วัน: 16 ธันวาคม 2025

เปิดประวัติ ดร.นฤมล แคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม

เปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม หญิงแกร่ง จากนักวิชาการ เชี่ยวชาญด้านการเงิน เดินเข้าถนนการเมือง สู่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นที่จับตามองสำหรับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการแย้มชื่อมา 2 รายชื่อด้วยกันคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

ซึ่งในส่วนของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม นั้น ให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงเช้าวันนี้ เกี่ยวกับการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม ว่า ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน ส่วนตนเองจะเป็นเปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่จะส่งครบ 3 คน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ คงดูที่ความเหมาะสมมากกว่า

เปิดประวัติ “ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล” หญิงแกร่ง แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

สำหรับศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม เป็นนักวิชาการ เชี่ยวชาญด้านการเงินและบริหารความเสี่ยงระดับสูง ก่อนจะผันตัวเข้าสู่การเมือง และได้รับตำแหน่งสำคัญในหลายกระทรวง

ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล หรือ อาจารย์แหม่ม เชี่ยวชาญวิชาการ เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก่อนจะถูกทาบทามมาช่วยงานรัฐบาลจนเข้าสู่การเมืองเต็มตัว ซึ่งก็สามารถที่จะปรับตัวทำงานการเมืองได้ดี จนเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่ในแวดวงการเมือง ที่มักจะมอบตำแหน่งสำคัญให้รับผิดชอบ

ประวัติการศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล จบปริญญาตรี ด้านสถิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในด้านการทำงาน อาจารย์แหม่ม ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคกล้าธรรม, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตรองคณบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

เส้นทางการเมืองของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล

ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถือเป็นบุคคลที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่หลากหลาย ทำให้หลายคนจับตามองบทบาทของเธอในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรม

การตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองของเปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการบริหารจัดการ ทำให้เธอมีมุมมองที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

แน่นอนว่าการแข่งขันทางการเมืองย่อมมีความท้าทาย แต่ด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น เชื่อว่า ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับประชาชน

มาร่วมติดตามบทบาทและผลงานของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ในเส้นทางการเมืองไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – เปิดประวัติ “ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล” หญิงแกร่ง แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

ตรีนุช เทียนทอง: เปิดประวัติแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

เจาะลึกประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง” ผู้มีชื่อเสียงในวงการการเมืองไทย หลานสาวของ “เสนาะ เทียนทอง” ที่ถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เส้นทางการเมืองของเธอเป็นอย่างไร? ติดตามได้ในบทความนี้

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐได้เปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคพลังประชารัฐยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 คน ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง”

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง หรือ “เหน่ง” เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2515 ปัจจุบัน (ปี 2568) อายุ 53 ปี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เธอเป็นบุตรีของนายพิเชษฐ์ และนางขวัญเรือน เทียนทอง และเป็นหลานสาวของนายเสนาะ เทียนทอง นอกจากนี้ เธอยังมีพี่น้อง ได้แก่ นายฐานิสร์ เทียนทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว, นายอนุรักษ์ เทียนทอง และนายบดี เทียนทอง ในด้านชีวิตส่วนตัว น.ส.ตรีนุช สมรสกับ ศ.คลินิก นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิการวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ในด้านการศึกษา น.ส.ตรีนุช จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รุ่น 18 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 2 สาขา จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในปี 2535 และสาขาการเงินการลงทุน จาก Western Illinois University ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2538 และปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกันในปี 2540

เส้นทางการเมืองของ ตรีนุช เทียนทอง

น.ส.ตรีนุช ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สระแก้ว เป็นครั้งแรกในปี 2544 และครั้งที่ 2 ในปี 2548 โดยสังกัดพรรคไทยรักไทย ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2550 เธอได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 ภายใต้สังกัดพรรคประชาราช และในปี 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ในสังกัดพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งในปี 2561 เธอได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ และในการเลือกตั้งปี 2562 น.ส.ตรีนุช ก็ได้รับเลือกตั้งอีกครั้งเป็นสมัยที่ 5

ในวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ตรีนุช ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และในปี 2566 เธอยังได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยที่ 6 และในเดือนกันยายน 2568 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 และในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของพรรคพลังประชารัฐ

การก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงในเวทีการเมืองไทยที่เพิ่มมากขึ้น เส้นทางการเมืองของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – ประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง” แคนดิเดตนายกฯ หญิงหนึ่งเดียวของพรรคพลังประชารัฐ

ขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 69: บูรพาวิถี-กาญจนาภิเษก

เตรียมเฮ! รัฐบาลใจดีให้ขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 2569 บนทางพิเศษบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษก เริ่ม 30 ธ.ค. 68 ถึง 5 ม.ค. 69 นี้ เตรียมวางแผนเดินทางกันได้เลย!

