วัน: 30 พฤศจิกายน 2025

เชลซีมีลุ้นแชมป์จริงหรือ? | วิเคราะห์โอกาส

หากเชลซีอันดับสองเอาชนะอาร์เซนอลจ่าฝูงที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ในวันอาทิตย์นี้ พวกเขาจะตามหลังคู่แข่งร่วมเมืองหลวงเพียงสามแต้ม

แล้วทีมของเอ็นโซ่ มาเรสก้าจะสามารถพลิกสถานการณ์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ได้หรือไม่?

อาร์เซนอลไม่แพ้ใครมา 16 นัดติดต่อกันในการประมูลเพื่อยุติการรอคอยแชมป์พรีเมียร์ลีก 21 ปี โดยแพ้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ลิเวอร์พูล

อย่างไรก็ตาม เชลซีซึ่งได้พักเพิ่มหนึ่งวันหลังจากชัยชนะ 3-0 ในแชมเปียนส์ลีกที่บ้านเหนือบาร์เซโลนาเมื่อวันอังคาร กำลังอยู่ในช่วงไร้พ่าย 6 นัดติดต่อกันและรู้สึกมั่นใจ

เมื่อถูกถามถึงความสำคัญของชัยชนะในวันอาทิตย์นี้ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ผู้จัดการทีมเชลซีกล่าวว่า “เรายังเหลืออีกห้าหรือหกเดือน มันจะสำคัญว่าเราอยู่ที่ไหนในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม เราจะรอดูกันตอนนั้น”

เรามาดูกันว่าตัวเลขสนับสนุนโอกาสของเชลซีในการท้าทายตำแหน่งแชมป์อย่างต่อเนื่องหรือไม่

ข้อมูลบอกว่าเชลซีมีความสม่ำเสมอเพียงพอหรือไม่?

กล่าวอย่างง่ายๆ คือ เชลซีกำลังเล่นได้ดี แต่ยังไม่ดีพอที่จะเป็นแชมป์

เกมรุกของเชลซี แม้จะเสียโคล พาลเมอร์ไปกว่าสองเดือนเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ก็อยู่ในระดับเดียวกับอาร์เซนอล

อย่างไรก็ตาม สถิติเกมรับที่น่าทึ่งของอาร์เซนอลทำให้พวกเขาแตกต่างออกไป

ในอดีต เพื่อที่จะคว้าแชมป์ ทีมจะต้องมีค่าเฉลี่ยส่วนต่างประตูที่คาดหวังที่ไม่ใช่จุดโทษ (npXG) +1 ต่อเกม ซึ่งหมายความว่าคุณกำลังสร้างโอกาสได้มากกว่าที่คุณเสียไปอย่างสม่ำเสมอ

มีเพียงอาร์เซนอลเท่านั้นที่ทำได้ตามเกณฑ์ความสม่ำเสมอนั้นในฤดูกาลนี้ โดยเชลซีต้องปรับปรุงเกมรับ

หลังจากเอาชนะลิเวอร์พูล, ท็อตแนม และบาร์เซโลนาในฤดูกาลนี้ มาร์ก กูกูเรยา แบ็กซ้ายชาวสเปนกล่าวว่าความไม่สม่ำเสมอของทีมของเขาเมื่อเจอกับคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอกว่าเป็นปัญหา

กองหลังกล่าวว่า “ฉันคิดว่าเราทำแต้มหล่นในฤดูกาลนี้เมื่อเจอกับทีมที่คุณคาดว่าจะชนะ”

น่าสนใจที่เกมรับที่ยอดเยี่ยมของอาร์เซนอลกำลังคุกคามสถิติของเชลซีในการเก็บคลีนชีตมากที่สุด (25) และเสียประตูน้อยที่สุด (15) ในแคมเปญพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำได้ภายใต้การคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ในปี 2005

มาเรสก้ากล่าวว่า “คุณจะเห็นได้ว่าพวกเขาไม่เสียประตู พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในด้านเกมรับและเป็นจ่าฝูงของลีกและแชมเปียนส์ลีก ดังนั้นพวกเขาคือทีมที่ต้องเอาชนะ”

มีความคล้ายคลึงกันอย่างชัดเจนในสไตล์การเล่นของทั้งสองทีม ทั้งคู่เล่นในสไตล์การครองบอลที่อดทนโดยมีการเพรสซิ่งสูง

ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือคุณภาพของลูกตั้งเตะ อาร์เซนอลเป็นทีมที่โจมตีลูกตั้งเตะได้ดีที่สุดในลีก โดยทำไป 10 ประตูจาก 12 นัด และมีค่า xG สูงสุดที่ 7.88 ในขณะที่เชลซีรั้งอันดับสองด้วยจำนวน 8 ประตูจากลูกตั้งเตะและมีค่า xG สูงเป็นอันดับสี่ที่ 5.44

แม้ว่าอาร์เซนอลจะเสียประตูจากลูกตั้งเตะน้อยกว่าเชลซีเพียง 1 ประตู (3 ต่อ 4) แต่พวกเขาก็มีค่า xG ที่ดีที่สุดเป็นอันดับสอง (2.04) เมื่อป้องกันสถานการณ์ดังกล่าว ในขณะที่เชลซีแย่ที่สุดเป็นอันดับสอง (6.40) แม้ว่าจะมีการปรับปรุงจากฤดูกาลที่แล้ว แต่อาจยังคงเป็นการขอความเดือดร้อนเมื่ออาร์เซนอลมาเยือน

เชลซียังต้องเอาชนะสถิติที่ไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในการเจอกับอาร์เซนอลในวันอาทิตย์นี้ โดยชนะเพียงครั้งเดียวในการพบกัน 11 นัดล่าสุดในพรีเมียร์ลีก เดอะกันเนอร์สยังไม่แพ้ใคร 6 นัดที่สแตมฟอร์ดบริดจ์

เชลซีจะไปถึงระดับของอาร์เซนอลได้หรือไม่ หรือว่าพวกเขายังเด็กเกินไป?

