วัน: 12 ธันวาคม 2025

**คนไทยยังกลับไม่ได้**: สภ.คลองลึกเผย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง คนไทยยังกลับไม่ได้ ล่าสุด สถานีตำรวจภูธรคลองลึก (สภ.คลองลึก) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้

จากรายงานของ สภ.คลองลึก พบว่า แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมในการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากทางการกัมพูชา ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ อย่างที่หลายคนคาดหวัง

คนไทยยังกลับไม่ได้: สภ.คลองลึกรายงานสถานการณ์

สำหรับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่เตรียมไว้สำหรับการรับคนไทยกลับประเทศนั้น ได้มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรับตัวและคัดกรองเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ คือการที่ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายในการปล่อยตัวคนไทยที่อยู่ในฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ฝ่ายไทยยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ในขณะนี้

ทำไมคนไทยยังกลับไม่ได้?

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “ตอนนี้ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายปล่อยตัวคนไทย ที่อยู่ฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ไทยยังไม่สามารถรับตัวกลับมาได้” ข้อความนี้เป็นการยืนยันว่าอุปสรรคสำคัญอยู่ที่นโยบายของทางกัมพูชา

แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกและดูแลคนไทยที่เดินทางกลับประเทศ แต่การขาดความร่วมมือจากทางกัมพูชาทำให้สถานการณ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า “ฝ่ายไทยได้เตรียมเปิดด่านและจัดเจ้าหน้าที่ ตม. พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไว้ครบแล้ว แต่ยังต้องรอการตอบรับจากกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้เป็นวันที่ 2 แล้วที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สถานการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่แน่นอนให้กับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ รวมถึงครอบครัวและญาติมิตรที่รอคอยอยู่ที่ประเทศไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • ความล่าช้าในการเดินทางกลับประเทศของคนไทย
  • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตสำหรับผู้ที่ต้องการกลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทย
  • ความกังวลและความเครียดของครอบครัวและญาติมิตร

แนวทางแก้ไขที่อาจเป็นไปได้:

  • การเจรจาและประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อหาทางออกร่วมกัน
  • การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่คนไทยที่ติดค้างอยู่ในกัมพูชา
  • การวางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดด่านอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับการอนุมัติจากกัมพูชา

ทั้งนี้ สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยืนยันว่าจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้งหากมีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการติดตามและแก้ไขสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ในฐานะประชาชนคนไทย สิ่งที่เราทำได้ในขณะนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ขอให้การเจรจาและการประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปด้วยดี และหวังว่า คนไทยยังกลับไม่ได้ จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือควรตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – คนไทยยังกลับไม่ได้ “สภ.คลองลึก” เผย 2 วันแล้วยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชา

วราวุธอาลัย จ่าโอม ปกป้องชาติ ประณามกัมพูชา

“วราวุธ” ประณามกัมพูชารุกรานไทย ขอสดุดี “จ่าโอม – จ.ส.ท.จิระวัฒน์ มุ่งกลาง” อุทิศชีวิตปกป้องผืนแผ่นดินไทย มูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา ช่วยดูแลความเป็นอยู่ครอบครัว ตอบแทนนักสู้ผู้เสียสละ

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ที่วัดวังน้ำเย็น ต.วังน้ำเย็น อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ว่า ขณะนี้ตนยืนอยู่ต่อหน้าทุกคนด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แต่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ประเทศไทยได้สูญเสียหนึ่งในผู้กล้าของแผ่นดิน หนึ่งในลูกหลานของพวกเราทุกคน หลังจากเหตุยั่วยุโจมตีที่ไม่อาจยอมรับได้จากกองกำลังของกัมพูชาต่อทหารไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

