วัน: 28 พฤศจิกายน 2025

“ตรีนุช” สั่งประกันสังคม ช่วยผู้ประสบภัยภาคใต้



สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ล่าสุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งออกมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

มาตรการเร่งด่วนที่ สปส. ดำเนินการคือ การจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ หรือสถานประกอบการจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว โดยผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน สูงสุดไม่เกิน 180 วัน ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยที่จะช่วยประคับประคองค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

“ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม ช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

สำหรับขั้นตอนการขอรับสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนสามารถยื่นแบบคำขอพร้อมหนังสือรับรองจากนายจ้างได้ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เสียชีวิตจากเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทายาทจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นค่าทำศพ 50,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีตาย (สำหรับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือน) และเงินบำเหน็จชราภาพ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพและเป็นทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับครอบครัว

ในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 40 หากเสียชีวิต ทางเลือกที่ 1 และทางเลือกที่ 2 จะได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท ส่วนทางเลือกที่ 3 จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพในทางเลือกที่ 2 และ 3

นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตนโดยตรง สปส. ยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 (พ.ศ. 2568-2569) วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รักษาระดับการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีเงื่อนไขว่าสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนติดต่อกัน และต้องรักษาการจ้างงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ในช่วง 3 ปีแรกของสัญญา

สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

วงเงินสินเชื่อสูงสุดจะแตกต่างกันไปตามขนาดของธุรกิจ ตั้งแต่ 15 ล้านบาท สูงสุดถึง 50 ล้านบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษในช่วง 3 ปีแรก กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 2.35 ต่อปี และกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือใช้บุคคลค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 4.75 ต่อปี

ณ ปัจจุบัน มีสถานประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการนี้แล้ว 616 แห่ง รวมวงเงิน 6,270.64 ล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยรักษาการจ้างงานลูกจ้างได้กว่า 82,771 คน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ย้ำว่า สปส. จะยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด และเร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูในทุกด้าน เพื่อให้นายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้ได้รับการคุ้มครองและสามารถกลับคืนสู่ชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของระบบประกันสังคมในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและทั่วถึงตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานประกันสังคมที่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

ที่มา – “ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม ออกมาตรการช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

DIT ช่วยน้ำท่วมใต้! สินค้าไม่ขาด จัดธงฟ้าราคาประหยัด

กรมการค้าภายใน (DIT) เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้ ยืนยันสินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอ แม้การขนส่งบางพื้นที่จะล่าช้า โดยเฉพาะที่ยะลาที่เริ่มขาดแคลนไข่ไก่ ได้เร่งประสานสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ส่งไข่ไก่เข้าพื้นที่ นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าสถานการณ์น้ำท่วมไม่ส่งผลกระทบต่อปาล์มน้ำมัน และราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด พร้อมเตรียมช่วยเหลือร้านธงฟ้าที่ได้รับผลกระทบใน 10 จังหวัดภาคใต้กว่า 24,000 ร้านค้า และจัดงานธงฟ้าราคาประหยัดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการสำรวจห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในพื้นที่น้ำท่วม 9 จังหวัด (สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ตรัง, พัทลุง, สตูล, สงขลา, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส) พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ แต่การขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าบางแห่งที่ถูกน้ำท่วมเป็นไปได้ยาก ทำให้ต้องเสริมสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบแทน สำหรับสินค้าเกษตร โดยเฉพาะไข่ไก่ กรมฯ ยืนยันว่าสามารถนำจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ ส่วนพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว อีกทั้งปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศขณะนี้มีมากถึง 430,000 ตัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ

กรมฯ ร่วมกับสภาเกษตรกร สำรวจความเสียหายของสินค้าเกษตรในพื้นที่น้ำท่วม พบว่าหากน้ำไม่ท่วมขังเป็นเวลานาน จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตมากนัก แต่ปัญหาหลักคือการเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ เช่น ปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว กรมฯ ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด เนื่องจากปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศยังอยู่ในระดับสูง

กรมการค้าภายในเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

กรมการค้าภายในกำลังรวบรวมข้อมูลความเสียหายของร้านค้าธงฟ้าและร้านอาหารธงฟ้าในพื้นที่ 10 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม (มีประมาณ 24,355 แห่ง เฉพาะสงขลา 3,502 แห่ง) เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ เช่น การเชื่อมโยงสินค้าเพื่อจำหน่าย การจัดหาสินค้าทำความสะอาดและซ่อมแซมในราคาพิเศษ

นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ได้หารือกับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าทำความสะอาดบ้านเรือน และวัสดุก่อสร้าง เพื่อขอความร่วมมือในการจัดหาสินค้ามาจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัด เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ 9 จังหวัด โครงการนี้จะเริ่มดำเนินการในสัปดาห์หน้า โดยจะเน้นพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงแล้วก่อน ส่วนพื้นที่ที่ยังคงมีน้ำท่วมสูง จะจัดจุดจำหน่ายตามความเหมาะสม และจะมีรถโมบายเคลื่อนที่ออกไปจำหน่ายสินค้าถึงบ้านเรือนประชาชนวันละ 3-4 คัน

