วัน: 9 ธันวาคม 2025

นายกฯ ลั่น! มุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ

“นายกฯ อนุทิน” ประกาศเจตนารมณ์ “วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล” มุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ ไม่ประนีประนอมผู้เป็นบ่อนทำลายผลประโยชน์ของชาติ ย้ำทุกหน่วยงานรัฐต้องมีธรรมาภิบาล ยกระดับ CPI ประเทศไทย

เวลา 08.30 น. วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ฮอลล์ 4 อาคารศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” โดยมีคณะรัฐมนตรี ประธานและคณะกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายอำนาจ พวงชมภู ประธานกรรมการ ป.ป.ท. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายมานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) พร้อมด้วยอธิบดีกรมและหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และสื่อมวลชน ร่วมงาน

นายอนุทิน กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เป็นวันที่ประชาคมโลกแสดงจุดยืนร่วมกันในการขจัดการทุจริตในทุกรูปแบบ เพราะการทุจริตเป็นปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่น ทำลายโอกาสการพัฒนา และลดทอนคุณภาพชีวิตของประชาชน ในฐานะนายกรัฐมนตรีขอประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลจะยืนหยัดต่อสู้กับการทุจริตอย่างเด็ดขาด ไม่ลังเล ไม่ประนีประนอม ไม่ผ่อนปรน ไม่มีข้อยกเว้นให้กับผู้ที่บ่อนทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติ และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความโปร่งใสที่ส่งผลกระทบต่อศรัทธาของประชาชนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยดัชนีชี้วัดสำคัญอย่าง “ดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน” (Corruption Perception Index : CPI) ปี 2567 ประเทศเดนมาร์กมีคะแนนสูงถึง 90 คะแนน เป็นอันดับ 1 ของโลก ประเทศสิงคโปร์ได้ 84 คะแนน เป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก ส่วนประเทศไทยของเรานั้นได้ 34 คะแนน ลำดับที่ 107 ของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศของเรายังมีช่องโหว่ที่จะต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

“รัฐบาลนี้จะไม่เพียงแก้ไข แต่จะมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของประเทศให้สูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เรามุ่งมั่นอย่างเต็มที่ไม่เพียงเพื่อทำให้อันดับ CPI ดีขึ้นในเวทีโลก แต่เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถสร้างระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยืนอยู่บนหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าในทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และมีความเข้มแข็ง เสถียรภาพตามหลักนิติธรรม ด้วยระบบธรรมาภิบาลที่ดี มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยและชาวต่างชาติ”

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ ตนขอมอบนโยบายสำคัญตามที่ได้แจ้งต่อคณะรัฐมนตรีและส่วนราชการ คือต้องเสริมสร้างระบบการป้องกันทุจริตให้รัดกุม การป้องกันทุจริตในรูปแบบเชิงรุก โครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมากต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง ต้องสร้างระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบแต่ต้องเห็นผลจริง ให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการบริการภาครัฐ ต้องมีการลดขั้นตอนการบริการประชาชนที่จำเป็น เพิ่มระบบ E-Service และ One Stop Service ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสนับสนุนการดำเนินการที่เกี่ยวกับการป้องกันทุจริตและประพฤติมิชอบ สร้างความโปร่งใส ลดการใช้อำนาจดุลพินิจ และลดปัจจัยที่เปิดช่องให้เกิดการแทรกแซง พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โปร่งใส และเสมอภาค ผู้ใดทุจริตต้องรับผิด ผู้เอื้อประโยชน์ต้องถูกตรวจสอบและรับผิด หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุนให้เกิดการทุจริต ไม่มีการละเว้น ไม่มีอภิสิทธิ์ ไม่ว่าตำแหน่งใด ส่วนผู้ใดที่ไม่มีการทุจริต รัฐบาลต้องมีการปกป้องคุ้มครองและสนับสนุนให้มีการก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างเต็มที่ จะต้องมีการเสริมสร้างวัฒนธรรมซื่อสัตย์สุจริตในสังคมไทย ปลูกฝัง 7 สำนึกด้านจริยธรรมและความโปร่งใสตั้งแต่ในสถานศึกษาและหน่วยงานรัฐ ให้ทุกคนมีความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริต รวมทั้งการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างจริงจัง เพื่อให้คนทำถูกมีความปลอดภัย มีที่ยืนที่มั่นคง

การป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เชื่อมั่นว่าสำนักงาน ป.ป.ช. ฝ่ายความมั่นคง หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคประชาสังคม จะบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกัน ปราบปราม และลดความเสี่ยงต่อการทุจริต จึงขอให้ทุกหน่วยงานตั้งเป้ายกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือ CPI ด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเพิ่มคะแนน CPI ซึ่งรัฐบาลจะติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เป้าหมายเพื่อประเทศไทยที่โปร่งใสน่าเชื่อถือและมีอนาคตที่มั่นคงสำหรับลูกหลานของเรา

“ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาการทุจริตของประเทศไทย วันนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่เราได้มาร่วมกันแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริต เพื่อปลุกกระแสสังคมและจุดยืนของคนไทยว่าเราไม่ทำ ไม่ทน และไม่เฉยต่อการทุจริตต่อไป และร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตพร้อมกัน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและเป็นสิ่งที่ต้องพึงปฏิบัติต่อไป”

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้กำหนดจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคพร้อมเพรียงกัน เพื่อเป็นการประกาศเจตจำนงในการต่อต้านการทุจริต ร่วมกันแสดงพลังของคนไทยและทุกภาคส่วนในการตื่นรู้และมีวัฒนธรรมการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนความซื่อสัตย์สุจริตให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

นายกฯ ประกาศจุดยืนรัฐบาล มุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ

รัฐบาลมุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบจริงหรือ?

