชัย เดินทางมาจากย่านบางนา เพื่อมาแก้บนและกราบไหว้ขอพรกับพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา หลังจากได้รับโชคก้อนใหญ่ในงวดที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า ตนเองเปิดร้านขายขนมไทย อยู่ข้างๆ เซ็นทรัลบางนา เคยทราบข่าวเกี่ยวกับอุทยานพญานาควัดดอนใหญ่แห่งนี้ ได้เห็นแล้วรู้สึกว่างดงามสะดุดตา จึงเดินทางมากราบไหว้ขอพรให้ค้าขายดีและมีโชคลาภ

หลังจากขอพรเสร็จ ตนได้เสี่ยงเซียมซี ก่อนกลับ และได้นำเลขที่ได้ไปซื้อลอตเตอรี่ ปรากฏว่าถูกรางวัลได้เงินมาจำนวนมาก รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่มาขอพรครั้งแรกก็สมหวัง ได้เงินมาต่อยอดกิจการขายขนมไทย วันนี้จึงเดินทางมาแก้บนดังกล่าว และก่อนกลับได้ล้วงลูกบอลอีกครั้งได้เลข 450 กลับไปลุ้นโชคอีกครั้ง

ด้านนางสาวสมใจ เสามั่น เดินทางมาจากกรุงเทพฯ นำรถจักรยานขาไถ พร้อมด้วยนมเปรี้ยว น้ำแดง และเครื่องเซ่นไหว้มาแก้บนกับไอ้ไข่วัดดอนใหญ่ หลังจากได้รับโชคถูกรางวัลในงวดที่ผ่านมา

นางสาวสมใจกล่าวว่า ตนเองได้รับโชคจากไอ้ไข่วัดดอนใหญ่มาแล้ว 3 งวดติดต่อกัน เดิมทีตนเองได้เดินทางมากับเพื่อนในครั้งแรก เห็นว่าเพื่อนมาขอพรแล้วได้โชค ตนเองไม่เชื่อ อยากลองดูบ้าง จึงได้ขอพรกับไอ้ไข่ ผลปรากฏว่าตนเองก็ได้โชคมาจริง รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก 

จากนั้นก็เดินทางมาขอพรกับไอ้ไข่วัดดอนใหญ่ตลอด ถูกรางวัลมาแล้ว 3 งวดติด และสิ่งของที่นำมาแก้บนครั้งนี้ ตนไม่อยากให้เหมือนใคร เพราะที่นี่มีของเล่นมาแก้บนเยอะมาก จึงนำจักรยานขาไถมาแก้บนไอ้ไข่วัดดอนใหญ่แทนของเล่นทั่วไป  และที่น่าประหลาดใจอย่างมากคือ ตนนั้นล้วงลูกบอลกับจุดธูปได้เลขตัวเดียวกัน คือเลข 983 จะนำไปลุ้นโชคครั้งต่อไป

คอหวยสมหวัง! แก้บนท้าวเวสสุวรรณ-ไอ้ไข่ วัดดอนใหญ่

เลขเด็ดจากท้าวเวสสุวรรณ-ไอ้ไข่ วัดดอนใหญ่

วัดดอนใหญ่ กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนมากมายต่างเดินทางมาเพื่อขอโชคลาภและแก้บน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ท้าวเวสสุวรรณ และ ไอ้ไข่ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการให้โชคลาภ ทำให้มีผู้ที่สมหวังนำสิ่งของมาแก้บนกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เหล่านักเสี่ยงโชคก็ไม่พลาดที่จะหา เลขเด็ด กลับไปลุ้นรางวัลในงวดต่อไปอีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ขอโชคลาภและแก้บน วัดดอนใหญ่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ลองแวะไปกราบไหว้ขอพร ท้าวเวสสุวรรณ-ไอ้ไข่ เผื่อท่านอาจเป็นผู้โชคดีได้รับโชคลาภก็เป็นได้

การเสี่ยงโชคเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจและลงทุน

ที่มา – คอหวยสมหวัง มาแก้บน “ท้าวเวสสุวรรณ-ไอ้ไข่” วัดดอนใหญ่ ไม่ลืมขอ “เลขเด็ด” อีกงวด

อัจฉริยะแฉ! ขบวนการซื้อขายตำแหน่ง จริงไหม?

