วัน: 12 ธันวาคม 2025

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม: นัด กกต. ถกเลือกตั้ง

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีทิศทางอย่างไร บทความนี้จะมาสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลรักษาการ และการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะไม่มีการประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่จะเป็นการประชุม ครม. ตามปกติในวันที่ 16 ธันวาคม

นายบวรศักดิ์ ยังได้อธิบายถึงแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลรักษาการ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ ยกเว้น 2 ข้อห้ามสำคัญ คือ ห้ามทำโครงการใหม่ที่ผูกพัน ครม. ชุดใหม่ และห้ามนำทรัพยากรของรัฐไปใช้เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญที่ต้องหารือกับ กกต. เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

นอกจากข้อห้ามข้างต้น รัฐบาลรักษาการยังมีเรื่องที่ต้องหารือกับ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ได้แก่

  • โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2: จะสามารถอนุมัติให้ดำเนินการได้หรือไม่ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การประชุม ครม. สัญจรที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา: สามารถจัดได้หรือไม่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของหาดใหญ่
  • การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ: ต้องขออนุมัติจาก กกต.
  • การใช้งบประมาณ งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น: ต้องขออนุมัติจาก กกต.

ทั้งนี้ รัฐบาลจะนัดประชุมกับ กกต. ในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือถึงเรื่องการเลือกตั้งและการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การจัดทำคำถามประชามติ

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการจัดทำคำถามประชามติ ซึ่งจะมี 2 ข้อ คือ

  1. คำถามว่าเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  2. ครม. สามารถถามเองได้ว่าเห็นชอบหรือยกเลิก MOU ปีไหน หรือไม่

นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวว่าการกำหนดวันเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็น 60 วันเป๊ะ หากมีความจำเป็นด้วยเหตุผลเรื่องงบประมาณ ครม. สามารถกำหนดวันใหม่ได้

สรุปอำนาจรัฐบาลรักษาการกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

โดยสรุปแล้ว รัฐบาลรักษาการยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ แต่มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การหารือกับ กกต. ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐบาลและ กกต. สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งที่เรียบร้อย

การเมืองไทยในขณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ลูกปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของชาวบ้านในแถบแนวชายแดนที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของการปะทะ เมื่อมองจากระยะไกล ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ดูเหมือนลูกไฟดวงเล็กเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากฝั่งไทยมุ่งตรงไปยังฐานปฎิบัติการของทหาร มองเห็นได้อย่างชัดเจน หลังจากนั้น เสียงระเบิด ที่เกิดจากการยิง ถึงจะตามมา 

แรงระเบิดจากปากกระบอก ส่งเสียงตึงสนั่นได้ยินไปไกลเป็น 10 กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกระสุนระเบิดแรงสูง (HE)  หรือแม้แต่กระสุนอัจฉริยะที่นำทางตัวเองด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดเพื่อค้นหาเป้าหมาย เมื่อมองจากระยะไกล ชาวบ้านจะเห็นลูกไฟกลมเล็กๆ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ส่องสว่างท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร เปลี่ยนค่ำคืนแถวช่องบก ช่องอานม้าและพื้นที่แถวพรมแดนทางฝั่งตะวันออกของไทยให้กลายเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของเทคโนโลยีและประสิทธิภาพทางการทหารของกองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพ นั่นรวมถึงการผสานกำลังของทหารพรานและ กองกำลัง ตชด ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่เราเห็นเป็นแสงไฟจากกระสุน นั่นเป็นกระสุนต่อระยะแบบ Base Bleed ที่พ่นก๊าซออกมาท้ายกระสุน ลดความปั่นป่วนของกระแสอากาศและแรงต้าน ทำให้ยิงไกลขึ้น 

กระสุนระเบิดแรงสูง บางประเภท อาจมีแสงส่องนำวิถี ทำให้เส้นโค้งยาวของมันดูเหมือนเส้นสีส้มหรือสีแดงเรืองแสงพาดผ่านท้องฟ้าก่อนที่จะเกิดการระเบิดขนาดใหญ่และสว่างจ้า

กระสุนนำวิถี: กระสุน “อัจฉริยะ” เช่น SMArt 155 ใช้เซ็นเซอร์และสามารถสร้างรูปแบบเฉพาะตัว เมื่อปล่อยกระสุนย่อย บางครั้งนำวิถีด้วยอินฟราเรด ทำให้เกิดรูปแบบแสงหรือคลื่นกระแทกขณะพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน

ตัวกระสุนเอง: กระสุนขนาด 155  มิลลิเมตร มีขนาดใหญ่ (ยาวประมาณ 2 ฟุต หนัก 100 ปอนด์) และเดินทางด้วยความเร็วสูงมาก (มากกว่า 1800 ฟุตต่อวินาที)  คิดเป็นประมาณ 548.64 เมตรต่อวินาที (m/s) หรือแปลงเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) จะได้ความเร็วประมาณ 1,975 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  โดยใช้ค่าประมาณ 1 ฟุต = 0.3048 เมตร และ 1 เมตร/วินาที = 3.6 km/h. ดังนั้น วิถีโค้งของลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรซึ่งตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อกระทบเป้าหมาย จึงเป็นทั้งภาพและเสียงที่ทรงพลังและน่าเกรงขามแม้จะมองสังเกตการณ์จากระยะไกล

ระยะยิงของกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรในแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันอย่างมาก มีระยะตั้งแต่กระสุนระเบิดแรงสูงพื้นฐานที่ยิงได้ไกลประมาณ 24-30 กิโลเมตร ไปจนถึงกระสุนปืนใหญ่แบบนำวิถีระยะไกลขั้นสูง (ER-GAP) เช่น Excalibur ที่ยิงได้ไกล 40-50 กิโลเมตรขึ้นไป และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ให้ผลลัพธ์ 80-110 กิโลเมตร แรงระเบิดของมันนั้นมหาศาล  ใช้ระเบิดแรงสูง (HE) หรือกระสุนย่อยสำหรับเป้าหมาย ทำให้เกิดแรงระเบิดและการแตกกระจายของสะเก็ดระเบิด ระยะยิงจึงขึ้นอยู่กับชนิดของกระสุนและระบบปืน สำหรับลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรแบบระเบิดแรงสูงมาตรฐาน (HE) : ทำระยะของการยิงวิถีโค้งประมาณ 24-30 กิโลเมตร จากปืนใหญ่ฮาวิตเซอร์สมัยใหม่ โดยใช้หน่วยฐานระบาย (BB) เพื่อระยะยิงที่ดีขึ้น

(HE) เป็นลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ที่ถูกใช้งานมากที่สุด บรรจุด้วย TNT หรือวัตถุระเบิดที่มีประสิทธิภาพคล้ายกัน ออกแบบมาเพื่อทำลายกำลังพล ยานพาหนะขนาดเล็ก และสิ่งก่อสร้าง ด้วยแรงระเบิดและการแตกกระจายที่รุนแรง

 DPICM (Dual-Purpose Improved Conventional Munition): บรรจุระเบิดขนาดเล็กหลายสิบลูกหรือที่เรียกว่า ลูกปราย เพื่อครอบคลุมพื้นที่การทำลายในวงกว้าง ทั้งกลุ่มทหาร/ยานเกราะเบา

แรงกระแทก : เมื่อกระสุนกระทบเป้าหมาย ดินระเบิดจะระเบิดอย่างรุนแรง  

ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อระยะและผลกระทบ

ระบบปืน: ความยาวลำกล้องปืนใหญ่ การออกแบบ

ปริมาณดินปืน : ปริมาณดินปืนที่แตกต่างกันของลูกปืนใหญ่แต่ละชนิด  ให้พลังงานที่แตกต่างกัน

การออกแบบตัวกระสุน : แน่นอนว่าต้องขึ้นตรงกับหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยรูปทรงเพรียวบาง ระบบระบายแรงดันจากฐาน/ระบบช่วยขับเคลื่อนด้วยจรวด ช่วยเพิ่มระยะยิงได้อย่างมาก

ระบบนำทาง : ระบบนำทางด้วย GPS/เลเซอร์ ช่วยให้โจมตีเป้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดจำนวนกระสุนเพราะแม่นราวกับผีจับยัดเลยทีเดียว  

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ข้อได้เปรียบทางยุทธวิธี แสงสว่างนำวิถีของลูกกระสุนปืน 155 มิลลิเมตร ช่วยให้ทหารราบซึ่งทำหน้าที่ตรวจการณ์หน้ามองเห็นได้ในขณะที่กระสุนพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำแม้ในเวลากลางคืน หรือในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณ GPS นั่นแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของปืนใหญ่สมัยใหม่ที่กองทัพไทยมีประจำการ การผสมผสานระหว่างความเร็ว ขนาด และพลังงานในการทำลายล้าง สร้างการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่น่าจดจำ.

