วัน: 9 ธันวาคม 2025

เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนเพื่อลูกจ้าง

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน เพื่อให้ลูกจ้างทุกคนได้รับทราบสิทธิประโยชน์ที่ตนเองพึงได้รับ และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน ซึ่งดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้ประชาชนและแรงงานทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแรงงานเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ การดูแลให้ลูกจ้างทุกคนได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึงจึงเป็นเรื่องสำคัญ

สำนักงานประกันสังคมจึงได้จัดตั้งกองทุนเงินทดแทนขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้แก่ลูกจ้างในยามที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน โดยนายจ้างจะเป็นผู้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน

เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน

กองทุนเงินทดแทนให้ความคุ้มครองลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน และเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จะได้รับเงินทดแทนใน 4 กรณีดังนี้:

  1. ค่ารักษาพยาบาล: กองทุนจะดูแลค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 65,000 บาท กรณีบาดเจ็บรุนแรง จะดูแลค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท
  2. ค่าทดแทนรายเดือน: ลูกจ้างจะได้รับค่าทดแทนรายเดือนในอัตราร้อยละ 70% ของค่าจ้างรายเดือน โดยได้รับไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน กรณีแพทย์สั่งให้หยุดพักรักษาตัว ตั้งแต่วันแรก รวมไม่เกิน 1 ปี กรณีสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายไม่เกิน 10 ปี ทุพพลภาพตลอดชีวิต หรือถึงแก่ความตายหรือสูญหาย 10 ปี และค่าทำศพ
  3. ค่าทำศพ: กรณีเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท โดยจะจ่ายให้แก่ทายาท
  4. การฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน: สำหรับลูกจ้างที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน กองทุนจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังนี้:
    • ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านการแพทย์ ไม่เกินครั้งละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายจัดการโครงการไม่เกินรายวันละ 100 บาท โดยรวมแล้วในแต่ละปีไม่เกิน 24,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพและทักษะการทำงาน เพื่อประโยชน์ในอาชีพสมรรถภาพเต็มตามแผนไม่เกิน 40,000 บาท หากเกินต้องเป็นไปตามเหตุจำเป็นไม่เกิน 140,000 บาท แต่กรณีรวมกันไม่เกิน 180,000 บาท โดยเป็นค่าพาหนะการพาลูกจ้างไปยังสถานที่ฝึกอบรมด้วย
    • ค่าใช้จ่ายในส่วนของการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานในอาชีพ ที่นายจ้างต้องตรวจสอบความสามารถของลูกจ้าง โดยรวมไม่เกิน 180,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายในส่วนของการสนับสนุนและบริการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้พนักงานที่เป็นภาวะทุพพลภาพอันเนื่องมาจากอันตราย หรือเจ็บป่วยจากการทำงานโดยไม่เกินปีละ 24,000 บาท

ทำไมต้องเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน?

การสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ลูกจ้างเข้าใจถึงสิทธิและความคุ้มครองที่ตนเองได้รับจากกองทุนนี้ ช่วยให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีเมื่อประสบเหตุอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกจ้างในการทำงานอีกด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพ จะจ่ายได้เฉพาะการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการ

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน 1506 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อผ่านไลน์ @ssothai หรือเว็บไซต์ www.sso.go.th

การที่สำนักงานประกันสังคมเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนนั้น เป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การรับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ของตนเอง จะช่วยให้แรงงานมีความมั่นใจในการทำงาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา – เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนสิทธิประโยชน์ของแรงงานลูกจ้าง

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อม 

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยได้กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหลายพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้แถลงให้ประชาชนได้ทราบว่า ที่ประชุม สมช. มีมติยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. โดยจะปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นตามความจำเป็น พร้อมมอบหมาย

1. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ โดยทราบว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

2. ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมการเรื่องงบประมาณ

ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้มีความพร้อมและสามารถโอนเงินให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา

3. ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กำชับเร่งแก้ปัญหา โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมโดยเร็ว

นายสิริพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า เรื่องการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หลังจากที่ได้มีการปรับลดขั้นตอน ปรับลดเอกสาร และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทางออนไลน์ไปแล้ว การจ่ายเงินให้ถึงมือประชาชนก็ควรจะรวดเร็วขึ้น แต่ทราบว่าตอนนี้ ระบบยังมีปัญหาอยู่ ทำให้การจ่ายเงินยังล่าช้า ขอให้ทาง ปภ. และจังหวัด เร่งแก้ปัญหา และโอนเงินให้กับประชาชนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลของผู้ที่สมควรได้รับสิทธิให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการบัตรสวัสดิการประชารัฐ กำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ก่อนที่จะนำมาเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการบัตรสวัสดิการฯ ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มุ่งเป้าการช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง กำหนดเกณฑ์การคัดกรองที่ดูทั้งมิติรายได้และทรัพย์สินที่รัดกุมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งปรับเกณฑ์รายได้ลงอย่างเดียว เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ในช่วงท้ายของการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากรัฐมนตรีท่านใดว่างเว้นจากภารกิจปกติ อยากให้ช่วยกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงไปให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตามศูนย์พักพิงต่างๆ ในแต่ละจังหวัด

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด

ความสำคัญของการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างดีที่สุด แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การดูแลอย่างเต็มที่ครอบคลุมทั้งด้านความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม และการบริการทางการแพทย์ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อมยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการจ่ายเงินเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขและจ่ายเงินให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

สำหรับการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รัฐบาลมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง โดยกำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองที่รัดกุมมากขึ้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

โดยรวมแล้ว การดำเนินการของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา และการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามศูนย์พักพิงต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบาก รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี การดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด

การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทักษะของประชาชน เพื่อให้พวกเขาสามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน

การสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาค เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปรองดองและความสามัคคีในชาติ

การดำเนินงานของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพต่อไป

ที่มา – นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบเยียวยาให้พร้อม

ครม.อนุมัติ! ช่วยค่าเช่าบ้านลูกจ้าง กยท. ไม่เกิน 6,000

ครม.เห็นชอบจ่ายเงินสวัสดิการค่าเช่าบ้านพนักงานและลูกจ้างประจำ การยางแห่งประเทศไทย สูงสุดไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท ช่วยลดเหลื่อมล้ำพนักงานใหม่ หลัง 3 องค์กรยาง ควบรวมกับ กยท.  ข่าวดีสำหรับลูกจ้าง กยท. ทั่วประเทศ!

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการจ่ายเงินสวัสดิการค่าเช่าบ้านให้แก่พนักงานและลูกจ้างประจำของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ โดยมีเงื่อนไขและข้อกำหนดตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอแนะ

สาระสำคัญของการอนุมัติครั้งนี้คือ การให้ความเห็นชอบการจ่ายเงินสวัสดิการค่าเช่าบ้านให้แก่พนักงานและลูกจ้างประจำทุกคนที่ได้รับสิทธิสวัสดิการค่าเช่าบ้าน ในอัตราค่าเช่าบ้านไม่เกินร้อยละ 20 ของเงินเดือนหรือค่าจ้าง และอย่างสูงไม่เกินอัตราสูงสุดตามที่พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการกำหนดโดยอนุโลม ซึ่งปัจจุบันกำหนดอัตราค่าเช่าบ้านสูงสุดไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท

ครม. เห็นชอบจ่ายเงินช่วยค่าเช่าบ้านลูกจ้าง กยท. ไม่เกินเดือนละ 6,000

เหตุผลหลักในการอนุมัติครั้งนี้ เพื่อให้พนักงานและลูกจ้างประจำที่เข้ามาทำงานภายหลังการควบรวมสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง (อสย.) และสถาบันวิจัยยาง (สวย.) เป็นการยางแห่งประเทศไทย ได้รับสวัสดิการค่าเช่าบ้านเช่นเดียวกับพนักงานและลูกจ้างประจำเดิมของทั้ง 3 หน่วยงาน ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม และไม่เท่าเทียมต่อพนักงานใหม่ของ กยท.

ทำไมต้องอนุมัติจ่ายเงินช่วยค่าเช่าบ้านลูกจ้าง กยท.?