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาเปิดประเด็นร้อน สะเทือนวงการสีกากีอีกครั้ง โดยครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ขบวนการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมเตรียมหลักฐานเด็ด มัดตัวผู้เกี่ยวข้องในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ ณ กรรมาธิการตำรวจ งานนี้ทำเอาหลายคนจับตาดูว่าเรื่องนี้จะเขย่าวงการตำรวจได้ขนาดไหน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายอัจฉริยะได้เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือและหลักฐานต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตรวจสอบตำรวจ 3 หน่วยงาน ที่มีส่วนพัวพันกับเส้นเงินเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมีทั้ง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, อดีตผู้กำกับการกลุ่มงานสอบสวนภาค 2 และรองสารวัตรกองกำกับการ 1 สอท. โดยนายอัจฉริยะกล่าวว่ามีหลักฐานชัดเจนว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์และตบทรัพย์จากผู้ต้องหาเว็บพนันจริง

อัจฉริยะเชื่อปมร้อน ขบวนการซื้อขายตำแหน่ง เป็นเรื่องจริง

นายอัจฉริยะยังกล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้าย ว่าเป็นเรื่องจริง และตนเองมีข้อมูลหลักฐานที่จะสามารถเปิดโปงขบวนการซื้อขายตำแหน่งนี้ได้อย่างแน่นอน โดยจะนำหลักฐานไปเปิดเผยในการประชุมกรรมาธิการตำรวจในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้

หลักฐานเด็ด! เปิดโปงขบวนการซื้อขายตำแหน่ง

หลักฐานที่นายอัจฉริยะเตรียมนำไปแฉนั้น ชี้ให้เห็นว่าขบวนการซื้อขายตำแหน่งนี้ มีตั้งแต่ระดับพลตำรวจเอก พลตำรวจโท ก.ตร. และคุณหญิง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และมีเส้นทางการเงินที่บ่งชี้ว่ามีการซื้อขายตำแหน่งกันจริง โดยเฉพาะการขึ้นตำแหน่งตั้งแต่รองผู้กำกับการ เป็นผู้กำกับการ ต้องเสียเงิน 5-7 ล้านบาท และสามารถเลือกพื้นที่ทำเลทองได้

นายอัจฉริยะยืนยันว่าการออกมาเปิดโปงครั้งนี้ ไม่มีใบสั่งจากใคร และตนเองพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่าง

นอกจากนี้ นายอัจฉริยะยังกล่าวถึงกรณีที่มีการซื้อขายตำแหน่งตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน และเชื่อว่าการแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการ ถึงสารวัตรในวาระประจำปี 2568 ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะต้องถูกเลื่อนออกไป หากตนเองเปิดเผยหลักฐานในวันที่ 26 พฤศจิกายน

  • ประเด็นสำคัญที่นายอัจฉริยะเน้นย้ำ:
  • ปัจจุบันยังมีการซื้อขายตำแหน่ง
  • มีพลตำรวจเอกในราชการ และพลตำรวจโท (อดีตตำรวจ) เป็นผู้เกี่ยวข้อง
  • ภรรยาน้อยของ ก.ตร. มีพฤติกรรมแอบอ้างชื่อสามีในการซื้อขายตำแหน่ง

นายอัจฉริยะยังปฏิเสธว่าไม่เคยรับเงินจากนายตำรวจระดับผู้บัญชาการ เพื่อแลกกับการไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลการทุจริตแต่งตั้งโยกย้าย

การออกมาเปิดโปงขบวนการซื้อขายตำแหน่งของนายอัจฉริยะครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนต่างรอคอยวันที่ 26 พฤศจิกายน เพื่อติดตามดูว่านายอัจฉริยะจะมีหลักฐานอะไรเด็ด ๆ ออกมาแฉ และเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อวงการตำรวจมากน้อยแค่ไหน

การเปิดโปงครั้งนี้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปวงการตำรวจให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

ที่มา – “อัจฉริยะ” เชื่อปมร้อน “8 กิโล” เป็นเรื่องจริง เตรียมแฉหลักฐาน ขบวนการซื้อขายตำแหน่ง

ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย เร่งสร้างผลงาน

“ไชยชนก” ไม่ตอบเลือกตั้งรอบหน้าตั้งเป้า “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ ลั่นขอลุยงานเต็มที่ทำผลงานให้ประชาชนตัดสิน

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่มีคนไหลเข้าพรรค ภท.มากขึ้น ยังคาดหวังจะเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ว่า ต้องรอให้ประชาชนตัดสินใจ เพราะยังมีเวลาทำงานอีกเยอะ ตอนนี้รัฐบาลผ่านไปยังไม่ถึง 2 เดือน แต่ได้ทำงานกันมาแล้วพอสมควร