นายวราวุธ ระบุต่อไปว่า ทหารที่สูญเสียไปไม่ได้เป็นเพียงผู้สวมเครื่องแบบเพื่อปกป้องประเทศไทยเท่านั้น แต่เขาเป็นชายหนุ่มจากสุพรรณบุรีบ้านเกิดเดียวกันกับตน ซึ่ง จ.ส.ท.จิระวัฒน์ มุ่งกลาง หรือ จ่าโอม ชายผู้มีความฝัน ผู้กำลังจะริเริ่มสร้างครอบครัวใหม่ และเป็นผู้ที่ต้องรับภาระดูแลครอบครัวด้วยความเข้มแข็ง เขาถูกปลิดชีวิต อนาคตของเขาถูกพรากไปจากครอบครัว พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรีและประเทศไทย ทำให้เราต้องเผชิญกับความเศร้าโศกจากการกระทำที่ไร้เหตุผลในครั้งนี้

เราขอประณามการรุกรานอย่างรุนแรงของกัมพูชา การกระทำที่ไม่เพียงละเมิดบรรทัดฐานสากลเท่านั้น แต่ยังขัดต่อหลักมนุษยธรรมและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีอีกด้วย ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ถูกข่มเหง จะไม่ยอมให้หยดเลือดของคนไทยต้องร่วงหล่นโดยไร้เสียงตอบรับ ถึงทหารของเราที่ประจำการอยู่แนวชายแดน พวกเราขอยืนเคียงข้างความกล้าหาญ ความมีระเบียบวินัย มีความมุ่งมั่นอันไม่หวั่นไหวของเหล่าทหารหาญในการปกป้องราชอาณาจักรไทย นั่นคือแรงบันดาลใจแห่งความเคารพอย่างสุดซึ้งของประชาชนชาวไทยทุกคน ทหารคือผู้พิทักษ์อธิปไตยของชาติ และวันนี้เราน้อมสดุดีการปฏิบัติหน้าที่ของทุกเหล่าทัพ

“ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของวีรชนผู้ล่วงลับ ขอให้ทราบว่า จ่าโอม เป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็งและการเสียสละ และจะอยู่ในความทรงจำของพวกเราทุกคนไม่เลือนหาย การปฏิบัติหน้าที่ของเขาครั้งนี้จะไม่ถูกลืม และเป็นเครื่องเตือนใจของเราเสมอว่า อธิปไตยของประเทศไทยนั้นศักดิ์สิทธิ์ และตราบใดที่ยังมีภัยคุกคามแม้เพียงเล็กน้อย พวกเราก็จะเป็นหนึ่งเดียว ไม่ย่อท้อ และยืนหยัดอย่างมั่นคงเพื่ออธิปไตยของไทย”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการมาร่วมงานสวดพระอภิธรรม จ.ส.ท.จิระวัฒน์ ในวันนี้ นายวราวุธ ในฐานะรองประธานมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา เปิดเผยด้วยว่า ตนได้รับมอบหมายจาก น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา ให้เป็นตัวแทนประสานงานในการซ่อมแซมบ้านพักที่อยู่อาศัยของครอบครัวมุ่งกลาง เพื่อให้ครอบครัวของ จ.ส.ท.จิระวัฒน์ ได้มีชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สมกับการตอบแทนหัวใจของนักสู้ผู้เสียสละ ที่อุทิศชีวิตเพื่อปกป้องประเทศและคนไทยทุกคน ตอบแทนผู้พิทักษ์อธิปไตยของชาติ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ที่ต้องการให้คนไทยไม่ทิ้งกัน.

วราวุธอาลัย จ่าโอม ปกป้องชาติ ประณามกัมพูชา

“วราวุธ” สดุดี “จ่าโอม” ปกป้องชาติ

จากเหตุการณ์ความสูญเสียในครั้งนี้ ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตย และความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อชาติ ขอสดุดีวีรกรรมของ จ่าโอม และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย

พวกเราต้องร่วมมือกันประณามการกระทำที่รุนแรงของกัมพูชา และยืนหยัดเคียงข้างทหารไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ

วราวุธอาลัย จ่าโอม ผู้กล้าของแผ่นดินไทย

ที่มา – “วราวุธ” อาลัย “จ่าโอม” หนุ่มสุพรรณฯ อุทิศชีวิตปกป้องประเทศ ประณามกัมพูชารุกรานไทย