นอกจากนี้ ยังเป็นการปรับปรุงอัตราค่าเช่าบ้านให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2561 และสอดคล้องกับค่าครองชีพในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เพราะที่ผ่านมา กยท. ยังไม่เคยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินสวัสดิการค่าเช่าบ้านที่สามารถนำมาบังคับใช้ได้กับพนักงานและลูกจ้างประจำทั้งหมด

กยท. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณากำหนดค่าตอบแทน ระบบแรงจูงใจ และสวัสดิการต่างๆ ของรัฐวิสาหกิจในภาพรวม โดยเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าเช่าบ้านของพนักงานและลูกจ้างประจำของรัฐวิสาหกิจอื่นแล้ว ยังคงมีอัตราที่เทียบเท่าหรือไม่ได้สูงเกินกว่ารัฐวิสาหกิจอื่น และ กยท. ยืนยันว่าภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าวจะใช้งบประมาณของ กยท. เองทั้งหมด

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเห็นชอบการจ่ายเงินสวัสดิการค่าเช่าบ้านของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในทำนองเดียวกันนี้มาแล้วหลายครั้ง เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน มีอัตราค่าเช่าบ้านเริ่มต้นแตกต่างจาก กยท.

  • อภ. และ ธ.ก.ส. กำหนดให้ได้รับเท่าที่จ่ายจริงในอัตราที่กำหนดตามระดับตำแหน่ง
  • กยท. กำหนดให้ได้รับไม่เกินร้อยละ 20 ของเงินเดือนหรือค่าจ้าง โดยใช้อัตราเดิมตามกรอบข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ. 2548 เป็นกรอบอ้างอิง

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 หน่วยงาน มีอัตราการจ่ายสูงสุดไม่เกิน 6,000 บาท เท่ากัน ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตามที่พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง (กค.), กระทรวงแรงงาน, สำนักงบประมาณ (สงป.), สำนักงาน ก.พ. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นด้วย ไม่ขัดข้องในหลักการ

การอนุมัติจ่ายเงินช่วยค่าเช่าบ้านลูกจ้าง กยท. ไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท ครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีและเป็นขวัญกำลังใจให้กับพนักงานและลูกจ้าง กยท. ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น หากท่านเป็นลูกจ้าง กยท. อย่าลืมตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขการรับสวัสดิการดังกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ครม. เห็นชอบจ่ายเงินช่วยค่าเช่าบ้านลูกจ้าง กยท. ไม่เกินเดือนละ 6,000 ลดเหลื่อมล้ำพนักงานใหม่

พอดแคสต์: แชมเปียนชิพสุดมันส์! ลีกวัน & ลีกทู

การแข่งขันชิงแชมป์ยังคงดุเดือด! พบกับพอดแคสต์ฟุตบอลสกอตแลนด์ตอนใหม่ล่าสุด ที่จะพาคุณไปเจาะลึกทุกประเด็นร้อนในวงการลูกหนัง ตั้งแต่เกมแชมเปียนชิพที่เข้มข้น ไปจนถึงเรื่องราวที่น่าสนใจในลีกวันและลีกทู มาร่วมวิเคราะห์เกมไปกับเรา!

พอดแคสต์: การแข่งขันชิงแชมป์สุดมันส์! ลีกวัน & ลีกทู

ในพอดแคสต์ตอนนี้ เราจะมาพูดคุยถึง:

  • การขับเคี่ยวเพื่อแย่งชิงตำแหน่งจ่าฝูงในศึกแชมเปียนชิพระหว่าง Partick Thistle และ St Johnstone ที่ยังคงสูสี
  • สถานการณ์ล่าสุดในลีกวันและลีกทู พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ความเห็นจาก แอนดี้ เบิร์ค, เครก เทลเฟอร์ และไรอัน ฟลินน์

พลาดไม่ได้กับข้อมูลเชิงลึก บทวิเคราะห์ที่เฉียบคม และความเห็นที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญของเรา ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลทีมใด หรือติดตามลีกไหนอยู่ รับรองว่าพอดแคสต์นี้จะทำให้คุณไม่พลาดทุกข่าวสารสำคัญแน่นอน

ทำไมคุณถึงควรฟังพอดแคสต์นี้?