เมื่อถามถึงกระแสนายกฯอนุทิน นำขึ้นมาเช่นกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกพรรคมีโอกาส โดยเฉพาะพรรคที่เป็นรัฐบาลมีโอกาสที่จะแสดงผลงานก่อนการเลือกตั้ง ก็แล้วแต่ทุกพรรคว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่า ก่อนหมดอายุของรัฐบาล มีนโยบายอะไรที่จะตึงกระแสความนิยมเอาไว้ นายไชยชนก กล่าวว่า จริงๆ มีปัญหาใหญ่ๆ ที่ชัดเจนหลายเรื่องอยู่แล้ว ส่วนจะกำหนดนโยบายอย่างไร ต้องรอดูอีกครั้ง งานข้างหน้ายังมีอีกเยอะ

เมื่อถามว่า จะทันในช่วงอายุรัฐบาลนี้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า จะทันหรือไม่ทันเราก็ต้องทำ นั่นหมายความว่าต้องทำให้เต็มที่ และหวังว่าจะทัน

ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย เร่งสร้างผลงาน

นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางและเป้าหมายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสร้างผลงานให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ แม้จะยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะตั้งเป้าให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ แต่ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย จะมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

ความเห็นของ ไชยชนก ต่อโอกาสของพรรค

นายไชยชนกกล่าวถึงกระแสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ถูกพูดถึงในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า ทุกพรรคการเมืองมีโอกาส โดยเฉพาะพรรคที่เป็นรัฐบาลย่อมมีโอกาสในการแสดงผลงานก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคว่าจะสามารถทำได้ดีเพียงใด

นอกจากนี้ นายไชยชนกยังกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่จะใช้เพื่อรักษาความนิยมในช่วงท้ายของอายุรัฐบาลว่า ยังมีปัญหาใหญ่อีกหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข และต้องรอดูว่าจะสามารถกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างไร ซึ่งงานในอนาคตยังมีอีกมากที่ต้องดำเนินการ

เมื่อถูกถามถึงความทันเวลาในการดำเนินงานตามนโยบายต่างๆ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะทันหรือไม่ทัน ก็จะต้องทำให้เต็มที่ และหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายไชยชนกในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการทำงานเพื่อประชาชน และการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย พร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายไชยชนก ชิดชอบ ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่การทำงานอย่างหนักและการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ก่อนที่จะประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า การเน้นย้ำถึงการตัดสินใจของประชาชนแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการประชาธิปไตยและความต้องการที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง

การที่ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย จะ ‘ลุยงานเต็มที่’ นั้น เป็นสัญญาณที่ดีที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การทำงานให้ทันตามกรอบเวลาและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงนั้น ยังคงเป็นความท้าทายที่พรรคจะต้องเผชิญต่อไป

ที่มา – “ไชยชนก” ลั่น “ภูมิใจไทย” ขอลุยงานเต็มที่เร่งสร้างผลงานให้ประชาชนตัดสิน

“ธรรมนัส” ลั่นเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยืนยันยังไม่ได้คุยกับนายเดชอิศม์ ขาวทอง เรื่องการย้ายมาซบพรรคกล้าธรรม พร้อมเตรียมเปิดตัวผู้สมัครครั้งใหญ่ต้นเดือนหน้า ลั่นในการเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขตแน่นอน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมนำ สส. ในสังกัดย้ายเข้าพรรคกล้าธรรมว่า “ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน เรื่องนี้ยังมีเวลาคุย”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายเดชอิศม์ตัดสินใจย้ายไปพรรคอื่นก่อน จะทำอย่างไร ร.อ. ธรรมนัส ตอบว่า “ตอนนี้ทุกคนต่างตัดสินใจแล้ว แต่ยังไม่พูดถึงเฉย ๆ” อย่างไรก็ตาม พรรคกล้าธรรมกำลังเตรียมการเปิดตัวผู้สมัครครั้งใหญ่พร้อมกันทั้งหมดในช่วงต้นเดือนหน้า และยืนยันหนักแน่นว่าพรรคจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขตอย่างแน่นอน เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ 3 คน ร.อ. ธรรมนัส ตอบว่า “ไม่ครับ ยังอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นต่ออยู่”

“ธรรมนัส” ลั่นเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต

การประกาศความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบทุกเขต สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจและความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมในการลงสนามเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ว่าการเจรจากับนายเดชอิศม์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่พรรคก็ยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่

พรรคกล้าธรรมกับการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง

พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส ดูเหมือนจะมีความคึกคักเป็นพิเศษในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต การเปิดตัวผู้สมัครครั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในต้นเดือนหน้า น่าจะเป็นการแสดงศักยภาพและความพร้อมของพรรคให้ประชาชนได้รับรู้

