วัน: 16 ธันวาคม 2025

“อนุทิน” เผย คนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลปกติ

“อนุทิน” เผยยุบสภาใช้งบกลางไม่ได้ บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ 

เมื่อเวลา 13.41น. วันที่ 16 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในรอบ 4 ปี ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)อยู่ 

เมื่อถามต่อว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณรองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับการดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง แล้วหรือไม่ว่าทำได้หรือไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่า เราทำตามกติกา ตอนนี้เรายุบสภาแล้ว เราก็ไม่สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ ต้องรอให้กลับมาเป็นรัฐบาลปกติก่อน

คนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วยเหลือผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย การชะลอโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภา ทำให้การอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการใหม่ๆ เป็นไปได้ยาก แต่ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจยังคงมีอยู่สูง

การกลับมาของรัฐบาลปกติจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการ รวมถึงประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรอบคอบ การเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการ จะช่วยให้โครงการสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความคาดหวังต่อคนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ประชาชนจำนวนมากยังคงคาดหวังว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วอย่าง “คนละครึ่ง” โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น การปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้มีความครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาโครงการใหม่ๆ จะต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลังและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ จะช่วยลดภาระของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

การรอรัฐบาลใหม่เพื่อพิจารณาโครงการต่างๆ อาจเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการทบทวนและปรับปรุงนโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ทางการเมืองและการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการทุกคน การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ และการแสวงหาโอกาสในวิกฤต จะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

การตัดสินใจเกี่ยวกับคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ

กัมพูชาเสริมทัพ ยิง! หวังยึดปราสาทตาควาย-เนิน 350

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิงใส่ชายแดนบริเวณปราสาทตาควายและเนิน 350 อย่างหนัก เพื่อหวังยึดคืนพื้นที่ที่ถูกยึดครองไปก่อนหน้านี้ รายงานข่าวแจ้งว่ามีทหารไทยได้รับบาดเจ็บหลายราย และมีจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหาย

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าจรดบ่าย โดยมีการยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันเป็นระยะๆ ทหารกัมพูชาพยายามยิงจรวด BM-21 เข้ามาหลายระลอกตลอดแนวชายแดน หลังจากมีการเสริมกำลังและอาวุธหนักเข้ามา หวังที่จะยึดคืนพื้นที่ที่ไทยได้เข้ายึดครองไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่กัมพูชาต้องการยึดคืนให้ได้ นอกจากนี้ยังมีบริเวณช่องกร่างและปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ที่ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง

ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350

รายงานล่าสุดระบุว่า มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณศีรษะ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายรายบริเวณชายแดนปราสาทตาควายและเนิน 350 หลังจากที่ทหารกัมพูชาพยายามระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาอย่างหนักและมีการเสริมกำลังเข้ามาเป็นจำนวนมากตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

ส่วนที่ปราสาทคนา ช่องปลดต่าง ช่องระยี และชายแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง ก็มีการยิงตอบโต้กันอย่างหนักเป็นระยะๆ เช่นกัน แต่ความรุนแรงยังไม่เท่ากับบริเวณชายแดนด้านอำเภอพนมดงรัก ขณะที่ผู้นำชุมชน ชรบ. และจิตอาสาที่เฝ้าระวังพื้นที่ต้องหลบอยู่ในหลุมหลบภัยตลอดทั้งวันเพื่อความปลอดภัย และมีการประกาศห้ามประชาชนกลับเข้าไปในพื้นที่ชายแดนโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังพบจรวด BM-21 ตกในพื้นที่หมู่บ้านสกลและหมู่บ้านใหม่ดงเย็น ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิงอีกหลายลูก ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหาย สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ล่าสุด: ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350

ในขณะที่แนวหลัง ประชาชนยังคงหลั่งไหลนำสิ่งของบริจาคไปมอบให้กับผู้อพยพตามศูนย์พักพิงชั่วคราวต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความเอื้ออาทรของคนไทยที่มีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงตึงเครียดนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การใช้กำลังทหารนำมาซึ่งความสูญเสียและความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย การเจรจาและแสวงหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดสันติสุขที่ยั่งยืนในภูมิภาค