อาลัย เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย

วงการอาหารไทยต้องพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย ได้จากไปอย่างสงบ สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับเพื่อนร่วมวงการ ครอบครัว และผู้ที่เคยร่วมงานกับท่านเป็นอย่างยิ่ง

อาลัย เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊ก Thailand Chefs Association : สมาคมเชฟประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวการจากไปของ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ โดยระบุว่า “ด้วยความอาลัยยิ่ง สมาคมเชฟประเทศไทย ขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย ได้จากไปอย่างสงบ” พร้อมทั้งแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้อุทิศตนทำงานเพื่อสมาคมฯ มาโดยตลอด

เชฟสมศักดิ์ รารองคำ ถือเป็นบุคคลสำคัญในวงการอาหารของประเทศไทย ท่านได้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการเชฟ ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพของเชฟรุ่นใหม่ การส่งเสริมอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และการสร้างความสามัคคีในหมู่เชฟ

ตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกสมาคมเชฟประเทศไทย ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนสมาคมฯ ให้ก้าวหน้า ท่านเป็นผู้นำที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ มีความเสียสละ และเป็นที่รักใคร่ของสมาชิกทุกคน

แสดงความเสียใจต่อการจากไปของ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ

ภายหลังจากข่าวการจากไปของ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ ถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของท่านในโลกออนไลน์ ต่างรำลึกถึงคุณงามความดีและผลงานที่ท่านได้สร้างไว้ให้กับวงการอาหารไทย

เชฟหลายท่านได้กล่าวถึง เชฟสมศักดิ์ รารองคำ ว่าเป็นครูผู้ให้ เป็นพี่เลี้ยงที่คอยสนับสนุน เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาได้ก้าวเดินบนเส้นทางอาชีพเชฟอย่างมั่นคง ท่านเป็นแบบอย่างของเชฟที่เปี่ยมด้วยจริยธรรมและความรับผิดชอบ

การจากไปของ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการอาหารไทย สมาคมเชฟประเทศไทย และผู้ที่เคยร่วมงานกับท่านต่างรู้สึกเสียใจและอาลัยเป็นอย่างยิ่ง

พวกเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ และขอให้คุณงามความดีของท่านจงสถิตอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป

ถึงแม้ว่า เชฟสมศักดิ์ รารองคำ จะจากไปแล้ว แต่ผลงานและคุณูปการของท่านจะยังคงอยู่ตลอดไป ท่านจะเป็นตำนานของวงการเชฟไทย และเป็นแรงบันดาลใจให้เชฟรุ่นหลังได้เดินตามรอยเท้าของท่านต่อไป

ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งอีกครั้ง

ที่มา – สุดเศร้า “เชฟสมศักดิ์ รารองคำ” นายกสมาคมเชฟประเทศไทย จากไปอย่างสงบ

ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

“ปวีณา” พาลูกสาวรับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น ไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามศาสนา ยังรอผลชันสูตรชิ้นส่วนสมองและหัวใจ หวังคลี่ปมการเสียชีวิต

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ธ.ค. 68 ที่กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร B ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นำ น.ส.กัญญาวีร์ หรือ น้องมิ้นท์ อายุ 20 ปี นักศึกษาคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่ร้องทุกข์กับมูลนิธิปวีณาฯ ว่า น.ส.นงนภัทร์ อายุ 47 ปี มารดา เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น พบเป็นศพนอนเปลือย บนเตียงนวดในร้านสปาแห่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น ที่มี “นานา” สาวไทย ชาว จ.มหาสารคาม เป็นเจ้าของร้าน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ไปรับอัฐิแม่หลังมีการชันสูตรและทำพิธีฌาปนกิจศพที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนส่งกลับมาไทย