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ยังคงสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป บ่งบอกถึงทิศทางทางการเมืองและความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคกล้าธรรมกับรัฐบาลปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายเกี่ยวกับตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไป

นอกจากเรื่องของการส่งผู้สมัครและสนับสนุนนายกรัฐมนตรีแล้ว พรรคกล้าธรรมยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของพรรค จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งของพรรค

การเมืองไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับตัวและพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ พรรคกล้าธรรมก็เช่นกัน การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน และการสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

  • การคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของประชาชน
  • การพัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของประชาชน
  • การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ
  • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนและกลุ่มต่างๆ

ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนมีความสำคัญต่อการสร้างความสำเร็จให้กับพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต การที่พรรคสามารถบริหารจัดการปัจจัยเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้พรรคสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญสำหรับทุกพรรคการเมือง พรรคกล้าธรรมจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมในทุกด้าน เพื่อที่จะสามารถคว้าชัยชนะและเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอนาคตประเทศไทย

การตัดสินใจทางการเมืองเป็นเรื่องซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและรอบคอบ

ที่มา – “ธรรมนัส” ลั่นเลืิอกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต แย้มยังไม่ได้คุย “เดชอิศม์” ซบ “กล้าธรรม”

บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดหลายราย พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ของตนเองต่อไป

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงกรณีของเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 ราย โดยยืนยันว่าจะยังไม่ปล่อยตัว เนื่องจากต้องการใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่ากัมพูชายังไม่ได้ยุติความเป็นปรปักษ์ต่อไทยอย่างสิ้นเชิง พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและหลักการ ไม่ได้เป็นการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือกรณีที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมากล่าวว่า หากไทยต้องการปิดด่าน 100 ปี ก็สามารถทำได้ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า สื่อมวลชนน่าจะเข้าใจความหมายของการกระทำดังกล่าวดี และขอให้พิจารณารายละเอียดในปฏิญญา Joint Declaration ที่มีการระบุถึงการงดเว้นการยั่วยุและการแสดงความมุ่งมั่นที่จะไปสู่สันติภาพ

บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี

พล.อ.ณัฐพล กล่าวเสริมว่า ตนเองเคยกล่าวไว้ว่าไม่จำเป็นต้องพูดคุยเรื่องการเปิดด่านกับตนเองอีกต่อไป เนื่องจากประชาชนชาวไทยไม่ต้องการ และเมื่อสมเด็จฮุน เซน กล่าวว่า 100 ปี ไม่ต้องเปิดด่าน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าตนเองรู้สึกบิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี เพราะจะได้ไม่ต้องพูดคุยในประเด็นนี้อีกต่อไป นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดเดี่ยวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทำไมบิ๊กเล็กรู้สึกสบายใจกับท่าทีของฮุนเซน?

ความรู้สึกบิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายกับปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อและการขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาจากฝ่ายกัมพูชา การที่สมเด็จฮุน เซน ออกมากล่าวในลักษณะดังกล่าว ทำให้ พล.อ.ณัฐพล มองว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ต้องการที่จะเจรจาหรือประนีประนอมในเรื่องนี้อีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สบายใจกว่าที่จะไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการพูดคุยที่ไร้ผล

การยืนยันว่าจะไม่ปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 นาย ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความแข็งกร้าวในการดำเนินนโยบายต่อกัมพูชาของรัฐบาลไทย แม้ว่าอาจจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตร แต่รัฐบาลไทยมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการกระทำของกัมพูชาที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

ประเด็นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คาราคาซังมานาน การที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทำให้ไทยต้องดำเนินการเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงมีความตึงเครียดและเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวังในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทั้งสองประเทศควรให้ความสำคัญ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่น สบายใจ หลัง “ฮุน เซน” ท้าปิดด่าน 100 ปี ยัน ไม่ปล่อย 18 เชลยศึก

ชินจังโดนหางเลข! จีนเลื่อนฉายหนังญี่ปุ่น

การเผยแพร่ภาพยนตร์ยอดนิยมของญี่ปุ่นอย่างน้อย 2 เรื่องในประเทศจีนถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลังเกิดความขัดแย้งทางการทูตระหว่างสองประเทศเกี่ยวกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น ที่ระบุถึงไต้หวัน