  • ผลกระทบต่อประชาชน: การปะทะกันส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • ความช่วยเหลือ: มีการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพอย่างต่อเนื่อง
  • การแก้ไขปัญหา: การเจรจาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

จากเหตุการณ์ ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350 นี้ เราได้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่และจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลักดันให้เกิดการเจรจาเพื่อลดความรุนแรง

ที่มา – ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350

พลังประชารัฐเปิดตัว! 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้ศึก 2569

สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 พรรคพลังประชารัฐเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ – ตรีนุช เทียนทอง – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล”

การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงในปี 2569 นี้ พรรคพลังประชารัฐได้ทำการเปิดตัวผู้ที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีรายชื่อทั้งหมด 3 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญและมีบทบาทในพรรคพลังประชารัฐมาอย่างยาวนาน การประกาศรายชื่อ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาและความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะเข้าสู่สนามการแข่งขันทางการเมืองอย่างเต็มตัว

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคพลังประชารัฐ มีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเช่นกันในการศึกเลือกตั้ง 2569 ซึ่ง 3 รายชื่อ ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรค และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ควบรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการเมืองไทย ด้วยประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและวางแผนยุทธศาสตร์ของพรรค ส่วนนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐกิจและการเงิน

พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569

การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและความพร้อมของพรรคในการที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การมีตัวเลือกที่หลากหลาย จะช่วยให้ประชาชนสามารถพิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

ปัจจัยที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ มีหลายปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของแต่ละพรรค การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกระแสความนิยมของประชาชน การที่พรรคพลังประชารัฐออกมาประกาศรายชื่อ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นของการแข่งขันทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

  • นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ: นโยบายที่พรรคจะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต
  • ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม: สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน มีผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจของประชาชน
  • กระแสความนิยมของประชาชน: ความนิยมของประชาชนที่มีต่อแต่ละพรรคการเมือง เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการเลือกตั้ง

การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) ของแต่ละแคนดิเดต จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

การที่พรรคพลังประชารัฐเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะเข้าสู่สนามการแข่งขันทางการเมืองอย่างเต็มตัว การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ

การที่ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการแข่งขันทางการเมืองกำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเข้มข้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ “พล.อ.ประวิตร – ตรีนุช – ธีระชัย” สู้เลือกตั้ง 2569

เที่ยวไทย อุ่นใจ! ททท. ชู Trusted Thailand

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มุ่งมั่นสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว เดินทาง เที่ยวไทย อุ่นใจ และสะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยสัญลักษณ์ใหม่ “Trusted Thailand” ที่รับรองความปลอดภัยและมาตรฐาน

ททท. ชูสัญลักษณ์ Trusted Thailand สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยว เที่ยวไทย อุ่นใจ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. ได้เปิดตัวตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ตราสัญลักษณ์นี้เป็นการรับรองว่าสถานประกอบการได้ผ่านการตรวจสอบและประเมินตามแนวทางการดำเนินงานด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด ครอบคลุม 4 ด้านหลัก:

  • การรักษาความปลอดภัยทั่วไป: เช่น การมีกล้องวงจรปิด (CCTV) และระบบป้องกันอัคคีภัย
  • การควบคุมความปลอดภัยด้านการชำระเงิน: รองรับ Mobile Banking, Alipay, และ WeChatPay
  • การสื่อสารภาษาต่างประเทศ: มีเจ้าหน้าที่ที่สื่อสารภาษาต่างประเทศได้ หรือมีอุปกรณ์แปลภาษา
  • ความปลอดภัยในการเดินทาง: การเดินทางเข้าถึงสถานประกอบการที่สะดวกและปลอดภัย

ตราสัญลักษณ์นี้ครอบคลุมสถานประกอบการ 4 ประเภทหลัก ได้แก่ โรงแรม ที่พัก โฮมสเตย์, ภัตตาคารและร้านอาหาร, ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า, และสถานที่ท่องเที่ยวและนันทนาการ