สินค้าที่จะนำมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ได้แก่ อาหาร (ไข่ไก่, ข้าวสาร, น้ำมันพืช, น้ำตาลทราย, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป), สินค้าอุปโภคบริโภค (สบู่, ยาสีฟัน, ผงซักฟอก, น้ำยาล้างจาน, น้ำยาสระผม), สินค้าทำความสะอาด (ไม้ถูพื้น, น้ำยาทำความสะอาด, น้ำยาฆ่าเชื้อโรค) และวัสดุก่อสร้าง

ส่งไข่ไก่ช่วยยะลา บรรเทาปัญหาขาดแคลน

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ร่วมกับภาคเอกชน จัดส่งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพจำนวนมากล็อตใหญ่ และถุงยังชีพ 2,000 ชุดที่ได้รับการบริจาคจากภาคเอกชน ไปให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้รับมอบและส่งต่อไปยังผู้ประสบภัย ส่วนที่เหลือจะมอบให้กับสภากาชาดไทย เพื่อนำไปส่งมอบให้กับผู้ประสบภัยต่อไป พร้อมกันนี้ กรมฯ ได้ส่งมอบสิ่งของจำเป็นไปยังศูนย์พักพิงต่างๆ และประสานสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ส่งไข่ไก่ 7,000 แผง เข้าสู่จังหวัดยะลาที่กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน ปัญหาน้ำท่วมใต้ครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน การจัดงานธงฟ้าราคาประหยัด และการส่งมอบสิ่งของจำเป็น เป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ประสบภัยได้เป็นอย่างดี

ที่มา – DIT ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ ยันสินค้าไม่ขาดตลาด เร่งส่งไข่ไก่ถึงยะลา เดินหน้าจัดธงฟ้าราคาประหยัด

ศาลอาญา รับอุทธรณ์ ม.112 ทักษิณ สั่งแก้ใน 15 วัน

ความคืบหน้าคดี ม.112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ล่าสุด “ศาลอาญา” มีคำสั่งรับอุทธรณ์คดี ม.112 ของทักษิณ เป็นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งสั่งให้จำเลยทำคำแก้อุทธรณ์ภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการพิจารณาการยื่นอุทธรณ์ในคดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นผลมาจากการให้สัมภาษณ์ที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบันต่อสำนักข่าวแห่งหนึ่งที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 คดีนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของอัยการสูงสุดเนื่องจากเป็นคดีที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทย ก่อนหน้านี้ พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์มาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยมีรายงานว่าพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ ได้ยื่นคำอุทธรณ์พร้อมเอกสารประกอบต่อศาลอาญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ศาลอาญาได้มีคำสั่งระบุว่า โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ และได้สั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทำการแก้ไขภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ดังกล่าว

ศาลอาญา รับอุทธรณ์คดี ม.112 ของทักษิณ สั่งจำเลยทำอุทธรณ์แก้ภายใน 15 วัน

สรุปโดยรวมคือ ศาลอาญามีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ที่ยื่นโดยอัยการซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ และได้สั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ดังกล่าวไปยังฝ่ายจำเลยเพื่อให้ทำคำแก้อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดคือ 15 วัน นับจากวันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์

ทำความเข้าใจประเด็นสำคัญ: ศาลอาญา รับอุทธรณ์คดี ม.112 ของทักษิณ

คดีนี้มีความซับซ้อนและมีประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจหลายประการ การที่ศาลอาญารับอุทธรณ์หมายถึงอะไร? และขั้นตอนต่อไปในกระบวนการยุติธรรมจะเป็นอย่างไร? สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่สังคมกำลังให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่น่าสนใจในคดีนี้ ได้แก่:

  • ข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
  • อำนาจการพิจารณาคดีนอกราชอาณาจักรของอัยการสูงสุด
  • กระบวนการยื่นและพิจารณาอุทธรณ์
  • ระยะเวลาในการทำคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย

การพิจารณาคดีนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลของคำตัดสินจะมีผลกระทบต่อทั้งตัวจำเลยและต่อความเข้าใจในกฎหมายมาตรา 112 รวมถึงขอบเขตอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายนอกราชอาณาจักรไทย การที่ ศาลอาญา รับอุทธรณ์คดี ม.112 ของทักษิณ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องดำเนินต่อไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ การที่ศาลสั่งให้จำเลยแก้ภายใน 15 วัน แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการดำเนินการพิจารณาคดี และความสำคัญที่ศาลให้แก่การดำเนินกระบวนการยุติธรรมอย่างทันท่วงที

ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ของคดีนี้จะเป็นอย่างไร ยังคงต้องรอติดตามกันต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต ศาลอาญา รับอุทธรณ์คดี ม.112 ของทักษิณ จึงเป็นเหตุการณ์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและความละเอียดอ่อนของกฎหมายมาตรา 112 ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม การติดตามข่าวสารและความเข้าใจในประเด็นทางกฎหมายต่างๆ จะช่วยให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “ศาลอาญา” รับอุทธรณ์คดี ม.112 ของ “ทักษิณ” สั่งจำเลยทำอุทธรณ์แก้ภายใน 15 วัน

อนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพ

“อนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพ บอกเป็นใครก็โกรธ ลั่น ทุกข์ไม่ต่างกัน ย้ำสัปดาห์หน้าเงินเยียวยาต้องถึงผู้ประสบภัย-ศพละ 2 ล้านต้องถึงครอบครัว

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยมศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงการจัดการศพของประชาชนชาวมุสลิม นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องเร่งดำเนินการพิสูจน์เอกลักษณ์และคืนร่างให้กับครอบครัว ตอนนี้รับรายงานว่ามีจำนวนศพ 100 เศษ มีทีมนิติเวชอยู่ในพื้นที่แล้วกว่า 20 คน และเตรียมพร้อมสนับสนุนเพิ่มอีก 40 คน

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่าทำความเข้าใจกับประชาชนที่มาโวยวายในการลงพื้นที่ครั้งนี้อย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เราต้องรับฟังไว้ เป็นใครก็โกรธ เป็นความเครียดที่เกิดขึ้น เราต้องยอมรับให้เขาระบายมา และนำข้อมูลของเขามาแก้ไขให้เป็นประโยชน์ พร้อมย้ำว่าได้ขอโทษไปแล้ว เป็นรัฐบาลไม่ว่าจะอย่างไร รัฐบาลให้ประชาชนมาอยู่ตรงนี้มันก็เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ต้องไม่ให้มีอะไรผิดมากกว่านี้

จากนั้นนายอนุทิน ได้สอบถามว่า อาหารเพียงพอหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่รายงานว่าอาหารเพียงพอ และประชาชนบางส่วนได้เดินทางกลับบ้านไปบ้างแล้ว นายอนุทิน จึงบอกว่าเดี๋ยวต้องจ่ายไฟไปให้ชาวบ้าน ก่อนจะเดินดูภายในศูนย์อพยพ พร้อมบอกว่าหากไม่ได้ที่นี่แย่เลย โดยในช่วงหนึ่งมีผู้ประสบภัยเดินเข้ามาหาพร้อมยกมือไหว้ ซึ่งนายอนุทินได้ถามความเป็นอยู่ ผู้ประสบภัยบอกว่าอยู่คนเดียว ญาติพี่น้องไม่มี นายอนุทินจึงบอกว่าอยู่ที่นี่ก่อน จากนั้นผู้ประสบภัยก็ร้องไห้พร้อมสวมกอดไปที่เอว นายอนุทินกอดปลอบแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามผู้ประสบภัย แต่นายอนุทินขอไม่ให้สัมภาษณ์ และบอกผู้ประสบภัยว่าให้อยู่ที่นี่ก่อน

ต่อมามีหญิงรายหนึ่งมาบอกกับนายกรัฐมนตรีว่า หารถกลับบ้านที่เกาะหมี โดยนายกรัฐมนตรีเอ่ยปากว่าให้กลับไปพร้อมกับตนรวมทั้งสัมภาระที่ติดตัวมาด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่จะขอนายกรัฐมนตรีไปดำเนินการเรื่องนี้ แต่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะให้หญิงรายดังกล่าวไปด้วยกัน เนื่องจากเป็นทางที่ต้องผ่านอยู่แล้ว และให้นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ช่วยถือสัมภาระ พร้อมระบุว่าจะไปเกาะหมีเพื่อดูสภาพความเสียหายของพื้นที่ดังกล่าวอยู่แล้ว

สำหรับการประเมินด้านการสาธารณสุข นายกรัฐมนตรี ระบุว่ามีการตั้งโรงพยาบาลสนาม 7 แห่งเพื่อรับมือแล้ว ขณะที่การแก้ไขปัญหาระยะยาวเนื่องจากโรงพยาบาลใหญ่หลายแห่งเสียหายหนักนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกโรงพยาบาลมีกองช่างและวิศวกรที่คอยดูแลอยู่แล้ว ส่วนเรื่องโรคหลังน้ำท่วม กระทรวงสาธารณสุขจะมีแผนการรับมืออยู่แล้ว

เมื่อถามต่อไปว่าการมาวันนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี เผยว่า รู้สึกเครียดที่เห็นประชาชนลำบากแบบนี้ ทุกข์ไม่น้อยกว่าท่านแน่นอน และต้องเร่งคืนความสะดวกสบายให้กับประชาชนมากที่สุด พร้อมย้ำว่าสัปดาห์หน้าเงินเยียวยาจะต้องถึงมือผู้ประสบภัย เงินช่วยเหลือศพละ 2 ล้านบาทต้องถึงครอบครัว และนโยบายพักหนี้ก็ต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วที่สุด จากนั้นนายกรัฐมนตรีขึ้นรถทหารเพื่อเดินทางไปยังเกาะหมี โดยในเวลา 17.00 น. ขบวนรถทหารของนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงเกาะหมี และส่งหญิงรายดังกล่าวถึงที่หมายปลอดภัย

