วัน: 12 ธันวาคม 2025

ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ ฝากทหารเป็นของขวัญปีใหม่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีศูนย์พักพิงสำหรับผู้ที่ต้องการอพยพ แต่ชาวบ้านบางส่วนเลือกที่จะ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” พวกเขาลงทุนสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัยส่วนตัว เพื่อใช้เป็นที่กำบังในกรณีฉุกเฉิน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยในทรัพย์สินและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องบ้านเกิดของตนเอง

ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้จะยังได้ยินเสียงปืนดังจากชายแดนสุรินทร์เป็นระยะ แต่ชาวบ้านใน อ.บ้านกรวดจำนวนหนึ่งตัดสินใจที่จะไม่ทิ้งบ้าน พวกเขาลงทุนซื้อท่อซีเมนต์ จ้างรถแบคโฮ และรถบรรทุก 6 ล้อ เพื่อขุดหลุมหลบภัยในบริเวณบ้านของตนเอง นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมขนย้ายสิ่งของจำเป็นใส่รถยนต์ส่วนตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลง

นายพล นนทบท ชาวบ้านวัย 52 ปี จาก อ.บ้านกรวด เปิดเผยว่า เขาไม่สะดวกที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิง จึงตัดสินใจสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัย เพื่อเป็นที่หลบภัยสำหรับตนเองและเพื่อนบ้าน “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” เป็นการป้องกันไว้ก่อน หากสถานการณ์ไม่รุนแรงก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไป

ในหมู่บ้านของนายพล มีชาวบ้านอพยพไปยังศูนย์พักพิงกว่า 70% แต่เขาและเพื่อนบ้านที่เหลือเลือกที่จะอยู่ต่อ เพื่อดูแลทรัพย์สินและช่วยผู้นำชุมชน รวมถึง ชรบ. รักษาความปลอดภัยให้กับหมู่บ้าน การตัดสินใจ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเสียสละของคนในชุมชน

ความสำคัญของหลุมหลบภัยที่ชาวบ้านสร้างขึ้น

การที่ชาวบ้านตัดสินใจสร้างหลุมหลบภัยด้วยตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกไม่มั่นคงและความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน พวกเขาต้องการที่จะพึ่งพาตนเองและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น หลุมหลบภัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่กำบัง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความสามัคคีของชุมชนอีกด้วย

  • การเตรียมพร้อม: หลุมหลบภัยช่วยให้ชาวบ้านมีสถานที่ปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน
  • ความอุ่นใจ: การมีหลุมหลบภัยทำให้ชาวบ้านรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น
  • การพึ่งพาตนเอง: การสร้างหลุมหลบภัยด้วยตนเองแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้ฝากกำลังใจไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทหารทุกนายสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ และหวังว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อเกินไปนัก พวกเขาปรารถนาให้ทหารไทยได้รับชัยชนะกลับมา เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยกันอย่างมีความสุข

สิ่งที่ชาวบ้านทำนั้น แสดงถึงความรักชาติและความห่วงใยต่อกองทัพที่เสียสละ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ปกป้องตนเอง แต่ยังส่งกำลังใจให้ทหารหาญที่ปกป้องประเทศชาติอีกด้วย สิ่งที่ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” ไม่ใช่แค่ที่หลบภัย แต่มันคือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความสามัคคี และความรักชาติที่ฝังลึกอยู่ในใจของคนไทย

ที่มา – ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ ฝากทหารรักษาอธิปไตย เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

สปส. แนะช่องทางชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ให้ความสำคัญอย่างมากในการยกระดับคุณภาพกลไกการทำงานของ “กองทุนเงินทดแทน” ให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองลูกจ้าง หรือให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบอันตราย พิการ ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหายจากการทำงานหรือเจ็บป่วยจากโรคจากการทำงานและมอบสิทธิประโยชน์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย

แต่ทั้งนี้ นายจ้างจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนให้ลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนเสียก่อน พร้อมชำระเงินสมทบให้แก่กองทุนเงินทดแทน เพื่อรับสิทธิในการคุ้มครองเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ทุพพลภาพ ตายหรือสูญหาย สูญเสียอวัยวะ หรือสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายแก่ลูกจ้าง การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนจึงเป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง

สำหรับการจ่ายชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน จะเรียกเก็บจากนายจ้างเป็นรายปี โดยคำนวณจากจำนวนเงินค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างทั้งปี รวมกันคนละไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี คูณกับอัตราเงินสมทบ ของประเภทกิจการ ระหว่างอัตรา 0.20-1.00% และหากสถานประกอบการมีสถิติการประสบอันตรายลดลงหรือมีการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยดีขึ้น อัตราเงินสมทบที่นายจ้างต้องชำระจะได้รับการปรับลดลง

นายจ้างสามารถชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนได้ 4 ช่องทาง ได้แก่

ช่องทางชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน

1. ณ สำนักงานประกันสังคมด้วยเงินสดหรือเช็ค

2. ทางไปรษณีย์

3. ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารหรือหน่วยบริการ

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  • เคาน์เตอร์โลตัส
  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส (เซเว่น-อีเลฟเว่น)

4. ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment)

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารออมสิน
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
  • ธนาคารดอยซ์แบงก์
  • ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส
  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส (ชำระด้วยบัตรมาสเตอร์การ์ด)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506 โทร.ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ไลน์ @ssothai หรือ www.sso.go.th

“กองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคมมุ่งเน้นและส่งเสริมมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยภายในสถานประกอบการให้มีคุณภาพและสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานในประเทศ” นางสาวกาญจนา กล่าวย้ำ

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน: ช่องทางที่นายจ้างควรรู้

การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน เป็นเรื่องที่นายจ้างต้องให้ความสำคัญ เพื่อสร้างหลักประกันให้กับลูกจ้าง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากการทำงาน การทราบช่องทางการชำระเงินที่สะดวกและรวดเร็ว จะช่วยให้นายจ้างสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และทำให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ อย่าลืมตรวจสอบอัตราเงินสมทบและชำระเงินให้ตรงตามกำหนดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับนะครับ

ที่มา – “สปส.” แนะช่องทางนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน สร้างหลักประกันให้แรงงานไทย

นายกฯ อนุทิน ทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล

รัฐบาลจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน)

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 07.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) และพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา พร้อมนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่งกายด้วยเครื่องแบบปกติขาวไว้ทุกข์ เข้าร่วมพิธี

เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยา เดินทางถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ นายกรัฐมนตรีจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระสงฆ์ให้ศีล สวดพระพุทธมนต์ เสร็จแล้ว

นายกรัฐมนตรี และภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายเครื่องไทยธรรมและผ้าไตรแด่สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ รวมจำนวน 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จากนั้น เวลา 08.00 น. นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล ได้ร่วมใส่บาตรพระสงฆ์ ณ บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี

เมื่อแล้วเสร็จ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมผู้เข้าร่วมพิธี กลับเข้าไปยังตึกสันติไมตรี (หลังใน) นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

“ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี คู่สมรส ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เพื่อความวัฒนาของชาติบ้านเมือง และยังความผาสุกร่มเย็นแก่ผองพสกนิกร พระเกียรติคุณเป็นที่แซ่ซ้องก้องประจักษ์ ทั้งแก่ปวงชนชาวไทยและนานาอารยประเทศ พสกนิกรทุกหมู่เหล่าต่างล้วนคำนึงถึงด้วยสำนึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างมิรู้ลืมเลือน

วันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เป็นวาระครบ 50 วัน ปัญญาสมวาร แห่งการเสด็จสวรรคต รัฐบาลจึงกำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศล และพิธีทางศาสนา 5 ศาสนาขึ้น เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในโอกาสนี้ ขอให้ผู้ที่ชุมนุมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ และสถานที่ต่าง ๆ พร้อมใจกันยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และขอเทิดทูนพระองค์ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตราบนิจนิรันดร์”