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. ที่มีความทันสมัย ทำให้เกิดความได้เปรียบในการสู้รบ และปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/       

ที่มา – เมื่อลูกปืนใหญ่ไทยขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนฯ กับเรือบรรทุกน้ำมัน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานของผู้นำเวเนซุเอลา 3 คน พร้อมกับเรือบรรทุกน้ำมันอีก 6 ลำ โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดตามการกล่าวอ้างของสหรัฐฯ การกระทำนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักข่าว Axios รายงานว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ธ.ค. 2568 โดยพุ่งเป้าหมายไปที่หลานชาย 3 คนของนาย นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา, นักธุรกิจคนสนิทของรัฐบาล และเรือบรรทุกน้ำมันอีก 6 ลำ ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านการค้ายาเสพติดและสนับสนุนประชาธิปไตยในภูมิภาคลาตินอเมริกา

การคว่ำบาตรครั้งใหม่นี้ ซึ่งจะประกาศโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันนายมาดูโร ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็นผู้นำองค์กรก่อการร้ายค้ายาเสพติด

นายเบสเซนต์ระบุในแถลงการณ์ลายลักษณ์อักษรว่า “นิโคลัส มาดูโร และกลุ่มอาชญากรผู้ร่วมงานของเขาในเวเนซุเอลา กำลังนำยาเสพติดจำนวนมากเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภัยร้ายต่อชาวอเมริกัน” การกล่าวหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากของสหรัฐฯ ต่อปัญหายาเสพติดที่มาจากเวเนซุเอลา

การคว่ำบาตรมีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา เนื่องจากเรือลำดังกล่าวอยู่ในรายชื่อคว่ำบาตร “บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นพิเศษ” (Specially Designated Nationals – SDN) ของกระทรวงการคลัง

การคว่ำบาตรล่าสุดจะขัดขวางไม่ให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรใช้สถาบันการเงินหรือบริษัทในสหรัฐฯ ได้ รวมถึงบัตรเครดิต นอกจากนี้ยังห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ขายสินค้าโดยตรงให้กับบุคคลหรือบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรด้วย

ในกรณีของบริษัทขนส่งสินค้า การคว่ำบาตรยังทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สามารถยึดเรือของบริษัทเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ในบรรดาบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรในวันพฤหัสบดี มี 3 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับตามาก่อนแล้ว และเป็นหลานชายของ ซิเลีย ฟลอเรส ภรรยาของนายมาดูโร ได้แก่

นายเอเฟรอิน อันโตนิโอ กัมโป ฟลอเรส กับนาย ฟรังกี ฟรานซิสโก ฟลอเรส เด เฟรตัส ผู้เป็นที่รู้จักในชื่อ หลานค้ายาของ (ซิเลีย) ฟลอเรส หลังจากที่พวกเขาถูกจับกุมในเฮติและถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ ในข้อหาค้าโคเคนในปี 2559 ก่อนที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะอภัยโทษให้พวกเขาในเดือนตุลาคม 2565 เพื่อการแลกเปลี่ยนนักโทษ

นาย คาร์ลอส เอริก มัลปิกา ฟลอเรส หลานชายคนที่สาม มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันของรัฐเวเนซุเอลา คือ “เปโตรเลออส เด เวเนซุเอลา, เอสเอ” (PDVSA) ซึ่งถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2560 โดย โจ ไบเดน เคยถอดเขาออกจากบัญชีคว่ำบาตร ระหว่างการเจรจาข้อตกลงประชาธิปไตยกับนายมาดูโร ซึ่งถูกละเมิดในเวลาต่อมา

นอกจากนั้นยังมีนาย รามอน กาเรเตโร นาโปลิตาโน นักธุรกิจชาวปานามาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำมัน ก็ถูกคว่ำบาตรด้วย

สหรัฐฯ ยังขึ้นบัญชีเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา 6 ลำเข้าสู่บัญชีคว่ำบาตร SDN โดยไม่รวมเรือบรรทุกน้ำมัน “สคิปเปอร์” (Skipper) ที่ถูกสหรัฐฯ บุกยึดนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะกำลังเดินทางไปคิวบาพร้อมน้ำมัน 1.8 ล้านบาร์เรล

สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ

การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเวเนซุเอลา แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง การคว่ำบาตรดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกดดันรัฐบาลมาดูโรให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปฏิบัติตามหลักการประชาธิปไตย

ผลกระทบจากการคว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ

มาตรการคว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำนี้ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตอยู่แล้ว การจำกัดการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ และการห้ามบริษัทอเมริกันทำธุรกิจกับบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาย่ำแย่ลงไปอีก นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งออกน้ำมัน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอาหาร ยา และสินค้าจำเป็นอื่นๆ นอกจากนี้ การคว่ำบาตรยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีผลกระทบในวงกว้าง การคว่ำบาตรนี้มีเป้าหมายเพื่อกดดันรัฐบาลมาดูโรให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปฏิบัติตามหลักการประชาธิปไตย แต่ก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลาที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากอยู่แล้ว การแก้ไขวิกฤตในเวเนซุเอลาจำเป็นต้องมีการเจรจาและการประนีประนอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

การคว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตในเวเนซุเอลา การแก้ไขปัญหาวิกฤตในเวเนซุเอลาจำเป็นต้องมีแนวทางที่ครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการเจรจาทางการเมือง การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ

ที่มา – สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ

บาเยิร์นคุย เกฮี! ข่าวลือตลาดนักเตะ

บาเยิร์น มิวนิค เตรียมคุย เกฮี! ข่าวลือตลาดนักเตะ

สวัสดีครับแฟนบอลทุกท่าน! วันนี้เรามาอัปเดตข่าวลือในตลาดนักเตะที่น่าสนใจ ประจำวันศุกร์นี้กันครับ บอกเลยว่ามีเรื่องราวมากมายที่น่าติดตาม โดยเฉพาะประเด็นของบาเยิร์น มิวนิค เตรียมคุย เกฮี! ข่าวลือตลาดนักเตะ ที่กำลังเป็นที่จับตามอง

บาเยิร์น มิวนิค สนใจ มาร์ค เกฮี

เริ่มต้นกันที่ข่าวใหญ่ เมื่อมีรายงานว่า บาเยิร์น มิวนิค วางแผนที่จะเปิดโต๊ะเจรจากับ มาร์ค เกฮี กองหลังชาวอังกฤษของ คริสตัล พาเลซ ในช่วงต้นเดือนมกราคมนี้ โดย มักซ์ เอเบิร์ล ผู้อำนวยการกีฬาของทีมเสือใต้ หวังที่จะคว้าตัวดาวเตะวัย 25 ปี มาร่วมทีม เนื่องจากสัญญาของ เกฮี กับ คริสตัล พาเลซ กำลังจะหมดลงในช่วงซัมเมอร์หน้า ทำให้เขาสามารถเซ็นสัญญาล่วงหน้ากับสโมสรต่างชาติได้ในช่วงเดือนมกราคม

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลืออื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย:

  • ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์: เตรียมที่จะขาย อีฟส์ บิสซูมา กองกลางชาวมาลี ในช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคม แต่หากไม่สามารถหาผู้ซื้อได้ อาจพิจารณาใช้ออปชั่นขยายสัญญาของเขาออกไปอีก 1 ปี
  • แอสตัน วิลลา: แจ้งให้ ลิเวอร์พูล ทราบว่า พวกเขากำลังพิจารณาที่จะส่งตัว ฮาร์วีย์ เอลเลียต กองกลางดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ชุด U-21 กลับไปในช่วงเดือนมกราคม หลังจากยืมตัวมาใช้งานตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์
  • อาร์เซนอล: ให้ความสนใจในตัวของ โรดรีโก้ ปีกชาวบราซิลของ เรอัล มาดริด และ ราฟาเอล เลเอา ปีกชาวโปรตุเกสของ เอซี มิลาน ในระยะยาว แต่ยังไม่มีแผนที่จะเซ็นสัญญากับกองหน้ารายใหม่ในขณะนี้
  • เมเจอร์ ลีก ซอกเกอร์ (MLS): ดอน การ์เบอร์ ประธาน MLS กล่าวว่า MLS ยินดีต้อนรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าชาวอียิปต์ หากเขาตัดสินใจย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล
  • เรอัล มาดริด: กอนซาโล่ การ์เซีย กองหน้าของ เรอัล มาดริด ตกเป็นเป้าหมายของ สตุ๊ตการ์ท ทีมดังจากเยอรมนี แต่การเจรจาครั้งนี้อาจไม่ง่ายนัก
  • แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: ไม่มีแผนที่จะเซ็นสัญญากับ เซร์คิโอ รามอส อดีตกองหลังทีมชาติสเปน ที่ปัจจุบันเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์ หลังจากแยกทางกับ มอนเตร์เรย์ ทีมจากเม็กซิโก
  • บอร์นมัธ: จับตามอง ฟิลิป โอเตเล่ ปีกของ เอฟซี บาเซิล เป็นตัวแทนของ อองตวน เซเมนโย่