ทั้งนี้ ในระหว่างที่นายอนุทิน พร้อมคณะขึ้นรถทหารจากเดินทางจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ไปยังศูนย์พักพิงในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปรากฏว่ามีชาวบ้าน 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดที่ท้ายรถ ก่อนตะโกนพร้อมชี้ไปนายกรัฐมนตรีและต่อว่าด้วยประโยคว่า “นายกฯ อย่านั่งรถสิ นายกฯ เดินดูเลย ถ้านายกฯ ลงมาเดินดูจะเยี่ยมแบบนี้เลย” พร้อมยกนิ้วโป้งแล้วกล่าวอีกว่า “เอาลูกนักเลงมาเลย คนลำบาก นายกฯ นั่งรถ ชาวบ้านด่าเพราะนายกฯ นั่งรถ ให้ลงเดินเลยเชื่อผม เพราะถ้าเป็นผม ผมลงเดินเลย” ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะตอบว่า “โอเค” ชาวบ้านพูดต่ออีกว่า “นายกฯ กลัวอะไรมีอำนาจอยู่แล้ว ใครมาว่าจับเลย” ก่อนจะขี่รถออกไป

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามนายกรัฐมนตรีว่า ชาวบ้านมาต่อว่าได้ทำความเข้าใจกับชาวบ้านรายดังกล่าวอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี ตอบว่า เราต้องฟังเขา เป็นใครก็โกรธ เราต้องน้อมรับ เพราะเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์แบบนี้ ก็ต้องยอมรับให้เขาระบาย และก็ขอโทษเขา และยังต้องนำข้อมูลของเสียงสะท้อนนั้น มาจัดการแก้ไขให้เป็นประโยชน์ หากเขามาบอกให้เข้าไปดูตรงจุดไหนเราก็ต้องเข้าไปดู ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเครียดจากสถานการณ์ นายกรัฐมนตรี ตอบกลับทันทีว่าเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ทุกคนมีความเครียด และเราเป็นรัฐบาล เราก็ต้องขอโทษที่ทำให้พวกเขาต้องจากที่อยู่อาศัยมาอยู่แบบนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาด แต่เราต้องไม่ทำให้มีอะไรผิดซ้ำซ้อน หรือผิดไปมากกว่านี้ และต้องเร่งฟื้นฟู และคืนสภาพชีวิตปกติให้ชาวบ้านโดยเร็วที่สุด ซึ่งตรงนี้รัฐบาลกำลังเร่งทำอยู่

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชน และการน้อมรับความผิดพลาดจากผู้บริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหลังภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย

อนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความเดือดร้อนของประชาชนและความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา แม้ว่าความผิดพลาดจะเกิดขึ้น แต่การยอมรับผิดและการเร่งแก้ไขคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

อนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพต่อสถานการณ์ที่ยากลำบาก

การที่นายอนุทินออกมาอนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การเยียวยาและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา

การทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การที่รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบ และอนุทินรับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

ที่มา – “อนุทิน” รับผิดพลาด ขอโทษประชาชนที่ต้องอพยพ บอกเป็นใครก็โกรธ ลั่น ทุกข์ไม่ต่างกัน

แก๊งคอลฯ หลอกพยาบาลวัยเกษียณ 30 ล้าน! ได้คืน 1.9 ล้าน

“ผู้การ 9 -รองก้อย” คืนเงิน 1.9 ล้านบาทให้พยาบาลวัยเกษียณ เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้า เสียหายกว่า 30 ล้าน เผยขณะอยู่กับตำรวจ แก๊งคอลฯ ยังโทรมาลวงให้โอนเงินซ้ำ จน ผบก.น.9 ต้องรับสายเอง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่กองบังคับการนครบาล 9 พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.9 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธีระชัย เด็ดขาด รอง ผบก.น.9 และ พ.ต.อ.กฤติเดช จันทร์เพชร ผกก.สน.บางขุนเทียน นำเงิน จำนวน 1,930,000 บาท มอบให้ น.ส.น้ำ (นามสมมติ) อายุ 74 ปี อดีตพยาบาลวิชาชีพ รพ.เอกชน ชื่อดังย่านพลับพลาไชย หลังพนักงานสอบสวน สน.บางขุนเทียน ดำเนินการอายัดและติดตามกลับจากบัญชีม้ามาคืนให้ เนื่องจาก น.ส.น้ำ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฉ้อโกงออนไลน์ ข่มขู่ด้วยวิธีการต่างๆ นานา ให้โอนเงินเข้าบัญชีม้า มาตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลายครั้ง มูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

น.ส.น้ำ ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.มีคนร้ายโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาที่มือถือ อ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งข้อมูลตนไปมีส่วนพัวพันกับแก๊งมิจฉาชีพ จากนั้นมีการขอไลน์ส่วนตัวเพื่อให้วิดีโอคอลคุยกัน เพื่อยืนยันและแสดงหลักฐานว่า ตนมีเงินในบัญชี และพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักย่านถนนจอมทอง เพียงลำพัง เนื่องจากตนไม่มีครอบครัว จากนั้นคนร้ายก็ลวงให้ตนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย และธนาคารอื่นๆ อีกจำนวนหลายครั้ง มีการแนะนำให้ตนไปถอนเงินเก็บจากสหกรณ์ออมทรัพย์พยาบาล ที่ตนฝากไว้ใช้หลังเกษียณ รวมถึงให้ตนทำการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ โอนไปให้ ยอดรวมความเสียหายประมาณ 30 ล้านบาท