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่งแสดงความไว้อาลัย จากนั้น ผู้นำทางศาสนาทำพิธีทางศาสนาตามลำดับ ดังนี้ นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ให้ศีล ประธานสงฆ์ อ่านคำรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระสงฆ์ สวดมาติกา นายกรัฐมนตรีทอดผ้าไตรแด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ ผู้นำศาสนาอิสลามกล่าวแสดงความอาลัย ผู้นำศาสนาคริสต์ประกอบพิธีอธิษฐานภาวนา คณะพราหมณ์ประกอบพิธีสวดมนต์ และศาสนาจารย์สวดกีรตันและอัรดาส

เมื่อเสร็จพิธีทางศาสนา นายกรัฐมนตรี ถวายของที่ระลึกแด่ประธานสงฆ์ และมอบของที่ระลึก แด่ผู้นำศาสนารวม 5 ศาสนา จากนั้น กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสร็จพิธี

นายกฯ อนุทิน นำ ครม. ร่วมพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล

การจัดงานบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายกฯ อนุทิน นำ ครม. ร่วมพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ความสำคัญของพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล

พิธี นายกฯ อนุทิน นำ ครม. ร่วมพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชาติ และการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

การที่ นายกฯ อนุทิน นำ ครม. ร่วมพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล เป็นการแสดงความเคารพและความอาลัยอย่างสูงสุดต่อพระองค์ท่าน และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชนในการทำความดีเพื่อสังคมและประเทศชาติ

พิธีดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที แต่ยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาต่างๆ ในประเทศไทยอีกด้วย สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” นำ ครม. ร่วมพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) พระพันปีหลวง

วราวุธ นำทีมลาออก! ซบภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้

“วราวุธ ศิลปอาชา” นำ 10 อดีต สส.ชาติไทยพัฒนา เขียนใบลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว นัดใส่เสื้อพรรคภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลแล้วนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ตั้งแต่ช่วงเช้าบรรดาอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคชาติไทยพัฒนาทั้ง 10 คน ประกอบด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรค, นายประภัตร โพธสุธน อดีตเลขาธิการพรรค, นายสรชัด สุจิตต์, นายนพดล มาตรศรี, นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ, นายเสมอกัน เที่ยงธรรม อดีต สส.สุพรรณบุรี, นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์, นายอนุชา สะสมทรัพย์, นายศุภโชค ศรีสุขจร อดีต สส.นครปฐม และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ อดีต สส.ร้อยเอ็ด ต่างทยอยเดินทางเข้าที่ทำการพรรค เพื่อเขียนใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา ต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา

ทั้งนี้ ในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 15 ธันวาคม 2568 อดีต สส.ทั้ง 10 คนดังกล่าว นำโดยนายวราวุธ จะเดินทางไปสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยต่อไป.

วราวุธ นำ 10 อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นใบลาออก นัดใส่เสื้อภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้

การตัดสินใจของนายวราวุธ ศิลปอาชา และอดีต สส. ทั้ง 10 ท่านจากพรรคชาติไทยพัฒนาที่จะย้ายไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยนั้น ถือเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมือง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ได้

ทำไมวราวุธและอดีต สส. ชาติไทยพัฒนาถึงย้ายไปภูมิใจไทย?

แม้จะยังไม่มีการประกาศเหตุผลอย่างเป็นทางการ แต่มีการคาดการณ์ว่า การย้ายพรรคครั้งนี้อาจเป็นเพราะหลายปัจจัย เช่น ทิศทางทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของ สส. กลุ่มนี้ หรืออาจเป็นเพราะโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ที่พรรคภูมิใจไทยเสนอให้

การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูดอดีต สส. ที่มีประสบการณ์จากพรรคอื่นได้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความน่าสนใจของพรรคในสายตาของนักการเมืองหลายท่าน พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ และมีนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในหลายด้าน

การย้ายพรรคของกลุ่มนายวราวุธในครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าสนใจว่า จะส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไรต่อไป จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในขั้วอำนาจหรือไม่ และจะมีผลต่อการตัดสินใจของนักการเมืองท่านอื่นๆ ในอนาคตอย่างไรบ้าง

อนาคตทางการเมืองของนายวราวุธและอดีต สส. ทั้ง 10 ท่านในพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไร จะสามารถสร้างผลงานและได้รับการยอมรับจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยและประชาชนได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในวงการการเมือง สิ่งที่แน่นอนคือ นักการเมืองทุกคนต้องปรับตัวและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและประเทศชาติได้

ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตของเราและสังคมโดยรวม

การที่ วราวุธ นำ 10 อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นใบลาออก นัดใส่เสื้อภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่น่าสนใจและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “วราวุธ” นำ 10 อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นใบลาออก นัดใส่เสื้อภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้

โสภณมอง“ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

“โสภณ ซารัมย์” มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” หากประชาชนชายแดนยังคงต้องอพยพอยู่เนื่องจากปัญหาความไม่สงบ ชี้ประเด็นสำคัญคือการจัดการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคอีสาน ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ต้องจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ จึงเกิดคำถามว่าจะส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งหรือไม่

นายโสภณ กล่าวว่า หากสถานการณ์ยังไม่สงบเรียบร้อย ประเด็นนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของ กกต. ที่จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากประชาชนยังคงต้องอพยพออกจากพื้นที่ การจัดการเลือกตั้งก็อาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” เนื่องจากตามหลักการแล้ว การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ

เมื่อถูกถามถึงการเตรียมความพร้อมในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายโสภณ ตอบว่า พรรคไม่มีปัญหาในการดูแลประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนเรื่องกำหนดการเลือกตั้งนั้นยังไม่สามารถระบุได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. เป็นหลัก

โสภณมอง “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งตามกำหนดเดิม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมของพรรคการเมืองในการหาเสียง แต่อยู่ที่ความปลอดภัยและความสะดวกของประชาชนในการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป การที่ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กกต. จะตัดสินใจอย่างไร?

ความคาดหวังจึงอยู่ที่การพิจารณาอย่างรอบคอบของ กกต. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชน และความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ

การตัดสินใจของ กกต. จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้ว่านายโสภณจะมองว่า “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจอยู่ที่ กกต.

สถานการณ์ชายแดนที่ยังไม่คลี่คลายกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ กกต. ต้องเผชิญ การจัดการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยแล้ว กกต. ยังต้องพิจารณาถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนและการใช้สิทธิเลือกตั้ง และการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์จะมีความท้าทาย แต่การเลือกตั้งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เสียงของประชาชนได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการรับฟังข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “โสภณ” มองไม่น่าจัดเลือกตั้งได้ เหตุคนชายแดนยังอพยพอยู่ ชี้หน้าที่ กกต. ดูความเหมาะสม

กกต. พร้อม! เตรียมหารือ ครม. เรื่อง เลือกตั้ง 8 ก.พ.

“ณรงค์” ประธาน กกต.คนใหม่ ยันพร้อมจัดเลือกตั้ง เตรียมหารือ ครม.สัปดาห์หน้า รับเป็นไปได้จัดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ลั่นไม่กดดัน แม้ถูกครหาใกล้ชิดสีน้ำเงิน มั่นใจทำให้ดีที่สุด

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ว่า เมื่อมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร กกต. จะต้องมีการประชุมเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งเราเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เพราะเรามีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าอาจมีการยุบสภาฯ ขึ้น จึงได้มีการแบ่งเขตไว้ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มลดในบางจังหวัดแล้ว คาดว่าภายในวันจันทร์หรืออังคารก็จะมีความชัดเจน ขณะนี้สำนักงาน กกต. ได้มีการจัดทำไทม์ไลน์การเลือกตั้งไว้แล้ว เรามีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าวันเลือกตั้งจะเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เหมือนที่สื่อมวลชนคาดการณ์หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า “ก็มีความเป็นไปได้” ทางด้านคำถามว่ากฎหมายกำหนดให้วันเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ สถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา อาจจะทำให้สามารถจัดการเลือกตั้งภายในวันเดียวกันได้ มีการเตรียมการอย่างไร นายณรงค์ ระบุว่า เราคาดการณ์และได้มีการติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา แต่การจัดการเลือกตั้งต้องจัดพร้อมกันอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อ สถานการณ์ในขณะนี้จะทำให้เดินหน้าการเลือกตั้งไปได้หรือไม่ ประธาน กกต. ระบุ ก็คิดว่าจะทำเต็มที่ ยังเชื่อว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ ส่วนการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน ทราบว่าทาง ครม. จะส่งผู้แทนมาพบ กกต. ในสัปดาห์หน้าเพื่อหารือเกี่ยวกับอำนาจ ครม.รักษาการ และเห็นว่า ครม.รักษาการมีอำนาจในการจัดออกเสียงประชามติได้ มีอำนาจที่จะอนุมัติงบประมาณ ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ปฏิบัติกันมาตลอดว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้