เชลซีอยู่ในระดับท็อปโฟร์อย่างชัดเจนจากสถิติพื้นฐานของพวกเขา

พวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลแรกของมาเรสกาได้ดี และน่าสนใจที่เกมรับของเชลซีแข็งแกร่งขึ้นในฤดูกาลนี้ แม้ว่าจะตามหลังอาร์เซนอลและรับมือกับการสูญเสียลิไว โคลวิลล์ กองหลังคนสำคัญเนื่องจากอาการบาดเจ็บระยะยาว

หลังจากที่มาเรสก้ากล่าวว่าทีมของเขา “ยังไม่พร้อม” ที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในจุดนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แม้ว่าแฟนๆ จะร้องเพลงว่า “เราได้เชลซีของเรากลับมาแล้ว” แต่ดูเหมือนว่าชาวอิตาลีจะมองโลกในแง่ดีมากขึ้นในครั้งนี้

กุนซือวัย 45 ปีกล่าวว่า “แน่นอนว่ามันแตกต่างจากเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เพราะเราใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น 1 ปี”

“อีกครั้ง เราอยู่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นมันจึงยังเร็วเกินไป มันสำคัญที่จะต้องดูว่าเราอยู่ที่ไหนในเดือนมีนาคมหรือเมษายน ใน 18 เดือนที่อยู่ด้วยกัน ผู้เล่นเหล่านี้แสดงให้เห็นหลายครั้งว่าพวกเขาสามารถเอาชนะทีม (ชั้นนำ) ได้”

มาเรสก้าหวังว่าจะหลีกเลี่ยงช่วงฤดูหนาวที่ย่ำแย่ซึ่งเกือบทำให้ทีมของเขาพลาดการเข้าร่วมแชมเปียนส์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ในขณะที่เขาไม่ได้มองว่าการได้ไปเล่นในรายการนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในฤดูกาล 2024-25 แต่แน่นอนว่ามันจะเป็นเช่นนั้นในฤดูกาลนี้ โดยความสามารถของเขาในฐานะผู้จัดการทีมจะถูกตรวจสอบเมื่อสิ้นสุดแคมเปญนี้

กล่าวได้ว่า ผู้บริหารของเชลซีจะมองว่าการท้าชิงตำแหน่งแชมป์ในฤดูกาลนี้เป็นการมาเร็วกว่ากำหนด เมื่อเดือนที่แล้วพวกเขายังต้องให้กำลังใจมาเรสก้าในช่วงที่ทีมฟอร์มไม่ดีในช่วงต้นฤดูกาล

ในเวลานั้น เชลซีเผชิญกับคำถามที่เกี่ยวข้องกับว่าพวกเขายังเด็กเกินไปหรือหมุนเวียนทีมมากเกินไปหรือไม่

เชลซีมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกจริงหรือ?

  • รวมถึงห้าครั้งล่าสุด เชลซีได้ทำการเปลี่ยนแปลงผู้เล่น 11 ตัวจริง 103 ครั้งในทุกรายการแข่งขันในฤดูกาลนี้ ซึ่งมากที่สุดในบรรดาทีมในพรีเมียร์ลีก โดยเฉลี่ยแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลง 7 ครั้งขึ้นไปใน 6 เกมติดต่อกัน (รวม 45 ครั้ง) ก่อนช่วงพักเบรกทีมชาติ

  • เชลซีมีผู้เล่น 11 ตัวจริงที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาตลอดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 38 เกมในปี 24-25 โดยมีอายุเฉลี่ย 24 ปี 36 วัน

  • ไม่มีทีมใดที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกโดยมีผู้เล่น 11 ตัวจริงที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 25 ปี

  • มาเรสก้ากำลังเลือกผู้เล่นที่มีอายุมากกว่าเล็กน้อยในฤดูกาลนี้ โดยมีอายุเฉลี่ยผู้เล่น 11 ตัวจริง 24 ปี 169 วัน แต่พวกเขายังคงเป็นทีมที่อายุน้อยที่สุดอันดับสี่ในลีกใหญ่ 5 ลีกของยุโรป

  • อาร์เซนอล เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว แก่กว่าเกือบสองปีต่อผู้เล่น โดยมีอายุ 26 ปี 166 วัน

เลียม เดลาป กองหน้าแสดงความเห็นว่าเขาคิดว่าเชลซีมีความสามารถที่จะคว้าแชมป์ทั้งพรีเมียร์ลีกหรือแชมเปียนส์ลีกเมื่อคืนวันอังคาร ซึ่งสะท้อนถึงความคิดเห็นของลิไว โคลวิลล์ หลังจากที่เชลซีคว้าแชมป์คอนเฟอเรนซ์ลีกและคลับเวิลด์คัพเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลที่แล้ว

ถึงแม้จะไม่ค่อยมีการพูดถึงในที่สาธารณะ แต่ BBC Sport เข้าใจว่าผู้เล่นคนอื่นๆ อีกหลายคนเชื่อว่าเชลซีสามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้ในฤดูกาลนี้

การรวบรวมข้อมูลและการแสดงภาพเพิ่มเติมโดย คริส คอลลินสัน

โดยรวมแล้ว เชลซีภายใต้การคุมทีมของเอ็นโซ่ มาเรสก้า กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาและมีศักยภาพที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ได้ แต่การจะก้าวไปถึงระดับของอาร์เซนอลและคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้นั้น ยังคงต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอมากกว่านี้

ที่มา – Are Chelsea genuine title contenders?