ข่าวลือเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่คึกคักในตลาดนักเตะ และแน่นอนว่าเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ บาเยิร์น มิวนิค เตรียมคุย เกฮี! ข่าวลือตลาดนักเตะ แสดงให้เห็นว่าทีมเสือใต้กำลังมองหาทางเสริมความแข็งแกร่งในแนวรับอย่างจริงจัง การคว้าตัว เกฮี มาร่วมทีม อาจเป็นการเสริมทัพที่สำคัญ ที่จะช่วยให้ บาเยิร์น มิวนิค สามารถรักษามาตรฐานและประสบความสำเร็จในฤดูกาลต่อๆ ไปได้

แน่นอนว่าทุกอย่างยังคงเป็นเพียงข่าวลือ และยังไม่มีอะไรที่เป็นทางการ แต่เราก็ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด ว่าสุดท้ายแล้ว ข่าวลือเหล่านี้ จะกลายเป็นความจริงหรือไม่ สำหรับแฟนบอลที่อยากติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลแบบเจาะลึก อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและวิเคราะห์ข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณนะครับ

แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าข่าวลือไหนที่น่าจะเป็นจริงมากที่สุด? และคิดว่าการที่ บาเยิร์น มิวนิค เตรียมคุย เกฮี! ข่าวลือตลาดนักเตะ จะเป็นดีลที่ประสบความสำเร็จหรือไม่? มาร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้เลยครับ!

ที่มา – Bayern Munich plan talks with Guehi – Friday gossip

แรชฟอร์ด เผย บาร์เซโลน่า ไม่ใช่ความกดดัน

มาร์คัส แรชฟอร์ด กล่าวว่า เขาไม่รู้สึกว่าการอยู่ที่บาร์เซโลน่าเป็น “ความกดดัน” และมาที่สโมสรแห่งนี้เพื่อ “สนุกกับตัวเอง” ในขณะที่เขายังคงเติบโตนับตั้งแต่ย้ายมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

กองหน้าทีมชาติอังกฤษวัย 28 ปี ย้ายมาร่วมทีมยักษ์ใหญ่แห่งสเปนด้วยสัญญายืมตัวในช่วงซัมเมอร์ หลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบากที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยใช้เวลาครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้วด้วยสัญญายืมตัวที่แอสตัน วิลล่า

การย้ายไปลาลีกาของเขาประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยทำไปแล้ว 6 ประตูและ 8 แอสซิสต์จากการลงเล่น 21 นัด

“ผมไม่เห็นว่าอะไรที่นี่เป็นเหมือนความกดดันเลย ผมแค่อยู่ที่นี่เพื่อเล่นฟุตบอล” แรชฟอร์ด กล่าวกับ BBC Sport

“มันน่าทึ่งมาก ผมรู้สึกเป็นที่ต้อนรับ ผมรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ผมแค่สนุกกับทุกย่างก้าว”

แรชฟอร์ด เผย บาร์เซโลน่า ไม่ใช่ความกดดัน

แรชฟอร์ด ซึ่งเปิดเผยว่าบาร์เซโลน่าเป็น “สโมสรโปรดของเขานอกประเทศอังกฤษ” ตั้งแต่ยังเด็ก กล่าวว่าเขากำลังใช้เวลาอย่างเต็มที่เพื่อดื่มด่ำกับวิถีชีวิตขณะที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงของสเปน

“มันแตกต่าง แต่มันเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมสำหรับผม” เขากล่าว

“และแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ผมยังทำไม่สำเร็จทั้งหมด แต่การเรียนรู้ภาษาและอะไรทำนองนั้น การเรียนรู้วัฒนธรรม ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสนุกสำหรับผม”

แรชฟอร์ด ทำไป 138 ประตูจากการลงเล่น 426 นัดให้ยูไนเต็ด นับตั้งแต่ประเดิมสนามให้กับสโมสรในปี 2016 และคว้าแชมป์รายการใหญ่ 5 รายการ

อย่างไรก็ตาม เขาตกเป็นตัวสำรองที่สโมสรวัยเด็กหลังจากถูกผู้จัดการทีม รูเบน อโมริม ดร็อป ทำให้ต้องย้ายไปเล่นให้วิลล่า คู่แข่งร่วมพรีเมียร์ลีกในระยะสั้น ก่อนที่จะย้ายไปบาร์ซ่าด้วยสัญญายืมตัวเบื้องต้น 12 เดือนในเดือนกรกฎาคม

ผลงานอันน่าประทับใจของเขาที่วิลล่า พาร์ค ทำให้โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษจับตามองเมื่อต้นปีนี้ และตอนนี้ แรชฟอร์ด ก็กลับมาอยู่ในทีมอีกครั้ง หลังจากเสียตำแหน่งภายใต้การคุมทีมของแกเร็ธ เซาธ์เกต อดีตเจ้านาย เนื่องจากการฟอร์มตกที่ยูไนเต็ด

บาร์เซโลน่า ซึ่งคว้าแชมป์ลาลีก้ามาแล้ว 28 สมัย มีสิทธิ์เซ็นสัญญา แรชฟอร์ด อย่างถาวรด้วยค่าตัว 30.3 ล้านปอนด์ (35 ล้านยูโร) ในปี 2026 สำหรับตัว แรชฟอร์ด เองก็กล่าวว่าเขาต้องการอยู่ต่อ

“มันเป็นภาษาฟุตบอลใหม่” แรชฟอร์ด กล่าว “ผมเป็นเหมือนคนจำนวนมากในโลกที่ชื่นชมฟุตบอลสเปนมาตลอด”

“การได้เล่นให้กับสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในสเปนเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ผมตั้งตารอที่จะได้ลงเล่นมากขึ้นที่นี่ ทำอย่างเต็มที่ และพยายามช่วยให้ทีมชนะ”

ผลงานของ แรชฟอร์ด ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกที่เอาชนะไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต 2-1 เมื่อวันอังคาร ซึ่งเขาลงมาเป็นตัวสำรองและแอสซิสต์ให้ ฌูลส์ กุนเด้ ได้รับคำชมจากสื่อสเปน

และด้วยการที่บาร์ซ่านำหน้าเรอัล มาดริด 4 แต้มในตำแหน่งจ่าฝูงลาลีกา หลังจากคว้าชัยชนะในลีก 5 นัดติดต่อกัน เป้าหมายของ แรชฟอร์ด สำหรับฤดูกาลที่เหลือคือ “เพียงแค่ชนะ”

“เป็นสโมสรที่ต้องการสิ่งนี้” เขากล่าว

“สภาพแวดล้อมผลักดันให้เราเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เสมอ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่วิเศษมากที่ได้อยู่ในสถานที่แบบนี้ในฐานะนักเตะ”

อะไรทำให้ แรชฟอร์ด มั่นใจกับบาร์เซโลน่า ขนาดนี้?

แรชฟอร์ด แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจอย่างมากกับการเล่นให้ บาร์เซโลนา การไม่มีความกดดันอาจเป็นเพราะเขามองว่านี่คือโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ หลังจากช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การได้เล่นในลีกใหม่ วัฒนธรรมใหม่ และกับเพื่อนร่วมทีมใหม่ อาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขากลับมามีความสุขกับฟุตบอลอีกครั้ง

นอกจากนี้ สไตล์การเล่นของบาร์เซโลนาที่เน้นการครองบอลและการเล่นเกมรุก อาจเหมาะกับ แรชฟอร์ด มากกว่าที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขามีอิสระในการแสดงความสามารถและสร้างสรรค์เกมมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาสามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญคือการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีมและสตาฟฟ์โค้ชที่บาร์เซโลนา การที่เขารู้สึกเป็นที่ต้อนรับและเหมือนอยู่บ้าน ทำให้เขามีความมั่นใจและพร้อมที่จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อทีม

จากการให้สัมภาษณ์ของ แรชฟอร์ด เราจะเห็นได้ว่าเขามีความสุขกับการใช้ชีวิตและเล่นฟุตบอลที่บาร์เซโลนาอย่างมาก การที่เขาไม่รู้สึกถึงแรงกดดันและสามารถสนุกกับเกมได้เต็มที่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาสามารถทำผลงานได้ดีและมีส่วนร่วมกับทีมได้อย่างเต็มที่

อนาคตของ แรชฟอร์ด กับบาร์เซโลนายังไม่แน่นอน แต่ถ้าเขายังสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีและมีความสุขกับการเล่นฟุตบอลได้ต่อไป โอกาสที่เขาจะได้รับสัญญาถาวรกับทีมก็มีสูง

โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าการย้ายมาบาร์เซโลนาของ แรชฟอร์ด เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว การที่เขาได้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมและสนับสนุนเขา ทำให้เขาสามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองออกมาได้ และผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นอะไรที่น่าตื่นเต้นจากเขาอีกมากมายในอนาคต

ที่มา – Barcelona ‘not a pressure’ for on-loan Rashford

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

นายกฯ อนุทิน เล่นเฟซบุ๊กกลางดึก โผล่คอมเมนต์ใต้โพสต์พรรคประชาชนสั้นๆ “ตามนั้นครับ” หลังออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่เรียกร้องให้ยุบสภา

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 00.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ของพรรคประชาชนว่า “ตามนั้นครับ” ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก

หลังจากที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ต่อรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่าด้วยการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการยุบสภา ที่ระบุว่า

สืบเนื่องจากการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ในวันนี้ มีสาระประการสำคัญที่สมาชิกรัฐสภามีความเห็นแตกต่างกัน ได้แก่ การต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ซึ่งเท่ากับเป็นการให้อำนาจ สว. ควบคุมเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ในชั้นกรรมาธิการ พรรคภูมิใจไทยเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ในวันนี้กลับโหวตเห็นชอบให้คงอำนาจ สว. ไว้ ซึ่งส่งผลให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่นี้ไม่สามารถนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนต้องการได้อย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนได้พยายามประคับประคองและประนีประนอมกับหลายฝ่าย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนภายใต้ข้อจำกัดทางการเมืองปัจจุบัน

แต่การแปรญัตติให้ สว. มีอำนาจคุมเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันนี้ ถือเป็นสาระสำคัญที่ขัดขวางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนในอนาคตอย่างที่ไม่สามารถจะยอมรับได้

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงขอให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน และพรรคภูมิใจไทยควรดำเนินภารกิจสุดท้ายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ คือให้รัฐบาลรักษาการมีมติ ครม. ภายในวันอังคารที่ 16 ธันวาคม เพื่อกำหนดวันออกเสียงประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่คำถามที่ 1 เป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

แล้วพบกันที่คูหาเลือกตั้ง

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและบทบาทของ สว. ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การที่นายอนุทินออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล หรือความเป็นไปได้ในการยุบสภา

ปฏิกิริยาต่อคอมเมนต์ “ตามนั้นครับ” ของอนุทิน

หลังจากที่นายอนุทินแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อโพสต์ดังกล่าว ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และบ้างก็ตั้งข้อสังเกตถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างผิดแปลกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองไทย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตได้

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้มีความผันผวนเป็นอย่างมาก การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ และท่าทีของบุคคลสำคัญทางการเมือง ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงทิศทางและความเป็นไปของประเทศ

การที่พรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้ยุบสภา และนายอนุทินตอบกลับด้วยคำว่า “ตามนั้นครับ” สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นภายในรัฐบาลผสม และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น การยุบสภาอาจเป็นทางออกหนึ่งในการคลี่คลายสถานการณ์ แต่ก็อาจนำไปสู่ความวุ่นวายและความไม่แน่นอนที่มากขึ้นเช่นกัน อนาคตทางการเมืองไทยจึงยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การที่อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ” นั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างทางการเมืองก็เป็นได้

ที่มา – “อนุทิน” โผล่ คอมเมนต์แถลงการณ์พรรคประชาชนจี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา

พรรคประชาชนเรียกประชุม สส. ต่อเนื่องจากประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพูดคุยถึงแนวทางหลังจาก ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา ช่วงเช้าวันนี้

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 00.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชนว่า ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภาแล้ว และการประชุมร่วมรัฐสภารวมถึงการแถลงข่าวของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคเสร็จสิ้นแล้ว พรรคประชาชนได้เรียกประชุม สส. ต่อที่อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นการหารือถึงแนวทางของพรรคหลังจากนี้ จากนั้นในวันนี้ (12 ธ.ค.) ต่อเนื่องกัน จะมีการประชุมผู้บริหารพรรคตลอดทั้งวัน เพื่อหารือว่าพรรคประชาชนจะดำเนินการอย่างไรต่อ

ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา

การตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรีถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง ทำให้ทุกพรรคการเมืองต้องเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น พรรคประชาชนเองก็เช่นกัน การที่ ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา อย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงสถานการณ์และความมุ่งมั่นที่จะวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง การประชุมภายในพรรคครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรค

ความสำคัญของการประชุม สส. และผู้บริหารพรรค

การประชุม สส. และผู้บริหารพรรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางของพรรคในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การหารือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค แต่ยังเป็นการระดมสมองเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการนำเสนอพรรคต่อประชาชน พรรคประชาชนจำเป็นต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจและดึงดูดคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือกันในการประชุม ได้แก่

  • การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรค
  • การสรรหาผู้สมัคร สส. ที่มีคุณภาพ
  • การวางแผนการหาเสียงและประชาสัมพันธ์
  • การเตรียมความพร้อมด้านการเงินและทรัพยากรอื่นๆ

ผลจากการประชุม ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา ในครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การตัดสินใจและแนวทางที่พรรคกำหนดขึ้น จะส่งผลต่อความนิยมของพรรคและโอกาสในการได้รับเลือกตั้ง ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคประชาชนและต่อการเมืองไทยโดยรวม

การเมืองไทยหลังการยุบสภาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่สูง พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับตัวและวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การที่พรรคประชาชนเร่งดำเนินการประชุมและหารือกันภายในพรรค แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองที่กำลังจะมาถึง

ติดตามข่าวสารการเมืองและผลการประชุมของพรรคประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมือง

ที่มา – ปชน. เรียกถก สส. ต่อ ก่อนประชุมผู้บริหารพรรค คุยแนวทางหลังยุบสภาช่วงเช้าวันนี้

รัฐสภาโหวต ส่งคำถามทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่

ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเห็นชอบให้ส่งคำถามไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชนว่าจะให้มีการจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ก่อนที่ “วันนอร์” จะสั่งปิดการประชุม

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ภายหลังจากที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ได้ขอหารือต่อที่ประชุมเพื่อขอถอนรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อนำไปปรับปรุงมาตราอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรา 256/28 และสมาชิกได้เสนอญัตติขอให้เลื่อนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมออกไปก่อน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบให้เลื่อนออกไปก่อนหน้านี้แล้ว

จากนั้น ที่ประชุมได้ยื่นญัตติด่วน ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาส่งคำถามไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อสอบถามความเห็นชอบของประชาชนว่าจะให้มีการจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือจะมีการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันเลือกตั้ง ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นด้วย 491 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 9 เสียง

รัฐสภาโหวตเห็นชอบส่งคำถามไปยัง ครม. ขอทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ต่อมาในเวลา 23.16 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ขอให้สมาชิกรัฐสภายืนขึ้นเพื่อรับพระบรมราชโองการปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ พร้อมให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระราชกฤษฎีกาปิดสภาสมัยวิสามัญ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2568 ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นั้น บัดนี้สมควรที่จะให้ปิดประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา ปิดประชุมสมัยประชุมวิสามัญ ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ทำไมต้องทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง และปรับปรุงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ให้มีความเป็นประชาธิปไตย และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น การทำประชามติจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ว่าสมควรที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

กระบวนการหลังจากนี้คือ คณะรัฐมนตรีจะต้องพิจารณาคำถามที่รัฐสภาส่งมา และดำเนินการจัดการลงประชามติ หากผลการลงประชามติออกมาว่าประชาชนเห็นชอบ ก็จะนำไปสู่การจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล หากมีการจัดประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ที่มา – รัฐสภาโหวตเห็นชอบส่งคำถามไปยัง ครม. ขอทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่