การประกาศจุดยืนของนายกรัฐมนตรีในการมุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบเป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการส่งเสริมวัฒนธรรมสุจริตเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การปราบปรามการทุจริตประสบความสำเร็จ

การที่ประเทศไทยมีคะแนน CPI ที่ต่ำ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตในประเทศยังคงรุนแรง การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราทุกคนมีหน้าที่ในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริต เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การที่รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ที่จะมุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนคำพูดให้เป็นการกระทำ และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะการมุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบนั้นเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่รัฐบาลเท่านั้น

ดังนั้น เราจึงต้องร่วมมือกันมุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ประกาศจุดยืนรัฐบาล มุ่งปราบทุจริตทุกรูปแบบ ไม่ประนีประนอมบ่อนทำลายชาติ

อว. ยกระดับครูสู่ “ครูนวัตกรรม”

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) จับมือกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาครูให้เป็น “ครูนวัตกรรม” หวังพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม อว. ร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) เพื่อยกระดับศักยภาพครู สกร. ทั่วประเทศสู่การเป็น “ครูนวัตกรรม” โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปสู่การสร้างประโยชน์ในเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนทุกกลุ่มวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สกร. และ อว. ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ซึ่งมุ่งเน้นให้ประชาชนในทุกช่วงวัยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ สกร. มีสถานศึกษาและศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้มากกว่า 8,300 แห่ง ทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ใกล้ชิดประชาชนที่สุด และครู สกร. ถือเป็นบุคลากรด่านหน้าที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการยกระดับทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างไรก็ตาม ครู สกร. ยังต้องการการเสริมศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ จึงเป็นกลไกเชิงระบบที่จะทำให้ครู สกร. ทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานด้าน อววน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดี สกร. กล่าวต่อว่า ภายใต้ MOU นี้ ครู สกร. จะได้รับการพัฒนาตามลำดับขั้น ทั้งด้านทักษะพื้นฐาน ทักษะด้านนวัตกรรม ไปจนถึงทักษะเฉพาะทางผ่านการอบรมเชิงลึก การทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และการออกแบบโครงการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อพัฒนาครูให้เป็น “ครูนวัตกรรม” ผู้สามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก

ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า อว. เป็นกลไกหลักของประเทศในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มีเครือข่ายหน่วยงานภายในและภายนอกมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ทั้งสถาบันอุดมศึกษา หน่วยวิจัย และองค์การมหาชน สามารถสนับสนุนภารกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศได้ในทุกมิติ ในปีงบประมาณ 2569 อว. จะบูรณาการกลไกทั้งหมดเพื่อพัฒนาศักยภาพครู สกร. ด้วยกระบวนการ Upskill – Reskill – Newskill เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมทั้งส่งเสริมการนำนวัตกรรมลงสู่พื้นที่จริง โดยครู สกร. จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์ความรู้เชิงวิชาการกับการพัฒนาชุมชนในระดับพื้นที่

ทั้งนี้ เน้นย้ำว่า ความร่วมมือนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรชุมชนผู้สามารถนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจฐานคุณค่า (Value-Based Economy) และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ การร่วมมือกันระหว่างสองกระทรวงในครั้งนี้ จะไม่เพียงเป็นการลงนามในเอกสาร แต่คือ พันธะสัญญาในการร่วมกันพัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้น เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและการเติบโตของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม อว. ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาเพื่ออกแบบหลักสูตรเฉพาะสำหรับเตรียมพร้อมสู่การเป็นนวัตกรอีกด้วย

ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า บทบาทของการศึกษาในยุคปัจจุบันนั้น การเรียนรู้จะต้องไม่จำกัดอยู่เพียงในระบบวุฒิการศึกษาแบบเดิม แต่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกวัยสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือระหว่าง ศธ. และ อว. ครั้งนี้ จะเสริมให้ระบบการศึกษาไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ ช่วยให้ครูและประชาชนได้รับทักษะแห่งอนาคต” ที่สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตและการทำงานได้จริง โดยครูสมัยใหม่ต้องไม่เพียงทำหน้าที่ถ่ายทอดเนื้อหา แต่ต้องสามารถสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้ผู้เรียนได้ ความร่วมมือนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับคุณภาพคนไทยในทุกมิติ

อว. ผนึกกำลังกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนายกระดับครูสู่ “ครูนวัตกรรม”

เป้าหมายการพัฒนายกระดับครูสู่ “ครูนวัตกรรม”

โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาครูเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศ โดยการสร้างครูที่สามารถนำความรู้และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง

การที่ครู สกร. ได้รับการพัฒนาให้เป็น “ครูนวัตกรรม” จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน เพราะครูเหล่านี้จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชน และเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนทุกคน

ที่มา – อว. ผนึกกำลังกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนายกระดับครูสู่ “ครูนวัตกรรม”

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน ย้ำไทยต้องจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ควบคู่ยุทธศาสตร์การรบ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา ซึ่งกำลังทวีความตึงเครียดขึ้นจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากมหาอำนาจที่กำลังจับตาพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา โดย พล.ท. ภราดร ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดเป็นมากกว่าการยิงตอบโต้ระหว่างทหารสองประเทศ แต่มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามข่าวสารเข้ามาพัวพันอย่างซับซ้อน

พล.ท. ภราดร ชี้ให้เห็นว่า ต้นตอความตึงเครียดรอบใหม่ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติซึ่งโยงใยเชิงผลประโยชน์กับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การที่ไทยเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายและอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้นำกัมพูชาจนมีความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนต่างกังวลต่อบทบาทของเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับภูมิภาค จึงผลักดันให้กัมพูชาเร่งสะสางปัญหา ยิ่งทำให้แรงกดดันทางการเมืองภายในทวีคูณจนสะท้อนออกมาในพื้นที่ชายแดน

พล.ท. ภราดร ยังกล่าวถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่มีการใช้สงครามข่าวสารอย่างเข้มข้น ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานยิงหรือจุดตั้งอาวุธหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนและละเมิดหลักปฏิบัติสากล ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติการทุกอย่างเป็นการป้องกันตนเอง และมีการเก็บหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อเสนอต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปะทะตามหลายจุดสำคัญริมชายแดนที่กัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

พล.ท. ภราดร ระบุว่า รัฐบาลและกองทัพไทยต้องเป็นเอกภาพร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติภัยคุกคามให้เร็วที่สุด ทั้งการตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร การทำลายเส้นทางลำเลียงกำลังและคลังอาวุธ รวมถึงการเตรียมพร้อมป้องกันล่วงหน้าไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม พร้อมย้ำว่ากองทัพจะไม่ประมาทแม้กัมพูชาจะมีข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์ ในขณะที่ฝ่ายปกครองก็เร่งเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและแผนช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่เสี่ยง

พล.ท. ภราดร ย้ำว่าหากไทยต้องการให้วิกฤตครั้งนี้ยุติลงอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความโปร่งใส ความสะอาดบริสุทธิ์ในระบบเศรษฐกิจและการเมือง ควบคู่กับการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่เด็ดขาดให้สถานการณ์ชายแดนจบลงอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่าการมีการเมืองที่สุจริตและไม่ปล่อยให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติฝังตัวอยู่ในภูมิภาค จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงซ้ำซาก และช่วยสร้างเสถียรภาพระยะยาวทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคต่อไป

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังตึงเครียดขึ้น ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลและเสนอแนะแนวทางแก้ไข หนึ่งในนั้นคือ พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ “เสธ.แมว” ที่ออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของวิกฤตและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขอย่างตรงจุด

ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

ตามที่ “เสธ.แมว” ได้กล่าวไว้ ปัจจัยที่ทำให้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนนำไปสู่วิกฤตชายแดนมีหลายประการ ได้แก่

  • ความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา
  • ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
  • แรงกดดันจากมหาอำนาจที่ต้องการให้กัมพูชาจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชา และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนโดยการสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ “เสธ.แมว” ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาหลายอย่าง และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจและการเมืองของทั้งสองประเทศ

การแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่ “เสธ.แมว” ออกมาให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการหาทางออกให้กับวิกฤตชายแดนในครั้งนี้ และเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ห่วงใยและต้องการเห็นสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “เสธ.แมว” ชี้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน แนะฟันเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก

กสทช. เตรียมดัน! แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ

วงการทีวีดิจิทัลเตรียมพลิกโฉม! บอร์ด กสทช. เตรียมพิจารณา Roadmap Digital TV ใหม่ พร้อมเปิดทางให้มี “แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ” เพื่อกำกับดูแล OTT และเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อไทยในรอบ 10 ปี

แหล่งข่าวจากสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การประชุมบอร์ด กสทช. ในวันที่ 9 และ 11 ธันวาคมนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อไทย โดยมีวาระสำคัญในการกำหนดทิศทางทีวีดิจิทัล ก่อนที่ใบอนุญาตจะหมดอายุในปี 2572 รวมถึงการผลักดันแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ การกำกับดูแล OTT การสร้างระบบเตือนภัยฉุกเฉินผ่านทีวี และการกำหนดมาตรฐานสื่อสำหรับผู้พิการ ทั้งหมดนี้จะอยู่ใน Roadmap กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2569–2573 ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับการรับชมทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตให้เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน”

การประชุม กสทช. ในวันที่ 9 และ 11 ธันวาคม ยังมีวาระเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสื่อของประเทศไทย โดยเฉพาะการพิจารณาร่าง Roadmap กิจการโทรทัศน์ 2569–2573 ซึ่งเป็นแผนระยะยาวเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนใบอนุญาตทีวีภาคพื้นดินหมดอายุในปี 2572

Roadmap ฉบับใหม่นี้มีอะไรบ้าง?