คนใต้เลือกใคร? โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์

การเลือกตั้งครั้งหน้า คนใต้จะเลือกใคร? ผลสำรวจล่าสุดจากนิด้าโพลเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์มาแรงแซงโค้ง! และเมื่อถามถึงบุคคลที่คนใต้จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับสองที่ได้รับความนิยมคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์

นิด้าโพลได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภาคใต้จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18 – 24 พฤศจิกายน 2568 เพื่อประเมินกระแสการเมืองในภูมิภาค ผลปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มตัวอย่าง

ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในภูมิทัศน์ทางการเมืองของภาคใต้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคอื่นๆ ก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ใครคือตัวเลือกนายกฯ อันดับต้นๆ ในใจคนใต้?

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนใต้จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: 32.25% ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2: 25.65% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 3: 15.40% นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยังคงได้รับความนิยมในภาคใต้ แต่ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร หรือยังไม่พบคนที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ

พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภาคใต้

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนใต้จะสนับสนุน พบว่า:

  • อันดับ 1: 28.60% พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 2: 28.45% ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 3: 17.80% พรรคประชาชน

จากผลสำรวจจะเห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก ซึ่งบ่งชี้ว่าการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าในภาคใต้จะเข้มข้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุถึงพรรคอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมในภาคใต้ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชาติ

ปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของคนใต้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ได้แก่ นโยบายของพรรคการเมือง, คุณสมบัติของผู้สมัคร, และภาพลักษณ์ของพรรค

การที่ โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นว่าพรรคยังคงมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่นี้ อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองอื่นๆ ก็กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนใต้เช่นกัน

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรค ที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจความต้องการของประชาชนในภาคใต้ และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การติดตามผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง และการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายแล้ว ใครจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า? คงต้องรอติดตามผลการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดต่อไป

การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน และผลสำรวจความคิดเห็นเป็นเพียงภาพสะท้อน ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การตัดสินใจของประชาชนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์-“อภิสิทธิ์” ได้ที่ 2 คนหนุนนั่งนายกฯ

เพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญ สว.โหวตตกวาระ 3 แน่!

พรรคเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญจะถูก สว. โหวตคว่ำในวาระ 3 แน่นอน พร้อมแนะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต้นปีหน้า หลังรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 ไปแล้ว ชี้การบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ล้มเหลว ไม่ควรชิงยุบสภาหนีปัญหา

นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการพิจารณารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวว่า ได้สงวนความเห็นในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ขอแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 2 ไว้หลายเรื่อง ประเด็นหลักคือ จะขอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชน มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการมีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน โดยใช้สูตร 20 หยิบ 1 ตามที่กมธ.เสียงข้างมากเห็นชอบมามีโอกาสสูงจะเกิดการบล็อกโหวตเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรมีกลไกป้องกันการล็อบบี้จากเสียงข้างมาก แม้สุดท้ายแล้ว เสียงพรรคเพื่อไทยจะสู้ไม่ได้ แพ้โหวตวาระ 2 แต่ก็ต้องแสดงความเห็นคัดค้านให้ประชาชนรับทราบ

อย่างไรก็ตาม แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านวาระ 2 ได้ แต่คงผ่านวาระ 3 ยาก เพราะติดล็อกเสียง สว. 1 ใน 3 หรือ 67 เสียงที่ต้องร่วมเห็นชอบด้วย ประเมินแล้วเสียง สว. ไม่น่าจะให้ผ่าน เป็นการเบี้ยวเอ็มโอเอ พรรคภูมิใจไทยจะอ้างทำเต็มที่แล้ว แต่เสียง สว. ไม่ให้ผ่าน เพราะไม่สามารถควบคุมเสียง สว. ได้

“เพื่อไทย” ทำนายแก้รัฐธรรมนูญ ถูก สว. โหวตตกวาระ 3 แน่

นายประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ส่วนตัวมองว่า ควรยื่นซักฟอกหลังจากการแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 เสร็จสิ้นแล้ว โดยหลังจากแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 เสร็จ วันที่ 11 ธ.ค. แล้ว ต้องทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อโหวตวาระ 3 ในวันที่ 26 ธ.ค. ดังนั้นน่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 พรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ถูกครหาเตะถ่วงแก้รัฐธรรมนูญ เพราะยื่นหลังรัฐธรรมนูญลงมติในวาระ 3 แล้ว ระยะเวลาการยื่นอภิปรายห่างจากการลงมติรัฐธรรมนูญวาระ 2 แค่ 10 กว่าวัน ไม่แตกต่างกันมาก

นายประยุทธ์กล่าวว่าประเด็นที่จะยื่นอภิปรายจะนำเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงเป็นหนึ่งในเรื่องหลัก แม้จะไม่มีใครคาดถึงว่า น้ำท่วมรอบนี้จะมีความรุนแรง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีผู้นำที่อ่อนแอถึงเพียงนี้ แก้ปัญหาเหมือนเด็กเล่นขายของ ทำงานไม่เป็น จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อนำไปรวมกับเรื่องความล้มเหลวแก้ปัญหาสแกมเมอร์ และปัญหาชายแดน

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงทำนายว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะล้มเหลว?