  • อัพเดทข่าวสารล่าสุด: เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์
  • บทวิเคราะห์เชิงลึก: เข้าใจเกมมากยิ่งขึ้นด้วยมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ความเห็นที่หลากหลาย: ฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้มีประสบการณ์

อย่ารอช้า! มาร่วมฟังพอดแคสต์ และติดตามทุกเรื่องราวที่น่าสนใจไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ ท่านยังสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้จาก BBC Sport Scotland เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัพเดท

สถานการณ์ในลีกวันและลีกทูก็น่าติดตามไม่แพ้กัน หลายทีมกำลังทำผลงานได้ดี และมีโอกาสเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกที่สูงกว่าเดิม การแข่งขันจึงเป็นไปอย่างดุเดือดเข้มข้น

มาร่วมติดตามและให้กำลังใจทีมโปรดของคุณในการแข่งขันพอดแคสต์: การแข่งขันชิงแชมป์สุดมันส์! ลีกวัน & ลีกทู และอย่าลืมติดตามตอนใหม่ๆ ที่จะมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ

สุดท้ายนี้ การแข่งขันฟุตบอลไม่ว่าลีกใดก็ล้วนมีความสนุกตื่นเต้นในตัวเอง การมีส่วนร่วมรับชมรับฟังไม่ว่าทางใดก็ย่อมสร้างความสุขได้เสมอ สนับสนุนทีมที่คุณรักต่อไป!

สำหรับท่านที่สนใจฟัง พอดแคสต์: การแข่งขันชิงแชมป์สุดมันส์! ลีกวัน & ลีกทู สามารถติดตามได้ผ่านทาง BBC Sounds และแพลตฟอร์มพอดแคสต์ที่คุณชื่นชอบ

พอดแคสต์: การแข่งขันชิงแชมป์สุดมันส์! ลีกวัน & ลีกทู เป็นอีกหนึ่งรายการดีๆ ที่จะช่วยให้คุณไม่พลาดข่าวสารสำคัญและบทวิเคราะห์เชิงลึกในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ อย่าลืมติดตามกันนะครับ!

ที่มา – Podcast: Championship title race on a knife edge, plus latest from League 1 & League 2

ครม.เพิ่ม 5 ด่านไทย-จีน ส่งออกผลไม้คล่องตัว!

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเพิ่ม 5 ด่าน “ไทย-จีน” เปิดทางเลือกใหม่สำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ทางบก หวังกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ครม. ได้รับทราบการเพิ่มจุดนำเข้าและจุดส่งออกรวมทั้งสิ้น 5 ด่าน ตามภาคผนวกของพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นข้อเสนอจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเห็นชอบร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ ของไทย และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อขยายช่องทางการเข้าสู่ตลาดจีนของผลไม้ไทย และเพิ่มความหลากหลายในการขนส่งผลไม้ทางบก นับเป็นการช่วยลดความแออัดของการขนส่งที่อาจเกิดขึ้นในเส้นทางเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูกาลผลไม้ที่มีผลผลิตจำนวนมาก อีกทั้งยังสอดคล้องกับแผนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีนอีกด้วย

รายละเอียด 5 ด่านใหม่:

  • ฝั่งจีน:
  • เมิ่งคัง มณฑลยูนนาน
  • ตำลั่ว มณฑลยูนนาน
  • ฝั่งไทย:
  • ทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
  • ภูดู่ จังหวัดอุตรดิตถ์
  • บ้านฮวก จังหวัดพะเยา

พิธีสารฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดน ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรระหว่างทั้งสองประเทศสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย การเพิ่ม 5 ด่าน “ไทย-จีน” นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ครม. เพิ่ม 5 ด่าน “ไทย-จีน”

ทำไมการเพิ่มด่านถึงสำคัญต่อการส่งออกผลไม้?

การเพิ่มด่านชายแดนสำหรับการส่งออกผลไม้มีประโยชน์หลายประการ ดังนี้:

  • เพิ่มปริมาณการส่งออก: ช่องทางที่มากขึ้นช่วยให้สามารถส่งออกผลไม้ได้ในปริมาณที่มากขึ้น ตอบสนองความต้องการของตลาดจีนที่กำลังเติบโต
  • ลดต้นทุนการขนส่ง: เส้นทางที่หลากหลายช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ลดระยะทางและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง
  • ลดความเสี่ยง: การมีเส้นทางสำรองช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความล่าช้าที่ด่านชายแดน หรือภัยธรรมชาติ
  • ส่งเสริมการแข่งขัน: ผู้ประกอบการมีทางเลือกมากขึ้นในการขนส่งผลไม้ ทำให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การตัดสินใจของ ครม. ในการเพิ่ม 5 ด่าน “ไทย-จีน” จึงเป็นการส่งสัญญาณบวกต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ที่จะมีโอกาสในการขยายตลาดและเพิ่มรายได้มากยิ่งขึ้น