ทางด้านคำถามว่ามีข้อกังวลหรือไม่ในรายการอนุมัติงบประมาณให้ ครม. นำไปใช้ เพราะมีเรื่องของการสู้รบชายแดน นายณรงค์ ตอบว่า เราจะดูอย่างละเอียดเพราะเป็นในรูปของคณะกรรมการ โครงการต่างๆ ที่ขอมาก็ต้องนำมาดู เมื่อถามย้ำ ยืนยันในเรื่องของการทำงานจะมีความเป็นกลางหรือไม่เพราะมีข้อครหาว่าเป็นองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มสีน้ำเงิน นายณรงค์ กล่าวว่า การจัดการเลือกตั้งเรารู้อยู่แล้วต้องอาศัยความเป็นกลาง เราเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องอาศัยกติกาและความเป็นกลาง เรามีความพร้อม ยืนยันว่าไทม์ไลน์จัดการเลือกตั้งยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่มีปัญหาอะไร

ในช่วงท้ายเมื่อถามว่ารู้สึกกดดันกับการทำงานหรือไม่ เพราะเข้ามาในช่วงที่ประชาชนมีความคาดหวัง ประธาน กกต. กล่าวว่า “ไม่กดดันครับ เพราะเป็นหน้าที่ และจะจัดการเลือกตั้งให้ดีที่สุด”

ประธาน กกต. ยันความพร้อม เตรียมหารือ ครม. สัปดาห์หน้า รับเป็นไปได้จัดเลือกตั้ง 8 ก.พ.

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ เมื่อประธาน กกต. คนใหม่ยืนยันความพร้อมในการจัดเลือกตั้ง และเตรียมหารือกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า ประเด็นหลักคือความเป็นไปได้ในการจัด เลือกตั้ง 8 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่สื่อมวลชนหลายสำนักคาดการณ์ไว้ ความพร้อมของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

ความพร้อมของ กกต. และประเด็น เลือกตั้ง 8 ก.พ.

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งว่า “เมื่อมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร กกต. จะต้องมีการประชุมเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งเราเตรียมความพร้อมไว้แล้ว” การเตรียมความพร้อมนี้รวมถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งตามจำนวนประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละจังหวัด ทำให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งจะมีความเป็นธรรมและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็นที่น่าสนใจคือความเป็นไปได้ที่วัน เลือกตั้ง 8 ก.พ. จะเป็นวันเลือกตั้งจริง นายณรงค์กล่าวว่า “ก็มีความเป็นไปได้” ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของสื่อมวลชน การที่ กกต. เปิดโอกาสให้ความเป็นไปได้นี้เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเร็ววัน และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สู้รบตามชายแดนไทย-กัมพูชาอาจเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ กกต. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม

นอกจากประเด็นเรื่องวันเลือกตั้งแล้ว การหารือกับ ครม. ในสัปดาห์หน้ายังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอำนาจของ ครม. รักษาการในการอนุมัติงบประมาณสำหรับการจัดการเลือกตั้งและการทำประชามติ กกต. จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

แม้จะมีการครหาว่า กกต. มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มสีน้ำเงิน นายณรงค์ยืนยันว่าการทำงานของ กกต. จะเป็นกลางและยึดตามกติกาอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

การยืนยันความพร้อมในการจัดการ เลือกตั้ง 8 ก.พ. ของประธาน กกต. ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง การเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนทุกคนจะได้แสดงพลังและกำหนดทิศทางของประเทศ อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ที่มา – ประธาน กกต. ยันความพร้อม เตรียมหารือ ครม. สัปดาห์หน้า รับเป็นไปได้จัดเลือกตั้ง 8 ก.พ.