เพื่อให้การสร้างความเชื่อมั่นผ่านตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ททท. ได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์ม OTA ชั้นนำ อย่าง Agoda, Trip.com Group และ Meituan เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาและใช้บริการสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองได้อย่างง่ายดายและมั่นใจ เริ่มต้นด้วยโรงแรมและที่พักที่เข้าร่วมโครงการ

นอกจากนี้ ททท. ยังตระหนักถึงพลังของการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ จึงได้แต่งตั้ง ‘ฝ้าย พีรญา มะลิซ้อน’ นักแสดงและนางแบบชื่อดัง ซึ่งมีชื่อเสียงในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีน ให้เป็น Brand Ambassador ของโครงการ Trusted Thailand พร้อมทั้งจัดทำวิดีโอประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ด้วยฐานแฟนคลับจำนวนมากของคุณฝ้าย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวไทย

ตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand เป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูและกระตุ้นการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยมุ่งเน้นการดูแลและสร้างความประทับใจผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมา เที่ยวไทย อุ่นใจ ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand และรับชมวิดีโอประชาสัมพันธ์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=-euuwJUySr0

Trusted Thailand ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างไร?

ตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องหมายรับรอง แต่ยังเป็นคำมั่นสัญญาที่แสดงถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและน่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน เที่ยวไทย อุ่นใจ ไปกับสถานประกอบการที่ได้รับการรับรอง

ดังนั้น หากคุณกำลังวางแผนที่จะ เที่ยวไทย อุ่นใจ อย่าลืมมองหาสัญลักษณ์ Trusted Thailand เพื่อความมั่นใจและความสบายใจตลอดการเดินทางของคุณ

ที่มา – ททท. ชูสัญลักษณ์ Trusted Thailand สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยว เที่ยวไทย อุ่นใจ

กลาโหมชี้ หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล ยันกองทัพสู้ตามหลักสากล

กระทรวงกลาโหมย้ำ การเมืองนำการทหาร การหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล กองทัพเดินหน้าปฏิบัติการตามหลักสากล เกือบ 9 วันลดทอนขีดความสามารถฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณีความเป็นไปได้ของการเจรจาในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะส่งผลต่อทิศทางและแนวโน้มของสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนอย่างไรว่า โดยหลักการ การบริหารจัดการประเทศต้องยึด “การเมืองนำการทหาร” ขณะที่การทหารเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐ การตัดสินใจเรื่องหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติของรัฐบาล โดยเฉพาะการพิจารณาผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ

สำหรับกระแสที่ตั้งข้อสังเกตว่า กองทัพอาจลดการหยุดยิง เนื่องจากถูกนานาชาติจับตามองว่าไทยใช้การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นนั้น โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า การปฏิบัติการทางทหารของไทยยังคงยึดหลักสากลตามกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อย่างเคร่งครัด โดยมี 3 หลักสำคัญ คือ ความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการแยกแยะเป้าหมาย

ยืนยันว่า การโจมตีที่ผ่านมาเป็นการโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ส่วนระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ ขึ้นอยู่กับการตอบโต้และขีดความสามารถของฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้การใช้กำลังเป็นไปอย่างเหมาะสมตามหลักสากล

ด้านการประเมินสถานการณ์ล่าสุด พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พบการใช้อาวุธยิงสนับสนุนจากฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของไทย ลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติการร่วมกันของกองทัพบกและกองทัพอากาศ ในการลดทอนขีดความสามารถด้านอาวุธ ระบบควบคุมการยิง และเส้นทางส่งกำลังบำรุง อย่างไรก็ตาม ยังพบการต้านทานในบางพื้นที่ โดยเฉพาะจุดที่กองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และฝ่ายตรงข้ามพยายามช่วงชิงคืน แต่ในภาพรวม สถานการณ์มีแนวโน้มเบาบางลง

ขณะที่ พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ย้ำว่า การปฏิบัติการทางทหารของไทย ไม่ได้ลดความเข้มข้น แต่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับมิติทางการทูต เพื่อกดดันให้ฝ่ายกัมพูชา เข้าสู่การพูดคุยอย่างมีเหตุมีผล โดยเฉพาะการโจมตีเป้าหมายสำคัญ เช่น คลังอาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิด ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชา ถูกลดทอนขีดความสามารถทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุง ทำให้การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เข้าสู่แนวหน้าทำได้ยากขึ้น