ผลไม้ไทย…โอกาสทองในตลาดจีน

ตลาดจีนถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลไม้ไทยเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวจีนเนื่องจากมีคุณภาพดี รสชาติอร่อย และมีหลากหลายชนิด การเพิ่มช่องทางการส่งออกจะช่วยให้ผลไม้ไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนได้ง่ายขึ้น สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรอื่นๆ ของไทยไปยังตลาดจีนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การเปิด 5 ด่าน ใหม่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขด่านที่เพิ่มขึ้น แต่มันคือการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ การสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับประเทศจีน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ที่มา – ครม. เพิ่ม 5 ด่าน “ไทย-จีน” เปิดช่องทางใหม่ส่งออก-นำเข้า ผลไม้ทางบก

วิลล่า ยังไปได้อีกขั้น – ซัตตัน?


วิลล่า ยังไปได้อีกขั้น – ซัตตัน?

คริส ซัตตัน และ คอเนอร์ โคดี้ พูดคุยถึงคุณสมบัติของผู้ท้าชิงตำแหน่งของแอสตัน วิลล่า และความชื่นชมที่พวกเขามีต่อผู้จัดการทีม อูไน เอเมรี ในรายการ Monday Night Club

คุณสามารถรับชมรายการเต็มได้ทาง BBC iPlayer และ BBC Sport YouTube หรือรับฟังได้ทาง BBC Sounds

อ่านเพิ่มเติม: แอสตัน วิลล่า อยู่ในการล่าแชมป์หรือไม่?

แอสตัน วิลล่าภายใต้การคุมทีมของอูไน เอเมรี่ กำลังสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าพวกเขาจะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นทีมลุ้นแชมป์ได้หรือไม่ คริส ซัตตัน อดีตนักเตะชื่อดังได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า วิลล่า ยังไปได้อีกขั้น อย่างแน่นอน

วิลล่า ยังไปได้อีกขั้น

ซัตตันกล่าวว่า “ผมคิดว่าพวกเขายังสามารถพัฒนาได้อีก พวกเขามีผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยมอย่าง อูไน เอเมรี ที่สามารถดึงศักยภาพของนักเตะออกมาได้มากที่สุด” เขายังเสริมอีกว่า “พวกเขามีทีมที่แข็งแกร่ง มีผู้เล่นที่มีความสามารถ และมีสปิริตทีมที่ยอดเยี่ยม”

นอกจากนี้ คอเนอร์ โคดี้ อดีตนักเตะของลิเวอร์พูล ก็ได้แสดงความเห็นในทิศทางเดียวกัน โดยเขากล่าวว่า “ผมประทับใจกับสิ่งที่วิลล่าทำได้มาก พวกเขาเล่นฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น และพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะชนะ”

ผลงานของวิลล่าในช่วงหลังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจน พวกเขาเอาชนะทีมใหญ่หลายทีม และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเล่นเกมรุกที่หลากหลาย รวมถึงเกมรับที่เหนียวแน่น ทำให้พวกเขาเป็นทีมที่ยากต่อการเอาชนะ

อย่างไรก็ตาม การจะก้าวขึ้นไปเป็นทีมลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว วิลล่า ยังต้องพิสูจน์ตัวเองในระยะยาว พวกเขาต้องรักษาฟอร์มการเล่นที่สม่ำเสมอ และต้องรับมือกับความกดดันที่มากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ช่วงท้ายฤดูกาล

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ วิลล่า ยังไปได้อีกขั้น

  • การจัดการทีมของ อูไน เอเมรี: เอเมรีเป็นผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์และมีความสามารถในการวางแผนการเล่นและกระตุ้นนักเตะ
  • ความแข็งแกร่งของทีม: วิลล่ามีผู้เล่นที่มีความสามารถในทุกตำแหน่ง และพวกเขามีสปิริตทีมที่ยอดเยี่ยม
  • การเล่นเกมรุกที่หลากหลาย: วิลล่าสามารถทำประตูได้จากหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นจากริมเส้น การเจาะตรงกลาง หรือการใช้ลูกตั้งเตะ
  • เกมรับที่เหนียวแน่น: วิลล่ามีการป้องกันที่แข็งแกร่ง และพวกเขายากต่อการเจาะเข้าไปทำประตู