ด้าน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะนำประเด็นความล้มเหลวแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่นอน เพราะแสดงถึงความอ่อนหัดในการบริหารงาน แต่จะยื่นในช่วงเวลาใด ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจะตัดสิน แต่ขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล้าหาญพอที่จะฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยอมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน อย่าชิงยุบสภาหนี

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นนี้ การเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญถูกคว่ำ ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน และอาจนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในอนาคต ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ที่ผิดพลาดก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “เพื่อไทย” ทำนายแก้รัฐธรรมนูญ ถูก สว. โหวตตกวาระ 3 แนะยื่นซักฟอกหลังรธน.ผ่านวาระ 3

สลด! ยาย 90 จุดไฟคลายหนาว ไฟไหม้บ้านคลอกดับ

เหตุการณ์น่าเศร้าสลดเกิดขึ้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อคุณยายวัย 90 ปี ก่อไฟผิงเพื่อคลายความหนาวเย็น แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไฟลามไหม้บ้านทั้งหลัง และคุณยายถูกไฟคลอกเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา ถือเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับอากาศที่เย็นจัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนในขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนา โดยเฉพาะในช่วงเช้าและกลางคืน อากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดต่ำลง chegando a 10-12 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะพื้นที่บนดอยสูง ประชาชนชาวไทยภูเขายังคงนิยมวิธีการก่อไฟผิงภายในบ้านเพื่อคลายความหนาวเย็น เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวจัดยังคงปกคลุมต่อเนื่อง

เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 04.30 น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เมื่อ พ.ต.ท.ณัฏฐวี แสงแอ่น พนักงานสอบสวน สภ.ขุนยวม ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้านในหมู่บ้านหนองแห้ง ตำบลเมืองปอน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าบ้านที่เกิดไฟไหม้เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง หลังคามุงสังกะสี เจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้ช่วยกันดับไฟจนสงบลง แต่พบศพผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณพื้นด้านล่างของตัวบ้าน สภาพถูกไฟไหม้ ทราบชื่อคือ คุณยายห่อสู่ ดำรงตั้งสกุล อายุ 90 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว

ยายวัย 90 จุดไฟคลายหนาว

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าขณะเกิดเหตุ คุณยายห่อสู่อาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง คาดว่าเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น คุณยายจึงตื่นขึ้นมาก่อไฟผิงเพื่อคลายหนาวภายในบ้าน แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อไฟอาจจะกระเด็นไปติดกับฝาผนังบ้านที่เป็นไม้ไผ่ และลุกลามอย่างรวดเร็วจนไหม้บ้านทั้งหลัง คุณยายห่อสู่ นอกจากจะมีอายุมากแล้ว ยังมีสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ขาไม่ค่อยดี ทำให้ไม่สามารถหนีออกจากกองเพลิงได้ทันท่วงที จึงถูกไฟคลอกเสียชีวิต เนื่องจากในช่วงเวลาเกิดเหตุ เป็นช่วงดึก ทำให้เพื่อนบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นนอน และไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เพื่อเข้าช่วยเหลือได้ทัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนและกองพิสูจน์หลักฐาน จะทำการตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้อย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเหตุการณ์สลดในครั้งนี้

เหตุไฟไหม้บ้านยาย 90 ปี

สลด! ยาย 90 จุดไฟคลายหนาว ไฟไหม้บ้านคลอกดับ

อุทาหรณ์จากเหตุการณ์ยาย 90 จุดไฟคลายหนาว

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากการก่อไฟผิงเพื่อคลายหนาว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ และตรวจสอบอุปกรณ์ให้ความอบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อีก

ช่วงฤดูหนาว การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความอบอุ่นที่เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการพักผ่อนที่เหมาะสม เพื่อให้พวกท่านมีสุขภาพแข็งแรงและปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ

ไฟลามไหม้บ้านเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นการป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของคุณยายห่อสู่ ดำรงตั้งสกุล และขอให้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญให้เราทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น

ที่มา – เหตุสลด ยายวัย 90 ปี จุดไฟคลายหนาว ไฟลามไหม้บ้าน คลอกเสียชีวิต

โสภณ ลั่นไม่สนโพล! เชื่อการกระทำพิสูจน์

“โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ใช่คนบางกลุ่มมาปั้นกระแส ชี้สถานการณ์แบบนี้ไม่มีรัฐบาลชุดไหนทำให้สมบูรณ์ได้ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 30 พ.ย. 2568 ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ ดอนเมือง นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงผลกระทบการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมของรัฐบาล ต่อสนามเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคภท.ซึ่งมีผลโพลความนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภท.ลดลง ว่าไม่ห่วงเรื่องกระแสการเมือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ หากนำสถานการณ์มาปั่นเป็นกระแสความสามัคคี เฟคนิวส์ ทำให้ประชาชนที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงหลงผิด เชื่อว่าเวลา และการกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำของรัฐบาล

“พวกผมไม่ได้เวอรี (Worry) กับเรื่องกระแส เรื่องโพล แต่พวกผมวันนี้ก้าวข้ามเรื่องนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือเราจะเยียวยาจิตใจกันอย่างไร ระยะยาวจะทำอย่างไร มันไม่เพอร์เฟกต์ เราก็รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะทำให้สมบูรณ์ได้ มันเกินคาด แต่จะทำอย่างไรส่วนที่บกพร่อง ก็เป็นอุทาหรณ์ไป ส่วนความนิยมทางการเมือง จะบอกว่าพวกผมทำผิดประชาชนจะตัดสิน ไม่ใช่คนบางคน คนบางกลุ่มที่ไปปั่น ความจริงจะปรากฏเอง” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า เราจะเดินหน้าเยียวยาสภาพจิตใจและฟื้นฟูเรื่องอาชีพต่อ เช่น ศูนย์รับส่งต่อสิ่งของบริจาคนี้จะต้องมีต่อไป และในอนาคต รถยนต์มอเตอร์ไซค์จะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือประชาชน และประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร ไม่ใช่การเรี่ยไร แต่ประชาชนพร้อมช่วยชี้ว่าบรรยากาศแบบนี้จะวัดใจคนว่าใครปรารถนาดีกับประชาชนจริง ทำจริงไม่ได้ใช้วาทกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่อยู่ตลอด เชื่อว่าประชาชนรับรู้รับทราบ ไม่ได้กังวล