โฆษกกองทัพอากาศ ประเมินว่า เกือบ 9 วันที่ผ่านมา การปฏิบัติการของไทยประสบความสำเร็จในการลดทอนขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจของฝ่ายตรงข้าม อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยเรื่องการใช้ Lobbyist ของฝ่ายกัมพูชา โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมชี้แจงว่า จากการติดตามพบว่า มีการว่าจ้าง Lobbyist ชาวตะวันตกออกมาสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับประชาคมโลก กล่าวหาไทยใช้ความรุนแรงและสร้างผลกระทบต่อพลเรือน

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยืนยันว่า การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เป็นอาวุธที่มีความแม่นยำสูง และกำหนดเป้าหมายเป็นเป้าหมายทางทหารเท่านั้น หากมีผลกระทบต่อพลเรือนก็อยู่ในระดับต่ำมาก

โฆษกกระทรวงกลาโหม ตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวของ Lobbyist ดังกล่าวไม่มีหลักฐานหรือภาพประกอบที่ชัดเจน และมีลักษณะเป็นการสร้างกระแสผ่านการสื่อสารเชิงอารมณ์ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการรับข่าวสาร และใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อจากทุกช่องทาง

กลาโหมชี้ หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล

สรุปประเด็นสำคัญจากกระทรวงกลาโหม:

  • การตัดสินใจเรื่องหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล
  • กองทัพปฏิบัติการตามหลักสากล
  • ไทยระมัดระวังการรับข่าวสารจาก Lobbyist

ทำไมการหยุดยิงถึงหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล?

การตัดสินใจเรื่องการหยุดยิงถือเป็นเรื่องทางการเมืองระดับนโยบาย ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ในการพิจารณาถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ รวมถึงปัจจัยด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทหารเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจึงอยู่ที่รัฐบาล

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่กระทรวงกลาโหมออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน การใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาเช่นนี้

ที่มา – กลาโหมชี้หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล ยันกองทัพสู้ตามหลักสากล

จุลพันธ์เปิดตัว ชู“หวยเกษียณ-ล้างหนี้”

เพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ “จุลพันธ์” ชูนโยบายเร่งด่วน “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” ปลดล็อคเพื่อยกเครื่องประเทศไทยให้ประชาชนมีกิน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคเพื่อไทยจัดกิจกรรม “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” เพื่อเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นเปิดตัวในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนแรก พร้อมประกาศความพร้อมในการนำพรรคสู่ภารกิจใหญ่คือการ “ยกเครื่องประเทศไทย” เพื่อสร้างพรุ่งนี้ที่ดีกว่าให้แก่ประชาชน โดยเน้นย้ำนิยามของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย คือการมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

“จุลพันธ์” เปิดตัว ชู“หวยเกษียณ-ล้างหนี้”

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า สำหรับ 2 นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการทันที คือ หวยเกษียณที่ตั้งเป้าทำให้สำเร็จภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนการเสี่ยงโชคให้เป็นหลักประกันความมั่นคงระยะยาว และการล้างหนี้ โดยครอบคลุมกลุ่มหนี้นอกระบบ กลุ่มหนี้เสีย (NPL) กลุ่มเกษตรกร ผู้สูงอายุวัยเกษียณ รวมถึงการดูแลกลุ่มลูกหนี้ดี

“จุลพันธ์” แคนดิเดตนายกฯ ชู “หวยเกษียณ-ล้างหนี้”

นายจุลพันธ์ทิ้งท้ายว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่อาจสะท้อนความเหลื่อมล้ำและความลำบากของประชาชนได้ พรรคเพื่อไทยจึงขออาสาเข้ามาสร้างหลักประกันเงินออม ปลดหนี้ และสร้างรายได้ใหม่ เพราะเชื่อมั่นว่ามีเพียงพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่สามารถยกเครื่องประเทศไทยได้จริง

การเปิดตัวนายจุลพันธ์ พร้อมนโยบาย “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน นโยบายเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว การชู “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” เป็นนโยบายหลัก แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความท้าทายที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