ด่วน! แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าญี่ปุ่น เตือนสึนามิ

ญี่ปุ่นออกประกาศเตือนสึนามิหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใกล้ฮอกไกโด–โทโฮคุ แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในหลายเมืองติดชายฝั่ง

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 สำนักข่าว NHK รายงานอ้างประกาศของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ที่ระบุว่า เกิดแผ่นดินไหว 6.7 เขย่านอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เตือนสึนามิ บริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ใกล้พื้นที่ ฮอกไกโด และ โทโฮคุ ทำให้มีการออกคำเตือนสึนามิครอบคลุมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ

รายงานข่าวระบุว่า แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในหลายเมืองติดชายฝั่ง แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงหรือผู้บาดเจ็บในทันที ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นแจ้งประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้อพยพไปยังบริเวณที่สูงกว่า และติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด

ทางการญี่ปุ่นยังคงประเมินสถานการณ์คลื่นสึนามิและความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือน โดยจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมต่อไป

สถานการณ์แผ่นดินไหว 6.7 เขย่านอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เตือนสึนามิครั้งนี้ สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว สึนามิ หรือพายุไต้ฝุ่น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด อพยพไปยังที่สูงทันทีเมื่อได้รับการแจ้งเตือน และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินที่จำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย ยา และเอกสารสำคัญ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

แผ่นดินไหว 6.7 เขย่านอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เตือนสึนามิ

การเกิดแผ่นดินไหว 6.7 เขย่านอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เตือนสึนามิในครั้งนี้ แม้ว่าในเบื้องต้นจะยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่เสมอ การเรียนรู้และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิ

  • รับฟังประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด
  • อพยพไปยังที่สูงทันทีเมื่อได้รับการแจ้งเตือน
  • เตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อม
  • ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่ทำได้

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติในวงกว้าง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมโดยรวมมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินมากยิ่งขึ้น การฝึกซ้อมอพยพ การเรียนรู้ทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยพิบัติ ล้วนเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองและสังคม

สถานการณ์แผ่นดินไหว 6.7 เขย่านอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เตือนสึนามิในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และการสื่อสารข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจจับและแจ้งเตือนภัยพิบัติ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงและช่วยชีวิตผู้คน

การให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงและทนทานต่อภัยพิบัติ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น อาคาร บ้านเรือน และสาธารณูปโภคต่างๆ ควรถูกออกแบบและก่อสร้างให้สามารถทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว และคลื่นสึนามิ เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ในท้ายที่สุด การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชนทั่วไป การร่วมมือกันและการทำงานเป็นทีม จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – ด่วน เกิดแผ่นดินไหว 6.7 เขย่านอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เตือนสึนามิชายฝั่งแปซิฟิก

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

“จุลพันธ์” จี้ “พรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” รับผิดชอบทั้งคู่ หลังฉีก MOA ชิงยุบสภา ลั่นจากนี้ไม่ถามหาความจริงใจรัฐบาล ขอให้ทำตามกฎหมาย หากเลื่อนเลือกตั้งอ้างเหตุชายแดนก็ให้ลองดู เชื่อประชาชนไม่รอ

เมื่อเวลา 08.49 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถึงกรณีการยุบสภาผู้แทนราษฎรของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม 2568) ว่า การตัดสินใจยุบสภาฯ ของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการขัดต่อหลักประชาธิปไตยและกระบวนการธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่ดีลนี้กันแล้วก็จะมีแต่ความผิดพลาด สุดท้ายก็ปรากฏชัด ซึ่งพรรคเพื่อไทยสงสัยมาตลอด ในความจริงใจของรัฐบาลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่รู้พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งเห็นหรืออย่างไร เพราะเราพยายามบอกมาตั้งแต่ต้น จนสุดท้ายก็ปรากฏชัดในรัฐสภาที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยกมือให้ ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถคุยกับ สว. ได้ หากจะมีคนเชื่อก็คงมีแต่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคการเมืองอื่นรู้อยู่แล้วว่ากระบวนการของ สว.กลุ่มนี้ มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยโยนกันไปมานั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ก็ต้องรับผิดชอบกันทั้งคู่ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยขอแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาล เพราะในสภาวะประเทศแบบนี้ ทั้งการปะทะชายแดน และน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ รัฐบาลกลับปัดทิ้งภาระความรับผิดชอบ เลือกที่จะหนีการตรวจสอบด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาฯ ทิ้งให้ประชาชนต้องเดือดร้อนต่อไป แม้จะมีกลไกของรัฐในการตรวจสอบ และทหารที่รับผิดชอบสถานการณ์ชายแดน