Roadmap ฉบับนี้ครอบคลุม 3 เรื่องหลัก:

  1. การกำกับดูแลอุตสาหกรรมทีวี: ปรับปรุงเกณฑ์ Must Carry, การเรียงช่องข้ามแพลตฟอร์ม, การจัดสรรคลื่นความถี่ 3500 MHz และเกณฑ์โครงสร้างโครงข่าย MUX
  2. การส่งเสริมการแข่งขันและโครงสร้างธุรกิจ: สนับสนุนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ (National Streaming Platform) และ Audio Streaming Platform รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ให้บริการโครงข่าย
  3. การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค: มาตรฐานความปลอดภัยสื่อ และการออกแบบให้ผู้พิการเข้าถึงได้ (Inclusive Design)

Roadmap นี้จะกำหนด “บทบาทใหม่ของทีวีไทย” ว่าจะยังคงออกอากาศอย่างเดียว หรือจะผสมผสานระบบทีวีและสตรีมมิ่ง (Hybrid Broadcast–Streaming) เข้าด้วยกัน

แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ: ทีวีผ่านเน็ต สิทธิผู้ชม

อีกวาระที่น่าสนใจคือ แนวทางการจัดให้มีช่องทางรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านโครงสร้าง Multi-CDN Platform ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ โดยมีแนวคิดให้ประชาชนดูทีวีภาคพื้นดินผ่านอินเทอร์เน็ตได้ โดยไม่ต้องใช้เสาอากาศ กล่องรับสัญญาณ หรือจานดาวเทียม และต้องดูได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าผู้ใช้จะใช้อินเทอร์เน็ตของเครือข่ายใดก็ตาม

แหล่งข่าวระบุว่า โครงการนี้อยู่ในแผน USO ด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. 2566–2568 จำนวน 11 โครงการ พร้อมงบสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนา กสทช. (กทปส.) เพื่อสนับสนุนผู้ให้บริการโครงข่าย (MUX) ในการติดตั้งอุปกรณ์และ API ที่จำเป็นสำหรับรองรับสัญญาณระหว่างทีวีและออนไลน์แบบแพลตฟอร์มกลาง

EWS ระบบทีวีเตือนภัยทั่วประเทศ

ในวาระเดียวกัน กสทช. จะพิจารณารายงานและแนวทางพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติผ่านโทรทัศน์ (Emergency Warning System: EWS) โดยกำหนดให้ทุกช่องทีวีสามารถ “แจ้งเตือนอัตโนมัติ” ด้วยระบบ Broadcast Override และเชื่อมต่อ API กลาง ซึ่งในอนาคตอาจครอบคลุมถึงการแจ้งเตือนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ EWS จะเป็นระบบ “ข้ามแพลตฟอร์ม” ซึ่งสื่อทั้งแบบออกอากาศ, IPTV และออนไลน์ จะมีหน้าที่แจ้งเตือนภัยต่อสาธารณะ ไม่ใช่แค่ส่งสัญญาณบนหน้าจอทีวีเท่านั้น

กำกับ OTT แบบไม่ควบคุมมาก แต่เน้นคุ้มครองผู้ชม

ร่างประกาศกำกับการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) เป็นอีกวาระที่สำคัญ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐ โดยมีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เป็นแกนหลัก ภายใต้ พ.ร.บ.บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล 2565 หลักการกำกับดูแลจะเน้น “กำกับเท่าที่จำเป็น” เพื่อความโปร่งใส ความเป็นธรรม การแข่งขัน และการคุ้มครองผู้บริโภค มากกว่าการควบคุมเนื้อหา นี่เป็นครั้งแรกที่แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง YouTube, TikTok, Netflix, VIU จะต้องเข้าระบบรับผิดชอบด้านผู้บริโภคตามกฎหมายไทย

สื่อเพื่อคนทั้งประเทศ: รองรับผู้พิการ

Roadmap ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับการยกระดับบริการสำหรับผู้พิการ เช่น คำบรรยายแทนเสียงแบบสด (Live Captioning), API สำหรับช่วยผู้พิการเข้าถึงเนื้อหา และข้อกำหนดให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต้องรองรับการใช้งานของผู้พิการทุกประเภท โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุน กทปส.