“เมื่อญาติๆ ทราบความ ก็ได้แนะนำให้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.บางขุนเทียน จึงรู้ว่า โดนหลอก และตำรวจตัวจริงก็ได้แนะนำว่า หลังจากนี้ห้ามโอนเงินให้ใครอีกเด็ดขาด จากการสอบสวนพบว่า เงินที่เคยโอนไป มีแต่โอนเข้าบัญชีม้า หลังจากนี้จะพยายามไปติดต่อประสานงานกับทางธนาคารตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขอเตือนภัยไปยังคนชราที่พักอยู่ตามลำพังพึงระวังการเล่นโซเชียลมีเดียจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ” น.ส.น้ำ กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.สามารถ กล่าวว่า หลังรับแจ้งความทางพนักงานสอบสวน ได้เร่งติดตามและอายัดเงินจากบัญชีม้า มามอบคืนให้ผู้เสียหาย ได้จำนวน 1,930,000 บาท โดยยึดมาจากบัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่ 5150760439 ชื่อบัญชี น.ส.อภิสรา จันทร์แดง ซึ่งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ตรวจพบว่า เป็นบัญชีม้า และอายัดคืนมาได้ทัน โดยหลังจากนี้ได้สั่งการให้ สน.บางขุนเทียน เร่งประสานญาติให้มาดูแลผู้เสียหายรายนี้อย่างใกล้ชิด และเร่งขอตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของผู้เสียหาย เพื่อดำเนินการอายัดบัญชีม้า รายการอื่นๆ ก่อนติดตามตัวคนร้ายที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ ผบก.น.9 และทีมพนักงานสอบสวน กำลังสอบปากคำ น.ส.น้ำ ผู้เสียหายนั้น ปรากฏมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรศัพท์เข้ามาหาที่เบอร์ส่วนตัวของเหยื่อ เพื่อวางแผนลวงให้โอนเงินซ้ำ จน ผบก.น.9 ต้องขอคุยสาย ทำการแสดงตัวและรายงานสถานการณ์การดำเนินคดี ทำให้ปลายสายต้องรีบวางไป โดยก่อนเดินทางกลับ ผบก.น.9 เน้นย้ำให้เหยื่อ งดการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอพพลิเคชั่น และเน้นย้ำให้อยู่ในความดูแลของญาติพี่น้อง.

พยาบาลวัยเกษียณ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกหมดตัว 30 ล้าน ตร.ตามคืนได้แล้ว 1.9 ล้านบาท

เรื่องราวของพยาบาลวัยเกษียณ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกหมดตัว 30 ล้าน ตร.ตามคืนได้แล้ว 1.9 ล้านบาท เป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาจตกเป็นเหยื่อได้ง่าย เนื่องจากขาดความเข้าใจในกลโกงของมิจฉาชีพ

อุทาหรณ์! พยาบาลวัยเกษียณ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกหมดตัว

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีวิธีการหลอกลวงที่ซับซ้อนและแยบยล ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินให้ในที่สุด กรณีของพยาบาลวัยเกษียณ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกหมดตัว 30 ล้าน ตร.ตามคืนได้แล้ว 1.9 ล้านบาทนี้ นับเป็นความเสียหายที่ร้ายแรง และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเหยื่ออย่างมาก

ทางตำรวจได้เร่งติดตามและสามารถอายัดเงินคืนมาได้บางส่วน แต่ก็ยังคงต้องติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป

พยาบาลวัยเกษียณ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกหมดตัว 30 ล้าน ตร.ตามคืนได้แล้ว 1.9 ล้านบาท เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงทางโทรศัพท์ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรเพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

หากท่านพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ควรรีบแจ้งความกับตำรวจทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการขอข้อมูลส่วนตัวหรือขอให้โอนเงิน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของมิจฉาชีพ

ที่มา – พยาบาลวัยเกษียณ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกหมดตัว 30 ล้าน ตร.ตามคืนได้แล้ว 1.9 ล้านบาท

โอลด์ แทรฟฟอร์ดใหม่ ในรายชื่อบอลโลก 2035

สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดแห่งใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นหนึ่งใน 22 สนามที่ได้รับการเสนอชื่อในการเสนอตัวของสหราชอาณาจักรเพื่อเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกหญิงปี 2035

โอลด์ แทรฟฟอร์ดไม่ได้รับการพิจารณาสำหรับการแข่งขันฟุตบอลยูโรชายปี 2028 และการปรับปรุงใหม่ยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน

การเสนอตัวร่วมกันของอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือไม่มีใครคัดค้าน และอาจได้รับการให้สัตยาบันจากการลงคะแนนเสียงในการประชุมฟีฟ่าในปี 2026

สนามกีฬาสถานอื่น ๆ ที่จะเข้าร่วม ได้แก่ สนามกีฬาแห่งใหม่ที่วางแผนไว้ของเบอร์มิงแฮม ซิตี้ และเวมบลีย์ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นเจ้าภาพรอบชิงชนะเลิศ

โดยรวมแล้ว มีสนามกีฬา 22 แห่งที่ระบุไว้ในการประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แบ่งเป็น 16 แห่งในอังกฤษ 3 แห่งในเวลส์ 2 แห่งในสกอตแลนด์ และ 1 แห่งในไอร์แลนด์เหนือ