“จุลพันธ์” ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมและเท่าเทียม โดยที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นโยบาย “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่าในการยกเครื่องประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืน

การที่พรรคเพื่อไทยเลือก “จุลพันธ์” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความสามารถของเขาในการนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น การประกาศนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความสนใจจากประชาชนและมีความหวังที่จะได้รับการสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การดำเนินการตามนโยบาย “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินทุนจะถูกใช้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การยกเครื่องประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ การเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนจะช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถปรับปรุงนโยบายและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การจับตามองและวิเคราะห์นโยบายของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “จุลพันธ์” เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ พท. ชูนโยบายด่วน “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” ยกเครื่องประเทศไทย

“ยศชนัน” ชู ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี

“ยศชนัน” แสดงวิสัยทัศน์นำประเทศพ้นวิกฤต ชูปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี ให้คนไทยได้รับโอกาสที่เท่ากัน มั่นใจ “เพื่อไทย” ทำได้

วันที่ 16 ธ.ค. 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ชีวิตตนคือภาพสะท้อนคนไทยจำนวนมากที่เติบโตจากครอบครัวข้าราชการและพยาบาล ย้ายถิ่นฐานไปหลายจังหวัด เรียนโรงเรียนประจำจังหวัด ได้รับการปลูกฝังว่า ความรู้ ความขยันคือหนทางเปลี่ยนชีวิต ประเทศไทยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ปี 2540 สามารถฟื้นตัวได้จากความเชื่อมั่นว่า คนไทยทำได้ อย่างพรรคไทยรักไทยในอดีตที่สร้างนโยบายเปลี่ยนชีวิตประชาชน ปลดวิกฤตให้ประเทศ แต่ตลอดเส้นทางเผชิญความไม่เป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงปัจจุบัน ปี 2568 ประเทศไทยเผชิญPerfect Storm ทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี นายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยแก้ปัญหาเหล่านี้เต็มที่ แต่สถานการณ์การเมืองไทยทำให้ต้องเปลี่ยนนายกฯ ปีละครั้ง แต่ทำได้ขนาดนี้ต้องชื่นชมอดีตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ส่วนทิศทางอนาคตประเทศไทยนั้น ถ้าวันนี้เราเลือกทำสิ่งใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี ใช้ความคิดสร้างสรรค์คนไทย เชื่อว่าอนาคตที่ดีของประเทศไทยเป็นไปได้

ตั้งเป้ายกระดับรายได้ให้เร็วที่สุด

นายยศชนัน กล่าวว่า ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย จะนำประเทศไทยพ้นวิกฤตที่กำลังเผชิญไปให้ได้ มีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงให้เร็วที่สุด ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นแกนหลัก ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจเดิมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในส่วนภาคเกษตรกรรม, อุตสาหกรรมการผลิต, ภาคการบริการ พร้อมไปกับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากศักยภาพท้องถิ่นผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ การผลิตอุตสาหกรรม และสุขภาพและคุณภาพชีวิต

ให้คนไทยได้รับโอกาสเท่ากัน

นายยศชนัน กล่าวว่า ขณะเดียวกันบทบาทภาครัฐเองต้องปรับตัว เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง สิ่งรัฐบาลต้องเดินหน้า 3 ด้าน คือ 1. สร้างความมั่นคงรอบด้าน ทั้งการทหาร ความมั่นคงไซเบอร์ ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และการรับมือ Climate Change ควบคู่การทูตที่รักษาสมดุลผลประโยชน์ของไทย 2. สร้างความเชื่อมั่นผ่านการฟื้นฟูหลักนิติธรรมคืนความยุติธรรมให้ประชาชน ใช้Digital Government สร้างความโปร่งใส ป้องกันการคอร์รัปชัน ควบคู่ไปกับ AI Transformation สร้างระบบรัฐแบบ One Stop Service 3. การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ตั้งแต่คมนาคม, โลจิสติกส์, ความปลอดภัยด้วย AI, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, พลังงานสะอาด, สวัสดิการ, การศึกษา, วิจัย และนวัตกรรม รองรับเศรษฐกิจใหม่และยกระดับเศรษฐกิจเดิม ให้ความสำคัญการเตรียมคนให้สอดรับการวางโครงสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่ คนไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสเติบโตที่เท่ากัน จะเกิดที่ไหนในแผ่นดินไทยก็เป็นคนไทย ต้องได้รับโอกาสเท่ากัน ไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมืองใด แต่ทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง มีหัวใจอยู่ที่ประชาชน 