เมื่อถามเรื่องการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรีหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ต้องเร่งฟื้นฟู จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อพรรคภท.หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า พรรคภท.ไม่เกี่ยว แต่ประกาศแล้วว่า

“ถ้ายื่นอภิปราย พวกผมก็ยุบ ส่วนประชาชนจะบอกว่ายุบแล้วผลกระทบกับน้ำท่วม เป็นเรื่องของคนที่ยื่นไม่เห็นความสำคัญและความเดือดร้อนของประชาชน ยื่นมาผมก็ยุบ เพราะประกาศมาก่อนแล้ว คุณยื่นมาผมก็ยุบ ส่วนเราเป็นรัฐบาลรักษาการเราก็เดินหน้าทำเต็มที่แต่อาจจะดรอปลงหน่อยหนึ่งในฐานะรัฐบาลรักษาการ แต่ถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นก็เดินหน้าเต็มที่ฟื้นฟูสถานการณ์น้ำท่วมไม่ว่าที่อำเภอหาดใหญ่ หรือภาคใต้ทั้งหมด” นายโสภณกล่าว

“โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกระแสความนิยมทางการเมืองที่วัดจากโพลต่างๆ โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกระทำที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาล

ท่าทีที่แข็งกร้าวของนายโสภณแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากบางส่วนของสังคม การที่นายโสภณประกาศชัดเจนว่าไม่สนใจกระแสโพล สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลในระยะยาว

ทำไม “โสภณ” ถึงไม่สนใจกระแสโพล?

เหตุผลที่นายโสภณ ซารัมย์ ไม่ให้ความสำคัญกับผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพล อาจมาจากความเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานของตนเองและรัฐบาล รวมถึงความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะมองเห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ การยึดมั่นในการกระทำมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่นายโสภณเชื่อว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่นายโสภณกล่าวถึงการปั่นกระแสและความพยายามของคนบางกลุ่มในการบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ไว้วางใจผลสำรวจที่มาจากการสร้างกระแสที่ไม่ถูกต้อง การให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้องและการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งที่นายโสภณยึดมั่น

การประกาศว่าพร้อมที่จะยุบสภาหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและความพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การกระทำเช่นนี้อาจเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความนิยมของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลชุดปัจจุบัน

โดยรวมแล้ว ท่าทีของนายโสภณ ซารัมย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนและความเชื่อมั่นในการกระทำมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง การตัดสินใจว่าจะให้ความสำคัญกับกระแสโพลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองและยุทธศาสตร์ของแต่ละบุคคล แต่สำหรับนายโสภณแล้ว การกระทำที่เป็นรูปธรรมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาล

ดังนั้น ประชาชนควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและตัดสินใจด้วยเหตุผล เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – “โสภณ” ลั่นไม่สนใจ กระแส โพล เชื่อการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำคำเดิมถ้ายื่นซักฟอกพร้อมยุบสภา

นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจ สำรวจกิมหยง หาดใหญ่

นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน บินลงหาดใหญ่รอบที่ 5 คุยผู้ประกอบการ พร้อมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง ด้าน “ศุภจี”ยันมีมาตรการช่วยเหลือแน่นอน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 พ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมการค้าภายใน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ผู้บริหารธนาคารออมสิน ผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และรักษาการเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังกองบิน 56 อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา โดยเป็นการเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นครั้งที่ 5

เมื่อเดินทางถึงนายกฯ จะเดินทางไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า (มณฑลทหารบกที่ 42) ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อประชุมรับฟังสรุปผลการติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่ รวมถึงจะร่วมประชุมแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยนายกฯจะหารือกับผู้ประกอบการและนักธุรกิจในพื้นที่สงขลา จากนั้นนายกฯและคณะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง เพื่อพบปะให้กำลังใจผู้ประกอบการก่อนร่วมประชุมรับฟังปัญหาและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ ก่อนลงพื้นที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ซึ่งในพื้นที่ได้มีการจัด Big Cleaning Day (บิ๊ก คลีนนิ่งเดย์) ในวันแรกไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเร่งฟื้นฟูเมืองกลับคืนสู่สภาพปกติ ก่อนที่นายกฯและคณะจะเดินทางกลับกทม.

โดยเวลา 12.37 น. นายกฯเดินทางถึงกองบิน 6 ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีมาตรการช่วยเรื่องลดราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไม่ นายกฯหยุดยืนฟังคำถาม และพยักหน้า แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

ขณะที่ นางศุภจี กล่าวว่า “ขอให้ติดตามดู ยืนยันว่ามีมาตรการช่วยเหลือแน่นอน.”

นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่

หลังจากเกิดเหตุการณ์ความเสียหายในย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่อย่างรวดเร็วเพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

การสำรวจความเสียหายในย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการประเมินผลกระทบอย่างละเอียด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลรับฟังปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการที่เหมาะสม

มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง หาดใหญ่

รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง หาดใหญ่ หลายด้าน เช่น การสนับสนุนด้านเงินทุน การลดหย่อนภาษี และการให้คำปรึกษาทางการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว นอกจากนี้ อาจมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมในพื้นที่

  • การสนับสนุนด้านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
  • การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
  • การให้คำปรึกษาทางการเงินและการจัดการธุรกิจ
  • การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมในพื้นที่

การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจเพื่อสำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

การแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในย่านตลาดกิมหยงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมายืนหยัดและสร้างสรรค์เศรษฐกิจของตนเองได้อีกครั้ง การฟื้นฟูตลาดกิมหยงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของหาดใหญ่และประเทศไทยโดยรวม

ในขณะที่มาตรการช่วยเหลือต่างๆ กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและดำเนินการ สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารและข้อมูลจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือที่เหมาะสมและทันเวลา

การฟื้นฟูเศรษฐกิจในย่านตลาดกิมหยง หาดใหญ่ เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่สดใสให้กับหาดใหญ่และประเทศไทย

ที่มา – นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่

“ศศิน” แนะรัฐบาลทบทวน แต่งตั้งเลขาธิการ สทนช.