สนามฟุตบอลโลกหญิง 2035

  • วินด์เซอร์ พาร์ค (เบลฟาสต์)

  • สนามกีฬา สปอร์ตส ควอเตอร์ (เบอร์มิงแฮม)

  • วิลลา พาร์ค (เบอร์มิงแฮม)

  • อเมริกัน เอ็กซ์เพรส สเตเดียม (ไบรท์ตัน & โฮฟ)

  • แอชตัน เกต (บริสตอล)

  • คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดียม (คาร์ดิฟฟ์)

  • ปรินซิพาลิตี้ สเตเดียม (คาร์ดิฟฟ์)

  • อีสเตอร์ โร้ด (เอดินบะระ)

  • แฮมป์เดน พาร์ค (กลาสโกว์)

  • เอลแลนด์ โร้ด (ลีดส์)

  • ฮิลล์ ดิกคินสัน สเตเดียม (ลิเวอร์พูล)

  • เชลซี สเตเดียม (ลอนดอน)

  • เอมิเรตส์ สเตเดียม (ลอนดอน)

  • เซลเฮิร์สต์ พาร์ค (ลอนดอน)

  • ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดียม (ลอนดอน)

  • เวมบลีย์ สเตเดียม (ลอนดอน)

  • เอติฮัด สเตเดียม (แมนเชสเตอร์)

  • เซนต์ เจมส์ พาร์ค (นิวคาสเซิล)

  • ซิตี้ กราวด์ (น็อตติงแฮม)

  • สเตเดียม ออฟ ไลท์ (ซันเดอร์แลนด์)

  • โอลด์ แทรฟฟอร์ด (แทรฟฟอร์ด)

  • Stok Cae Ras (เร็กซ์แฮม)

การเสนอชื่อสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด แห่งใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอังกฤษในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกหญิง 2035 ที่ยิ่งใหญ่และน่าประทับใจ การมีส่วนร่วมของสนามระดับโลกอย่าง โอลด์ แทรฟฟอร์ด จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของนักกีฬาและแฟนบอลได้อย่างแน่นอน

สำหรับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นี่อาจเป็นสัญญาณที่น่าตื่นเต้นของการพัฒนาสโมสรในระยะยาว การมี โอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่ทันสมัยและยิ่งใหญ่จะช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจและความผูกพันของแฟนๆ ที่มีต่อสโมสรอย่างแน่นอน

ทำไม โอลด์ แทรฟฟอร์ดใหม่ ถึงมีความสำคัญต่อฟุตบอลโลกหญิง 2035

การมีสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในรายชื่อสนามที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกหญิง 2035 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา การมีสนามกีฬาที่ทันสมัยและมีคุณภาพสูงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการจัดการแข่งขันระดับโลก และยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาฟุตบอลในระดับรากหญ้าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะเลือกสนามใดเป็นเจ้าภาพยังคงต้องรอการพิจารณาจากฟีฟ่า การแข่งขันเพื่อให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลโลกหญิง 2035 นั้นสูงมาก และทุกเมืองที่เสนอตัวต่างก็มีข้อได้เปรียบและเอกลักษณ์ของตัวเอง

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การเสนอตัวของสหราชอาณาจักรเพื่อเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกหญิง 2035 ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมกีฬาฟุตบอลหญิง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กผู้หญิงและผู้หญิงทั่วโลกให้หันมาเล่นกีฬามากขึ้น

ที่มา – New Old Trafford stadium on 2035 World Cup list

โปรดเกล้าฯ “ไทย พงศธรจริง” พ้นตำแหน่ง

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ “ไทย พงศธรจริง” ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร พ้นจากตำแหน่ง เหตุกระทำการและประพฤติตนไม่เหมาะสมในการพิจารณาคดี สร้างความสนใจและข้อสงสัยในวงกว้างถึงสาเหตุของการตัดสินใจครั้งนี้

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวพ้นจากตำแหน่ง ประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เนื้อหาสำคัญของประกาศฉบับนี้คือการแจ้งให้ทราบถึงการพ้นจากตำแหน่งของนางสาวไทย พงศธรจริง

สาระสำคัญในประกาศระบุว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ นางสาวไทย พงศธรจริง ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร พ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 สาเหตุหลักเนื่องจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมในการประชุมครั้งที่ 10/2568 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 พิจารณาแล้วมีมติเห็นว่า นางสาวไทย พงศธรจริง กระทำการไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ และประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่การพิจารณาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ตามมาตรา 25 (4) แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553

ตามกระบวนการทางกฎหมาย สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 27 (5) และมาตรา 27/1 (3) แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไปแล้ว

และบัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าว พ้นจากตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ไทย พงศธรจริง พ้นจากตำแหน่ง ถือเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการดังกล่าว

โปรดเกล้าฯ ให้ “ไทย พงศธรจริง” พ้นผู้พิพากษาสมทบ

การพ้นจากตำแหน่งของผู้พิพากษาสมทบนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ยิ่งทำให้กรณีนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ สาธารณชนต่างตั้งคำถามถึง “การกระทำที่ไม่เหมาะสม” และ “การประพฤติตนที่ไม่เหมาะสม” ที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณี “ไทย พงศธรจริง”

