วัน: 30 พฤศจิกายน 2025

ยิงกระสุนควันเตือน เมียนมาสู้รบ ลูกปืนตกไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมายังคงตึงเครียด เมื่อการสู้รบในประเทศเมียนมาส่งผลกระทบต่อพื้นที่ฝั่งไทย ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนูต้องยิงกระสุนควันเตือน เมียนมาสู้รบในประเทศ ลูกปืน ค.60 ข้ามมาตกฝั่งไทย เพื่อแจ้งเตือนและป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันกลุ่มสแกมเมอร์ที่อาจฉวยโอกาสลักลอบข้ามแดนในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบ

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.12 น. มีรายงานสถานการณ์การสู้รบอย่างต่อเนื่องและรุนแรงระหว่างกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) กองพลที่ 6 และทหารเมียนมา กองพล 22 บริเวณบ้านมินลาป่าน อำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านแม่โกนเกน หมู่ที่ 4 ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก การปะทะกันด้วยอาวุธหนักและอาวุธประจำกาย ส่งผลให้มีกระสุนปืน ค.60 จำนวน 5 นัด ล้ำเข้ามาตกในเขตประเทศไทย แม้ว่ายังไม่มีรายงานความเสียหายเกิดขึ้น

เพื่อตอบโต้สถานการณ์ ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู อำเภอแม่สอด กองกำลังนเรศวร ได้ใช้อาวุธปืน ค.ขนาด 120 มิลลิเมตร ยิงกระสุนควันแจ้งเตือนไปยังฝั่งเมียนมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงการรักษาสิทธิ์และปกป้องอธิปไตยของไทย

สถานการณ์ในฝั่งเมียนมายังคงน่าเป็นห่วง โดยทหารเมียนมาพยายามที่จะยึดที่มั่นของฝ่ายกะเหรี่ยงที่บ้านมินลาป่านคืน แต่ยังไม่สำเร็จ แม้จะใช้เวลาหลายเดือนแล้ว กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวแจ้งว่า มีเด็กและชาวเมียนมา 2 คน ได้รับบาดเจ็บจากลูกกระสุนปืนที่ตกใส่หลังคาเพิงพักคนงานในพื้นที่บ้านแม่โกนเกน ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กระสุนยังกระจายตกตามแนวชายแดนไทยอีกด้วย ชาวต่างชาติที่ได้รับการปล่อยตัวจากกลุ่มสแกมเมอร์ออนไลน์โดยฝ่ายกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ยังคงพักอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเมย โดยหวังที่จะข้ามมายังฝั่งไทยเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กับจุดที่มีการสู้รบ อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยังไม่อนุญาตให้ข้ามแดนโดยตรง และแนะนำให้เดินทางผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ที่บ้านวังตะเคียนใต้ หมู่ที่ 7 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด ตามข้อตกลงกับทางการเมียนมา

ยิงกระสุนควันเตือน เมียนมาสู้รบในประเทศ ลูกปืน ค.60 ข้ามมาตกฝั่งไทย

จากเหตุการณ์ ยิงกระสุนควันเตือน เมียนมาสู้รบในประเทศ ลูกปืน ค.60 ข้ามมาตกฝั่งไทย สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน การประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน: ยิงกระสุนควันเตือน เมียนมาสู้รบในประเทศ ลูกปืน ค.60 ข้ามมาตกฝั่งไทย

การยิงกระสุนควันเตือน เมียนมาสู้รบในประเทศ ลูกปืน ค.60 ข้ามมาตกฝั่งไทย เป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดน การดำเนินชีวิตประจำวันอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย

  • ความกังวลและความไม่มั่นใจในความปลอดภัย
  • ผลกระทบต่อการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว
  • ความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงมีความผันผวน แต่ความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อลดความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ยิงกระสุนควันเตือน เมียนมาสู้รบในประเทศ ลูกปืน ค.60 ข้ามมาตกฝั่งไทย

วันนอร์แนะรัฐใช้ “ยะลาโมเดล” ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

