วัน: 15 ธันวาคม 2025

อาร์เซนอลหวั่น ไวท์ พักนานเกินเดือน!

อาร์เซนอล อาจจะต้องเจอกับข่าวร้าย เมื่อ เบน ไวท์ กองหลังคนสำคัญ อาจจะต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยหนึ่งเดือนจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริงที่ได้รับในเกมที่เอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน

ทีมปืนใหญ่ยังคงรอการยืนยันผลการวินิจฉัยอาการบาดเจ็บของไวท์อย่างเป็นทางการ แต่ความกังวลเบื้องต้นคือเขาอาจจะต้องพักระหว่างสี่ถึงหกสัปดาห์เลยทีเดียว

ดาวเตะชาวอังกฤษวัย 28 ปี เดินกะเผลกออกจากสนามในนาทีที่ 31 ของเกมที่ อาร์เซนอลเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน 2-1 ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม และถูกแทนที่โดย ไมลส์ ลูอิส-สเคลลี มิเกล อาร์เตต้า กุนซือทีมปืนใหญ่กล่าวหลังเกมว่าอาการบาดเจ็บดังกล่าวคาดว่าจะเป็นปัญหาที่กล้ามเนื้อแฮมสตริง

การขาดหายไปของไวท์ ซึ่งลงเล่นไปแล้ว 11 นัดในฤดูกาลนี้ในฐานะผู้นำของพรีเมียร์ลีก ทำให้ปัญหาอาการบาดเจ็บในแนวรับของอาร์เซนอลทวีความรุนแรงมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาที่ทีมต้องลงทำการแข่งขันอย่างต่อเนื่องถึงสี่นัดใน 10 วัน

กาเบรียล มากัลเญส ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาขณะเล่นให้บราซิลในช่วงพักเบรคทีมชาติครั้งล่าสุด ซึ่งจะทำให้เขาต้องพักรักษาตัวจนถึงสิ้นปี

คริสเตียน มอสเกรา กองหลังอีกรายก็หมดสิทธิ์ลงสนามจนถึงกลางเดือนมกราคม 2026 ด้วยอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า

วิลเลียม ซาลิบา และ เยอร์เรียน ทิมเบอร์ กลับมาสู่หัวใจในแนวรับของอาร์เซนอลในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากประสบปัญหาอาการบาดเจ็บในช่วงก่อนหน้านี้

อาร์เซนอล จะบุกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน ในพรีเมียร์ลีกในวันเสาร์ ก่อนที่จะลงเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศคาราบาวคัพกับ คริสตัล พาเลซ ในวันที่ 23 ธันวาคม

ทีมของอาร์เตต้า ซึ่งมีแต้มนำหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อันดับสองอยู่สองแต้ม จะมีเกมในบ้านพบกับไบรท์ตันและ แอสตัน วิลลา ในวันที่ 27 และ 30 ธันวาคมตามลำดับ

อาร์เซนอลหวั่น ไวท์ พักนานเกินเดือน!

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อทีมอาร์เซนอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ทีมต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่ถี่ขึ้น การขาดหายไปของเบน ไวท์ ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อความแข็งแกร่งในแนวรับเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความสมดุลของทีมโดยรวมอีกด้วย เนื่องจากไวท์เป็นผู้เล่นที่มีความสามารถในการเล่นได้หลากหลายตำแหน่งและมีความเข้าใจในระบบการเล่นของอาร์เตต้าเป็นอย่างดี

การที่ไวท์ต้องพักยาวเป็นระยะเวลานาน ทำให้ อาร์เตต้า ต้องปรับแผนการเล่นและหาผู้เล่นคนอื่นมาทดแทน ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสสำหรับผู้เล่นดาวรุ่งคนอื่นๆ ในทีมที่จะได้แสดงศักยภาพของตนเองออกมา อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงผู้เล่นในตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อความต่อเนื่องและความเข้าใจในเกมของทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบต่อแนวรับอาร์เซนอลเมื่อ อาร์เซนอลหวั่น ไวท์ พักนานเกินเดือน

นอกจากนี้ การที่ อาร์เซนอล ต้องเสียผู้เล่นหลักในแนวรับไปพร้อมๆ กันหลายคน ไม่ว่าจะเป็น กาเบรียล มากัลเญส, คริสเตียน มอสเกรา และล่าสุด เบน ไวท์ ยิ่งทำให้สถานการณ์ของทีมยากลำบากมากยิ่งขึ้น อาร์เตต้าจะต้องพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและกระตุ้นให้ผู้เล่นที่เหลืออยู่มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทมากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาผลงานของทีมให้ดีที่สุด

ในขณะเดียวกัน คู่แข่งร่วมลีกก็กำลังเตรียมพร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่ยากลำบากของอาร์เซนอล ดังนั้น การที่ทีมจะสามารถรักษาตำแหน่งจ่าฝูงและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและการแก้ไขปัญหาของอาร์เตต้า รวมถึงความมุ่งมั่นและความสามัคคีของผู้เล่นทุกคนในทีม

อย่างไรก็ตาม การที่อาร์เซนอลมีผู้เล่นที่มีประสบการณ์อย่าง วิลเลียม ซาลิบา และ เยอร์เรียน ทิมเบอร์ กลับมาสู่ทีม ถือเป็นข่าวดีที่ช่วยบรรเทาความกังวลในแนวรับได้บ้าง แต่ทีมก็ยังคงต้องระมัดระวังและพยายามป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอาการบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ที่ อาร์เซนอล กำลังเผชิญอยู่ถือเป็นบททดสอบที่สำคัญสำหรับทีม ซึ่งจะต้องใช้ความพยายามและความมุ่งมั่นอย่างมากในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปให้ได้

ถึงแม้ว่าการขาดหายไปของไวท์จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ก็เป็นโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่นๆ ได้แสดงศักยภาพและพิสูจน์ตัวเอง อาร์เซนอลมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้ และเชื่อว่าทีมจะสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง

ที่มา – Arsenal fear White will be out for over a month

“โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

“รังสิมันต์ โรม” ชำแหละ ความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน” เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” หวั่น กัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้

เมื่อเวลา 21.59 น. วันที่ 15 ธ.ค. 2568 นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าท่ามกลางการสู้รบ ในสงครามของฮุน เซน ที่ดูเหมือนจะลากยาวกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาวุธของฝ่ายกัมพูชาดีกว่าที่ประเมินกันไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะชาติมหาอำนาจบางชาติให้การสนับสนุนตามที่เคยเป็นข่าว แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาเตรียมพร้อมเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน เราก็ไม่รู้อีกว่ากัมพูชาได้รับการสนับสนุนด้านงานข่าวจากใครหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชากำลังยกระดับอย่างน่ากังวล หากงานต่างประเทศของเราทำได้เพียง “แค่นี้” ยังไม่นับว่าพันธมิตรเก่าแก่ของประเทศไทย อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ดูเหมือนจะไม่สนับสนุนบทบาทของไทย และยังมีท่าทีในการกดดันประเทศไทยอย่างหนัก เป็นที่ชัดเจนว่าผลการพูดคุยกับคุณอนุทินออกมาในทิศทางที่ส่งผลลบต่อประเทศไทย นี่จึงเป็นอีกครั้งที่งานต่างประเทศของเราทำได้เพียง “แค่นี้”

นายรังสิมันต์ โพสต์ว่า ทั้งอาวุธของกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นโดรนแบบกามิกาเซ่ การสนับสนุนอาวุธจากบางชาติ รวมถึงท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ออกมาในลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่คาดหมายไม่ได้ ฝ่ายความมั่นคงย่อมรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ แต่คำถามคือ เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้งานต่างประเทศทำได้เพียง “แค่นี้” การที่กัมพูชาเลือกใช้แท็กติกทำตัวเป็นเหยื่อเพื่อหลอกสายตาสังคมโลกและสร้างความเห็นใจ เป็นวิธีการที่หลายฝ่ายพยายามนำเสนอต่อรัฐบาลให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะในสนามต่างประเทศซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากจัดการไม่ดี เราอาจกำลังสร้างมิตรให้กับฝ่ายศัตรูโดยไม่รู้ตัว (ซึ่งเป็นงานถนัดของคุณอนุทิน) การที่งานต่างประเทศได้เพียง “แค่นี้” ทำให้วันนี้กัมพูชาได้รับการสนับสนุนและสามารถกดดันประเทศไทยโดยอาศัยชาติมหาอำนาจ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ ความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของคุณอนุทิน ได้เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” ผมไม่แน่ใจว่าคุณอนุทินรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่

นายรังสิมันต์ ระบุอีกว่า เครื่องจักรต้องอาศัยน้ำมัน และสงครามก็มีต้นทุนสูง ที่ผ่านมาหลายฝ่ายเตือนรัฐบาลว่า หากไม่ทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ฮุน เซน จะมีท่อน้ำเลี้ยงสำหรับหล่อเลี้ยงสงครามอย่างไม่สิ้นสุด ระเบิดแต่ละลูกมีราคาสูง ยังไม่นับโดรน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดต่อประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อประเทศไทย ทั้งหมดนี้ต้องใช้เงิน และเงินเหล่านั้นก็มาจากเงินสแกมเมอร์ที่ดูดมาจากประเทศไทย และใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ความล่าช้าในการปราบปรามสแกมเมอร์ การปล่อยให้ เบน สมิธ ลอยนวล ไม่มีการออกหมายจับ ไม่มีหมายแดง การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการช่วยเหลือเบน สมิธ คุณอนุทินพูดเองว่ารู้จัก แต่ไม่สนิท ทว่ารู้มากพอว่าคนแบบนี้ไม่ควรให้สัญชาติ ถ้ารู้ขนาดนี้ เหตุใดจึงไม่รีบจัดการตั้งแต่ก่อนที่เขาจะออกไปอยู่ต่างประเทศ และอย่าลืมว่า เบน สมิธ คือที่ปรึกษาของฮุน เซน เขาเชี่ยวชาญการเล่นกลทางการเงิน การที่เขามาอยู่เมืองไทย เขาทำงานให้ใคร และมีเครือข่ายชนชั้นนำจำนวนมากเป็นพวกพ้อง แบบนี้ไม่เท่ากับว่าทุนเทากำลังยึดประเทศไทยจากใจกลางเมืองหลวง โดยที่คุณอนุทินกำลังบกพร่องต่อหน้าที่อยู่หรือไม่

“ยิ่งไปกว่านั้น ยังปล่อยให้รัฐมนตรีสายเทาที่สนิทชิดเชื้อกับนายเบน สมิธ มีอำนาจใหญ่คับฟ้า คนเหล่านี้มีบทบาทไม่ต่างอะไรกับการช่วยทุนเทายึดประเทศ แล้วคุณอนุทินได้ทำอะไรบ้าง คุณธรรมนัสเคยให้ข้อมูลผ่านสื่อว่าใครบ้างที่รู้จักกับนายเบน สมิธ จนถึงตอนนี้ การสอบสวนไปถึงไหนแล้ว หากสุดท้ายรัฐบาลนี้อุ้มชูโจร และไม่จัดการกับโจร เราควรเรียกรัฐบาลนี้ว่าอย่างไร สุดท้ายนี้ เราคงไม่สามารถพึ่งพารัฐบาลนี้ได้อีกต่อไป ก็ได้แต่หวังว่า ปปง. ก.ล.ต. รวมไปถึงองค์กรตำรวจ จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนยังเหลือความหวังในการเอาชนะศึกครั้งนี้ด้วยเถอะครับ”

“โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

วิเคราะห์สถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และความไม่ไว้วางใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล

การที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย นั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการที่ประเทศไทยกำลังเสียเปรียบในเวทีโลก และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น การแก้ไขสถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชนและนานาชาติ

“รังสิมันต์ โรม” ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอนุทินอย่างหนักหน่วง โดยระบุว่าความล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านต่างประเทศ ทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยเปลี่ยนจาก “โลกอยู่ข้างไทย” กลายเป็น “โลกล้อมไทย” ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่นายรังสิมันต์ โรม ยกขึ้นมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ การปล่อยปละละเลยปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายรังสิมันต์ โรม ในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย ดำเนินต่อไป ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงกว่าเดิม

ที่มา – “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว เปลี่ยนจากโลกอยู่ข้างไทยเป็นโลกล้อมไทย

โมร็อกโกอ่วม! น้ำท่วมฉับพลันดับ 37 ศพ

น้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโก คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 37 ราย ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าฝนจะยังคงตกหนักต่อเนื่องในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า เมืองซาฟี (Safi) ซึ่งเป็นเมืองท่าชายฝั่งของโมร็อกโก ประสบกับน้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโกอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 37 ราย บาดเจ็บอีกหลายสิบคนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล นอกจากนี้ บ้านเรือนประชาชนอีกกว่า 70 หลังในย่านเมืองเก่าได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

ภาพข่าวแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ น้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโก พัดพารถยนต์และกองขยะจำนวนมากลอยไปตามท้องถนน ถนนหลายสายถูกปิดเนื่องจากความเสียหายและซากปรักหักพังที่กีดขวางการจราจร ชาวเมืองซาฟีต่างตกอยู่ในความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง

ชาวเมืองซาฟีรายหนึ่งกล่าวว่า “นี่เป็นวันที่มืดมนที่สุดในชีวิตของฉัน” ในขณะที่อีกคนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “ฉันสูญเสียทุกอย่างในน้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโกครั้งนี้ แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังต้องขอยืมเพื่อนบ้าน” สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียและความยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญ

ทางการโมร็อกโกกำลังเร่งดำเนินการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องในวันอังคาร รวมถึงหิมะตกในบริเวณเทือกเขาแอตลาส ทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบและบรรเทาความเดือดร้อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศระบุว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สภาพอากาศในโมร็อกโกมีความผันผวนมากขึ้น ก่อนหน้านี้ โมร็อกโกต้องเผชิญกับภัยแล้งต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงอย่างมาก และมาวันนี้ก็ต้องเผชิญกับน้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโกอีก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน

น้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโก

ผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโก

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโกครั้งนี้ไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้คนและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของประเทศต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นจากสภาวะโลกร้อน เราจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเหตุการณ์นี้คือ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนอพยพที่รัดกุม และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง สามารถช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบจากภัยพิบัติได้ นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่สำคัญที่สุดคือ การร่วมมือกันในระดับโลกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลงทุนในพลังงานสะอาดและการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับทุกคน

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโก เป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนให้เราตระหนักถึงความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างโลกที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ที่มา – น้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโก ดับแล้ว 37 ศพ อุตุฯ เตือนฝนตกต่อเนื่อง

กลุ่มธนบุรี จับมือ NIO ลุยตลาดรถอีวี

กลุ่มธนบุรี ภายใต้ชื่อ บริษัท ธนบุรี บลูสกาย จำกัด จับมือ NIO Inc. พร้อมนำแบรนด์ในเครือ NIO, ONVO และ firefly ลุยตลาดยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในไทย ตอกย้ำว่าตลาดรถอีวียังเนื้อหอม

นายรัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธนบุรี กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยมีการขยายตัวที่ชัดเจนขึ้น และจะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว ผู้บริโภคเริ่มมองรถยนต์ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกระยะยาวมากขึ้น

โดยความร่วมมือระหว่างธนบุรี บลูสกาย และนีโอ จึงเป็นการวางรากฐานตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ เครือข่ายบริการ และระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เรามองถึงเป้าหมายระยะยาว ครอบคลุมไปถึงด้านโครงสร้างการตลาด เครือข่ายบริการ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าต้องมาพร้อมคุณภาพ การบริการ และโครงสร้างที่รองรับความต้องการในอนาคตที่ชัดเจน ซึ่งคือสิ่งที่ธนบุรี บลูสกาย และ นีโอ ตั้งใจพัฒนาร่วมกันในประเทศไทย เราพร้อมผสานประสบการณ์กว่า 80 ปี เข้ากับเทคโนโลยีชั้นนำของนีโอ เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างยั่งยืน และเสริมความเชื่อมั่นให้กับตลาดไทยอย่างมั่นคง

นายวิลเลี่ยม ลี ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร นีโอ กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนตลาดยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งด้านความต้องการของผู้บริโภค นโยบายภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมของอุตสาหกรรม การร่วมมือกับธนบุรี บลูสกาย ซึ่งมีฐานธุรกิจแข็งแกร่งและเข้าใจตลาดไทยเชิงลึก จะช่วยให้ นีโอ สามารถวาง EV Ecosystem ในประเทศไทยได้อย่างเป็นระบบ.