  • ความหมายของการกระทำที่ไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ
  • ขอบเขตของการประพฤติตนที่ไม่เหมาะสมแก่การพิจารณาคดี
  • ผลกระทบของการพ้นจากตำแหน่งต่อการดำเนินงานของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร
  • บทเรียนที่ได้รับจากกรณีนี้สำหรับผู้พิพากษาสมทบและบุคลากรในวงการยุติธรรม

แม้ว่ารายละเอียดของการกระทำที่ไม่เหมาะสมจะไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่จากข้อมูลที่ปรากฏในประกาศราชกิจจานุเบกษา ทำให้ทราบว่าประเด็นดังกล่าวมีความร้ายแรงถึงขั้นที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมต้องมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง และนำไปสู่การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในที่สุด

กรณีนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งในศาลยุติธรรม โดยเฉพาะผู้พิพากษาสมทบ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนและครอบครัว การรักษาความเป็นกลาง ความยุติธรรม และความเหมาะสมในการประพฤติตนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

การพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวมีความละเอียดอ่อน และต้องการความเข้าใจในบริบทของเยาวชนและครอบครัวอย่างลึกซึ้ง การที่ผู้พิพากษาสมทบกระทำการที่ไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมได้

หวังว่ากรณีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบ และบุคลากรในวงการยุติธรรมทุกคน

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ “ไทย พงศธรจริง” พ้นผู้พิพากษาสมทบ เหตุกระทำการและประพฤติไม่เหมาะสม

“ตำรวจไซเบอร์” เตือนภัย! มิจฉาชีพหลอกเยียวยา”น้ำท่วม”

อย่าซ้ำเติมคนทุกข์ “ตำรวจไซเบอร์” เตือนระวัง “มิจฉาชีพ” ฉวยโอกาสหลอกลงทะเบียนรับเงินเยียวยาช่วง “น้ำท่วม”

ในสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากปัญหาน้ำท่วม มีกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้โอกาสนี้ในการหลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะการหลอกให้ลงทะเบียนรับเงินเยียวยาที่ไม่มีอยู่จริง เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวและทรัพย์สิน

เฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. ได้โพสต์เตือนประชาชนให้ระมัดระวังกลโกงของมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในรูปแบบของการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม“ตำรวจไซเบอร์” เตือนภัย มิจฉาชีพหลอกเงินเยียวยา “น้ำท่วม”

รู้ทันกลโกง SMS เยียวยาทิพย์

  1. ส่งข้อความล่อใจ : มิจฉาชีพส่ง SMS แจ้งว่า ‘ท่านได้รับสิทธิ์เงินเยียวยาน้ำท่วม’ พร้อมแนบลิงก์ปลอม
  2. หลอกให้กรอกข้อมูล : เมื่อกดลิงก์ จะเข้าไปสู่เว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบหน่วยงานรัฐ เพื่อหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว เลขบัญชี หรือรหัสผ่าน
  3. ดูดเงินเกลี้ยง : เมื่อได้ข้อมูลไป คนร้ายจะรีบโอนเงินออกจากบัญชีจนหมดตัวทันที

มิจฉาชีพเหล่านี้มักจะใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อหลงเชื่อ โดยการส่งข้อความ SMS ที่ดูน่าเชื่อถือ หรือสร้างเว็บไซต์ปลอมที่เลียนแบบหน่วยงานราชการ ทำให้ประชาชนที่ไม่ทันระวังตัวตกเป็นเหยื่อได้ง่าย

แนวทางป้องกันจากมิจฉาชีพหลอกเงินเยียวยา “น้ำท่วม”

  • ไม่กดลิงก์ที่แนบมากับ SMS โดยเด็ดขาด
  • ไม่กรอกข้อมูลส่วนตัว หรือรหัสผ่านในเว็บที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • จำให้ขึ้นใจ หน่วยงานราชการ ไม่มีนโยบาย ส่งลิงก์ผ่าน SMS เพื่อให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อรับเงิน

ข้อแนะนำ หากต้องการตรวจสอบสิทธิ์ หรือติดตามข่าวสารการเยียวยา ให้ติดตามข้อมูลจาก เว็บไซต์หรือเพจทางการของหน่วยงานราชการ เท่านั้น หรือสอบถามสายด่วนของหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง

การป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ การตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

“ตำรวจไซเบอร์” ได้เน้นย้ำให้ประชาชนตระหนักถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลส่วนตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

หากท่านพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย หรือได้รับ SMS ที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น โปรดแจ้งเบาะแสไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการกระทำผิดต่อไป

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นเรื่องที่น่าห่วงใย แต่เราต้องไม่ลืมที่จะระมัดระวังภัยจากมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสในช่วงเวลาที่เราอ่อนแอ การมีสติและการตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน จะช่วยให้เราปลอดภัยจากกลโกงต่างๆ ได้

การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบากเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่การปกป้องตัวเองจากภัยคุกคามต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเช่นกัน ขอให้ทุกท่านปลอดภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมและมิจฉาชีพ

ขอบคุณเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.