จากนั้นเวลา 14.00 น. นางปวีณาพา น.ส.กัญญาวีร์ นำอัฐิแม่ไปทำบุญสวดมาติกาบังสุกุล ที่ศาลา 3 วัดเกาะสุวรรณาราม สายไหม กทม. โดยมี พระครูปลัดสุวัฒนกวีคุณ (พระครูรุ่งแสง) เจ้าอาวาสวัดเกาะสุวรรณาราม รองเจ้าคณะแขวงสายไหม กรุงเทพมหานคร เมตตาทำพิธีบำเพ็ญกุศลให้วิญญาณไปสู่สุคติ โดย น.ส.กัญญาวีร์ เสียใจ ร้องไห้ตลอดเวลา

นางปวีณา กล่าวว่า ขณะนี้น้องมิ้นท์ยังอยู่ระหว่างรอผลชันสูตรศพของแม่อย่างละเอียด โดยมีการนำชิ้นส่วนสมองและหัวใจของแม่ไปตรวจตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ประเทศญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ วันที่ 18 ต.ค. 68 นายอำนาจ พละพลีวัลย์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งสำเนาผลการชันสูตรและคำแปลอย่างไม่เป็นทางการมาให้มูลนิธิปวีณาฯ ส่งถึงน้องมิ้นท์ ระบุผลชันสูตรเบื้องต้นไม่มีร่องรอยบาดแผลตามร่างกายที่บ่งชี้ว่าเป็นการถูกฆาตกรรม อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเสียชีวิตเนื่องจากอาการป่วย ในชั้นนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียด อาจใช้เวลาถึง 1-2 เดือน

นางปวีณา กล่าวอีกว่า น้องมิ้นท์ได้ขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของแม่ น้องมิ้นท์เชื่อว่ามีเงื่อนงำผิดปกติ สภาพแม่นอนเปลือยกายในร้านนวด เนื่องจากก่อนเสียชีวิตแม่เคยเล่าว่า ถูกชายชาวญี่ปุ่นคลุ้มคลั่งบีบคอ และแม่ยังเป็นเสาหลักที่ทำงานหาเงินส่งเสียตนเองเรียนแพทย์ทุกวัน

หลังรับเรื่องได้ประสาน นายอำนาจ พละพลีวัลย์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และ พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ตำรวจสากลไทย) ทันที เพื่อเร่งรัดการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง พร้อมติดตามขั้นตอนการส่งศพกลับไทย และได้ประชาสัมพันธ์ขอน้ำใจคนไทยช่วยบริจาคเงินเป็น ค่าใช้จ่ายในการส่งกลับไทย ระหว่างนั้นมูลนิธิปวีณาฯ ได้ช่วยเหลือให้น้องมิ้นท์ได้ทำงานช่วงปิดเทอมเพื่อมีรายได้เป็นค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษา และมูลนิธิ “เพจอีจัน” รวบรวมเงินบริจาคจากสังคมอีจันมอบให้น้องมิ้นท์ จำนวน 157,765.47 บาท เป็นค่าใช้จ่ายและเป็นทุนการศึกษา และมูลนิธิปวีณาฯ ยังได้ประสาน นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ เจ้าของเพจอีจัน/มูลนิธิเพจอีจันรับน้องมิ้นท์เข้าทำงานพาร์ทไทม์ หารายได้เพื่อเรียนต่อ

ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

คดีการเสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่นนี้ ยังคงต้องรอผลการชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อคลายปมสงสัย และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัวต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุดคดีเสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

ความคืบหน้าของคดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลชันสูตรจะออกมาเป็นเช่นไร และจะสามารถคลี่คลายปมการเสียชีวิตของ คุณนงนภัทร์ ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการให้กำลังใจและช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น การมีหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น รอผลชันสูตรคลี่ปม

เดลี ยิง 27 วิ! วิลล่า ถล่ม ลิเวอร์พูล

เดลี ยิง 27 วิ! วิลล่า ถล่ม ลิเวอร์พูล

ราเชล เดลี ทำประตูแรกของฤดูกาลได้สองประตู รวมถึงประตูแรกใน 27 วินาทีแรกของการแข่งขัน ช่วยให้แอสตัน วิลล่า เอาชนะ ลิเวอร์พูล 3-0 ในศึก วีเมนส์ ซูเปอร์ลีก

ประตูเร็วสุด! เดลี ยิง 27 วิ!