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีนรายงานว่า ภาพยนตร์ที่ถูกเลื่อนฉายออกไป ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง “เซลล์ขยันพันธุ์เดือด” (Cells at Work!) และภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง “ชินจังโดนหางเลข เครยอนชินจัง เดอะมูฟวี่: ร้อนแรงแซ่บเว่อร์! แดนเซอร์แห่งคาซึคาเบะ” (Crayon Shin-chan the Movie: Super Hot! The Spicy Kasukabe Dancers)

CCTV ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าภาพยนตร์แอนิเมชันยอดฮิต “ดาบพิฆาตอสูร ภาคปราสาทไร้ขอบเขต” (Demon Slayer: Infinity Castle) จะถูกระงับด้วยหรือไม่ แต่ระบุว่ายอดขายตั๋วของเรื่องดังกล่าวได้ลดลงอย่างมากเนื่องจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น

รายงานเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) ระบุว่า บริษัทจัดจำหน่ายและผู้นำเข้าภาพยนตร์ได้ตัดสินใจเลื่อนการฉายออกไป หลังจากการประเมินภาพรวมของภาพยนตร์ญี่ปุ่นในจีน และทัศนคติของผู้ชมชาวจีน

เหตุผลของความตึงเครียดครั้งนี้มาจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซึ่งเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จีนและกิจกรรมในภูมิภาคมาโดยตลอด โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เธอได้กล่าวในรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า “หากมีการใช้เรือรบและการใช้กำลัง ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจถือเป็นสถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดได้” ซึ่งหมายถึงการที่ญี่ปุ่นอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารหากจีนโจมตีไต้หวัน

นับตั้งแต่คำกล่าวนี้ ทางการจีนได้ออกมาเรียกร้องให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น และแนะนำให้นักเรียนพิจารณาการศึกษาต่อในญี่ปุ่นใหม่ โดยอ้างถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

การตอบโต้ของจีนส่งผลให้หุ้นในภาคการท่องเที่ยว สายการบิน และค้าปลีกของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจีนเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวสำคัญของญี่ปุ่น โดยมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเกือบ 7.5 ล้านคนในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้

ทั้งนี้ จีนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลที่แยกตัวออกไปและจะต้องกลับมารวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศในที่สุด และจีนไม่ได้ตัดทางเลือกในการใช้กำลังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ขณะที่ชาวไต้หวันส่วนใหญ่มองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชาติที่แยกจากกัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะสนับสนุนการคงสถานะที่เป็นอยู่ ซึ่งไต้หวันจะไม่ประกาศเอกราชจากจีนอย่างเป็นทางการ และไม่รวมเข้ากับจีน

CCTV ไม่ได้ระบุว่าการเลื่อนฉายภาพยนตร์จะมีระยะเวลานานเท่าใด ขณะที่สื่อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐระบุว่า ภาพยนตร์ Demon Slayer: Infinity Castle เผชิญกับ “ความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่ผู้ชมชาวจีน” สืบเนื่องจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ.

ชินจังโดนหางเลข! จีนเลื่อนฉายหนังญี่ปุ่น

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบันเทิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ภาพยนตร์อนิเมะชื่อดังอย่าง ชินจังโดนหางเลข และเรื่องอื่นๆ ถูกเลื่อนฉายในจีนเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง เป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับแฟนๆ ที่รอคอย แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

ทำไมชินจังโดนหางเลข?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไม ชินจังโดนหางเลข และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ต้องถูกเลื่อนฉาย? คำตอบอยู่ที่ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นไต้หวัน คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่อาจตีความได้ว่าเป็นการสนับสนุนไต้หวัน ทำให้จีนไม่พอใจและใช้มาตรการต่างๆ รวมถึงการเลื่อนฉายภาพยนตร์เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอีกด้วย การที่นักท่องเที่ยวจีนลดลงและการที่นักเรียนจีนชะลอการเดินทางไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น ย่อมส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

อนาคตของภาพยนตร์ญี่ปุ่นในตลาดจีนยังคงไม่แน่นอน การที่ภาพยนตร์จะกลับมาฉายได้อีกครั้งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การเมืองและเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และความขัดแย้งทางการเมืองสามารถส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างไม่คาดคิด สำหรับแฟนๆ ของชินจังโดนหางเลข ก็คงต้องรอคอยและติดตามข่าวสารกันต่อไปว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีโอกาสกลับมาฉายในประเทศจีนอีกครั้งหรือไม่

ที่มา – หนัง “ชินจัง” โดนหางเลข หลังจีนเลื่อนฉายหนังญี่ปุ่นหลายเรื่อง เซ่นพิพาทกรณีไต้หวัน