ขณะที่ความผิดหวังที่ 2 ที่พรรคเพื่อไทยรู้สึกคือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตั้งแต่การคุยกันกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีการขอให้ชะลอการยื่นซักฟอก มาตรา 151 (อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ) แต่ยื่นข้อเสนอว่าหากลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 แล้วแพ้ จะเชื่อว่าความจริงใจของรัฐบาลไม่มี และจะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ตนมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยเป็นการปล่อยหนูเข้าป่า เปิดโอกาสให้รัฐบาลยุบสภาฯ หนีโดยไม่ทันได้ตรวจสอบ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อไป ตนไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ตามเกมพรรคภูมิใจไทยไม่ทัน หรือคิดว่าวิธีการนี้จะดีกว่าหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์อยากจะให้ยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้ง แทนการตรวจสอบรัฐบาล เพราะหากตรวจสอบจะมีหลายเรื่อง ทั้งเขากระโดง การฮั้ว สว. การทุจริตคอร์รัปชัน MotoGP ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้อะไรเลย แต่คนที่ได้เต็มๆ คือพรรคภูมิใจไทย ที่ได้สั่งสมกำลังความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญคือได้โยกย้ายข้าราชการเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง แต่คนไทยได้รัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ตั้งแต่น้ำท่วมยันชายแดน และขอให้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการยุบสภาฯ ในสถานการณ์ตอนนี้ถือว่าเป็นการเตะหมูเข้าปากหนูหรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมเลือกตั้งแล้ว วันนี้ขอแจ้งกับประชาชนว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวัง และจะใช้วิธีการเลือกตั้งนำประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

ส่วนการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจจะมีกระแสคลั่งชาติจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายจุลพันธ์ ระบุ ไม่ว่ากระแสใดก็ต้องฝ่าฟันไป และขอย้ำถึงจุดยืนที่มั่นคงของพรรค ในประเด็นคำถามว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่ามีการพูดคุยกันว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปในกรณีที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม) สส.พรรคภูมิใจไทยพยายามพูดถึงเรื่องนี้ทั้งวัน

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ากลไกของรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรที่ทำให้สะดุดหรือติดขัด รัฐธรรมนูญกำหนดชัดต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน โดยตามกำหนดแล้วอาจจะเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้ทันต่อกรอบเวลาและคำถามประชามติ ก็คาดว่าจะเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หากประกาศให้มีการเลือกตั้งทั้งประเทศแล้ว กฎหมายการเลือกตั้งก็กำกับไว้ว่า ในกรณีที่พื้นที่ใดมีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็น เช่น สงคราม มีการปะทะ หรือภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉินเหล่านั้นจะสามารถทำให้หน่วยการเลือกตั้งของพื้นที่เลื่อนการเลือกตั้งเฉพาะพื้นที่นั้นได้ จะไม่กระทบต่อการเลือกตั้งภาพรวมทั้งหมดของประเทศ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เผยต่อไป ตนยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลมีความประสงค์ที่จะดำเนินการเลือกตั้งอย่างไร จะใช้ช่องกฎหมายใด ซึ่งต่อให้มีการดำเนินการจริง ตนก็ขอย้ำว่าการเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อได้ตามกฎหมาย แต่หากพรรคภูมิใจไทยจะทำก็เรียนเชิญหาช่องทางทางกฎหมายทำเลย แต่มันคือความพังพินาศของท่าน เพราะประชาชนจะไม่รอด้วย