“ศศิน เฉลิมลาภ” ร่างจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล เรียกร้องให้ทบทวนการแต่งตั้งเลขาธิการ สทนช. พร้อมเร่งปรับปรุงประกาศเตือนภัยพิบัติของ ปภ. โดยเชื่อว่ายังมีโอกาสปิดจุดอ่อนเชิงระบบที่สามารถแก้ไขได้ทันที และมีผลต่อชีวิตคนนับล้าน

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เป็นร่างจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ โดยมีใจความสำคัญคือ ขอให้รัฐบาลทบทวนการแต่งตั้งเลขาธิการ สทนช. และเร่งปรับปรุงกติกาการประกาศภัยพิบัติของ ปภ. ให้ทันสมัย

นายศศินฯ ระบุว่า ในฐานะประชาชนผู้ประสบอุทกภัย และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการจัดการน้ำของประเทศไทย เชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบันยังมีโอกาส “ปิดจุดอ่อนเชิงระบบ” ที่แก้ได้ทันทีและมีผลต่อชีวิตผู้คนนับล้าน

“ศศิน” แนะรัฐบาลทบทวน แต่งตั้งเลขาธิการ สทนช.

ข้อเสนอของนายศศินฯ มี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:

  1. การทบทวนการนำคนนอกวงการน้ำมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สทนช. นายศศินฯ มองว่าตำแหน่งนี้เป็นหัวใจของการบูรณาการข้อมูล และบัญชาการน้ำระดับประเทศ ต้องการประสบการณ์จริงมากกว่าการบริหารทั่วไป ประเทศไทยได้รับบทเรียนอย่างหนักจากการประเมินสถานการณ์ช้า การสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่สะดุด การกลัวผิดจนไม่กล้าประกาศเตือนภัย การขาดความเข้าใจเชิงระบบระหว่างน้ำหลาก–น้ำล้นตลิ่ง–น้ำทุ่ง หากแต่งตั้งคนนอกวงการน้ำเข้ามา จะยิ่งซ้ำเติมรอยร้าวนี้ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่ภาคสนามทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่พายุและฝนสุดขั้วกำลังกลายเป็นเรื่องปกติใหม่

เสนอหลักเกณฑ์ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สทนช.

นายศศินฯ เสนอให้รัฐบาลพิจารณาผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำเชิงระบบ เป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่สุด และเสนอให้คณะรัฐมนตรีออกหลักคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นเลขาธิการ สทนช. อย่างเป็นทางการ เช่น มีประสบการณ์ด้านบริหารจัดการน้ำอย่างน้อย 20 ปี เคยรับผิดชอบข้อมูลน้ำ/บัญชาการน้ำระดับประเทศ เข้าใจโครงสร้าง สทนช.–ชป.–กรมอุตุ–ปภ.–ชลประทานจังหวัด ผ่านการทำงานร่วมกับพื้นที่จริง ไม่ใช่งานเอกสารอย่างเดียว

  1. การแก้ไขระเบียบของ ปภ. เพื่อให้อำนาจประกาศภัยพิบัติ ‘ก่อนภัยเกิด’ นายศศินฯ ชี้ว่า นี่คือจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประเทศไทยแพ้ภัยธรรมชาติตั้งแต่ยังไม่เริ่มปฏิบัติการ ระเบียบปัจจุบันกำหนดให้ “ต้องเกิดเหตุแล้ว” จึงประกาศภัยได้ ซึ่งขัดกับหลักสากลของระบบ Early Warning System

ประเทศที่จัดการน้ำดี เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ล้วนให้รัฐประกาศเตือนภัยล่วงหน้าได้ตามข้อมูลคาดการณ์แบบ Nowcast และ Forecast เพื่อให้ชาวบ้านรู้ตัว ก่อนผู้ว่าราชการจังหวัดเริ่มเตรียมแผนเคลื่อนย้าย ปภ. กระจายทรัพยากรล่วงหน้าได้ กรมอุตุ–สสน.–ชป. มี command ที่ชัดเจนร่วมกัน

นายศศินฯ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (อนุทิน) มีอำนาจ “แก้ระเบียบนี้ได้ทันที” โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย การทำให้ไทยประกาศภัยก่อนภัยมา จะเป็น “ผลงานระดับประเทศ” และช่วยชีวิตประชาชนจริงในฤดูพายุทุกปี

นายศศินฯ สรุปว่า นี่คือโอกาสที่รัฐบาลจะแสดง ‘ภาวะผู้นำเชิงนโยบาย’ โดยสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงตำแหน่งที่ลงตัวทางการเมือง แต่ต้องการ “ระบบจัดการน้ำที่ทันสมัย ปลอดภัย และกล้ารับผิดชอบ” รัฐบาลสามารถส่งสัญญาณเชิงนำได้ทันทีด้วย 3 ข้อ ได้แก่:

  • เลือกเลขาธิการ สทนช. ที่เหมาะสมจริง
  • แก้ระเบียบ ปภ. เพื่อประกาศภัยล่วงหน้าได้
  • ออกเกณฑ์คุณสมบัติผู้บริหารน้ำระดับประเทศแบบโปร่งใส