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการเดินทางให้เรากลับมาช่วยสร้างประเทศขึ้นใหม่อีกครั้ง “วันนี้ทุกคนจากพรรคไทยรักไทยที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ทุกคนกลับมาที่บ้านของพวกเรา บวกกับคนรุ่นใหม่ พรรคเพื่อไทย มารวมกัน มั่นใจว่า เราทำได้ เริ่มจากวันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ ยกเครื่องประเทศไทย ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยก็ทำได้แน่นอน”

“ยศชนัน” แสดงวิสัยทัศน์นำประเทศพ้นวิกฤต ชูปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี

การที่นายยศชนันได้แสดงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ

ทำไมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี ถึงสำคัญ?

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วนของการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจ การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถ:

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
  • สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
  • ลดต้นทุนในการดำเนินงาน
  • เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การขาดแคลนทรัพยากร และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศให้ก้าวทันโลก และสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชน

การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกัน เราเชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี ได้สำเร็จ และก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ยศชนัน” แสดงวิสัยทัศน์นำประเทศพ้นวิกฤต ชูปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี

ด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมัน เข้าออกปกติ

หลังจากมีคำสั่งให้ตรวจสอบรถขนน้ำมันที่ด่านช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ที่จะผ่านไปยังกัมพูชา เช้านี้มีรถขนน้ำมันเพียง 8 คัน และยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงนามในหนังสือควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและยุทธภัณฑ์ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อป้องกันการขนถ่ายน้ำมันไปยังกัมพูชา ผ่าน สปป.ลาว ทำให้หลายภาคส่วนกังวลว่าจะมีรถขนน้ำมันมาข้ามด่านพรมแดนอื่น อย่างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ซึ่งเป็นด่านชายแดนเช่นกันหรือไม่

ล่าสุด จากการสำรวจบริเวณหน้าด่าน พบว่ามีรถบรรทุกน้ำมันมาจอดรอส่งน้ำมันน้อยกว่าเมื่อวานมาก โดยมีรถน้ำมันเพียง 8 คันเท่านั้น และยังไม่พบรถขนน้ำมันตกค้างแต่อย่างใด จากการสอบถามคนขับรถน้ำมันรายหนึ่งเปิดเผยว่า รถน้ำมันจะเยอะเฉพาะช่วงวันจันทร์เท่านั้น ส่วนวันอื่นๆ จะมีไม่ถึง 10 คัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา มีรถขนน้ำมันมารอข้ามด่านเพื่อไปส่งน้ำมันประมาณ 30 คัน โดยจากการเปิดเผยของ นายณัฐพล คงคาหลวง ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร ด่านศุลกากรมุกดาหาร ให้ข้อมูลว่า ในส่วนของด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้ประสานกับผู้บริหารกรมศุลกากร และผู้การ ตม. รวมถึงทางกองทัพภาคที่ 2 ในเรื่องของการควบคุมการส่งออกน้ำมัน และได้เข้มงวดการส่งออกน้ำมันไปสปป.ลาว รวมถึงสินค้าอย่างอื่นด้วย ซึ่งเรามีการมอนิเตอร์เป็นประจำ

ด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมันเข้า-ออก ไม่พบความผิดปกติ

สถานการณ์ที่ด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมัน เข้าออกเป็นปกติ แม้จะมีการควบคุมการส่งออกน้ำมันในพื้นที่อื่น ๆ แต่จากการตรวจสอบล่าสุด ณ ด่านมุกดาหาร ไม่พบความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างเข้มงวด