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีการตั้งข้อสงสัยหรือไม่กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ในประเด็นนี้ขอทุกคนอย่าคิดมาก นาทีนี้ควรส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทหารชายแดนและประชาชนในพื้นที่ที่อพยพไปยังศูนย์ลี้ภัยแล้ว พรรคเพื่อไทยก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าการยุบสภาฯ จะมีผลต่อการปราบสแกมเมอร์ให้หยุดชะงักหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้การดำเนินการของภาครัฐก็ดำเนินการต่อไปอย่าให้สะดุดหรือติดขัด ส่วนของรัฐบาลรักษาการก็ดำเนินการบริหารได้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ทำงานต่อ ไม่ได้ทำให้การแก้ไขปัญหาใดๆ ยุติลง โดยผู้สื่อข่าวถามต่อหลังจากนี้จะมองเห็นความจริงใจสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องการทำคำถามประชามติหรือไม่ นายจุลพันธ์ บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร สุดท้ายแล้วสมาชิกสภาต้องคุยกัน เพื่อเร่งให้มีการผ่านญัตติคำถามที่ 1 ว่าเห็นควรที่จะมีการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้เร่งผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถามถึงความจริงใจของรัฐบาล เมื่อมีคำถามประชามติส่งไปจากรัฐสภาไปยังรัฐบาล ตามกฎหมายรัฐบาลจะต้องดำเนินการ ไม่ใช่ถามหาความจริงใจ เพราะว่าความจริงใจของเขาหมดไปตั้งแต่เข้าสู่ MOA และการลงมติมาตรา 256/28 เมื่อวานนี้.

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

สรุปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความร้อนแรง และพรรคเพื่อไทยก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องไม่สิ้นหวัง และร่วมกันนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

อนาคตจะเป็นอย่างไร หลัง “จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

การที่นายจุลพันธ์ออกมาจี้ให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของนายจุลพันธ์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคเพื่อไทยในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำมาปรับปรุงนโยบายของพรรคให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่สิ่งที่แน่นอนคือพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าต่อไปในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยต้องรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ และการที่พรรคการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พรรคเพื่อไทยจะยังคงยืนหยัดในหลักการธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนต้องออกมาใช้สิทธิของตนเองในการเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ที่มา – “จุลพันธ์” จี้ ปชน.-ภท. ต้องรับผิดชอบ ปมฉีก MOA ชิงยุบสภา ย้ำเพื่อไทยพร้อมเลือกตั้ง

เกา กึม ฮวน เร่งไทย-กัมพูชา ยุติสู้รบ

นายเกา กึม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ซึ่งเป็นชาวกัมพูชา ได้ออกมากล่าวเรียกร้องให้ประเทศไทยและกัมพูชา เร่งดำเนินการยุติการสู้รบที่กำลังทวีความรุนแรงบริเวณชายแดน

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายเกา กึม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ได้แถลงการณ์ในพิธีเปิดการประชุมระดับภูมิภาค ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยเป็นการประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยเน้นย้ำให้ทั้งสองประเทศเร่งหาทางออกเพื่อยุติการสู้รบที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

เกา กึม ฮวน เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเร่งยุติการสู้รบ

นายเกา กึม ฮวนกล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก และตกเป็นเหยื่อโดยตรงจากความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ สถานการณ์นี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากประชาคมระหว่างประเทศและประเทศสมาชิกอาเซียน

สถานการณ์ความรุนแรงระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งนี้ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังจากเหตุปะทะเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย และยังส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ได้รับการผลักดันโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยยุติการสู้รบเป็นเวลา 5 วันจากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

อาเซียนห่วงใยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

อาเซียนแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถเจรจาหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มเติม

ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความอดทนอดกลั้น และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

นอกเหนือจากการเจรจาทวิภาคีแล้ว อาเซียนสามารถมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกในการเจรจาและการสร้างความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ กลไกของอาเซียน เช่น การประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สามารถใช้เป็นเวทีสำหรับการหารือและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังจะช่วยส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอาเซียนโดยรวมด้วย

การที่ เกา กึม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ออกมาเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเร่งยุติการสู้รบสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาคมอาเซียนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หวังว่าทั้งสองประเทศจะตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “เกา กึม ฮวน” เลขาธิการอาเซียน กล่าวเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเร่งยุติการสู้รบ