แม้ว่าหนทางสู่การเป็นทีมลุ้นแชมป์จะยังอีกยาวไกล แต่ด้วยศักยภาพและพัฒนาการที่เห็นได้ชัด วิลล่า มีโอกาสที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ในฤดูกาลนี้ และ วิลล่า ยังไปได้อีกขั้น อย่างแน่นอน

การที่คริส ซัตตันและคอเนอร์ โคดี้ ออกมาแสดงความเห็นในเชิงบวกเกี่ยวกับวิลล่า ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าทีมนี้มีของดี และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นักเตะทุกคนต้องทำงานหนักต่อไป และรักษาความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

ที่มา – Villa could still go up another level – Sutton

“ดร.เอ้” ค้านสร้างทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตร

“ดร.เอ้” นำผู้บริหารพรรคไทยก้าวใหม่ยื่นหนังสือคัดค้านการสร้างทางด่วนอุโมงค์​แยกเกษตร บนเส้นถนนงามวงศ์วาน หวั่นเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและการจราจรเป็นอัมพาต ด้านกทพ.แจงยังไม่เคาะรูปแบบ

เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 9 ธ.ค. 2568 ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ยื่นหนังสือคัดค้านมติที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่ให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบทางด่วนบนถนนงามวงศ์วานจากอุโมงค์ใต้ดินเป็นทางด่วนระดับดิน เนื่องจากผิดหลักทางวิศวกรรมและจะทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีนายชาครีย์ บำรุงวงศ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม และนายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม เป็นตัวแทนมารับหนังสือคัดค้านดังกล่าว ที่กระทรวงคมนาคม

ดร.เอ้ กล่าวว่าวันนี้ตนในฐานะหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และทีมงานทุกคนของพรรค ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการปรับรูปแบบทางด่วนที่จะสร้างบริเวณอุโมงค์แยกเกษตรและถนนงามวงศ์วานซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม โดยยื่นให้แก่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีโอกาสได้พูดคุยกับทางตัวแทนของกระทรวงคมนาคมและตัวแทนของการทางพิเศษและตนและพรรคไทยก้าวใหม่แสดงความกังวลว่าถ้าเกิดดำเนินโครงการนี้ไปแล้วจะเกิดผลเสียหายต่อพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นการริดรอนสิทธิ์ในการใช้พื้นที่สาธารณะและยังทำให้เกิดการจราจรติดขัดเป็นวงกว้างในพื้นที่นั้นและพื้นที่ต่อเนื่อง

นอกจากนั้นแล้วยังแสดงข้อมูลให้เห็นว่าทำไมถึงเป็นอันตรายทางด้านวิศวกรรมด้วย ซึ่งต้องขอบคุณผู้ดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมทุกท่านที่ได้รับฟังและรับจดหมายเพื่อดำเนินการต่อไป

นัดหารือผู้ได้รับผลกระทบ

หลังจากนี้ตน ผู้บริหารพรรค และผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ของพรรคไทยก้าวใหม่ จะลงพื้นที่เพื่อให้ข้อมูลกับคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ และจะร่วมจัดเสวนาเพื่อหารือและรับฟังความคิดเห็น กับผู้ได้รับผลกระทบบริเวณโดยรอบ และจะมีการพูดคุยกับทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพิ่มเติมอีกด้วย โดยการหารือนี้จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคมนี้ เวลา 10.00-12.00 น.

กทพ.แจงยังไม่เคาะรูปแบบ

ล่าสุด 10.40 น. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีจะใช้อุโมงค์เกษตร และถนนงามวงศ์วานเป็นทางพิเศษ โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ครบถ้วนตามข้อเท็จจริง โดยยังเป็นการศึกษาเบื้องต้น ซึ่งจะต้องศึกษาให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่านี้ อีกทั้งเป็นการอนุมัติในหลักการเบื้องต้นของคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.)และที่สำคัญ ในช่วงอุโมงค์เกษตร-เรือนจำคลองเปรม ประชาชนยังคงสามารถใช้ทางได้ฟรี โดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทางทั้งนี้ กทพ. จะชี้แจงรายละเอียดเรื่องนี้ ให้สาธารณชนทราบโดยเร็วที่สุด

“ดร.เอ้” ค้านสร้างทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตร

ประเด็นการคัดค้านการสร้างทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตรกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่โดยรอบโครงการ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ออกมาแสดงความกังวลถึงความปลอดภัยและผลกระทบด้านการจราจรที่อาจเกิดขึ้น หากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางด่วนจากอุโมงค์ใต้ดินเป็นทางด่วนระดับดิน

การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตรนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เฉพาะผู้ที่สัญจรผ่านบริเวณนั้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้อยู่อาศัยและทำธุรกิจในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้โครงการนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่สร้างผลกระทบน้อยที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด

การพิจารณาถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การสร้างทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตรควรคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนี้ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศของเราเติบโตไปในทิศทางที่ยั่งยืน

ที่มา – “ดร.เอ้” ยกขบวนคัดค้านสร้างทางด่วนอุโมงค์แยกเกษตร ถนนงามวงศ์วาน หวั่นเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

ประกาศฉบับ 3: ฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคใต้!

กรมอุตุนิยมวิทยาออก ประกาศฉบับ 3 เตือนประชาชนในจังหวัดภาคใต้ให้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ ฝนตกหนักถึงหนักมาก ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงคลื่นลมแรงในบริเวณอ่าวไทย โดยสถานการณ์นี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2568

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมาก บริเวณภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย ซึ่งจะมีผลกระทบไปจนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ในช่วงวันที่ 11–13 ธันวาคม 2568 ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมี ฝนตกหนักถึงหนักมาก ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา นอกจากนี้ ยังมีฝนตกหนักในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และพังงา สาเหตุหลักมาจากคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันออกที่เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคใต้

สำหรับช่วงวันที่ 14–16 ธันวาคม 2568 สถานการณ์ ฝนตกหนักถึงหนักมาก จะยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น

คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อ่าวไทยตอนล่างจะมีคลื่นสูง 2–3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ในทะเลอันดามันห่างฝั่งคลื่นจะสูงมากกว่า 2 เมตร และในบริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายจาก ฝนตกหนักถึงหนักมาก และปริมาณฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาและใกล้ทางน้ำไหลผ่าน ชาวเรือที่สัญจรในอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง ควรงดออกจากฝั่งในช่วงนี้เพื่อความปลอดภัย

นอกจากสถานการณ์ในภาคใต้แล้ว ประเทศไทยตอนบนก็จะมีอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่งในช่วงวันที่ 11–13 ธันวาคม 2568 เนื่องจากมีลมตะวันออกพัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุม จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 2–4 องศาเซลเซียส และจะมีอากาศเย็นถึงหนาวพร้อมลมแรง เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพ และเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับผลผลิตทางการเกษตร

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศฉบับ 3: ฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคใต้

พื้นที่เสี่ยงภัย ฝนตกหนักถึงหนักมาก

รายชื่อจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ ฝนตกหนักถึงหนักมาก ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา:

วันที่ 11 ธันวาคม 2568

  • พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักมาก: จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา
  • พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนัก: จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และพังงา

วันที่ 12 ธันวาคม 2568

  • พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักมาก: จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา
  • พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนัก: จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และพังงา

วันที่ 13 ธันวาคม 2568

  • พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักมาก: จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช
  • พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนัก: จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร พัทลุง สงขลา ระนอง และพังงา

วันที่ 14 ธันวาคม 2568

  • พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนัก: จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

วันที่ 15 ธันวาคม 2568

  • พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนัก: จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานียะลา และนราธิวาส

วันที่ 16 ธันวาคม 2568

  • พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนัก: จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

สถานการณ์ ฝนตกหนักถึงหนักมาก ที่กำลังเกิดขึ้นในภาคใต้ เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมรับมือและติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ประกาศฉบับ 3 เช็กรายชื่อจังหวัดภาคใต้ เตรียมรับมือ “ฝนตกหนักถึงหนักมาก”

ซูซูกิ FRONX ใหม่ คว้า ASEAN NCAP 5 ดาว

ซูซูกิเผย ALL NEW SUZUKI FRONX ผ่าน ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาว ย้ำคุณภาพสินค้าที่มาพร้อม เทคโนโลยีความปลอดภัย

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า The New Car Assessment Program for Southeast Asian Countries หรือ ASEAN NCAP เป็นหน่วยงานอิสระที่ทำการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์รุ่นใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่ ALL NEW SUZUKI FRONX ผ่านการประเมินและได้รับรางวัล 5 ดาว มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ซูซูกิให้ความสำคัญและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการที่รถยนต์รุ่นนี้ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดภายใต้หลักเกณฑ์การประเมินของ ASEAN NCAP ปี 2568 ด้วยผลการประเมินที่โดดเด่นในทุกด้าน ทั้งการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (AOP), การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (COP), เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย (SATs) และความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ (MS)