ทั้งสามเรื่องนี้ “ไม่ขัดการเมือง” และจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งเจ้าหน้าที่–ผู้ว่าราชการจังหวัด–ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ

จดหมายเปิดผนึกนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของประชาชนต่อระบบการจัดการน้ำของประเทศ และเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการแต่งตั้งเลขาธิการ สทนช. และปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

การทบทวนการแต่งตั้งเลขาธิการ สทนช. และการปรับปรุงระบบเตือนภัย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสนใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ที่มา – “ศศิน” แนะรัฐบาลทบทวน แต่งตั้งเลขาธิการ สทนช.-ปรับการเตือนภัย เชื่อปิดจุดอ่อนเชิงระบบได้

สาวถวายกุหลาบ ขอพรท้าวเวสสุวรรณ ลุ้นเลขเด็ด

มาตามแรงศรัทธา สาววัย 26 ปี นำดอกกุหลาบและพวงมาลัยถวาย “ท้าวเวสสุวรรณ” วัดพระแท่น ขอพรให้สมหวังในหน้าที่การงาน ได้โอกาสดีจุดธูป “เลขเด็ด” ซื้อลอตเตอรี่กลับไปลุ้นโชค

วันที่ 30 พ.ย. ที่วัดพระแท่นศิลาอาสน์พระอารามหลวง จ.อุตรดิตถ์ คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวและประชาชนสายมูจากทั่วสารทิศ ที่เดินทางมากราบสักการะพระแท่นศิลาอาสน์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

พระแท่นศิลาอาสน์ เป็นศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ที่ฐานประดับด้วยลายกลีบบัว มีพระมณฑปศิลปะเชียงแสนครอบอยู่ ภายในวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งมีความเชื่อกันแต่โบราณว่า พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ในภัทรกัปนี้ จะเสด็จมาประทับนั่งบนพระแท่นแห่งนี้เพื่อเจริญภาวนา

นักท่องเที่ยวและประชาชนยังได้กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ภายในวัด อาทิ หลวงพ่อทันใจ ศาลหลักเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ ปิดทองฝังลูกนิมิต และทำบุญขอพรให้ประสบความสำเร็จในชีวิต

อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้คนให้ความศรัทธาคือ “ท้าวเวสสุวรรณ” ซึ่งมีผู้คนนำดอกกุหลาบแดงและพวงมาลัยมากราบไหว้ ท้าวเวสสุวรรณ ความสูง 3 เมตร ที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในวัดอย่างต่อเนื่อง บางคนนำเครื่องสักการะมาแก้บน

เฟิร์น อายุ 26 ปี ได้นำดอกกุหลาบและพวงมาลัยมากราบสักการะขอพรกับองค์ท้าวเวสสุวรรณ โดยทราบข่าวจากหลายที่ว่ามีคนมาขอเรื่องหน้าที่การงานแล้วประสบความสำเร็จ บางคนมาขอโชคลาภก็สำเร็จ จึงเดินทางมากราบสักการะศาลหลักเมือง และขอพรเรื่องหน้าที่การงานกับองค์ท้าวเวสสุวรรณ ที่ชาวบ้านร่ำลือว่าศักดิ์สิทธิ์

เฟิร์นถวายพวงมาลัยสีแดง ดอกกุหลาบแดง ธูปเทียน และเครื่องสักการะต่อหน้าองค์ท้าวเวสสุวรรณ พร้อมอธิษฐานขอให้ได้งานที่หวัง หากสิ่งที่ขอสำเร็จ จะนำน้ำมะพร้าว ผลไม้ พวงมาลัย และเครื่องแก้บนต่างๆ มาแก้บน

นอกจากนี้ เฟิร์นยังได้อธิษฐานจิตขอโชคด้านตัวเลข โดยล้วงไหเพื่อนำโชคด้วยการล้วงลูกปิงปองตัวเลข และจุดธูปเสี่ยงโชครูปท้าวเวสสุวรรณสีแดง เมื่อธูปไหม้หมด ปรากฏเป็นตัวเลข 414 จึงนำโทรศัพท์มาถ่ายรูปไว้ และซื้อลอตเตอรี่เลขดังกล่าวเพื่อลุ้นรางวัล

ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จะมีนักท่องเที่ยวสายมูและชาวบ้าน มาอธิษฐานขอโชคลาภ หน้าที่การงาน แล้วประสบผลสำเร็จก็นำเครื่องสักการะมาแก้บนเป็นประจำ โดยเฉพาะศาลหลักเมือง และองค์ท้าวเวสสุวรรณ ที่มีผู้คนนำเครื่องสักการะมาแก้บนกันไม่ขาดสาย

สาวถวายกุหลาบ ขอพร “ท้าวเวสสุวรรณ” ให้งานสมหวัง ถือโอกาสจุดธูปลุ้น “เลขเด็ด”

ทำไมผู้คนถึงศรัทธา “ท้าวเวสสุวรรณ”?