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษสำหรับ:

  • ทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี)
  • ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์)

ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

โดยมาตรการขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 2569 จะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 24.00 น. รวมทั้งสิ้น 7 วันเต็มๆ ถือเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน

“คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานครในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเตรียมความพร้อมด้านการจราจรและความปลอดภัยอย่างเต็มที่” นายพิพัฒน์ กล่าว

ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์)
ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์)

ขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 2569 ช่วยอะไรบ้าง?

การยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษกในช่วงปีใหม่นี้ นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น:

  • ลดเวลาในการเดินทาง
  • เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัย
  • ลดมลพิษทางอากาศบริเวณด่านเก็บเงิน

ใครได้ประโยชน์จาก ขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 2569?

มาตรการนี้ส่งผลดีต่อผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล นอกจากนี้ ยังช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรที่หนาแน่นบนทางพิเศษในช่วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และช่วยส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการทางพิเศษทั้งสองสายทางมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ดังนั้น ใครที่มีแพลนเดินทางในช่วงปีใหม่ 2569 อย่าลืมตรวจสอบเส้นทางและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย และอย่าลืมใช้สิทธิ์ขึ้นทางด่วนฟรีปีใหม่ 2569 บนทางพิเศษบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษกกันด้วยนะครับ!

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทาง อย่าลืมตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้พร้อม และขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่นะครับ

ที่มา – ขึ้นทางด่วนฟรี ปีใหม่ 2569 “บูรพาวิถี-กาญจนาภิเษก” 30 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69

ตร.เพชรเกษมคืนเงิน! แก๊งจีนเทาจัดหาบัญชีม้า

ตำรวจเพชรเกษมสุดยอด! ยึดเงินจากแก๊งจีนเทาที่จัดหาบัญชีม้า คืนให้ผู้เสียหายที่แจ้งความไว้ที่ สน.ประชาชื่น ได้ทันที 500,000 บาท! ผบก.น.9 ชื่นชมยกใหญ่ ถือเป็นการคืนความสุขและมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้เสียหายเลย

ตามนโยบายรัฐบาลที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งสร้างความเสียหายให้ประชาชนอย่างมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจัง ยึดอายัดบัญชีที่ใช้กระทำผิด และติดตามคืนเงินเยียวยาให้ผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และทีมงาน ได้สั่งการให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้าย เพื่อคืนความสุขให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกงออนไลน์

ตร.เพชรเกษม ยึดเงิน “แก๊งจีนเทา” จัดหาบัญชีม้า คืนผู้เสียหาย 500,000 บาท

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.บก.น.9 พร้อมทีมงาน แถลงผลการปฏิบัติการ Money Cash Back มอบเงินคืนให้ นางอรัญญา (สงวนนามสกุล) ผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงออนไลน์ เป็นจำนวน 500,000 บาท ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 (บก.น.9)

พฤติการณ์ของคดีคือ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 15.04 น. นางอรัญญาถูกคนร้ายหลอกให้โอนเงินจากบัญชีตนเอง 4 ครั้ง รวม 2,700,000 บาท! คนร้ายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายมือถือแห่งหนึ่ง แจ้งว่าข้อมูลของนางอรัญญาไปเปิดเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับคดีความ แล้วโอนสายให้คุยกับตำรวจ สภ.เมืองพิจิตร จากนั้นแอดไลน์โดยใช้ชื่อ สภ.เมืองพิจิตร แจ้งรายละเอียดคดี และให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ จนกระทั่งผู้เสียหายรู้ตัวว่าโดนหลอก จึงแจ้งความออนไลน์และเข้าแจ้งความที่ สน.ประชาชื่น