สถานการณ์ปัจจุบันที่ด่านมุกดาหาร: รถขนน้ำมันยังเข้าออกปกติ

ถึงแม้ว่าจะมีข่าวการควบคุมการส่งออกน้ำมันในบางพื้นที่ แต่สถานการณ์ที่ด่านมุกดาหารยังคงเป็นปกติ โดยมีรถขนน้ำมันเข้าออกตามกระบวนการปกติ และไม่มีรายงานความผิดปกติใด ๆ ที่น่ากังวล อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น

การที่ด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมันเข้าออกเป็นปกติ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการชายแดน และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่ช่วยให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ การที่มีรถขนน้ำมันเข้าออกด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมันตามปกติ ยังเป็นการยืนยันถึงบทบาทสำคัญของด่านมุกดาหารในการเป็นจุดผ่านแดนที่สำคัญสำหรับการขนส่งสินค้าและการค้าระหว่างประเทศ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการบริหารจัดการชายแดน เพื่อให้การขนส่งสินค้าและการค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำเข้าส่งออกสินค้าผ่านด่านมุกดาหาร สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานศุลกากรในพื้นที่ หรือตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของกรมศุลกากรโดยตรง

ที่มา – ด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมันเข้า-ออก ไม่พบความผิดปกติ

มท. ย้ำพร้อมดูแลศูนย์พักพิง สร้างความอุ่นใจชายแดน

สถานการณ์ชายแดนสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก กระทรวงมหาดไทย (มท.) จึงออกมาย้ำพร้อมดูแลศูนย์พักพิง–ทรัพย์สิน–สัตว์เลี้ยง สร้างความอุ่นใจประชาชนชายแดน อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยและได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงถึงแผนการดำเนินงานในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยเน้นย้ำถึงความพร้อมในการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งในระยะแรกมีจำนวนกว่า 1,000 แห่ง รองรับประชาชนที่อพยพเข้ามาพักพิงกว่า 250,000 คน แม้จะพบปัญหาบ้างในช่วงเริ่มต้น แต่หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมมือกันแก้ไขและปรับปรุงการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

มท.ย้ำพร้อมดูแลศูนย์พักพิง–ทรัพย์สิน–สัตว์เลี้ยง สร้างความอุ่นใจประชาชนชายแดน

รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยมีความพร้อมในการดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง หากประชาชนยังคงพบเจอปัญหาหรือข้อขัดข้องใด ๆ สามารถแจ้งต่อผู้อำนวยการศูนย์พักพิง นายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ได้โดยตรง เพื่อให้ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังให้ความสำคัญกับความห่วงใยของประชาชนเกี่ยวกับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้อพยพมาด้วย โดยได้ประสานงานกับกรมปศุสัตว์ในการจัดเตรียมอาหารสัตว์อย่างเป็นระบบ และกระจายความช่วยเหลือผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร และชุดรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ในส่วนของการดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน กระทรวงมหาดไทยได้จัดกำลังอาสาสมัคร ชรบ. ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเหตุร้ายและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าทรัพย์สินของตนจะไม่ถูกปล่อยปละละเลย

มาตรการดูแลความปลอดภัยและทรัพย์สิน

  • จัดกำลังอาสาสมัคร ชรบ. ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลาดตระเวน
  • ป้องกันเหตุร้ายและรักษาความสงบเรียบร้อย
  • ดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน

นายชัยรัตน์ ยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยจะเดินหน้าบริหารจัดการศูนย์พักพิงและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนให้ร่วมมือกัน เพื่อก้าวผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปด้วยความเข้มแข็งและสงบเรียบร้อย

กระทรวงมหาดไทย ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของตนเองและส่วนรวม การร่วมมือกันจะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยดี

มท.ย้ำพร้อมดูแลศูนย์พักพิง–ทรัพย์สิน–สัตว์เลี้ยง สร้างความอุ่นใจประชาชนชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร กระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเสมอ

การดูแลเอาใจใส่จากภาครัฐเช่นนี้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก การได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และการรับรู้ว่ามีผู้ที่พร้อมจะดูแลในทุกด้าน จะช่วยให้พวกเขาสามารถต่อสู้และก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไปได้

ที่มา – มท.ย้ำพร้อมดูแลศูนย์พักพิง–ทรัพย์สิน–สัตว์เลี้ยง สร้างความอุ่นใจประชาชนชายแดน