ความศรัทธาในท้าวเวสสุวรรณนั้นหยั่งรากลึกในสังคมไทยมาช้านาน โดยเชื่อกันว่าท่านเป็นเทพผู้ปกปักษ์รักษาทรัพย์สมบัติ เป็นผู้ประทานโชคลาภและความร่ำรวย นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าท่านสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและภัยอันตรายต่างๆ ได้ ทำให้ผู้คนนิยมกราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต

การขอพรท้าวเวสสุวรรณควรตั้งจิตอธิษฐานด้วยความตั้งใจและศรัทธาอย่างแท้จริง ควรถวายเครื่องสักการะที่ท่านโปรดปราน เช่น ดอกไม้สีแดง พวงมาลัย น้ำแดง หรือผลไม้ และที่สำคัญคือการประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี เพื่อให้พรที่ขอเป็นจริงดังปรารถนา

ไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อในเรื่องโชคลาภหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ การเดินทางไปยังวัดวาอารามต่างๆ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พักผ่อนจิตใจ ชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรม และเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเชื่อต่างๆ ที่สืบทอดกันมา

ที่มา – สาวถวายกุหลาบ ขอพร “ท้าวเวสสุวรรณ” ให้งานสมหวัง ถือโอกาสจุดธูปลุ้น “เลขเด็ด”

ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถ

ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถ หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ลด พร้อมรับผิดชอบทั้ง 10 คัน กรณีใช้รถแบ็กโฮเคลื่อนย้ายรถที่กีดขวางการจราจร โดยระบุว่ามีความจำเป็นในการเปิดเส้นทางรถฉุกเฉินในเมืองหาดใหญ่ และพร้อมที่จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ทั้ง 10 คัน

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ตำรวจภูธรภาค 9 ได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุการณ์การเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่กีดขวางเส้นทางการจราจรในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชนและการใช้เส้นทางในกรณีฉุกเฉิน

สถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่เริ่มคลี่คลาย ประชาชนจำนวนมากเริ่มกลับสู่บ้านเรือนของตนเอง แต่ปัญหาที่ตามมาคือ บนถนนหลายสาย รวมถึงบนสะพาน ยังคงมีรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้ หรือรถที่ถูกกระแสน้ำพัดพามาขวางเส้นทางการจราจร สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ต้องการใช้เส้นทางสัญจร

ทางตำรวจภูธรภาค 9 ได้ทำการประชาสัมพันธ์ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ขอความร่วมมือให้เจ้าของรถที่สามารถเคลื่อนย้ายรถของตนเองได้ ให้รีบดำเนินการเพื่อเปิดเส้นทางการจราจรให้ผู้อื่นได้ใช้สัญจร นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้พยายามเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวาง และขยับรถยนต์บางส่วน เพื่อเปิดเส้นทางการจราจรให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากรถฉุกเฉินและรถกู้ภัยประสบปัญหาในการเดินทางเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย

แต่จนถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ก็ยังมีรถยนต์จำนวนมากที่กีดขวางเส้นทางการจราจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณแยกโรงปูน และบริเวณหน้าสะพานคลองอู่ตะเภา หน้าอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมจนจม และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้ช่องทางการจราจรเหลือเพียงช่องทางเดียว ทำให้รถยนต์ไม่สามารถสัญจรสวนทางกันได้ เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อภารกิจของรถพยาบาลและรถกู้ชีพ ที่อาจไม่สามารถนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที ด้วยเหตุนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องดำเนินการจัดการกับรถยนต์ที่กีดขวาง เพื่อเปิดเส้นทางการจราจรให้รถฉุกเฉินสามารถสัญจรได้

ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่กีดขวางอยู่นั้น มีรถแบ็กโฮขนาดเล็กขับผ่านมาในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจึงได้ขอความร่วมมือให้ผู้ขับขี่รถแบ็กโฮ ช่วยทำการเคลียร์เส้นทาง โดยใช้อุปกรณ์ตักของรถแบ็กโฮดันบริเวณล้อรถ เพื่อขยับรถยนต์ออกไปด้านข้าง จำนวนประมาณ 10 คัน จนสามารถเปิดช่องทางการจราจรให้รถฉุกเฉินสามารถสัญจรผ่านได้ และทำให้การจราจรบนถนนคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถ

ทางตำรวจภูธรภาค 9 ได้แสดงความเสียใจและขออภัยไปยังเจ้าของรถยนต์ทั้ง 10 คัน ที่อาจได้รับความเสียหายจากการเคลื่อนย้ายรถยนต์เพื่อเปิดเส้นทางการจราจรในครั้งนี้ โดยยืนยันว่าตำรวจภูธรภาค 9 พร้อมที่จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทั้งนี้ ในส่วนของการปฏิบัติการเปิดเส้นทางการจราจรในบริเวณแยกโรงปูน บริเวณหน้าสะพานคลองอู่ตะเภา รวมถึงจุดอื่นๆ นั้น ยังไม่มีการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด เป็นเพียงการขยับรถยนต์ไปด้านข้างทางในรัศมีไม่เกิน 300 เมตรเท่านั้น

แผนการเคลื่อนย้ายรถเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ตำรวจภูธรภาค 9 มีแผนที่จะดำเนินการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกจากพื้นที่ ในกรณีที่ยังไม่มีเจ้าของรถมาแสดงตัว หรือทำการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกไป โดยเจ้าหน้าที่จะทำการเคลื่อนย้ายรถยนต์ทั้งหมด ไปจอดไว้ที่สนามกีฬาเทศบาลนครหาดใหญ่ (สนามกีฬากลาง) และลานจอดรถศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อไป

สำหรับประชาชนที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

การตัดสินใจของตำรวจภูธรภาค 9 ในการใช้รถแบ็กโฮดันรถยนต์ที่กีดขวางการจราจร แม้จะมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่เร่งด่วนและจำเป็น เพื่อให้รถฉุกเฉินสามารถเข้าถึงผู้ป่วยและผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์วิกฤต

ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และพร้อมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ถือเป็นความกล้าหาญที่ควรได้รับการยกย่อง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทบทวนถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัย และการจัดการรถยนต์ที่กีดขวางการจราจรในภาวะฉุกเฉิน เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถครั้งนี้เพื่อเปิดทางให้รถฉุกเฉินเข้าช่วยเหลือประชาชน

ที่มา – ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถ หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ลด พร้อมรับผิดชอบทั้ง 10 คัน