สมาคมทีวีดิจิทัลคาดการณ์ว่า หากมติดังกล่าวผ่าน จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมสื่อไทยรอบทศวรรษ เพราะทีวีจะไม่ใช่แค่ระบบออกอากาศอย่างเดียว แต่จะต้องมีการรับชมบนอินเทอร์เน็ตที่ทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียม และจะเข้าสู่การแข่งขันโดยตรงกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก ทำให้ “สื่อเป็นบริการเพื่อสาธารณะ ไม่ใช่สินค้าเฉพาะในตลาดเอกชน”

การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ จะช่วยให้คนไทยเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและรายการต่างๆ ได้อย่างสะดวกและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องจับตาดูเรื่องการกำกับดูแลเนื้อหาและความเป็นกลางของข้อมูลที่จะนำเสนอ เพื่อให้แพลตฟอร์มนี้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง

ที่มา – พลิกโฉมทีวีดิจิทัล! บอร์ดกสทช.จ่อไฟเขียวแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ

กรมอุตุฯ เตือน! ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมากถึง 16 ธ.ค. 68

กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย มีผลกระทบจนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเตรียมรับมือ

กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก กระทบถึง 16 ธ.ค. 68

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนเรื่อง กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยฉบับที่ 2 นี้ระบุว่า:

ในช่วงวันที่ 11–12 ธันวาคม 2568 ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา จะมีฝนตกหนักมากเป็นพิเศษ

สาเหตุที่ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากจะมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันออกเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคใต้ ทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่

นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 13–16 ธันวาคม 2568 ภาคใต้ตอนล่างยังคงต้องเผชิญกับฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สาเหตุหลักมาจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้สถานการณ์ กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก ยังคงน่ากังวล

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 2–3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร จึงขอให้ชาวเรือและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตราย

ประชาชนควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณฝนฟ้าคะนอง สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่ง

ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเกิดขึ้นบางแห่งในช่วงวันที่ 11–13 ธันวาคม 2568 จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 2–4 องศาเซลเซียส โดยมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมประเทศไทย ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • สำหรับชาวเรือ ควรงดออกจากฝั่งจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

ดังนั้น การรับทราบข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 05.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 05.00 น.

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ อย่าประมาทและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

ที่มา – กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก กระทบถึง 16 ธ.ค. 68

กองทัพเรือขับไล่ทหารกัมพูชา ต.ชำราก จ.ตราด

กองทัพเรือใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่ทหารกัมพูชาออกจากดินแดนอธิปไตยของไทย ที่ ต.ชำราก จ.ตราด ตามหลักการป้องกันตนเองสากล หลังกัมพูชาเข้ามาขุดคูเลต ติดตั้งอาวุธหนัก และใช้โดรนลาดตระเวนแสดงท่าทีคุกคาม

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงสถานการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด บริเวณบ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด ว่ามีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในเขตอธิปไตยของไทยอีกครั้ง ภายหลังจากที่บ้าน 3 หลังซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างถาวรและฐานที่มั่นของฝ่ายทหารกัมพูชาได้ถูกรื้อทำลาย รวมทั้งทหารกัมพูชาได้ถอนกำลังไปแล้ว แต่ทว่า กองกำลังทหารกัมพูชาได้ย้อนกลับมารุกล้ำอธิปไตยอีก รวมทั้งมีการเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก ทั้งการประสานแจ้งเตือน และการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาในทุกระดับ เพื่อให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ของฝ่ายไทยโดยเร็ว

แม้ฝ่ายไทยจะใช้ความอดกลั้นและดำเนินการเจรจามาอย่างต่อเนื่อง แต่กำลังทหารกัมพูชาไม่ถอนกำลังออกจากดินแดนของไทย แถมยังมีการเสริมกำลังเพิ่มเติม เช่น ชุดรบพิเศษ พลซุ่มยิง จรวดหลายลำกล้อง รวมถึงปรับปรุงฐานที่มั่นสิ่งอำนวยความสะดวกทางยุทธวิธีในลักษณะที่กระทบต่ออธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน เช่น การขุดคูเลต การติดตั้งอาวุธหนัก และการใช้อากาศยานไร้คนขับเข้ามาลาดตระเวนในพื้นที่และที่ตั้งทางทหารของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ทางกองทัพเรือพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นท่าทีที่แสดงถึงการคุกคามต่ออธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

กองทัพเรือ ใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด

ดังนั้น เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ กองทัพเรือและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่กำลังทหารกัมพูชาออกจากดินแดนอธิปไตยของไทย ตามหลักการป้องกันตนเองสากล (Right of Self-Defence) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยังคงยึดมั่นในหลักการใช้กำลังตามความจำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในวงจำกัดและหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่อาจจะลุกลาม

ทำไมกองทัพเรือต้องขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด?

เหตุผลหลักคือการรักษาสูงสุดซึ่งอธิปไตยและความมั่นคงของชาติไทย การกระทำของทหารกัมพูชาถือเป็นการรุกล้ำและคุกคามอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน กองทัพเรือจึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

กองทัพเรือขอยืนยันว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของศูนย์บัญชาการทางทหาร โดยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ พร้อมทั้งยืนยันว่าไทยจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยหรือการกระทำใด ๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างเด็ดขาด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ซึ่งต้องการการจัดการอย่างระมัดระวังและรอบคอบ การใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปกป้องอธิปไตย และส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้เคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความมั่นคงในภูมิภาค

การตัดสินในการขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด โดยกองทัพเรือเป็นการกระทำที่เด็ดขาด แต่มีความจำเป็นในการรักษาสิทธิ์และอธิปไตยของชาติ การใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากที่วิธีทางการทูตไม่ประสบผลสำเร็จ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – กองทัพเรือ ใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด

ปะทะต่อเนื่อง! กัมพูชายิง BM-21 เข้าไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อกองทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยว่ากัมพูชาได้เปิดฉากยิง BM-21 เข้ามาในประเทศไทยหลายจุด ส่งผลให้เกิดการปะทะต่อเนื่องในพื้นที่สำคัญ

ตามรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยมีการปฏิบัติทางทหารในหลายพื้นที่ ได้แก่ ซำแต, ภูผี, ช่องตาเฒ่า และปราสาทตาควาย กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่ากัมพูชาจะบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อชาวโลก

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน ทำให้กองทัพภาคที่ 2 จำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการปะทะ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน

ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด

สถานการณ์ล่าสุดยังคงมีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง และกองทัพภาคที่ 2 ได้ประกาศว่าจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด

เหตุการณ์ ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด นี้ นับเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

BM-21 Grad เป็นระบบจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Launch Rocket System – MLRS) ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง การที่กัมพูชาใช้ BM-21 ยิงเข้ามาในประเทศไทยจึงถือเป็นการยกระดับความรุนแรงของการปะทะ

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชามีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมักจะเกิดจากการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนทับซ้อน การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

รัฐบาลไทยได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะปกป้องอธิปไตยของชาติ และเรียกร้องให้กัมพูชายุติการยิงเข้ามาในประเทศไทย

ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนควรติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด เป็นเหตุการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

เหตุการณ์ ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกองทัพที่เข้มแข็งและพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงความสำคัญของการมีนโยบายต่างประเทศที่รอบคอบและสามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติได้

ที่มา – ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด

แมนยูฯ กำลังจะดีขึ้น หรือแค่รอเจอผลงานแย่?

ในโลกที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ถอยหลังหนึ่งก้าว พวกเขาได้ก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องในการเจอกับ วูล์ฟส์ ที่โมลินิวซ์

แต่จะเป็นนัยสำคัญหรือไม่นั้นยังคงต้องรอดูกันต่อไป

เพราะหลังจากชัยชนะครั้งใหญ่ที่ คริสตัล พาเลซ เมื่อเก้าวันก่อน ตามมาด้วยการเสมอกับ เวสต์แฮม ที่อยู่ท้ายตาราง

ก่อนหน้านั้น การชนะติดต่อกันสามนัด ตามมาด้วยการไม่ชนะสามเกม จบลงด้วยความพ่ายแพ้ในบ้านต่อ เอฟเวอร์ตัน ที่เหลือผู้เล่น 10 คน หลังจากผ่านไปไม่ถึง 15 นาที

การถล่ม วูล์ฟส์ 4-1 เมื่อคืนวันจันทร์ เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ เทียบเท่ากับการทำสี่ประตูที่ทีมของ รูเบน อโมริม ไม่เคยทำได้ดีกว่านี้เลยในพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมเมื่อ 13 เดือนที่แล้ว

ยูไนเต็ด มีโอกาสยิง 27 ครั้ง ซึ่งมากที่สุดในเกมพรีเมียร์ลีกภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกส พวกเขาขึ้นนำในเกมต่างๆ ยาวนานกว่าที่เคยทำได้ตลอดฤดูกาล 2024-25

ถึงกระนั้น อโมริม ก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องเพิ่มเติมข้อแม้ โดยอ้างถึงการขาดคะแนนในสนามและความขัดแย้งนอกสนามของ วูล์ฟส์

“นี่เป็นกรณีเฉพาะ” เขากล่าว “เราเผชิญหน้ากับทีมที่กำลังดิ้นรนอย่างมาก”

“คุณสัมผัสได้ถึงมันในทุกสถานการณ์ของเกม”

“ช่วงเวลานี้สำหรับ วูล์ฟส์ เป็นเรื่องยากจริงๆ ทั้งในฐานะทีมและในฐานะสโมสร เราได้เปรียบจากสิ่งนั้น”

นั่นคือเหตุผลที่ อโมริม รู้สึกว่า ยูไนเต็ด กำลังตกอยู่ในอันตรายที่จะพลาดโอกาสสำคัญในการไต่ขึ้นไปติดหกอันดับแรกและเกาะกลุ่มทีมที่มีสิทธิ์ลุ้นโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีก

ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ หัวหน้าทีม วูล์ฟส์ คนใหม่ รู้สึกว่าทีมของเขาเล่นในแบบที่เขาต้องการในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรก ซึ่งรวมถึงการทำประตูแรกในรอบ 540 นาทีผ่านทาง ฌอง-ริชเนอร์ เบลการ์ด

มันไม่ใช่บทที่ อโมริม วาดภาพไว้ อย่างแน่นอน ไม่ใช่ในคืนที่ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ มาชมเกมและถูกถ่ายภาพขณะพูดคุยอย่างออกรสกับ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอลในห้องผู้อำนวยการ

เขากล่าวกับผู้เล่นของเขาก่อนที่เขาจะออกไปนั่งในซุ้มม้านั่งสำรองของทีมเยือนคนเดียวเพื่อครุ่นคิด ก่อนที่ ยูไนเต็ด จะกลับมาลงสนามในช่วงเริ่มครึ่งหลัง