“วันมูหะมัดนอร์ มะทา” โวน้ำท่วมยะลาปีนี้น้อยกว่าปีก่อน เหตุมีการเตรียมการ แนะรัฐบาลใช้ “ยะลาโมเดล” ในจังหวัดที่เกิดอุทกภัยบ่อย ชี้สำรวจความเสียหายควรรีบทำไม่เกิน 1 เดือน

วันที่ 30 พ.ย. 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความเสียหายที่เกิดจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.ยะลา ในปีนี้ว่า ผลกระทบเกิดขึ้นบ้าง แต่ถือว่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการเตรียมความพร้อมของหลายภาคส่วนตามแนวคิด “ยะลาโมเดล” ซึ่งมีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ปีนี้ จ.ยะลา มีการแจ้งเตือนประชาชนตลอดเวลา ในลักษณะการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ประชาชนจึงมีความตื่นตัวตลอดเวลา ขณะเดียวกันจังหวัดยะลาก็มีการจัดเตรียมศูนย์พักพิงที่มีความพร้อม จัดเตรียมอาหารไว้รองรับประชาชนในพื้นที่จึงรู้สึกสบายใจในการอพยพออกจากที่พักอาศัย การสำรวจก่อนที่จะมีเหตุการณ์ ถือว่ามีความจำเป็น ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยใช้แนวคิดเชิงป้องกันก่อนเกิดปัญหาที่ จ.อุดรธานี ซึ่งปัจจุบัน จ.อุดรธานี ก็เกิดความเสียน้อยจากปัญหาอุทกภัย

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้รัฐบาลควรเตรียมการและสำรวจจังหวัดที่เกิดอุทกภัยบ่อย อาทิ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.อ่างทอง ซึ่งอาจนำแนวคิด “ยะลาโมเดล” ไปปรับใช้ก็ได้ เพราะหากทำได้ความเสียหายอาจเกิดเพียงครึ่งเดียวจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การสำรวจความเสียหายหลังน้ำลดเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ไม่ควรปล่อยนานเกิน 1 เดือน เพราะหากนานคนก็จะลืม ข้อมูลต่าง ๆ จะหาย เรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ตนเตรียมที่จะลงพื้นที่ จ.ยะลา อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าแนวคิด “ยะลาโมเดล” ที่ จ.ยะลา นำมาใช้ในปีนี้ว่ามีอะไรต้องปรับปรุงอีกหรือไม่ เพื่อเตรียมข้อมูลไว้รองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569

“ยะลาโมเดล” คืออะไร? ทำไมวันนอร์ถึงแนะนำ?

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทย ประธานสภาฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้เสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาใช้ “ยะลาโมเดล” เป็นแนวทางในการฟื้นฟูและป้องกันปัญหาอุทกภัยในระยะยาว แต่ “ยะลาโมเดล” คืออะไร และทำไมถึงได้รับการยกย่องว่าเป็นแนวทางที่ได้ผลดี?

“ยะลาโมเดล” เป็นแนวคิดการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ ที่จังหวัดยะลาได้นำมาใช้ในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:

  • การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า: มีการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนทราบล่วงหน้าอย่างทันท่วงที ทำให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้
  • ศูนย์พักพิงที่พร้อม: จัดเตรียมศูนย์พักพิงที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและอาหารเพียงพอ ทำให้ประชาชนที่ต้องอพยพรู้สึกสะดวกสบายและปลอดภัย
  • การสำรวจความเสียหายที่รวดเร็ว: ดำเนินการสำรวจความเสียหายหลังน้ำลดอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาเป็นไปอย่างทันท่วงที

ทำไมต้อง “ยะลาโมเดล”?

ประธานสภาฯ ชี้ให้เห็นว่า การนำ “ยะลาโมเดล” ไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้ง จะช่วยลดความเสียหายและผลกระทบต่อประชาชนได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการเตรียมความพร้อมและป้องกันก่อนเกิดเหตุการณ์

นอกจากนี้ การสำรวจความเสียหายอย่างรวดเร็วหลังน้ำลด ยังเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด ไม่ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังจนประชาชนลืมเลือน

การที่ประธานสภาฯ เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ยะลาโมเดล” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศอย่างยั่งยืน โดยการนำแนวทางที่ได้ผลจริงมาปรับใช้และพัฒนาให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

การนำ “ยะลาโมเดล” ไปใช้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำตามทุกขั้นตอน แต่เป็นการนำหลักการและแนวคิดไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อม การมีส่วนร่วมของประชาชน และการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลควรพิจารณาข้อเสนอแนะนี้อย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว

ที่มา – ประธานสภาฯ แนะรัฐใช้ “ยะลาโมเดล” ฟื้นพื้นที่หลังน้ำท่วม โวได้ผลดี

คิม จองอึน เสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์”

นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศกร้าวจะเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพอากาศด้วย “ยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่” เพื่อเตรียมพร้อมตอบโต้การยั่วยุจากศัตรู ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดขั้นสูงสุด หลังเกาหลีเหนือปฏิเสธการเจรจาและติดตั้งรั้วลวดหนาม 3 ชั้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ประกาศแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพอากาศ โดยให้คำมั่นว่าจะติดตั้ง “ยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่”

นายคิมกล่าวสุนทรพจน์ในงานฉลองครบรอบ 80 ปี กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ เมื่อวันศุกร์ (28 พ.ย.)  โดยมี คิม จูแอ บุตรสาวของเขา ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจที่ได้รับการยอมรับ เข้าร่วมพิธีด้วย

นายคิมระบุว่า “กองทัพอากาศจะได้รับมอบยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ และได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญใหม่” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงประเภทของยุทโธปกรณ์ดังกล่าว ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวเสริมว่า “กองทัพอากาศจะต้องปราบปรามและควบคุมการกระทำที่สอดแนมและการยั่วยุทางทหารที่อาจเกิดขึ้นจากศัตรูทุกรูปแบบได้อย่างเด็ดขาด”

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐ แสดงให้เห็นนายคิมและบุตรสาวกำลังรับชมเครื่องบินขับไล่ทำการบินผาดโผนแสดงแสนยานุภาพบนท้องฟ้า

ในพิธีดังกล่าว นายคิมยังชมการบินสาธิตของกองทัพอากาศจากแท่นสังเกตการณ์ และการแสดง ตลอดจนการมอบเครื่องอิสริยาภรณ์คิมจองอิลให้แก่กองทัพอากาศ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของประเทศ

ในขณะที่เกาหลีเหนือยังคงผลักดันการปรับปรุงกองกำลังทหารให้มีความทันสมัย แต่ก็ยังมุ่งเน้นไปที่การเสริมกำลังกองทัพอากาศด้วยการเปิดตัวการซ้อมรบทางอากาศด้วยกระสุนจริงครั้งแรกโดยใช้เครื่องบินทหารเมื่อเดือนพฤษภาคม และระบบเครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศในเดือนมีนาคม

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างยิ่งบริเวณชายแดนระหว่างสองเกาหลี โดยเฉพาะหลังเกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาของเกาหลีใต้ เพื่อป้องกันการปะทะกันทางทหารโดยไม่ตั้งใจ

เกาหลีใต้ได้เสนอจัดการเจรจาทางทหารเพื่อหารือเกี่ยวกับ “เส้นแบ่งเขตทางทหาร” หลังมีรายงานการรุกล้ำโดยกองทัพเกาหลีเหนือซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 พ.ย.) นายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ “กระทำการขั้นสุดโต่ง” ด้วยการติดตั้งรั้วลวดหนามถึงสามชั้นตามแนวชายแดน นายอี แจมยอง ยังได้เตือนถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “เรามาถึงจุดที่ไม่รู้ว่าการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจจะเกิดขึ้นเมื่อใด” พร้อมระบุว่า “ช่องทางการติดต่อทั้งหมดถูกตัดขาด พวกเขาปฏิเสธการเจรจาและการติดต่อทั้งหมด นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”.

คิม จองอึน ประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

ทำไมคิม จองอึน ถึงให้ความสำคัญกับ “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์”

การที่คิม จองอึน เน้นย้ำถึงการเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กับกองทัพอากาศ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพทางทหารของเกาหลีเหนือ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค การพัฒนาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจและเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลีได้

การประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือของคิม จองอึน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพร้อมในการเผชิญหน้าและความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมอ่อนข้อต่อแรงกดดันจากภายนอก ท่าทีดังกล่าวอาจนำไปสู่การแข่งขันทางอาวุธที่รุนแรงยิ่งขึ้นในภูมิภาค

สถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดนี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเจรจาและการทูตเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารและการแสวงหาทางออกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

การตัดสินใจของคิม จองอึนในการเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพอากาศด้วย “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” เป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความมั่นคงในภูมิภาคเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ที่มา – คิม จองอึน ประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

สลด! กู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์น่าเศร้าเกิดขึ้นที่หาดใหญ่ เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งเข้ากู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยเพื่อนบ้านให้ข้อมูลว่าเห็นผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายในสภาพหิวโซ นับเป็นเรื่องราวที่สะเทือนใจท่ามกลางความเสียหายจากอุทกภัย

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากระดับน้ำในพื้นที่น้ำท่วมหาดใหญ่เริ่มลดลง เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ใช้เครื่องตัดถ่างเพื่อเปิดประตูเหล็กของบ้านหลังหนึ่งในชุมชนทุ่งเสา เขตเทศบาลเมืองหาดใหญ่ เพื่อเข้ากู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่เสียชีวิตอยู่บนชั้น 2 ของบ้าน

ผู้เสียชีวิตซึ่งต่อมาทราบชื่อคือ นายจรูญ จารุพงศา อายุ 77 ปี ถูกพบในสภาพเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นรุนแรง เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงดำเนินการเก็บกู้ร่างและนำส่งแผนกนิติเวช โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

นางสาวนภาพร เพื่อนบ้านของผู้เสียชีวิต เล่าว่า เธอเห็นนายจรูญครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ในช่วงที่น้ำเริ่มท่วมสูงจนเอ่อล้นเข้าท่วมชั้นหนึ่งของบ้าน ทำให้นายจรูญต้องขึ้นไปอาศัยอยู่บนชั้น 2 โดยออกมานั่งอยู่ที่ระเบียงในสภาพที่ดูหิวโซ และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นนายจรูญอีกเลย

เป็นที่น่าเศร้าใจที่ทราบว่า นายจรูญอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวเพียงลำพัง ภรรยาของเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปก่อนหน้านี้ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ลูกสาวของเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคไตเช่นกัน ก่อนหน้านี้เคยมีญาติห่างๆ แวะเวียนมาดูแลบ้าง แต่ก็ไม่สม่ำเสมอ และหลังจากน้ำลดลง เพื่อนบ้านก็ไม่พบว่ามีญาติของนายจรูญมาที่บ้านเลย ทำให้เพื่อนบ้านตัดสินใจแจ้งตำรวจและหน่วยกู้ภัยให้เข้ามาตรวจสอบ จนกระทั่งพบศพของนายจรูญ

กู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นน้ำท่วม การเข้าถึงความช่วยเหลือและข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ประสบภัยน้ำท่วม

สำหรับผู้ที่ต้องการช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ประสบภัยน้ำท่วม สามารถทำได้โดย:

  • บริจาคสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยา และเครื่องนุ่งห่ม
  • ให้กำลังใจและรับฟังปัญหาของพวกเขา
  • ช่วยเหลือในการทำความสะอาดบ้านเรือน
  • แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยเหลือ

การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

สถานการณ์กู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ เป็นอุทาหรณ์ให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในสังคม การให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้

ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ กำลังใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถมอบให้แก่กันได้ เพื่อให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ที่มา – กู้ร่างคุณตาวัย 77 ปี หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อนบ้านเล่า เห็นครั้งสุดท้ายสภาพหิวโซ

กสทช. สั่งค่ายมือถือ ไม่คิดค่าโทรศัพท์ให้คนหาดใหญ่ช่วงน้ำท่วม

“สำนักงาน กสทช.” สั่งค่ายมือถือไม่คิดค่าโทรศัพท์-อินเทอร์เน็ต-ไวไฟ ให้คนหาดใหญ่ช่วงน้ำท่วม ผนึกทุกค่ายกู้คืนสัญญาณหาดใหญ่ได้แล้ว 85% ดึงไทยคมยิงไวไฟผ่านดาวเทียมเสริมระบบสื่อสาร เน้นจุดเปราะบางโรงพยาบาล ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย

จากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการสื่อสารของประชาชน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยด่วน

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. สั่งค่ายมือถือ ไม่คิดค่าโทรศัพท์ให้คนหาดใหญ่ช่วงน้ำท่วม เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้ โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงค่าบริการโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต และไวไฟ

นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช. ยังได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็น เอไอเอส ทรู และ NT รวมถึงไทยคม ในการเร่งกู้คืนระบบสัญญาณโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบภัยอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยได้มีการติดตั้งอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในพื้นที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล และศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่และประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างต่อเนื่อง

กสทช. สั่งค่ายมือถือ ไม่คิดค่าโทรศัพท์ให้คนหาดใหญ่ช่วงน้ำท่วม

สำนักงาน กสทช. ได้ปักหลักอยู่ในพื้นที่หาดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เพื่อประสานงานและแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้ให้บริการอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการติดตั้งอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในพื้นที่เปราะบาง เช่น โรงพยาบาลหลัก 2 แห่ง และโรงพยาบาลสนาม 9 แห่ง เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

กสทช. สั่งค่ายมือถือ ไม่คิดค่าโทรศัพท์ให้คนหาดใหญ่ช่วงน้ำท่วม ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤต โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการสื่อสารได้อย่างเท่าเทียมกัน

ความคืบหน้าในการกู้คืนระบบสื่อสาร

นายไตรรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันระบบสื่อสารในพื้นที่หาดใหญ่สามารถกลับมาใช้งานได้แล้วประมาณ 85% หลังจากที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเริ่มทยอยจ่ายกระแสไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสื่อสารจะกลับมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์ภัยพิบัติในครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงมาตรฐานโครงข่ายสถานีฐาน (cell site) ให้มีความแข็งแกร่งและสามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น โดยจะต้องมีการปรับโครงสร้างการติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อให้การสื่อสารสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องแม้ในสภาวะวิกฤต

กสทช. สั่งค่ายมือถือ ไม่คิดค่าโทรศัพท์ให้คนหาดใหญ่ช่วงน้ำท่วม เป็นเพียงหนึ่งในมาตรการช่วยเหลือที่สำนักงาน กสทช. ดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลและให้บริการประชาชนอย่างเต็มที่

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และความจำเป็นในการมีระบบสื่อสารที่มั่นคงและเชื่อถือได้ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – กสทช. สั่งค่ายมือถือ ไม่คิดค่าโทรศัพท์-อินเทอร์เน็ต ให้คนหาดใหญ่ช่วงน้ำท่วม

ปภ. เตือน! น้ำล้นตลิ่ง ฝุ่น PM 2.5 ในหลายจังหวัด

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกประกาศเตือนภัยเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง 30 จังหวัดเผชิญฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะ 12 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษจากปัญหาน้ำท่วมขัง

ปภ. เตือน 12 จังหวัด ระวังน้ำล้นตลิ่ง 30 จังหวัดเผชิญฝุ่น PM 2.5

จากรายงานสถานการณ์ประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 พบว่าหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

พื้นที่เสี่ยงน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขัง

จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำน้ำล้นตลิ่ง 30 จังหวัดเผชิญฝุ่น PM 2.5 และอุทกภัย ได้แก่ พิษณุโลก สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี ปัตตานี นราธิวาส และตรัง ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมอพยพหากสถานการณ์รุนแรง

  • ภาคกลาง: สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี
  • ภาคเหนือ: พิษณุโลก
  • ภาคใต้: ปัตตานี นราธิวาส ตรัง

ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำคลองหลายแห่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเสริมแนวป้องกันและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5

นอกจากสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่กำลังคุกคามสุขภาพของประชาชนคือ ฝุ่นละออง PM 2.5 พบว่ามี 30 จังหวัด ทั่วประเทศที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

  • ภาคเหนือ: เชียงใหม่ ลำพูน สุโขทัย
  • ภาคกลาง: ราชบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: หนองคาย บึงกาฬ นครพนม ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา
  • ภาคตะวันออก: ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง
  • ภาคใต้: ชุมพร
  • ภาคกลาง (อีกครั้ง): เพชรบุรี
  • ภาคเหนือ (อีกครั้ง): เพชรบูรณ์

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากากอนามัย และติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด กลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์

หน่วยงานภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 โดยการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น การฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อลดปริมาณฝุ่นในอากาศ และการรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลดมลพิษทางอากาศ

คำแนะนำสำหรับประชาชน

จากสถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง 30 จังหวัดเผชิญฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้น ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและปัญหามลพิษทางอากาศ โดย:

  • ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมอุปกรณ์และสิ่งของจำเป็นในกรณีฉุกเฉิน เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาประจำตัว ไฟฉาย และวิทยุ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นละออง PM 2.5
  • มีส่วนร่วมในการลดมลพิษทางอากาศ เช่น การใช้ขนส่งสาธารณะ การปลูกต้นไม้ และการลดการใช้พลังงาน

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การตระหนักถึงความเสี่ยงและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการ จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – ปภ. เตือน 12 จังหวัด ระวังน้ำล้นตลิ่ง 30 จังหวัดเผชิญฝุ่น PM 2.5

การประปาฯ หาดใหญ่ แจ้งท่อแตก! เร่งแก้ไข

ด่วน! “การประปาฯ หาดใหญ่” แจ้งเหตุท่อประปาแตกบริเวณพื้นที่ห้างไดอาน่า ทำให้หลายพื้นที่น้ำไหลอ่อน ขณะนี้ช่างกำลังเร่งดำเนินการแก้ไข

เมื่อเวลา 10.19 น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก การประปาส่วนภูมิภาค สาขาหาดใหญ่ ชั้นพิเศษ ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวว่า เกิดเหตุท่อแตกในบริเวณพื้นที่ห้างไดอาน่า ส่งผลให้น้ำประปาไหลอ่อนในบริเวณถนนศรีภูวนาถ หน้าสวนสาธารณะ และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งทีมช่างกำลังเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้น้ำประปาได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

การประปาฯ หาดใหญ่ เร่งแก้ไขท่อแตกพื้นที่ไดอาน่า

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 เวลา 21.30 น. การประปาฯ หาดใหญ่ ได้ดำเนินการผลิตและเปิดจ่ายน้ำประปาเพิ่มเติมในหลายพื้นที่ ได้แก่

  • บริเวณแยกคลองหวะ – พรุค้างคาว
  • ถนนชุมแสง
  • ถนนเทพประชาเหนือ
  • ถนนกาญจนวนิช
  • ถนนคลองยาเหนือ คลองยาออก คลองยาใต้ คลองยาตก
  • พื้นที่โดยรอบ เทศบาลเมืองบ้านพรุ

อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกของการเปิดจ่ายน้ำ อาจมีปัญหาน้ำประปาไหลอ่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการค่อยๆ ปรับเพิ่มแรงดันน้ำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ท่อประปาแตกหรือรั่ว นอกจากนี้ น้ำประปาอาจมีสีขุ่นบ้างเล็กน้อย แต่ทางทีมงาน การประปาฯ หาดใหญ่ ยืนยันว่าจะเร่งผลิตและจ่ายน้ำประปาให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน

การช่วยเหลือประชาชนจาก การประปาฯ หาดใหญ่

เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำประปาไหลอ่อน ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้จัดบริการรถน้ำเพื่อให้ประชาชนสามารถนำภาชนะมารับน้ำได้ฟรี ที่บริเวณหน้าเทศบาลคลองแห นับเป็นอีกหนึ่งความช่วยเหลือที่การประปาฯ หาดใหญ่ มุ่งมั่นที่จะมอบให้แก่ประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์น้ำประปาในหาดใหญ่เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ท่อประปาแตกส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำของประชาชน ทางการประปาฯ กำลังเร่งแก้ไขปัญหา การให้บริการรถน้ำก็เป็นอีกช่องทางที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องและใช้น้ำอย่างประหยัด

ที่มา – “การประปาฯ หาดใหญ่” แจ้งเหตุท่อแตกบริเวณพื้นที่ห้างไดอาน่า ช่างกำลังเร่งแก้ไข

เอเชียวิกฤต น้ำท่วมดินถล่ม คร่าชีวิต 600 ศพ

ฝนตกหนักจากมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน ได้ก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปีในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 600 รายในอินโดนีเซีย ไทย ศรีลังกา และมาเลเซีย ขณะที่ประชาชนนับล้านคนได้รับผลกระทบ และหลายร้อยชีวิตยังคงสูญหาย สถานการณ์ เอเชียวิกฤต น้ำท่วมดินถล่ม ครั้งนี้เป็นผลมาจากฝนที่ตกหนักผิดปกติในช่วงฤดูมรสุม ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างหนัก

อินโดนีเซียมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตราที่เผชิญกับพายุไซโคลนเซนยาร์ (Senyar) ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ทำให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน อาคารบ้านเรือนนับพันหลังถูกน้ำท่วมมิด ขณะที่สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติของอินโดนีเซียระบุว่า ยังมีผู้สูญหายอีกเกือบ 300 คน ในสุมาตราหลังน้ำท่วมทำลายล้างบ้านเรือน

ไทยยืนยันยอดผู้เสียชีวิตรวมกว่า 160 ราย ใน 10 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ มีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 3.8 ล้านคน โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลา ซึ่งน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ อำเภอหาดใหญ่เผชิญกับปริมาณน้ำฝนถึง 335 มิลลิเมตร ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นปริมาณที่หนักที่สุดในรอบ 300 ปี รัฐบาลได้ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินชดเชยสูงสุด 2 ล้านบาท สำหรับครัวเรือนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัว

ด้านศรีลังกาเผชิญกับพายุไซโคลนดิตวาห์ (Ditwah) ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 ราย และมีผู้สูญหายประมาณ 170 คน รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน บ้านเรือนถูกทำลายกว่า 15,000 หลัง และประชาชนกว่า 78,000 คนต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว นอกจากนี้ พื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของประเทศไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้

มาเลเซีย แม้จะมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย แต่ความเสียหายก็รุนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในรัฐปะลิสทางตอนเหนือ มีประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิง

การปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ประชาชนนับร้อยคนยังคงติดค้างอยู่ บางส่วนต้องรอความช่วยเหลือบนหลังคาบ้าน ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนได้รับการอพยพแล้ว

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า สภาพอากาศสุดขั้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเกิดจากการปะทะกันของพายุไต้ฝุ่นโคโตะ (Koto) ในฟิลิปปินส์ และการก่อตัวของพายุไซโคลนเซนยาร์ (Senyar) ในช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้ส่งผลให้รูปแบบของพายุเปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีฝนตกหนัก ความรุนแรงและระยะเวลาของฤดูมรสุมยาวนานขึ้น ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและลมกระโชกแรงกว่าเดิม.

เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

สถานการณ์ เอเชียวิกฤต น้ำท่วมดินถล่มครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เราเห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของผู้คนในระยะยาว การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ผลกระทบจาก เอเชียวิกฤต น้ำท่วมดินถล่มครั้งใหญ่

  • ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย: จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายที่สูงขึ้นอย่างน่าใจหาย
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน: บ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่เกษตรกรรมถูกทำลาย
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: การหยุดชะงักของการผลิต การขนส่ง และการท่องเที่ยว
  • ความเครียดและความวิตกกังวล: ผู้ประสบภัยต้องเผชิญกับความเครียดและความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคต

การแก้ไขปัญหาและบรรเทาทุกข์เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการวางแผนระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน การลงทุนในระบบเตือนภัย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง และการส่งเสริมการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เอเชียวิกฤต น้ำท่วมดินถล่มครั้งใหญ่ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง การร่วมมือกันในระดับนานาชาติ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับคนรุ่นหลัง

ที่มา – เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

วันสุดท้าย! เมรัยไทยแลนด์ 2025 ห้ามพลาด

วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ห้ามพลาดกับงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ณ Emsphere ที่อัดแน่นไปด้วยร้านค้าสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยมากมาย พร้อมลิ้มรสเมนูพื้นถิ่นที่หายไปใน The Lost Thai Taste และชมฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง

วันที่ 5 ของงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่ ที่รวมพลังผู้ผลิตสุราไทยจากทุกภูมิภาคของไทยมาไว้ในงานเดียว เพื่อเป็นการเชิดชูภูมิปัญญาการหมักและการกลั่นแบบดั้งเดิมของท้องถิ่น

โดยวันนี้ (30 พ.ย.68) เป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ซึ่งภายในงานยังมีร้านค้าเมรัย ที่รวมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยกว่า 50 แบรนด์ รวมถึงกิจกรรมและโซนต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

เมรัยไทยแลนด์ 2025: มหกรรมที่ไม่ควรพลาด

หนึ่งในไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดคือโซน The Lost Thai Taste: รสชาติที่หายไป เมรัยตามหามา ซึ่งเป็นโซนที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ตั้งใจนำเสนอภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นที่กำลังเลือนหายไป ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมงานจะได้ลิ้มลองอาหารประจำถิ่นภาคใต้ อย่าง “มะพร้าวคั่ว+พุงปลาอื้อ Pairing คู่กับ สุราสักทองแพร่” ซึ่งเป็นอาหารพื้นถิ่นชื่อดังจากจังหวัดนครศรีธรรมราช เมนูนี้ เชฟบุช – เลอชาญ โก๊ะแอ เลือกใช้กุ้งลายเสือลวกเบิร์นไฟ เสิร์ฟกับเจลพุงปลาอื้อและกัวคาโมเลเนื้อนุ่ม ท็อปด้วยแตงกวาและผักชีลาว วางบนแคร็กเกอร์มะพร้าวคั่วจากชุมพร เพิ่มกลิ่นรสแบบใต้ในคำเดียว พร้อมเสิร์ฟวันละ 4 รอบ คือ 16.00 / 17.00 / 18.00 และรอบพิเศษ 19.00 (Pairing กับเมรัยไทย)

ไฮไลท์ฟรีคอนเสิร์ตในงาน เมรัยไทยแลนด์ 2025

นอกจากอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ไฮไลท์ช่วงเย็นของงาน เมรัยไทยแลนด์ 2025 ยังมีการแสดงดนตรีสดให้ชมฟรีอีกด้วย พบกับ Onra (18.00-20.00 น.), วงดนตรีจาก ม่วน บางกอก สุดเขต (20.00-21.00 น.), Guncharlie’ หรือ กัน เสฐพงษ์ (21.30 – 22.30 น.) และ Yellow Fang (22.45-23.45 น.)

สำหรับงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน ที่ EM WONDER & SPHERE HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้า The Emsphere กรุงเทพฯ ใครที่ยังไม่ได้ไป รีบไปกันด่วนๆ ก่อนจะหมดวันนะครับ งานนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้สนับสนุนสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทย พร้อมสัมผัสรสชาติอาหารพื้นถิ่นที่ไม่ค่อยมีให้เห็นกันแล้ว

ที่มา – วันสุดท้ายแล้ว “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ครั้งใหญ่ของไทย