ซูซูกิ ยังคงยึดมั่นต่อการนำเสนอสินค้าคุณภาพดี ที่มาพร้อมกับงานบริการหลังการขายที่เป็นเลิศแก่ผู้บริโภค การตอบรับต่อความต้องการอย่างรวดเร็วที่เรามอบให้แก่ลูกค้า คือ หนึ่งในความตั้งใจที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและจริงใจต่อลูกค้าทุกรายที่ยังคงเชื่อมั่นและไว้วางใจในสินค้าและบริการของซูซูกิเป็นอย่างดีเสมอมา ความมุ่งมั่นดังกล่าวเป็นดังเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่า 

เรายังมีความมั่นคงต่อการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และมุ่งหวังจะให้บริการต่อคนไทยได้อย่างยั่งยืน โดยเชื่อว่า ALL NEW SUZUKI FRONX จะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของทุกท่านด้วยความโดดเด่นที่มากกว่าในทุกด้านอย่างแท้จริง โดยนับตั้งแต่เปิดตัว ALL NEW SUZUKI FRONX ได้ส่งมอบถึงมือลูกค้าไปแล้วกว่า 238 คัน

ทั้งนี้  ALL NEW SUZUKI FRONX ในทุกรุ่น มอบความอุ่นใจด้วยถุงลมนิรภัย SRS มากถึง 6 ตำแหน่งและพิเศษเฉพาะในรุ่น GLX PLUS ครบครันด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่สูงสุดในทุกเส้นทาง ประกอบไปด้วย

  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II (DSBSII)
  • จอแสดงข้อมูล Head-up display (HUD) 
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC) 
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist (LKA) 
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW) 
  • ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Prevention (LDP) 
  • ระบบเตือนเมื่อรถส่าย Vehicle Sway Warning 
  • ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor (BSM) 
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA) 
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA) 
  • กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Surround View Monitor
  • เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน Parking Sensor 

ซูซูกิเผย ALL NEW SUZUKI FRONX ผ่าน ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาว

รถยนต์ ALL NEW SUZUKI FRONX ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นสำคัญ การได้รับคะแนนระดับ 5 ดาวจาก ASEAN NCAP ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของซูซูกิในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย

ทำไม ALL NEW SUZUKI FRONX ถึงได้คะแนน 5 ดาว?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ALL NEW SUZUKI FRONX ได้รับการประเมินความปลอดภัยในระดับสูง มาจากการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงมากมาย อาทิ ระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมการทรงตัว ESP, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Hold Control, และถุงลมนิรภัยรอบคัน นอกจากนี้ โครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งยังช่วยปกป้องผู้โดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

ราคา  ALL NEW SUZUKI FRONX

SUZUKI FRONX  รุ่น GL ราคา 689,000 บาท 

SUZUKI FRONX  รุ่น GLX ราคา 749,000 บาท

SUZUKI FRONX  รุ่น GLX PLUS   ราคา 799,000 บาท

พร้อมด้วยแคมเปญพิเศษ เพียงจองและรับรถ ALL NEW SUZUKI FRONX ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รับสิทธิ์ซื้อโปรแกรมบำรุงรักษารถ SUZUKI FRONX MAINTENANCE PACKAGE ที่ครอบคลุมการบำรุงรักษารถตามระยะกับราคาแพ็กเกจพิเศษสุดคุ้ม สำหรับลูกค้าที่ซื้อ ณ วันที่จองและรับรถใหม่ เริ่มต้นเพียง 2,990 บาท ซึ่งประหยัดเงินสูงสุดถึง 34,790 บาท เมื่อเทียบกับราคาปกติอีกด้วย 

ด้วยความโดดเด่นด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ALL NEW SUZUKI FRONX จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานและไลฟ์สไตล์ หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ปลอดภัยและคุ้มค่า อย่าลืมพิจารณา ALL NEW SUZUKI FRONX เป็นหนึ่งในตัวเลือกของคุณ

ที่มา – ซูซูกิเผย ALL NEW SUZUKI FRONX ผ่าน ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาว