วัน: 9 ธันวาคม 2025

กัมพูชาอ้างไทยละเมิดดินแดนและสิทธิฯ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาได้ยื่นหนังสือถึงสหประชาชาติและอาเซียน โดยอ้างว่าไทยละเมิดดินแดนและสิทธิเสรีภาพของประชาชนกัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวในกัมพูชารายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (Cambodian Human Rights Committee: CHRC) ได้จัดทำและยื่นคำร้องฉุกเฉินไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกรุงเทพฯ สถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติในอาเซียน และตัวแทนมาเลเซียในฐานะประธานหมุนเวียนอาเซียน

สาระสำคัญของคำร้องดังกล่าวระบุถึงการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมถึงการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ โดยกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับ “การกระทำของฝ่ายทหารไทย” ตามที่ CHRC กล่าวอ้าง ทำให้สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

ถึงแม้รายงานจะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณใดของแนวชายแดน และฝ่ายไทยยังไม่มีการออกแถลงชี้แจงในทันที แต่ทาง CHRC ได้ยืนยันว่าได้ส่งคำร้องไปยังหลากหลายหน่วยงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและอาเซียน เพื่อขอให้เข้ามาติดตามและดำเนินการตามกลไกระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่าประชาชนกัมพูชาต้องได้รับการคุ้มครองจากการละเมิดทุกรูปแบบ

คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร้องเรียนไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพ

ประเด็นที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชายกขึ้นมานี้มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การกล่าวอ้างเรื่องการละเมิดดินแดนและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดและเป็นกลาง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับกรณีไทยถูกกล่าวหาละเมิดดินแดน

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้าง แต่เป็นที่คาดการณ์ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางออกร่วมกันเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกันในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของแต่ละประเทศ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใดก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชายื่นเรื่องต่อสหประชาชาติและอาเซียน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ และหวังว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการรายงานข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและเปราะบาง การรักษาความเข้าใจอันดีและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

ความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริง: การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการตัดสินว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่

บทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ: องค์กรระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยและให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหา

การเจรจาและการทูต: การเจรจาและการทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเล็กน้อยลุกลามบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่กว่าเดิม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร้องเรียนว่าไทยละเมิดดินแดนและสิทธิฯ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นธรรมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร่อนหนังสือถึงสหประชาชาติและอาเซียน อ้างถูกไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพ

ยูเนสโกรับรอง ตาก-ระยอง-สตูล เมืองแห่งการเรียนรู้

“นฤมล” เผย ยูเนสโกรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สะท้อน การศึกษาไทยก้าวหน้าไปอีกขั้น พร้อมดันนโยบายเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

วันที่ 9 ธ.ค. 2568 ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 องค์การยูเนสโกได้ประกาศรับรอง เทศบาลเมืองตาก จังหวัดระยอง และจังหวัดสตูล เป็นสมาชิกใหม่ของเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Global Network of Learning Cities – GNLC) ร่วมกับอีก 72 เมืองจาก 46 ประเทศทั่วโลก

ดร.นฤมล กล่าวว่า การประกาศขององค์การยูเนสโก สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยก้าวหน้าอีกขั้นในการขับเคลื่อนนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายในการยกระดับการศึกษาและการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ ผ่านนโยบายและกลไกที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสังคมในศตวรรษที่ 21 เมืองของไทย 3 แห่งที่ได้รับการรับรองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ปีล่าสุด มีจุดเด่นดังนี้ 1. เทศบาลเมืองตาก มุ่งพัฒนา “เมืองแห่งโอกาส” ผ่านการจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชากรในเขตเมืองและพื้นที่ชายแดน 2. จังหวัดระยอง ขับเคลื่อนการเรียนรู้ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานและเยาวชนในเขตเศรษฐกิจตะวันออก และ 3. จังหวัดสตูล ส่งเสริมการเรียนรู้บนฐานมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และอาชีพของชุมชน

อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมเครือข่ายของยูเนสโกจะช่วยให้เมืองของไทยได้รับองค์ความรู้ แหล่งเรียนรู้ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากเมืองชั้นนำทั่วโลก รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายนานาชาติ เพราะเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยยูเนสโกระบุว่า เมืองแห่งการเรียนรู้เป็นพื้นที่ที่ “การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียน ที่ทำงาน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ พื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่ในบ้านของประชาชนเอง เมืองเหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญในการ เพิ่มทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับตลาดงานที่เปลี่ยนแปลง เปิดโอกาสด้านการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่และผู้ขาดโอกาส เตรียมคนทุกวัยให้พร้อมรับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนส่งเสริมผู้ประกอบการและนวัตกรรมระดับท้องถิ่น

นางสเตฟาเนีย เจียนนีนี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการศึกษาของยูเนสโก ระบุว่า เมืองใหม่ทั้ง 72 เมืองทั่วโลก กำลังกำหนดความหมายใหม่ให้กับการเรียนรู้ โดย “เปลี่ยนทุกถนนและทุกอาคารในเมือง ให้เป็นพื้นที่แห่งความรู้และโอกาส” ทั้งนี้ ในปี 2568 นับว่าเครือข่ายฯ ได้ขยายใหญ่ที่สุดในรอบปี มีสมาชิกกว่า 425 เมือง จาก 91 ประเทศ รองรับประชากรเกือบ 500 ล้านคนทั่วโลก นอกจากนี้ ปีนี้ยังมีเมืองหลวง 11 แห่งได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก เช่น Porto-Novo Bissau Lusaka Cairo Riyadh Lisbon Ankara Ashgabat Hanoi Buenos Aires และ Caracas ขณะเดียวกันมีชาติสมาชิกใหม่อีก 12 ประเทศ ได้แก่ เบนิน บุรกินาฟาโซ ชิลี ไซปรัส กินี-บิสเซา อิรัก มองโกเลีย ไนเจอร์ เติร์กเมนิสถาน สหรัฐอเมริกา เวเนซุเอลา และแซมเบีย สำหรับประเทศไทย การมีเมืองสมาชิก ณ ปัจจุบันรวม 13 เมือง ในเครือข่ายยูเนสโกจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีพลังขับเคลื่อนที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดไปสู่

การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ฐานชุมชน การสร้างความร่วมมือระหว่างเมืองไทยกับต่างประเทศ การจัดทำแผนนโยบายระดับจังหวัดที่เน้น “การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อทุกคน” ตลอดจนการขับเคลื่อนเมืองไทยสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ในระดับสากลอย่าง

ยูเนสโกรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้

การที่ยูเนสโกให้การรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย การได้รับเลือกเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโกนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่รางวัล แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสามจังหวัดได้เข้าถึงองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดจากทั่วโลก เพื่อนำมาปรับใช้และพัฒนาการเรียนรู้ในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น

ตาก ระยอง สตูล: เมืองไทยกับการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้

แต่ละจังหวัดที่ได้รับการรับรองนั้น มีจุดเด่นที่น่าสนใจและสามารถเป็นแบบอย่างให้แก่เมืองอื่นๆ ได้ เทศบาลเมืองตากมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนในเขตเมืองและพื้นที่ชายแดน จังหวัดระยองให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาแรงงานและเยาวชนให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ในขณะที่จังหวัดสตูล ส่งเสริมการเรียนรู้บนพื้นฐานของมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายและความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

การที่ประเทศไทยมีเมืองที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกเพิ่มขึ้นนั้น แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การได้รับการรับรอง ยูเนสโกรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ จะเป็นแรงผลักดันให้เมืองอื่นๆ ในประเทศไทย หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของประชาชนในทุกช่วงวัยมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่ ยูเนสโกรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ถือเป็นข่าวดีและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยอย่างยั่งยืน เราควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เมืองเหล่านี้เติบโตและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เมืองอื่นๆ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

ที่มา – “นฤมล” เผย ยูเนสโกรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้

กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้ปฏิบัติการเชิงรุกตอบโต้การคุกคาม โดยการใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งป้อมปืนกลและสะสมอาวุธที่ใช้โจมตีฝ่ายไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา จังหวัดสระแก้ว

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานสำคัญจาก กกล.บูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ถึงปฏิบัติการดังกล่าว การตัดสินใจใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนนี้ มีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานในการยิงอาวุธวิถีโค้งและเป็นแหล่งสะสมอาวุธที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทย

กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา

การปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกล.บูรพา ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน การตอบโต้ด้วยความเด็ดขาดเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ากองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นที่ก่อเหตุร้าย หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

รายละเอียดปฏิบัติการ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน

จากรายงานของหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 พบว่า บ่อนกาสิโนดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับแนวชายแดน และมีการใช้เป็นที่กำบังในการยิงโจมตีข้ามแดนเข้ามายังฝั่งไทย ทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวตกอยู่ในความเสี่ยง การทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มผู้ไม่หวังดีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ผลจากการยิงทำลายด้วยปืนใหญ่รถถัง ทำให้บ่อนกาสิโนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ป้อมปืนกลและแหล่งสะสมอาวุธถูกทำลาย ซึ่งเป็นการลดขีดความสามารถในการโจมตีของกลุ่มผู้ไม่หวังดีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมที่จะตอบโต้หากมีการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงเกิดขึ้นอีก

ปฏิบัติการ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนและชื่นชมจากประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดและจริงจังของกองทัพในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบบริเวณชายแดน หลายคนเชื่อว่าการตอบโต้ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนได้

ถึงแม้ว่าปฏิบัติการทางทหารอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบางสถานการณ์ แต่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการสร้างความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดที่ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายหันมาทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนและการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความร่วมมือและการเจรจาอย่างเปิดอก อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในอนาคต

การที่ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้พื้นที่ดังกล่าวในการกระทำผิดกฎหมายหรือกิจกรรมที่ผิดกฎหมายต่างๆ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสงบและความมั่นคงในระยะยาว

ที่มา – กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา ที่ตั้งป้อมปืนกลและสะสมอาวุธใช้โจมตีฝ่ายไทย

MAZDA ลงทุน 5 พันล้าน ปักหมุดไทยผลิต MHEV

ข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย! MAZDA ประกาศลงทุนครั้งใหญ่กว่า 5 พันล้านบาท ปักหมุดประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ MHEV (Mild Hybrid Electric Vehicle) โดยมีเป้าหมายที่จะส่งออกไปยังตลาดโลก ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต

MAZDA ลงทุน 5 พันล้าน ปักหมุดฐานผลิตรถ MHEV ชูไทยเป็นฐานส่งออกสำคัญ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ผู้บริหารระดับสูงของ Mazda Motor Corporation ได้เข้าพบ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยเลขาธิการบีโอไอ เพื่อนำเสนอแผนการลงทุนที่สำคัญนี้ การตัดสินใจลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากบอร์ดอีวีได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า MHEV ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างพลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า

มาตรการดังกล่าวได้กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Mazda ตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย โดยคาดว่าจะเริ่มลงทุนได้ในช่วงต้นปี 2569 และเริ่มผลิตได้ในช่วงกลางปี 2570

ทำไม MAZDA ถึงเลือกไทยเป็นฐานการผลิตรถ MHEV?

Mazda เล็งเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตยานยนต์ที่แข็งแกร่ง
  • แรงงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญ
  • นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ
  • ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการส่งออก

ปัจจุบัน Mazda มีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน การจำหน่าย และการตลาด นอกจากนี้ ยังมีบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (AAT) ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ Ford เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญในภูมิภาค

การลงทุนครั้งใหม่นี้ จะเป็นการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV ด้วยกำลังการผลิตถึง 1 แสนคันต่อปี โดยกว่า 60% จะเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากประเทศไทย

นอกจากนี้ Mazda ยังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ให้ได้มากกว่า 70% ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น โครงการนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของ Mazda ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาไปสู่การผลิตรถยนต์ไฮบริด (HEV) ในอนาคต

มาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า MHEV ของบอร์ดอีวี ได้กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตพิเศษที่ 10% (สำหรับรถยนต์ที่ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g/km) และ 12% (สำหรับรถยนต์ที่ปล่อย CO2 ตั้งแต่ 101 – 120 g/km) เป็นระยะเวลา 7 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ เช่น แบตเตอรี่ (ตั้งแต่ปี 2569) และ Traction Motor (ตั้งแต่ปี 2571) รวมถึงต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ

รัฐบาลไทยมีเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท (xEV) ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ MHEV ลงทุน 5 พันล้าน ของ MAZDA ครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

การประกาศลงทุน MAZDA ลงทุน 5 พันล้าน ปักหมุดฐานผลิตรถ MHEV ชูไทยเป็นฐานส่งออกสำคัญ ด้วยกำลังการผลิตที่สูงถึง 1 แสนคันต่อปี แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อศักยภาพของประเทศไทยในการผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก การตัดสินใจ MAZDA ลงทุน 5 พันล้าน ปักหมุดฐานผลิตรถ MHEV ชูไทยเป็นฐานส่งออกสำคัญ ย้ำว่าประเทศไทยมาถูกทางแล้วในการเป็นฐานผลิต!

การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างงานและรายได้ให้กับประเทศ แต่ยังจะช่วยยกระดับเทคโนโลยีและทักษะของบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอีกด้วย

ที่มา – MAZDA ลงทุน 5 พันล้าน ปักหมุดฐานผลิตรถ MHEV ชูไทยเป็นฐานส่งออกสำคัญ

สุดอาลัย! ส่ง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กลับร้อยเอ็ด

สุดอาลัย…ส่งร่าง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ทหารกล้าพลีชีพจากเหตุปะทะที่ช่องบก กลับบ้านเกิดร้อยเอ็ดแล้ว ครอบครัวรอรับศพเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลให้กับ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องยิงลูกระเบิดที่ทหารฝ่ายกัมพูชายิงถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีเพื่อนทหารได้รับบาดเจ็บอีก 3 นายจากเหตุการณ์เดียวกัน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ร่างของ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ได้ถูกส่งกลับไปยังบ้านเกิดที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้ญาติพี่น้องได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

มีรายงานว่า ในเวลา 14.00 น. นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้เป็นประธานในพิธีอัญเชิญน้ำหลวงอาบศพพระราชทาน และวางพวงมาลาพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้นได้มีการสวดพระอภิธรรมศพเป็นคืนแรก ซึ่งสร้างความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต

พิธีพระราชทานเพลิงศพของ จ.ส.อ.ศตวรรษ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ ฌาปนสถานวัดป่าพรหมพิทักษ์วนาราม การเสียสละชีพเพื่อชาติในครั้งนี้ จะได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ 7 ชั้นยศ พร้อมทั้งสวัสดิการต่างๆ และการบรรจุทายาทเข้ารับราชการทดแทน

สุดอาลัย! ส่ง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กลับร้อยเอ็ด

ประวัติ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต โดยสังเขป

จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต หรือจ่าเพรียว เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2537 ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 11 ชุมชนตลาดหนองพอก ตำบลหนองพอก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรของนายสมัย สุจริต อายุ 60 ปี และนางอรพันธ์ สุจริต อายุ 53 ปี สมรสกับนางอันธิกา สุจริต อายุ 30 ปี มีบุตรสาว 2 คน คือ เด็กหญิงกุลระพี สุจริต อายุ 6 ปี และเด็กหญิงกัญญาภัค สุจริต อายุ 4 ปี

จ่าเพรียวจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย จากนั้นได้สอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายสิบทหารบก และเข้ารับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ในตำแหน่งพลขับรถถัง สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 ค่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าฟ้าจุฬาโลกมหาราช จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการเลื่อนยศเป็นจ่าสิบเอก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 รวมระยะเวลารับราชการ 10 ปี 7 เดือน อัตราเงินเดือน 20,640 บาท

การจากไปของ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของกองทัพไทย และเป็นความสูญเสียของครอบครัวสุจริต ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

ที่มา – สุดอาลัย ส่ง “จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต” ทหารกล้าพลีชีพที่ช่องบก กลับบ้านเกิดร้อยเอ็ด

ส่องอาวุธหนัก กองทัพกัมพูชา อานุภาพการทำลายถึงไทย

กองทัพกัมพูชา (Royal Cambodian Armed Forces: RCAF) มีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต/รัสเซีย และจีน ซึ่งรวมถึงอาวุธหลักที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงบางชนิด

 อาวุธหลักของกองทัพกัมพูชา

กองทัพกัมพูชามียุทโธปกรณ์หลายประเภทตั้งแต่อาวุธประจำกายไปจนถึงระบบปืนใหญ่หนัก:

  • ระบบจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Rocket Launcher Systems – MLRS):
    • BM-21 Grad (ขนาด 122 มม.): เป็นระบบจรวดที่ไม่นำวิถี (ส่วนใหญ่) เน้นการยิงแบบ ปูพรมในพื้นที่กว้างมีท่อยิง 40 ลำกล้อง ระยะยิงประมาณ 20-40 กิโลเมตร อานุภาพทำลายล้างสูงในพื้นที่เป้าหมาย
    • RM-70: พัฒนาจาก BM-21 ถือเป็นหนึ่งในอาวุธปืนใหญ่ที่ทรงพลังที่สุดของกัมพูชา
    • PHL-03 (ขนาด 300 มม. – จรวดพิสัยไกล): เป็นระบบที่จัดหามาจากจีน มีขีดความสามารถที่น่าจับตามองมาก ระยะยิงไกลถึง 70 – 130 หรือ 160 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับชนิดจรวด) สามารถใช้จรวดนำวิถีได้ และมีอำนาจทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างราบคาบ ถือเป็นอาวุธพลิกเกม 
  • ปืนใหญ่สนามลากจูง:
  • มีการใช้งานปืนใหญ่หลายขนาด เช่น Type 59-1 (ขนาด 130 มม.) จากจีน, D-30 (ขนาด 122 มม.) จากโซเวียต/รัสเซีย
ส่องอาวุธ
  • ยานเกราะและรถถัง:
  • มีการใช้งานรถถังหลักรุ่นเก่า เช่น T-54/55 และรุ่นลอกแบบ Type 59 รวมถึงยานรบทหารราบ BMP-3 และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ BTR-60PB นอกจากนี้ยังมีรายงานการจัดซื้อรถถังหลักรุ่นใหม่ VT-4 และปืนใหญ่อัตตาจร SH1 (155 มม.) จากจีน

ปืนเล็กยาวและอาวุธประจำกาย:

  • ส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่มาจากอดีตโซเวียตและจีน เช่น AK-47, Type 56/81, และปืนที่มาจากตะวันตก เช่น M16A1
ส่องอาวุธ

อานุภาพการทำลาย

อาวุธที่น่ากังวลที่สุดในบริบทชายแดนคือ ระบบจรวดหลายลำกล้อง (MLRS) เช่น BM-21 Grad และ PHL-03

  • BM-21 Grad: แม้จะขาดความแม่นยำสูง (เน้นการยิงปูพรม) แต่การยิงจรวดพร้อมกัน 40 ลูกในพื้นที่เป้าหมายจะก่อให้เกิด ความเสียหายรุนแรงในวงกว้าง ทั้งต่อกำลังพล อาคารบ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานในแนวหลัง
  • PHL-03: ด้วยพิสัยการยิงที่ไกลและจรวดที่มีตัวเลือกนำวิถี จะทำให้อำนาจการยิงของกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ลึกเข้าไปในประเทศไทยได้มากขึ้น และสามารถทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้

เคยยิงมาฝั่งไทยหรือไม่ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

มีการรายงานอย่างเป็นทางการว่าอาวุธของกัมพูชาเคยยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย ในเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการปะทะหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2554 (กรณีปราสาทพระวิหาร) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง

  • เหตุการณ์ในอดีต (เช่น ปี พ.ศ. 2554/2568):
    • มีการรายงานการใช้ เครื่องยิงจรวด BM-21 Grad ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือนลึกในฝั่งไทย
    • ตัวอย่างเช่น ใน เหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชาเมื่อกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานว่ากระสุนจาก BM-21ตกลงใส่ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน

การอ้างอิงในปัจจุบัน:

  • ล่าสุดใน เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานการปะทะกันอย่างหนักบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี/ศรีสะเกษ ซึ่งกองทัพบกไทยได้ประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้อาวุธยิงสนับสนุนต่างๆ ยิงมายังแนวทหารและ เคยยิงใส่พื้นที่เป้าหมายพลเรือนฝ่ายไทย ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต (อ้างอิง: Line Today, The101.world) นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงว่ากัมพูชาได้ยิง BM-21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย ในจังหวัดบุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด)

ข้อตกลงในการถอนอาวุธ:

  • ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างไทยและกัมพูชา และมีข้อตกลงร่วมกันในการ ถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ออกจากแนวชายแดนเป็นระยะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาวุธเหล่านี้เคยถูกนำมาประจำการในบริเวณดังกล่าว

ที่มา :https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2900666

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

กองทัพบก เปิดสาเหตุ ยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ ปราสาทคนา ได้เบ็ดเสร็จ ส่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว อยู่ระหว่างกวาดล้าง ขณะที่วันนี้เน้นลุยพื้นที่ที่ยังกวาดล้างไม่สำเร็จ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา การปะทะขยายวง ครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว ซึ่งกัมพูชาใช้อาวุธทุกประเภทเข้าโจมตี ฝ่ายเรา ทั้งอาวุธกล อาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่จรวดหลายลำกล้อง โดรนทิ้งระเบิด กองทัพบกใช้แผนเผชิญเหตุ โดยมีความมุ่งหมายป้องกันตัวเอง ควบคู่การผลักดันพื้นที่ที่เราถูกรุกล้ำอธิปไตย และที่สำคัญเราต้องทำลายศักยภาพการโจมตีของทหารกัมพูชา เพื่อไม่ให้สามารถกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยได้อีก

ผลการปฏิบัติที่สำคัญที่ผ่านมา ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 วันนี้ได้ทำลายตึกกาสิโนร้าง ซึ่งเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่เราพบว่าใช้เป็นที่ตั้งทางทหาร จุดปล่อยโดรน รวมถึงอาวุธสนับสนุนต่างๆ ในพื้นที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงเราได้ตัดกำลังทำลายสัญญาณแอนตี้โดรนในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ส่วนพื้นที่กวาดล้าง ที่ถูกรุกล้ำ ช่องระยี ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อยู่ระหว่างปฏิบัติการ

รวมถึงเราได้ผลักดันทหารกัมพูชา ที่ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้สนามทุ่นระเบิดจำนวนมาก ในบริเวณดังกล่าว ปัจจุบันยังอยู่ในความพยายาม

ส่วนพื้นที่ปราสาทตาควาย วันนี้เราได้ทำลายกระเช้าที่ใช้ในการส่งเสบียง บริเวณ เนิน 350 เป็นที่สำเร็จ ซึ่งขณะนี้ยังมีความพยายามเข้ากระทำต่อพื้นที่ต่อไป

ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 วานนี้ เราได้เปิดปฏิบัติการผลักดัน เพื่อควบคุมแนวเส้นปฏิบัติการใน 3 พื้นที่ ทั้งบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง และบ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว โดยสามารถทำลายที่มั่นดัดแปลง ของฝ่ายกัมพูชา ได้บางส่วน และที่น่ายินดีคือเมื่อ 17:00 น. วานนี้ สามารถยึดและควบคุมพื้นที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในห้วงของการกวาดล้าง ล่าสุดมีรายงานแล้วว่าช่วงการกวาดล้างเจอทุ่นสังหารบุคคล

ทั้งนี้ในวันนี้สำหรับพื้นที่ที่ยังปฏิบัติการไม่สำเร็จก็ยังมีความพยายามอยู่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ขอรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา มีกำลังพลของกองทัพบก เสียชีวิตในการรบ 1 นาย บาดเจ็บ 29 นาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยเฉพาะประเด็นที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณนั้น ทำให้การเข้าควบคุมเป็นไปอย่างยากลำบาก และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

ทำไมถึงยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ?

สาเหตุหลักที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จคือการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การดำเนินการจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ การเจรจาและการประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา การพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้

สถานการณ์เช่นนี้ต้องการความอดทนและความเข้าใจจากทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาปราสาทคนา ไม่ได้เบ็ดเสร็จต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

การให้กำลังใจทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านี้เสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประชาชน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่เสียสละปก้องชาติเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง การช่วยกันทำให้พวกเขามีกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การแก้ไขอย่างสันติวิธี คือสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

การวางแผนการช่วยเหลือและเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

การปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เเค่ทหารเเละเจ้าหน้าที่เท่านั้น

สุดท้ายนี้ หวังว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้ทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ที่มา – ทบ. เผยเหตุผล ที่ยังคุมปราสาทคนา ยังไม่ได้เบ็ดเสร็จ

ประกันสังคมแจง ปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ

ประกันสังคมแจงปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

ประกันสังคมแจงรายละเอียดการปรับเพดานค่าจ้างจะมี 3 ระยะ ระหว่างปี 2569-2575 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุดและการคิดเงินสมทบ ย้ำเพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมและนางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ปฏิบัติหน้าที่โฆษกสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยรองโฆษกสำนักงานประกันสังคมและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวโดยระบุคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ… โดยร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้นตามฐานค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้และเพิ่มสิทธิประโยชน์ในส่วนของเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีต่างๆ ให้แก่ผู้ประกันตนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตาย ชราภาพและว่างงาน 

ทั้งนี้ การปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ จะดำเนินการเป็น 3 ระยะ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและลดผลกระทบต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง แบ่งออกเป็น ระยะที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2571 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ระยะที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2572–2574 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

สำหรับการปรับเพดานค่าจ้างจะส่งผลให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายกรณี ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตน ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต หากคำนวณประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ในกรณีต่างๆ ที่มีการปรับเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท เงินทดแทนกรณีต่างๆ ที่ผู้ประกันตนได้รับเพิ่มขึ้น  เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงานที่สามารถรับได้สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน จะปรับเพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน เงินสงเคราะห์การหยุดงานในการคลอดบุตร เพิ่มจาก 22,500 บาท เป็น 26,250 บาทต่อครั้ง เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตเมื่อส่งเงินสมทบ 10 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 90,000 บาท เป็น 105,000 บาท และเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งในกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี จะเพิ่มจาก 3,000 บาท เป็น 3,500 บาทต่อเดือน และในกรณีส่งครบ 25 ปี จะเพิ่มจาก 5,250 บาท เป็น 6,125 บาทต่อเดือน 

นางสาวกาญจนา กล่าวว่า ผู้ประกันตนที่ค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาท ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ ยังคงนำส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้างตามปกติ การปรับเพดานค่าจ้างเป็นการยกระดับหลักประกันด้านรายได้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและระดับค่าจ้างในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เป็นธรรม การจ่ายเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นของนายจ้างและรัฐบาลถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะทำให้ลูกจ้างมีหลักประกันความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนผลดีต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้กับประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานประกันสังคมจะเร่งดำเนินการเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามในร่างกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 ต่อไป

ทำไมต้องปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบ?

การปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีความยั่งยืนและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน

  • ช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงาน เงินสงเคราะห์บุตร เงินบำนาญชราภาพ
  • ทำให้ระบบประกันสังคมมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
  • เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล

การปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนและสร้างความมั่นคงให้กับสังคมโดยรวม อย่ารอช้าที่จะทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้!

ที่มา – ประกันสังคมแจงปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

พิพัฒน์ยัน! ไม่เก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน

“พิพัฒน์” ปัด “กระทรวงคมนาคม” มีมติเก็บค่าผ่านทาง 30 บาท แยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน ระบุศึกษา 2-3 ปี จ่อแถลงความชัดเจนเดือนนี้

9 ธ.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ประชุม คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) มีมติอนุมัติให้เปลี่ยนแนวเส้นทางอุโมงค์แยกเกษตร-ถนนงามวงศ์วาน-สะพานพงษ์เพชร มาเป็นทางด่วนเพื่อเชื่อมระบบโครงข่ายด้านตะวันออก ตะวันตก ของ กทม. โดยกำหนดค่าผ่านทางตลอดเส้นทางรวม 30 บาท ว่า ที่วิจารณ์กันตนไม่ทราบว่าเอาข้อมูลมาจากไหน เพราะจากที่ตนไปดูมติจากที่ประชุมไม่มีการพูดถึงเรื่อง 30 บาทเลย ฉะนั้น อาจเป็นความเข้าใจผิด หรือเข้าใจกันไปเอง ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไร ตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

ประเด็นร้อนแรงที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้คือเรื่องของค่าผ่านทางบริเวณแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน ซึ่งมีข่าวลือว่าจะมีการเก็บค่าบริการสูงถึง 30 บาท เรื่องนี้สร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่สัญจรในเส้นทางดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความจำเป็นในการเก็บค่าผ่านทาง

จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว โดยยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมยังไม่มีมติให้เก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วานจำนวน 30 บาท ตามที่มีการนำเสนอข่าวแต่อย่างใด ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า ข้อมูลที่ประชาชนได้รับอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข่าวมีการนำเสนอว่าจะเก็บค่าทางด่วนบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 30 บาท นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรเป็นข้อเท็จจริงตรงนั้น ย้ำว่า มติที่ประชุมดังกล่าวยังไม่มีการพูดถึงเรื่อง 30 บาท แต่ที่สำคัญคือ การให้ไปศึกษาความเป็นไปได้กับการใช้ทางลอดร่วม และผลการศึกษาคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 2-3 ปีกว่าจะเสร็จสิ้น ซึ่งหากผลการศึกษาจะชี้ว่าเป็นความแออัด เราคงหาวิธีเลี่ยงไปในเส้นทางไหน แต่อย่างไรขอหารือกับทางกรรมการอีกครั้งหนึ่งก่อน และจะแถลงข่าวอีกครั้ง

ดังนั้น ข่าวเรื่องการเก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วานจึงยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงในขณะนี้ และยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้มีข้อสรุปหรือประกาศใช้นโยบายดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์ของประชาชนและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ตนพร้อมชี้แจงภายในเดือน ธ.ค.นี้”

“พิพัฒน์” ยัน “คมนาคม” ไม่มีมติเก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน 30 บาท

ถึงแม้ว่าข่าวเรื่องการเก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน จะยังไม่เป็นความจริง แต่ก็เป็นสัญญาณที่ทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารและนโยบายของภาครัฐอย่างใกล้ชิด การรับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถแสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราได้

ทำไมต้องติดตามข่าวสารเรื่องค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน?

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ:

  • ช่วยให้เราทราบถึงข้อเท็จจริงและสถานการณ์ที่แท้จริง
  • ป้องกันการเข้าใจผิดหรือการหลงเชื่อข่าวลือ
  • ช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
  • เปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

ดังนั้น จึงควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

สถานการณ์เรื่องแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสจากภาครัฐ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความกังวลของประชาชน การเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์และทันต่อเหตุการณ์จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือจากประชาชนในการพัฒนาประเทศ

ที่มา – “พิพัฒน์” ยัน “คมนาคม” ไม่มีมติเก็บค่าผ่านทางแยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน 30 บาท