จากประสบการณ์กว่าทศวรรษของ นีโอ และความมุ่งมั่นผลักดันภารกิจของ Blue Sky Coming เราพร้อมยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยสู่ระดับสากล การขยายตลาดในประเทศไทยจึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งมอบมาตรฐานระดับโลกของ นีโอ ไปสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เพื่อสานต่อภารกิจของเรา พร้อมเดินหน้าสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน

รถอีวียังเนื้อหอม กลุ่มธนบุรี จับมือ NIO ลุยตลาดยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในไทย

รู้จัก นีโอ กลุ่มธนบุรีผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในตลาดโลก

นีโอ อิงค์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2557 โดยถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมอันดับต้นของจีน ผ่านจุดเด่นด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ และเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery-as-a-Service) ภายใต้ชื่อสถานี NIO Power Swap ซึ่งปัจุบันถือเป็นเครือข่ายสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่หมดแล้วเป็นแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที

พร้อมกันนี้ นีโอ ยังพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลแบบครบวงจร ทั้งแพลตฟอร์มการเชื่อมต่ออัจฉริยะ และโซลูชันด้านพลังงาน ไปจนถึงการบริการหลังการขายเพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานเต็มรูปแบบ

ปัจจุบัน นีโอ ดำเนินธุรกิจครอบคลุมถึง 14 พื้นที่ โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงศูนย์การผลิต พร้อมทั้งขยายเครือข่ายจำหน่ายและบริการครอบคลุม 24 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก อีกทั้งมีแบรนด์ย่อยที่รองรับผู้ใช้งานหลากหลายเซกเมนต์ อาทิ

– NIO ที่มุ่งพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม

-ONVO เน้นพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าเจาะฐานผู้ใช้งานกลุ่มครอบครัว

– firefly ที่โดดเด่นด้านยานยนต์ไฟฟ้าดีไซน์กะทัดรัด เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง

โดยทุกแบรนด์ สะท้อนจุดแข็งของ นีโอ ในฐานะผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก

3 แกนกลยุทธ์หลักของความร่วมมือ สนับสนุนว่ารถอีวียังเนื้อหอม

การร่วมพันธมิตรครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย และประสบการณ์ขับขี่ของผู้บริโภค ผ่าน 3 แกนกลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. เสริมแกร่งเครือข่ายการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในประเทศไทย ธนบุรี บลูสกาย ใช้ประสบการณ์กว่า 80 ปี ในธุรกิจยานยนต์และเครือข่ายศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV พรีเมียม พร้อมวางแผนลงทุนต่อเนื่องเพื่อขยายจุดให้บริการอย่างครอบคลุม และยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขายในระยะยาว

2. นำเสนอนวัตกรรมระดับโลกของ NIO ซึ่งนีโอ พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ระบบเชื่อมต่อดิจิทัล และแนวคิดการสร้าง Ecosystem ที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เข้ามายกระดับประสบการณ์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคชาวไทย ไปจนถึงโซลูชันด้านการชาร์จและพลังงานที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

3. วิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้งสองบริษัทมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันให้อนาคตรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นได้จริง ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การพัฒนามาตรฐานบริการ และการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวแก่ผู้บริโภค

ทั้งนี้ ธนบุรี บลูสกาย ได้ต่อยอดสู่การขยายพอร์ตโฟลิโออีวีพรีเมียมผ่านการเปิดตัวไลน์อัป ยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้หลากหลายแบรนด์ ได้แก่ NIO, ONVO และ firefly ซึ่งมีแผนเปิดตัวและจัดแสดงอย่างเป็นทางการในปี 2569 พร้อมนำ firefly เปิดตัวเป็นแบรนด์แรก เพื่อสะท้อนความ โดดเด่นในด้านระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรของนีโอ และตอกย้ำบทบาทของธนบุรี บลูสกาย ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านเครือข่ายและบริการในประเทศไทย

โดยการร่วมพันธมิตรครั้งนี้ ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการวางรากฐานด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อสร้างอนาคตการขับขี่และการโดยสารที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ

การจับมือกันครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารถอีวียังเนื้อหอม และน่าจับตามองในตลาดประเทศไทยอย่างมาก อนาคตของยานยนต์ไฟฟ้าในไทยสดใสแน่นอน!

ที่มา – รถอีวียังเนื้อหอม กลุ่มธนบุรี จับมือ NIO ลุยตลาดยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในไทย

เคเรน บันดูก้า หายดีหลังวูบในสนาม

ข่าวดี! เคเรน บันดูก้า กองหน้าทีมฟุตบอลหญิง Reading ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังจากวูบหมดสติในสนามระหว่างเกมลีกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สโมสรได้แจ้งข่าวอัปเดตล่าสุดเมื่อวันจันทร์ว่า ตอนนี้เคเรน บันดูก้า “พักฟื้นอยู่ที่บ้านแล้ว”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ Arbour Park ระหว่างเกม Southern Premier Division นัดที่ Reading พบกับ Southampton ซึ่งเป็นลีกระดับ 5 ของฟุตบอลหญิงอังกฤษ

Southampton นำอยู่ 1-0 ในขณะที่เคเรน บันดูก้า ล้มลง ทำให้ผู้เล่นต้องกลับเข้าไปในห้องแต่งตัวในนาทีที่ 35 การแข่งขันถูกยกเลิกในเวลาต่อมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลดูแลเคเรน บันดูก้า ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล

“หลังจากการประเมินอย่างละเอียด เธอได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลและพักฟื้นอยู่ที่บ้านแล้ว” Reading กล่าวเมื่อวันจันทร์ “เราขอขอบคุณทีมแพทย์จากทั้งสองสโมสร และเจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลที่ให้ความสนใจและดูแลอย่างมืออาชีพในทันที”

นี่เป็นเกมสุดท้ายของ Reading ในปี 2025 และยังไม่ชัดเจนว่าเกมนี้จะมีการแข่งขันใหม่หรือไม่ Reading ตกชั้นจาก Women’s Super League (WSL) ในปี 2023 และในปี 2024 ตกลงไปเล่นในลีกระดับ 5 เนื่องจากปัญหาทางการเงิน

เคเรน บันดูก้า หายดีหลังวูบในสนาม

การล้มป่วยของนักกีฬาในสนามเป็นสิ่งที่น่ากังวลเสมอ เรามาดูปัจจัยที่อาจทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กันดีกว่า:

  • ภาวะหัวใจ: ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจที่ซ่อนอยู่ อาจเป็นสาเหตุ
  • ภาวะขาดน้ำ: การสูญเสียน้ำในร่างกายอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายอ่อนแอ
  • ความร้อน: สภาพอากาศร้อนจัด อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายนักกีฬา
  • การกระทบกระเทือน: การปะทะในสนาม อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ

อาการของ เคเรน บันดูก้า และการดูแลเบื้องต้น

เมื่อนักกีฬาวูบหมดสติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการ:

  1. เรียกหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที
  2. ตรวจสอบการหายใจและการเต้นของหัวใจ
  3. ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น การทำ CPR หากจำเป็น
  4. ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่ปลอดภัย
  5. เฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

ข่าวการหายดีของเคเรน บันดูก้า เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง เราขอส่งกำลังใจให้เธอหายกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน และกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง! เรื่องนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราใส่ใจสุขภาพของนักกีฬา และเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทั้งทีมงานและตัวนักกีฬาเองต้องหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ และดูแลร่างกายให้พร้อมสำหรับการแข่งขันอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

แม้ว่าสาเหตุของการวูบหมดสติของเคเรน บันดูก้า จะยังไม่แน่ชัด แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพนักกีฬาอย่างรอบด้าน หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้วงการกีฬาหันมาใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้น

ขอให้เคเรน บันดูก้า กลับมาแข็งแรงไวๆ นะคะ!

ที่มา – Reading women’s Banduka recovering after collapse

ไทย จีน เมียนมา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์!

ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งประวัติศาสตร์ “ไทย-จีน-เมียนมา” จับมือลุยพื้นที่สีเทาชายแดน ทุบทำลายตึกบัญชาการแก๊งสแกมเมอร์ “KK Park” และ “ชเวก๊กโก” จนราบเป็นหน้ากลอง

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมด้วย นายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อผนึกกำลังกับทางการเมียนมา ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ที่สุด

โดยเปิดภาพการทลายรังสแกมเมอร์ – ตึกหรูสู่ซากปรักหักพัง จุดสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมา ได้นำคณะทำงานของไทยและจีน เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายหลัก 2 แห่ง ได้แก่ KK Park และ ชเวก๊กโก ฐานบัญชาการใหญ่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนทั่วโลก

จากการลงพื้นที่พบว่า อาคารตึกสูงและสำนักงานที่เคยเป็นแหล่งกบดานของเหล่าสแกมเมอร์ ได้ถูกทุบทำลายทิ้งอย่างถาวร สภาพปัจจุบันเหลือเพียงความว่างเปล่าและซากอาคาร ยืนยันให้เห็นถึงความร่วมมือและความจริงจังในการตัดรากถอนโคน ไม่ให้เหลือสถานที่สำหรับตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนได้อีกต่อไป ส่งผลให้กลุ่มจีนเทาและลูกจ้างสแกมเมอร์แตกฮือ ไม่สามารถทำการหลอกลวงคนในหลายประเทศได้อีกต่อไป

ต่อมาเวลา 14.20 น. ณ ห้องประชุมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ฝั่งเมียนมา ได้มีการประชุมไตรภาคีร่วมกันระหว่าง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และคณะ (ผู้แทนประเทศไทย) ,พล.ต.ต.มิน ไทก์ เมียว (Min Htike Myo) รองผู้บัญชาการตำรวจเมียนมา และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) และนายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนจีน) โดยได้ข้อสรุปมาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งประเทศไทย จะใช้กลไกของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center : ACSC) เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล/พยานหลักฐานเพื่อขยายผลเครือข่ายร่วมกัน ภายใน 24 ชั่วโมง โดย เน้นย้ำหลักการอาชญากรรมไร้พรมแดน การปราบปรามต้องไร้พรมแดน จะต้องร่วมมือแบบไร้ข้อจำกัดและรวดเร็ว โดยจะยังคงนโยบายประสานงานร่วมกันในการตัดวงจรปัจจัยพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า, สัญญาณอินเตอร์เน็ต ของกลุ่มอาชญากรในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งยังตกลงกันที่จะให้ความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวก และลดขั้นตอน เรื่องการส่งตัวกลุ่มชาวต่างชาติที่หลบหนีออกจากเมียนมากลับประเทศ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว, ลดภาระเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย และ เพื่อความปลอดภัยของชาวต่างชาติ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ผลพวงจากการทุบทำลายตึกและฐานที่มั่น ทำให้กลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีนจำนวนมากที่พยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ KK Park และ ชเวก๊กโก ถูกเจ้าหน้าที่เมียนมาจับกุมตัวได้ในที่สุด โดย นายหลิวจงอี้และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบห้องกักตัวในเมืองเมียวดี ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยผู้ต้องหาชาวจีน โดยทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้ เพื่อรอขั้นตอนการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นจุดจบของขบวนการต้มตุ๋นข้ามชาติที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยและคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า พื้นที่ชายแดนจะไม่ใช่เซฟโซนของอาชญากรอีกต่อไป เมื่อ 3 ประเทศร่วมมือกันจนมีผลเป็นรูปธรรมดังกล่าว.

“ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ไทย จีน เมียนมา ในการทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

ความสำคัญของความร่วมมือ ไทย จีน เมียนมา

  • แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • ตัดวงจรการเงินและแหล่งพักพิงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบังคับใช้กฎหมาย

การผนึกกำลังของ ไทย-จีน-เมียนมา ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทลายตึก แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า อาชญากรรมทางออนไลน์จะไม่สามารถหลบซ่อนได้อีกต่อไป การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และความร่วมมือระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและปราบปรามภัยร้ายนี้ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – “ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรัง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ทุบตึก KK Park-ชเวก๊กโก

MG ยกระดับการบริการหลังการขาย เพิ่มมาตรฐานบุคลากร

MG ยกระดับ “การบริการหลังการขาย” จัดการแข่งขัน MG SKILL CONTEST 2025 พร้อมยกระดับองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ

มร. ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด หรือ MG กล่าวว่า เราได้จัดแข่งขันทักษะพนักงาน MG SKILL CONTEST 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เดินหน้ายกระดับทักษะ ความรู้ รวมถึงมาตรฐานการปฏิบัติงานของบุคลากรในเครือข่ายเอ็มจีทั่วประเทศ ให้สอดรับกับมาตรฐานระดับสากลของแบรนด์ เอ็มจี

โดยในปีนี้มีผู้เข้าแข่งขันจากทั้งฝ่ายขายและฝ่ายบริการหลังการขายรวมกว่า 1,000 คน จากศูนย์บริการทั่วประเทศ และเหลือผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายจำนวน 85 คน จากศูนย์บริการ 30 แห่งทั่วประเทศ

ทั้งนี้ MG ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในประเทศไทยอย่างชัดเจน ภายใต้กลยุทธ์ Global Innovation, Thai Passion, Value Choice สะท้อนถึงเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก ที่สามารถเข้าถึงพฤติกรรมการใช้รถของผู้บริโภคชาวไทย และการเป็นตัวเลือกที่มอบความคุ้มค่า และความมั่นใจในการใช้งาน

ขณะเดียวกัน ด้านงานบริการหลังการขาย เอ็มจี มุ่งยกระดับใน 3 เรื่องสำคัญซึ่งถือเป็นพื้นฐานหลัก ได้แก่ การเพิ่มเครือข่ายศูนย์บริการ การยกระดับมาตรฐานงานซ่อมบำรุงให้มีความเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น และการสร้างประสบการณ์การบริการที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอน

เราจึงให้ความสำคัญกับการแข่งขันฯ ในปีนี้มาก ทางทีมงานได้มีการวางบททดสอบเชิงลึกมากขึ้น เพื่อให้บุคลากรมีทักษะ ความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยการแข่งขันในปีนี้ถูกแบ่งเป็น 9 ประเภท ได้แก่ ด้านลูกค้าสัมพันธ์ ด้านการจัดการงานรับประกันคุณภาพ ด้านการประเมินราคางานสีและตัวถัง ด้านเทคนิคงานสีและตัวถัง ด้านเทคนิคและงานซ่อม ด้านการจัดการงานอะไหล่ ด้านที่ปรึกษาการบริการ ด้านที่ปรึกษาการขาย และเพิ่มเติมด้านความรู้ผลิตภัณฑ์เชิงลึก และเทคนิคการขายระดับมืออาชีพอีกด้วย

MG ยกระดับการบริการหลังการขาย เพิ่มมาตรฐานบุคลากรในเครือเต็มรูปแบบ

การที่ MG ให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริการหลังการขาย เพิ่มมาตรฐานบุคลากร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ MG มากยิ่งขึ้น การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถจะส่งผลดีต่อคุณภาพการบริการ และประสบการณ์โดยรวมของลูกค้า

ทำไม MG ถึงให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริการหลังการขาย เพิ่มมาตรฐานบุคลากร?

MG เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ การยกระดับการบริการหลังการขาย เพิ่มมาตรฐานบุคลากร เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์

MG ไม่ได้มองข้ามความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร ควบคู่ไปกับการพัฒนารถยนต์และเทคโนโลยี การลงทุนในบุคลากรเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

การแข่งขัน MG SKILL CONTEST 2025 เป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรของ MG ได้แสดงศักยภาพ และพัฒนาทักษะของตนเอง การแข่งขันนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ระหว่างบุคลากรจากศูนย์บริการต่างๆ ทั่วประเทศ

MG มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ MG บรรลุเป้าหมายนี้

เราหวังว่าการยกระดับการบริการหลังการขาย เพิ่มมาตรฐานบุคลากร จะทำให้ลูกค้า MG ทุกท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดและมั่นใจในผลิตภัณฑ์และการบริการของเรา

ที่มา – MG ยกระดับการบริการหลังการขาย เพิ่มมาตรฐานบุคลากรในเครือเต็มรูปแบบ

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เร่งไกล่เกลี่ยเหตุปะทะชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา พร้อมผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความ โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีผู้นำหลายประเทศได้ติดต่อพูดคุยกับผู้นำของทั้งประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อผลักดันให้ทั้งสองประเทศหยุดยิงโดยเร็ว แต่สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงดำเนินอยู่ ในการแถลงข่าวประจำวันของกระทรวงการต่างประเทศจีนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ได้มีผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความเห็นของจีน และความพยายามในการผลักดันการหยุดยิง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบว่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของทั้งไทยและกัมพูชา จีนติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการสูญเสียและความบาดเจ็บของประชาชน

จีนย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่อาจย้ายหนีกันได้ และมีสุภาษิตโบราณที่ว่า “อยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความเป็นมิตรและมีเมตตา ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศตนเอง” สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการหยุดยิง การยุติการสู้รบ และการคุ้มครองพลเรือน จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะคำนึงถึงการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชนของทั้งสองประเทศ

นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนได้ติดต่อสื่อสารกับทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางต่างๆ ในทุกระดับ โดยดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างโอกาสและเตรียมเวทีสำหรับการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา จีนสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาและปรึกษาหารือโดยตรง รวมถึงสนับสนุนความพยายามในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของมาเลเซีย และสนับสนุนการแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งภายใต้กรอบอาเซียนที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย

จีนกำลังดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างเต็มที่ และจะยังคงดำเนินการต่อไปในอนาคต เพื่อแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา

จีนผลักดันการเจรจา ไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่าทีของจีนในการเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ถือเป็นความพยายามที่น่าจับตามอง ซึ่งอาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ได้ในอนาคต การที่จีนแสดงบทบาทในฐานะมิตรประเทศของทั้งสองฝ่าย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเจรจาโดยตรงระหว่างไทยและกัมพูชา ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหา ซึ่งการสนับสนุนจากอาเซียน และการไกล่เกลี่ยจากจีน จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยและหาทางออกร่วมกันได้ การหยุดยิงและการยุติความรุนแรงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน

สถานทูตจีนได้แสดงบทบาทที่แข็งขันในการสถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา โดยหวังว่าความพยายามนี้จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในที่สุด

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา และแสดงเจตจำนงที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง การให้ความสำคัญกับการพูดคุยและการเจรจา ถือเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ และเป็นสิ่งที่นานาชาติควรสนับสนุน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ที่มา – “สถานทูตจีน” เร่งไกล่เกลี่ย “ไทย-กัมพูชา” ผลักดันการหยุดยิง-ฟื้นฟูสันติภาพ

ฟ้าเปิดแล้ว! การกลับมาของคัลเวิร์ต-เลวิน

“เมื่อคุณถูกตัดสินด้วยภาพลักษณ์บางอย่าง มันยากที่จะลบมันออกไป”

โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน กล่าวหลังจากที่ลีดส์ตามตีเสมอเบรนท์ฟอร์ดได้สำเร็จ เขาได้ไตร่ตรองถึงวิธีการที่เขาจัดการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของผู้คนที่มีต่อเขา

ก่อนช่วงพักเบรกทีมชาติครั้งล่าสุด เขาทำประตูได้เพียงลูกเดียวให้กับสโมสรใหม่อย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น และแฟนบอลลีดส์จำนวนมากอาจกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งเขาทำได้เพียง 3 ประตูจากการลงเล่นที่เต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บ

แต่ตั้งแต่พรีเมียร์ลีกกลับมาแข่งขันอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน นักเตะชาวอังกฤษรายนี้ก็อยู่ในภารกิจพิสูจน์ตัวเอง ทำไป 4 ประตูจาก 5 เกม รวมถึงยิงได้ใน 4 เกมหลังสุด

ประตูสุดท้ายของเขาคือลูกโหม่งที่เข้ามุมอย่างแม่นยำ เพื่อช่วยให้ลีดส์เสมอเบรนท์ฟอร์ด และพาทีม ขยับหนีโซนตกชั้นได้ 3 คะแนน

หลังจากทำประตูที่ 62 ในพรีเมียร์ลีกเมื่อวันอาทิตย์ คัลเวิร์ต-เลวินกล่าวกับ Sky Sports ว่า “ผมรู้สึกดี ผมคิดว่าผลงานกำลังบ่งบอกทุกอย่างอยู่ในขณะนี้”

“สำหรับผม มันเกี่ยวกับการมีความแข็งแกร่งทางจิตใจและอดทนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และทีละขั้นตอน วันแล้ววันเล่า สร้างผลงานที่ดีออกมา แล้วกระแสก็จะเริ่มเปลี่ยน และคุณก็จะเริ่มทำประตูได้ นั่นคือชีวิตของกองหน้า”

“ในวงการฟุตบอล ในฐานะนักเตะ คุณต้องควบคุมสิ่งที่คุณควบคุมได้ และเมื่อคุณเริ่มปล่อยให้สิ่งภายนอกเข้ามารบกวน นั่นคือเวลาที่คุณจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ผมรักษาวงกลมของผมให้เล็ก มีภรรยา ลูกสาว และพ่อ นั่นทำให้ผมติดดิน”

‘ฟิตกว่าที่เคยเป็นมานาน’

คัลเวิร์ต-เลวิน เซ็นสัญญาสามปีกับลีดส์ เมื่อเขาย้ายมาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวในเดือนสิงหาคม หลังจากจบช่วงเวลาเก้าปีกับ เอฟเวอร์ตัน ด้วยผลงานที่ไม่น่าพอใจ

อดีตนักเตะของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด รายนี้อาจเคยติดทีมชาติอังกฤษ 11 ครั้งในช่วงที่อยู่กับทอฟฟี่ แต่สุดท้ายก็ต้องออกจากทีมเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลที่แล้วเมื่อสัญญาของเขาหมดลงหลังจากถูกอาการบาดเจ็บเล่นงาน

อันที่จริง คัลเวิร์ต-เลวิน พลาดการลงเล่นไปเกือบ 600 วันเนื่องจากอาการบาดเจ็บตั้งแต่ฤดูกาล 2018-19

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลนี้ เขาพร้อมลงเล่น 14 จาก 16 นัดในลีกสูงสุดของลีดส์

“นี่เป็นช่วงเวลาที่ผมฟิตที่สุดในรอบหลายปี และผมทำงานหนักมากเพื่อมาอยู่ในจุดนี้” เขากล่าว

“เมื่อคุณถูกตัดสินด้วยภาพลักษณ์บางอย่าง มันยากที่จะลบมันออกไป”

ฟอร์มอันร้อนแรงของคัลเวิร์ต-เลวิน เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ลีดส์กลับมามีชีวิตชีวาในการลุ้นหนีตกชั้นในพรีเมียร์ลีก

ทีมของดาเนียล ฟาร์เค่ เก็บไป 5 แต้มจาก 3 นัดหลังสุด ขยับหนีโซนตกชั้น หลังจากก่อนหน้านี้อยู่ในช่วงแพ้ 4 นัดติดต่อกัน

คอนอร์ โคดี้ อดีตเพื่อนร่วมทีมของคัลเวิร์ต-เลวิน ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ กล่าวกับ BBC Radio 5 Live ว่า “ถ้าลีดส์สามารถรักษาสภาพร่างกายของเขาให้ฟิตและยิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็มีโอกาสที่จะอยู่รอดในลีก”

“ตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บ เราคิดถึงเขามากขนาดไหน [ตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บ] ตอนที่ผมเล่นกับเขามันเหลือเชื่อมาก และคุณรู้สึกได้ในแต่ละสัปดาห์”

“ผู้คนคิดว่าเขาเป็นแค่ผู้ชายตัวใหญ่ที่คุณสามารถโยนบอลยาวไปให้ได้ แต่ในแง่ของเทคนิค เขาก็เก่งมาก คุณส่งบอลให้เขาที่เท้า เขาสามารถเซ็ตบอลได้ เขาหมุนตัวได้ เขาสามารถครองบอลได้ เขาสามารถพาคุณขึ้นไปในสนามได้”

‘หนึ่งในกองหน้าชาวอังกฤษที่ดีที่สุดในลีกนี้’

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเริ่มพูดถึงโอกาสในการติดทีมชาติอังกฤษของคัลเวิร์ต-เลวิน? ฟาร์เค่ บอสใหญ่ของลีดส์ก็คิดเช่นนั้น

กุนซือชาวเยอรมันยกย่องกองหน้าของเขา ซึ่งเคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษครั้งสุดท้ายในปี 2021 ว่าเป็น “หนึ่งในกองหน้าชาวอังกฤษที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก” เมื่อวันอาทิตย์

“ความสัมพันธ์ของผมกับ [ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ] โธมัส [ทูเคิล] นั้นใกล้ชิดมาก และเขารู้ว่าถ้าเขามีคำถามอะไร เขาสามารถโทรหาผมได้ และเราสามารถคุยกันได้” ฟาร์เค่กล่าว

“มันขึ้นอยู่กับผลงานเสมอ และผมคิดว่า ฟ้าเปิดแล้ว! การกลับมาของคัลเวิร์ต-เลวิน ไร้ขีดจำกัดสำหรับโดมินิก”

“เขาโชคร้ายมากในช่วงสองสามปีที่ผ่านมากับอาการบาดเจ็บ แต่คุณภาพของเขาไม่เคยเป็นที่สงสัย และประวัติการทำงานของเขาก็บ่งบอกทุกอย่าง”

“สำหรับผม เขาคือหนึ่งในกองหน้าชาวอังกฤษที่ดีที่สุดในลีกนี้ แฮร์รี่ เคน เล่นอยู่ในเยอรมนีให้กับบาเยิร์น มิวนิก แต่ในพรีเมียร์ลีก เขาคือหนึ่งในกองหน้าชาวอังกฤษที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน และเขาจะเป็นผู้เล่นคนสำคัญสำหรับเราในอนาคต”

แต่ฟุตบอลโลก 2026 เป็นเป้าหมายสำหรับคัลเวิร์ต-เลวินหรือไม่?

“เป้าหมายคือการได้เล่นให้กับประเทศของคุณเสมอ และเป็นตัวแทนของประเทศของคุณในฟุตบอลโลก” เขากล่าว

“แต่หน้าที่ของผมคือทำผลงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้สำหรับลีดส์ และนั่นคือสิ่งที่ผมมาที่นี่เพื่อทำ – ทำประตูในระดับสโมสร และเล่นฟุตบอลให้ดีที่สุดของผม

“ส่วนที่เหลือจะจัดการเอง”

‘เหมือนไวน์รสเลิศ’

คัลเวิร์ต-เลวิน อยู่ในเรดาร์ของลีดส์ตั้งแต่ช่วงต้นของตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ ดังนั้นการเซ็นสัญญาของเขาจึงไม่ใช่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

กองหน้ารายนี้เคยมีข่าวเชื่อมโยงกับทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนิวคาสเซิล แต่เมื่อลีดส์ได้รับโอกาสที่จะดึงตัวเขาเข้ามา พวกเขาก็รีบคว้าตัวทันที ฟาร์เค่เชื่อว่าถ้าเขาสามารถทำให้คัลเวิร์ต-เลวิน กลับมายิงประตูได้ เขาจะเป็นคนที่พาทีมขึ้นไปบนตารางคะแนน

เขาคือผู้เล่นหลักของลีดส์ในแดนหน้า และแฟนบอลก็ชื่นชอบเขาเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นเพราะความทุ่มเทและการเล่นร่วมกับเพื่อนร่วมทีมของเขา

เขาเหมือนไวน์รสเลิศที่บ่มเพาะมาอย่างดี เขาพบบ้านของเขาแล้ว และดูเหมือนจะได้รับความรักที่ลีดส์ ที่ซึ่งอิทธิพลของเขาต่อผู้อื่นนั้นดีมาก

เขาพลาดโอกาสไปบ้างในช่วงแรก รวมถึงลูกโทษในลีกคัพกับเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ในนัดประเดิมสนาม แต่ตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงยิงประตูที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เล่นภายใต้การคุมทีมของคาร์โล อันเชล็อตติ ที่ เอฟเวอร์ตัน

สำหรับทีมชาติอังกฤษ มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเขายิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง ในที่สุดทูเคิลก็จะไม่สามารถมองข้ามเขาไปได้

สรุปได้ว่า ฟ้าเปิดแล้ว! การกลับมาของคัลเวิร์ต-เลวิน เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับแฟนบอลลีดส์ และอาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับทีมชาติอังกฤษด้วย หากเขาสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีนี้ไว้ได้ โอกาสในการติดทีมชาติก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน และนี่คือสิ่งที่ทำให้เกมฟุตบอลน่าติดตาม เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

ดังนั้น การที่ ฟ้าเปิดแล้ว! การกลับมาของคัลเวิร์ต-เลวิน ทำให้เราได้เห็นว่า ความพยายามและความมุ่งมั่นสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้

สรุปเส้นทางการคัมแบ็ค: ฟ้าเปิดแล้ว! การกลับมาของคัลเวิร์ต-เลวิน

ที่มา – ‘The sky is the limit’ – the resurgence of Calvert-Lewin