ที่มา – “ตำรวจไซเบอร์” เตือนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาส หลอกลงทะเบียนรับเงินเยียวยา “น้ำท่วม”

รัฐบาลเริ่มฟื้นฟูหลังน้ำลด ส่ง อส. เคลียร์พื้นที่

รัฐบาลเริ่มฟื้นฟูหลังน้ำลด ส่ง อส. 2,000 นาย เข้าเคลียร์พื้นที่พรุ่งนี้ พร้อม กสทช. มอบสิทธิ โทรฟรี อินเทอร์เน็ตฟรี 15 วัน

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยว่า รัฐบาลมีความพร้อมในการเริ่มต้นมาตรการรัฐบาลเริ่มฟื้นฟูหลังน้ำลด ในพื้นที่ประสบภัยอย่างเต็มที่ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งในที่พักอาศัยและศูนย์พักพิงชั่วคราวยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายลง นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมสนามบินให้กับบริษัทการบินเอกชนที่ร่วมใช้อากาศยานในการขนส่งสิ่งของอุปโภคบริโภคไปยังผู้ประสบภัย โดย ศป.กฉ. ส่วนหน้า ยืนยันว่าการแจกจ่ายสิ่งของยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้ประสานงานจัดส่งเครื่องสูบน้ำจำนวน 280 เครื่องไปยังพื้นที่หลักที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอเมืองสงขลา และจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อเร่งระบายน้ำ สำหรับการสัญจร กระทรวงคมนาคมได้ทำการสำรวจความเสียหายของถนน พบว่ามีถนน 60 เส้นทางที่ไม่สามารถสัญจรได้ และ 330 เส้นทางที่สามารถสัญจรได้ตามปกติ ในส่วนของการขนส่งมวลชน บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้เปิดให้บริการ 9 เส้นทางตามปกติแล้ว ได้แก่ กรุงเทพฯ ไปยัง สงขลา หาดใหญ่ ยะลา สุไหงโก-ลก เบตง นาทวี สตูล ด่านนอก และปาดังเบซาร์ อย่างไรก็ตาม ยังมีสองเส้นทางที่ไม่สามารถให้บริการได้ คือ กรุงเทพฯ-ตรัง-สตูล และ กรุงเทพฯ-ปัตตานี ในส่วนของการขนส่งทางรถไฟ สามารถให้บริการได้แล้ว 12 จุด แต่ยังมีอุปสรรคในการให้บริการอีก 27 จุด

นางสาวรัชดา ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการฟื้นฟูระบบประปา โดยการประปาส่วนภูมิภาคกำลังเร่งดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรผลิตน้ำและเครื่องส่งน้ำจำนวน 16 คันอย่างเร่งด่วน ในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีความพร้อมในการจ่ายกระแสไฟฟ้าแล้ว แต่ยังคงต้องรอการประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่ก่อน ทั้งนี้ ยังมีบ้านเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้จำนวน 160,000 หลังคาเรือน จากเดิมที่เคยมีถึง 700,000 หลังคาเรือน แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้แจ้งว่า ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในระบบเติมเงินจะได้รับการขยายเวลาการใช้งานออกไปอีก 30 วัน ส่วนผู้ใช้บริการในระบบรายเดือนจะได้รับการขยายเวลาชำระค่าบริการออกไปอีกหนึ่งเดือน นอกจากนี้ กสทช. ยังได้มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้กับผู้ใช้โทรศัพท์ในพื้นที่ประสบภัย โดยสามารถโทรฟรีได้ 100 นาที และใช้อินเทอร์เน็ตฟรี 10 GB เป็นระยะเวลา 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้

ในส่วนของการจัดการปัญหาขยะ นางสาวรัชดาเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีแผนการบริหารจัดการขยะอย่างเร่งด่วน โดยในพื้นที่ที่น้ำลดลงแล้ว จะมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำความสะอาดพื้นที่โดยทันที โดยในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ย.) จะมีเจ้าหน้าที่จากกรมการปกครองจำนวน 2,000 คน เข้าร่วมดำเนินการทำความสะอาดพื้นที่

ส่วนกระแสข่าวลือเรื่องพายุโคโตะที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น นางสาวรัชดา ยืนยันว่า ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาแล้วว่า พายุดังกล่าวจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศเวียดนาม และไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

รัฐบาลเริ่มฟื้นฟูหลังน้ำลด ส่ง อส. เคลียร์พื้นที่

มาตรการเร่งด่วน รัฐบาลเริ่มฟื้นฟูหลังน้ำลด

การที่รัฐบาลเร่งดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยหลังน้ำลด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

มาตรการต่างๆ ที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐาน การฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ด้านการสื่อสาร ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการที่เชื่อถือได้จะช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อมและป้องกันตนเองจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

การร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูประเทศหลังภัยพิบัติ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันจะช่วยให้สังคมไทยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

รัฐบาลเริ่มฟื้นฟูหลังน้ำลด แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและดูแลประชาชนอย่างทันท่วงที แม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่การฟื้นฟูอย่างยั่งยืนและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเพื่อรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – ศป.กฉ. ย้ำ รัฐบาลเริ่มมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลด ส่ง อส. 2,000 นาย เคลียร์พื้นที่พรุ่งนี้