“เราควรจะจบครึ่งแรกในแบบที่แตกต่างออกไป” เขากล่าว “เมื่อพักครึ่ง พวกเขาเข้าใจว่าเรามีทุกอย่างที่จะชนะเกมนี้”

“ถ้าคุณต้องการที่จะเสียสมาธิจริงๆ เมื่อคุณดู เอฟเวอร์ตัน นั่นคือสามคะแนน เราน่าจะมีอีกสองคะแนนในการเจอกับ เวสต์แฮม ดูตารางคะแนน ดูบรรยากาศ ดูทุกอย่าง”

“เราต้องชนะในครึ่งหลัง ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม”

ในการวิเคราะห์เกมให้กับ สกาย สปอร์ตส์ เจมี คาร์ราเกอร์ ชื่นชมผลงาน แต่กล่าวว่า “เราตั้งสมมติฐานว่าผลงานที่แย่กำลังจะมาถึง”

เขาไม่ได้อยู่คนเดียวในความคิดเห็นนั้น ยูไนเต็ด ยังคงรักษาคลีนชีตได้เพียงครั้งเดียวในพรีเมียร์ลีก ในการเจอกับ ซันเดอร์แลนด์ ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พวกเขากำลังอยู่ในช่วงแพ้หนึ่งในเก้าเกม หรือชนะสองในหกเกมกันแน่?

หลังจากล้มเหลวในการคว้าโอกาสที่จะขึ้นไปเป็นอันดับสองถึงสองครั้ง และอันดับห้า พวกเขาอยู่ในอันดับที่หกในตอนนี้ หากผลการแข่งขันเป็นไปในทางของพวกเขา พวกเขาอาจจะขึ้นไปอยู่อันดับที่สี่ได้เมื่อลงเล่นกับ บอร์นมัธ ในวันที่ 15 ธันวาคม ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็อาจจะกลับไปอยู่ในครึ่งล่างของตารางได้เช่นกัน

ทีมของ อันโดนี อิราโอลา เก็บได้สองคะแนนจากหกเกมหลังสุด แต่พวกเขาชนะ 3-0 ในการมาเยือน โอลด์ แทรฟฟอร์ด สองครั้งหลังสุด

ไม่มีอะไรแน่นอนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงนี้ และนั่นรวมถึงความพร้อมของผู้เล่นของพวกเขาด้วย

อโมริม คิดว่า มัทไธส์ เดอ ลิกท์ นักเตะทีมชาติเนเธอร์แลนด์ จะพร้อมสำหรับเกมวันจันทร์ หลังจากพลาดเกมกับ เวสต์แฮม เนื่องจากอาการบาดเจ็บเล็กน้อย เขาคิดผิด ตอนนี้ผู้จัดการทีมบอกว่าเขาไม่แน่ใจว่า เดอ ลิกท์ จะฟิตสมบูรณ์เมื่อไหร่

ยูไนเต็ด ยังคงอยู่ในการพูดคุยกับสมาคมฟุตบอลของโมร็อกโก, ไอวอรี่โคสต์ และแคเมอรูน ซึ่ง อโมริม กล่าวว่าเป็น “สัญญาณที่ดี” แต่บอกว่าเขา “ไม่รู้” ว่า นูสแซร์ มาซราอุย, อาหมัด ดิยัลโล และ ไบรอัน เอ็มเบวโม จะได้รับอนุญาตให้ลงเล่นกับ บอร์นมัธ ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ หรือไม่

“รอกันจนถึงกลางสัปดาห์” อโมริม กล่าว

เมื่อถูกถามว่าการขึ้นไปอยู่อันดับที่หกมีความหมายว่าอย่างไร เขาตอบว่า “ไม่มีอะไร มันเป็นความรู้สึกเดิมๆ เสมอ เราน่าจะมีคะแนนมากกว่านี้ แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีต ไปโฟกัสที่อนาคตกันดีกว่า”

เมสัน เมาท์ เริ่มสร้างผลงาน

ประตูของ เมสัน เมาท์ หมายความว่าเขายิงไปแล้วสามครั้งในสี่เกมหลังสุดที่เขาออกสตาร์ท

ดาวเตะทีมชาติอังกฤษเริ่มสร้างผลกระทบอย่างต่อเนื่องตามที่คาดหวังไว้เมื่อย้ายมาจาก เชลซี ด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ในปี 2023 ก่อนที่อาการบาดเจ็บจะหยุดความก้าวหน้าของเขา

นอกจากนี้ยังหมายความว่า อโมริม มีตัวเลือก เนื่องจากกองหน้าตัวหลักอย่าง เบนจามิน เซสโก้ ได้รับบาดเจ็บอยู่ในขณะนี้ และ เอ็มเบวโม จะต้องจากไปในอนาคตอันใกล้นี้

“ถ้าคุณเปรียบเทียบกับอดีตที่เขาเคยมีใน เชลซี เขามีคุณภาพที่ยอดเยี่ยม” อโมริม กล่าว

“เขาสามารถป้องกันได้ เขาสามารถโจมตีได้ และคุณภาพเมื่อเขาสัมผัสบอลนั้นดีจริงๆ”

“มันไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจสำหรับผม แต่แน่นอนว่าเราต้องดูแลเขา”

“แต่เขาจะสร้างมันขึ้นมาและจะมีความสำคัญอย่างมากต่อสโมสรของเรา”

แมนยูฯ กำลังจะดีขึ้น หรือแค่รอเจอผลงานแย่?