เกมเริ่มได้ไม่นาน แฟนบอลในสนามก็ต้องตกตะลึง เมื่อ ราเชล เดลี กองหน้าตัวเก่งของ แอสตัน วิลล่า พุ่งเข้าชาร์จทำประตูได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 27 วินาทีเท่านั้น สร้างความฮือฮาและเป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะอย่างสวยงามของทีม

ประตูนี้ไม่เพียงแต่เป็นประตูที่เร็วที่สุดในฤดูกาลนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเฉียบคมของ เดลี ที่พร้อมจะสร้างความแตกต่างให้กับทีมในทุกโอกาส

นอกจากประตูที่ทำได้อย่างรวดเร็วแล้ว เดลี ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นตลอดทั้งเกม สร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับของ ลิเวอร์พูล อย่างต่อเนื่อง และยังสามารถทำประตูที่สองได้ในครึ่งหลัง ช่วยให้ทีมคว้าชัยชนะไปได้อย่างเด็ดขาด

แอสตัน วิลล่า ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผงกองกลางที่สามารถควบคุมจังหวะของเกมได้อย่างอยู่หมัด และสร้างโอกาสให้กองหน้าได้อย่างมากมาย นอกจากนี้ แนวรับของทีมก็ยังสามารถรับมือกับเกมรุกของ ลิเวอร์พูล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ทีมเก็บคลีนชีทไปได้อย่างสวยงาม

ชัยชนะในเกมนี้ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับ แอสตัน วิลล่า ที่ต้องการที่จะสร้างผลงานให้ดีขึ้นในฤดูกาลนี้ และยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังทีมอื่นๆ ในลีกว่า พวกเขาพร้อมที่จะเป็นทีมที่แข็งแกร่งและสามารถแข่งขันกับทีมชั้นนำได้อย่างสูสี

ขณะที่ ลิเวอร์พูล ต้องกลับไปทำการบ้านอย่างหนัก หลังจากที่พ่ายแพ้ในเกมนี้ พวกเขาต้องปรับปรุงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเกมรับที่ยังคงมีข้อผิดพลาดอยู่ และต้องพยายามสร้างสรรค์เกมรุกให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

เกมนี้เป็นอีกหนึ่งเกมที่แสดงให้เห็นถึงความสนุกสนานและความตื่นเต้นของ วีเมนส์ ซูเปอร์ลีก ที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นและมีนักเตะที่มีความสามารถมากมาย ที่พร้อมจะสร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลทั่วโลก

โดยรวมแล้ว เป็นเกมที่ แอสตัน วิลล่า ทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน พวกเขาเล่นด้วยความมุ่งมั่นและความเฉียบคม และสามารถคว้าชัยชนะไปได้อย่างสมศักดิ์ศรี ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ต้องกลับไปทบทวนและปรับปรุง เพื่อที่จะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในเกมต่อไป

  • ราเชล เดลี ยิงประตูสุดสวย
  • แอสตัน วิลล่า เล่นได้แข็งแกร่ง
  • ลิเวอร์พูล ต้องปรับปรุงเกมรับ

การที่ ราเชล เดลี ยิง 27 วิ! วิลล่า ถล่ม ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการเล่นกีฬาฟุตบอลหญิงที่ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง

ที่มา – Daly scores in 27 seconds as Villa put three past Liverpool

รทสช. พร้อมส่ง สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

พรรครวมไทยสร้างชาติ ออกแถลงการณ์ ชี้ การยุบสภาครั้งนี้เกิดจากผลประโยชน์การเมือง ไม่คิดถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ลั่น พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้งประเทศ ตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกแถลงการณ์ถึงการยุบสภาผู้แทนราษฎรของนายกรัฐมนตรี ว่า การประกาศยุบสภาฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาหนักรอบด้าน ทั้งความตึงเครียดจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ วิกฤติน้ำท่วมที่ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากยังคงประสบความทุกข์ยากอย่างหนัก วิกฤติเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังพังทลาย และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กดทับความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ ผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนทางการเมือง และสะท้อนอย่างชัดเจนว่าพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับประโยชน์ทางการเมืองของตนเองมากกว่าการทุ่มเทกำลังเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่าการยุบสภาฯ ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นของบ้านเมือง แต่เกิดจากผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองล้วนๆ โดยที่ฝ่ายหนึ่งมุ่งเป้าหมายที่จะแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่คำนึงถึงวิกฤติประเทศในปัจจุบัน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการแค่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งที่มีหน้าที่แก้ไขวิกฤติโดยตรง ข้อตกลงของสองฝ่ายทำให้การแก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศสะดุดลง วิกฤติประเทศในขณะนี้จำเป็นต้องใช้ความจริงจังและเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ เราตั้งใจเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เราพร้อมลงมืออย่างเด็ดขาดเพื่อนำประเทศออกจากวงจรความไม่แน่นอนและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน เราพร้อมที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้และมีความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ

รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา

จากแถลงการณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ทำให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ พรรคฯ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ โดยมองว่าการยุบสภา ที่เกิดขึ้นนั้น มาจากผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าความต้องการที่จะแก้ไขวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง

ทำไม รทสช. จึงมองว่าการยุบสภาฯ มาจากผลประโยชน์ทางการเมือง?

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มองว่า การตัดสินใจยุบสภา ในครั้งนี้ ขาดความคำนึงถึงปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สถานการณ์ชายแดน หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การที่นักการเมืองมุ่งเน้นแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แทนที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทำให้พรรคฯ มองว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ รทสช. ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การยุบสภาในครั้งนี้

นอกจากนี้ รทสช. ยังแสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าพรรคฯ พร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รทสช. เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนที่แตกต่างจากนักการเมืองหลายคนที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ของตนเอง การที่ รทสช. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นอันดับแรก ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาเป็นผู้แทนของตนเอง การที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอนโยบายและแสดงความพร้อมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรพิจารณาให้รอบคอบว่าพรรคการเมืองใดที่สามารถไว้วางใจได้ และพรรคการเมืองใดที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ อย่าปล่อยให้การตัดสินใจของท่านถูกชี้นำโดยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือโดยอคติส่วนตัว จงใช้สิทธิของท่านอย่างมีสติ และเลือกผู้แทนที่ท่านเชื่อว่าจะสามารถทำงานเพื่อท่านและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – รทสช. พร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศ ซัดปมยุบสภา เกิดจากผลประโยชน์การเมือง

เปิด 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย สูตรผสมลงตัว

เปิดรายชื่อ 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) ชุดใหม่ คาดดัน “ยศชนัน” คนรุ่นใหม่สายวิชาการ ผนึกกำลัง “สุริยะ-จุลพันธ์” มากประสบการณ์ หวังสร้างสูตรผสมที่ลงตัว

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย จำนวน 3 คน ที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ โดยน่าจับตาว่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และนักการเมืองมากประสบการณ์ เพื่อนำเสนอสูตรที่เชื่อว่าจะสามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

เปิด 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย สูตรผสมของคนรุ่นใหม่ กลาง เก่า เชื่อกลมกล่อม

สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ทั้ง 3 คน ประกอบด้วย:

  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: บุตรชายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ถือเป็นคนรุ่นใหม่สายวิชาการที่น่าจับตามอง เคยทำงานวิจัยด้าน Brain-Computer Interface (BCI) หรือเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ทันสมัยและเข้าใจเทคโนโลยี
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ: ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์สูง คร่ำหวอดในวงการการเมืองมาอย่างยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นที่ยอมรับของคนในพรรคถึงความสามารถในการบริหารจัดการและการประสานงาน
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์: หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นกลางที่มีความรู้ความสามารถ โดดเด่นด้านการอภิปรายและดีเบต มีประสบการณ์เคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน เป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะนักการเมืองที่มีวาทศิลป์และไหวพริบ

ทำไมต้องเป็นสูตรผสม?

การตัดสินใจเลือกแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ในลักษณะนี้บ่งบอกถึงความตั้งใจของพรรคในการสร้างสมดุลระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเข้าใจเทคโนโลยี กับนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการบริหารประเทศ การผสมผสานนี้จะช่วยให้การดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคตมีความรอบด้านและครอบคลุมทุกมิติ

นอกจากนี้ การมีตัวแทนจากหลากหลายช่วงวัยและประสบการณ์ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับทุกเสียงและทุกความคิดเห็น พรรคพร้อมที่จะรับฟังและนำเสนอแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกกลุ่ม

การที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ที่มีความหลากหลายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยอาศัยทั้งความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยี และประสบการณ์ทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีชุดนี้ของพรรคเพื่อไทย สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีใหม่ กับประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารประเทศ พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าสูตรผสมนี้จะสามารถตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในปัจจุบันและอนาคตได้

การจับตาดูการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ธันวาคมนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศไทย และจะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหวังให้กับประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเลือกบุคคลที่เหมาะสม แต่ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย ด้วยการผสมผสานความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ของคนทุกรุ่น

ที่มา – เปิด 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย สูตรผสมของคนรุ่นใหม่ กลาง เก่า เชื่อกลมกล่อม

วิริยะคืนทุน! ประกันรถเคลมน้ำท่วมภาคใต้

วิริยะประกันภัยเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ จ่ายสินไหมคืนทุนประกันรถยนต์ ประกันรถเคลมน้ำท่วมภาคใต้ ล็อตแรก 52 ล้านบาท!

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายณัฐพงศ์ บุญเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีบางพื้นที่ที่น้ำยังท่วมขังอยู่

บริษัทฯ ได้ช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1557 ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งทีม First Aid ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายรถยนต์และบ้านเรือน พร้อมยกรถออกจากพื้นที่น้ำท่วมไปยังที่ปลอดภัย

วิริยะประกันภัยเร่งจ่ายสินไหมทดแทนให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนวิริยะประกันภัย พบว่ามีรถยนต์เสียหายจากน้ำท่วมประมาณ 4,300 คัน ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ 3,800 คัน บริษัทฯ ระดมเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณาเอกสารเคลมตลอด 24 ชั่วโมง

วิริยะประกันภัย พร้อมคืนทุนประกันรถเคลมน้ำท่วมภาคใต้ทุกคัน

เบื้องต้น วิริยะประกันภัย ได้จ่ายสินไหมทดแทนคืนทุนประกันภัยเต็มจำนวนตามกรมธรรม์ (รถสันดาป) รอบแรกไปแล้ว 5.83 ล้านบาท เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 และเตรียมจ่ายรอบถัดไป 47 ล้านบาท ในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำหรับเคสที่เอกสารครบถ้วน และจะทยอยจ่ายจนครบ 4,300 คันภายในสิ้นปี 2568 บริษัทฯ ยืนยันว่าจะดูแลผู้เอาประกันภัยทุกท่านให้ได้รับการชดเชยอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

นอกจากนี้ วิริยะจิตอาสาได้ลงพื้นที่นำถุงยังชีพส่งมอบให้ผู้ประสบภัยโดยตรง พร้อมทั้งร่วมส่งมอบผ่านภาคีเครือข่ายในพื้นที่

วิริยะจิตอาสาทั่วประเทศได้ร่วมบริจาคเงินผ่านบัญชีโครงการ ปันน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนพนักงานในพื้นที่ภาคใต้ และ จุดรับบริจาคโครงการคนไทยไม่ทิ้งกัน เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็น รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อฟื้นฟูชุมชน

บริษัทฯ ขอส่งมอบความห่วงใยไปยังผู้ประสบภัยและพร้อมให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

วิริยะประกันภัย เคียงข้างผู้ประสบภัย มุ่งมั่นคืนทุนประกันรถเคลมน้ำท่วมภาคใต้

วิริยะประกันภัยแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการเร่งจ่ายสินไหมทดแทน ประกันรถเคลมน้ำท่วมภาคใต้ อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ทำให้วิริยะประกันภัยเป็นบริษัทประกันภัยที่ได้รับความไว้วางใจจากคนไทยมาอย่างยาวนาน

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาประกันภัยรถยนต์ที่พร้อมดูแลคุณในทุกสถานการณ์ วิริยะประกันภัยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยความมั่นคงทางการเงิน การบริการที่เป็นเลิศ และความใส่ใจต่อสังคม ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุด

การเคลม ประกันรถเคลมน้ำท่วมภาคใต้ กับวิริยะประกันภัยนั้นไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงเตรียมเอกสารให้พร้อมและติดต่อบริษัทฯ ผ่านช่องทางต่างๆ ที่สะดวก เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำและดำเนินการเคลมให้อย่างรวดเร็ว

หากคุณได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อย่ารอช้า รีบติดต่อวิริยะประกันภัยเพื่อดำเนินการเคลมสินไหมทดแทนได้เลย

ที่มา – วิริยะประกันภัย พร้อมคืนทุนประกันรถเคลมน้ำท่วมภาคใต้ทุกคัน ลอตแรกจ่ายแล้ว 52 ล้าน

พลังงาน ยัน! งดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100%

จากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้กระทรวงพลังงานออกมาตรการสำคัญเพื่อความมั่นคงของชาติ โดยยืนยันการงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และป้องกันการนำน้ำมันไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

พลังงาน ยัน! งดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% ตั้งแต่ ก.ค.

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู โฆษกกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% โดยระบุว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มตึงเครียด กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการขอความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันทุกรายในประเทศ ให้งดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังได้กำชับให้สำนักงานพลังงานจังหวัดทุกจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดน ทำการตรวจสอบและเฝ้าระวังการลักลอบส่งออกน้ำมันอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกจากประเทศไทยโดยตรง หรือการลักลอบส่งผ่านประเทศลาว เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามาตรการงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% จะมีผลบังคับใช้อย่างแท้จริง

ความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันและการตรวจสอบอย่างเข้มงวด

โฆษกกระทรวงพลังงานยังเน้นย้ำว่า จากการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบผู้ค้าน้ำมันรายใดฝ่าฝืนมาตรการงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความร่วมมือของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำมันของไทย

กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลความมั่นคงของชาติและสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนชาวไทย ด้วยเหตุนี้ จึงได้ดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบ

ทั้งนี้ กฎหมายของประเทศไทยกำหนดให้ผู้ประกอบการค้าน้ำมันทุกราย ต้องรายงานข้อมูลการส่งออกน้ำมันต่อกรมธุรกิจพลังงานอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้กระทรวงพลังงานสามารถกำกับดูแลและตรวจสอบปริมาณการส่งออกน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชน แม้ว่าอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศบ้าง แต่ความมั่นคงของชาติถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดที่ต้องให้ความสำคัญ

ในขณะที่สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย การพิจารณาทบทวนมาตรการต่างๆ รวมถึงการส่งออกน้ำมัน อาจเป็นไปได้ในอนาคต แต่ในปัจจุบัน ความมั่นคงยังคงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

การตัดสินใจของกระทรวงพลังงานครั้งนี้ เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงทางพลังงาน และการพึ่งพาตนเองได้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย การลงทุนในพลังงานทางเลือก และการส่งเสริมการประหยัดพลังงาน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – พลังงาน ยืนยันงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% ตั้งแต่ ก.ค. ยึด “ความมั่นคงของชาติ” เป็นหลัก