สถานการณ์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงไม่แน่นอน แม้ว่าพวกเขาจะแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการปรับปรุงบ้าง แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าพวกเขากำลังจะกลับมาสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดอย่างแท้จริง ความสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ และพวกเขาจำเป็นต้องรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีอย่างต่อเนื่องเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาได้เปลี่ยนกระแสแล้ว การเจอกับทีมที่แข็งแกร่งกว่าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีความสามารถในการแข่งขันในระดับสูงได้จริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การมองโลกในแง่ดีมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ แฟนๆ และผู้เชี่ยวชาญต่างตระหนักดีว่า “ผลงานแย่” อาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ดังนั้น การเฝ้าติดตามพัฒนาการของทีมอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ดังนั้น คำถามที่ว่า แมนยูฯ กำลังจะดีขึ้น หรือแค่รอเจอผลงานแย่? ยังคงเป็นคำถามเปิดที่ต้องรอดูกันต่อไป

ที่มา – Are Man Utd turning the tide or is a ‘bad result just around corner’?

แชดทำแฮตทริก! เบอร์ตันชนะแบร็คลีย์ – สรุปผล

ไทรีส แชด ระเบิดฟอร์มทำแฮตทริกช่วยให้เบอร์ตัน อัลเบี้ยน เอาชนะ แบร็คลีย์ ทาวน์ ทีมจากนอกลีกไปอย่างสวยงาม 3-1 ในศึกเอฟเอ คัพ รอบสาม ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ฟอร์มอันร้อนแรงของแชดที่ยิงประตูได้อย่างเฉียบคม ทำให้เบอร์ตันผ่านเข้ารอบต่อไปได้อย่างไม่ยากเย็น

แชดทำแฮตทริก! เบอร์ตันชนะแบร็คลีย์

เกมนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ แบร็คลีย์ ถึงแม้จะเป็นทีมจากนอกลีกแต่ก็สู้ได้อย่างเต็มที่ แต่ความสามารถเฉพาะตัวของไทรีส แชด ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เบอร์ตันเป็นฝ่ายกำชัยไปได้ มาดูกันว่าในเกมนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง:

  • ประตูแรก: แชดโชว์ความคมเฉียบคม ยิงประตูขึ้นนำให้เบอร์ตันตั้งแต่ต้นเกม
  • ประตูที่สอง: แบร็คลีย์พยายามตอบโต้ แต่แผงหลังของเบอร์ตันก็ยังคงแข็งแกร่ง
  • ประตูที่สาม (แฮตทริก): แชดย้ำชัยให้เบอร์ตันด้วยการยิงประตูปิดท้ายในช่วงท้ายเกม เป็นแฮตทริกที่สมบูรณ์แบบ

นอกจากฟอร์มอันโดดเด่นของแชดแล้ว ผู้เล่นคนอื่นๆ ของเบอร์ตันก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน การประสานงานในทีมเป็นไปอย่างราบรื่น และทุกคนก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อชัยชนะ

สำหรับแบร็คลีย์ ถึงแม้จะแพ้ แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงสปิริตนักสู้ พวกเขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และพยายามที่จะสร้างความลำบากให้กับเบอร์ตันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

สรุปเกม: แชดทำแฮตทริก พาเบอร์ตันลิ่วรอบต่อไป

โดยรวมแล้วเกมนี้เป็นเกมที่สนุกและตื่นเต้น เบอร์ตันสมควรเป็นผู้ชนะด้วยฟอร์มการเล่นที่เหนือกว่า แต่แบร็คลีย์ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ การที่ แชดทำแฮตทริก! เบอร์ตันชนะแบร็คลีย์ ทำให้แฟนบอลเบอร์ตันมีความสุขอย่างมาก

ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญของเบอร์ตันในการแข่งขันเอฟเอ คัพ พวกเขาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการแข่งขันและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายในรอบต่อไป ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมของแชดและทีมเวิร์คที่แข็งแกร่ง เบอร์ตันมีโอกาสที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ในรายการนี้

การที่ แชดทำแฮตทริก! เบอร์ตันชนะแบร็คลีย์ ตอกย้ำให้เห็นว่าความสามารถเฉพาะตัวและการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งสำคัญในการแข่งขันฟุตบอล การมีผู้เล่นที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ และการที่ทุกคนร่วมมือกันอย่างสอดคล้อง จะนำไปสู่ความสำเร็จได้

เกมนี้เป็นบทพิสูจน์ว่าฟุตบอลเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ไม่คาดฝัน ทีมเล็กๆ สามารถสร้างความลำบากให้กับทีมใหญ่ได้เสมอ และนักเตะที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงก็สามารถแจ้งเกิดได้ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่น เอฟเอ คัพ เป็นรายการที่เปิดโอกาสให้ทุกทีมได้แสดงศักยภาพ และสร้างความประทับใจให้กับแฟนบอล

ที่มา – Shade scores hat-trick as Burton beat non-league Brackley