การจับกุมแก๊งจีนเทาและคืนเงิน

จากการตรวจสอบพบว่า ตำรวจ สน.เพชรเกษม จับกุมแก๊งจีนเทาที่จัดหาบัญชีม้า เพื่อมาถอนเงินสดที่ห้างสรรพสินค้าย่านบางแค จากการขยายผล พบเงินสด 500,000 บาท อยู่กับนายธนกฤต สิริวรางค์ ซึ่งมีคดีร่วมกันฉ้อโกงที่ สน.เพชรเกษม จึงแจ้งข้อกล่าวหาและยึดเงินสดไว้

เมื่อทราบว่าเงินสดดังกล่าวเป็นของผู้เสียหายที่ถูกฉ้อโกงออนไลน์ จึงประสานงานกับ สน.ประชาชื่น เพื่อคืนเงินให้ผู้เสียหาย

พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.9 กล่าวว่า ถือเป็นความโชคดีของผู้เสียหายที่ตำรวจยึดเงินไว้ได้และติดต่อให้มารับคืน ถือว่าเป็นการคืนความสุขและเป็นของขวัญปีใหม่ ขอขอบคุณตำรวจ สน.เพชรเกษมที่ทำงานขยายผลอย่างต่อเนื่อง ทำให้หยุดวงจรของคนร้ายได้ เคสนี้มีการออกหมายจับ 8 หมาย และขยายผลแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้อง 5 คน รวมถึงมีการตรวจค้นตามยุทธการแหกคอกม้า ที่สำคัญคือการคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ทันที

นางอรัญญา ผู้เสียหาย กล่าวด้วยความดีใจว่า ไม่คิดว่าจะได้เงินคืนแล้ว! พอตำรวจติดต่อมาให้มารับเงินคืน ถึงแม้จะไม่ครบจำนวน ก็รู้สึกดีใจมาก ต้องขอบคุณตำรวจมากๆ และฝากเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อแก๊งมิจฉาชีพ ให้มีสติ เพราะโอกาสที่จะได้เงินคืนนั้นยากมาก ป้องกันตัวเองอย่าให้ตกเป็นเหยื่อจะดีที่สุด ขอบคุณตำรวจอีกครั้งที่ทำให้ได้รับของขวัญปีใหม่ที่ล้ำค่า

การทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของตำรวจ สน.เพชรเกษม ทำให้สามารถจับกุมแก๊งมิจฉาชีพและคืนเงินให้ผู้เสียหายได้สำเร็จ ถือเป็นข่าวดีและเป็นกำลังใจให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ หากใครตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ อย่าลังเลที่จะแจ้งความ เพื่อให้ตำรวจดำเนินการติดตามจับกุมคนร้ายและนำเงินกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด

ที่มา – ตร.เพชรเกษม ยึดเงิน “แก๊งจีนเทา” จัดหาบัญชีม้า คืนผู้เสียหาย 500,000 บาท

เพจดังถูกสลากดิจิทัล รางวัลที่ 4 รับโชค!

เฮงสุดๆ! เพจดังดวงดี ถูกสลากดิจิทัล รางวัลที่ 4 เลข 822812 รวม 27 ใบ รับทรัพย์กว่าล้านบาท! หลังจากงวดที่แล้วก็เพิ่งถูกลอตเตอรี่และสลากดิจิทัล เลขท้าย “22” ไปกว่า 100 ใบ มางวดนี้ เพจดังถูกสลากดิจิทัล รางวัลที่ 4 อีกแล้ว!

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ภายหลังการประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ รางวัลที่ 1: 763895, รางวัลเลขหน้า 3 ตัว: 431 176, รางวัลเลขท้าย 3 ตัว: 014 449, รางวัลเลขท้าย 2 ตัว: 52

เพจเฟซบุ๊กชื่อดังอย่าง กับข้าวกับปลาโอ Plaocooking ซึ่งเป็นเพจสอนทำอาหารชื่อดัง ได้โพสต์ภาพสลากดิจิทัลจำนวนมาก ที่มีเลข 822812 ปรากฏอยู่ และผลปรากฏว่าเลขดังกล่าวถูกรางวัลที่ 4 ในงวดนี้นั่นเอง พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า “822 มาแล้ว รางวัลที่ 4 27 ใบฮะ” สร้างความฮือฮาให้กับเหล่าแฟนคลับเป็นอย่างมาก

เนื่องจากรางวัลที่ 4 มีมูลค่ารางวัลละ 40,000 บาท ทำให้บรรดาแฟนคลับต่างเข้าไปร่วมแสดงความยินดีกับเจ้าของเพจกันอย่างล้นหลาม ต่างชื่นชมในความเฮงและความโชคดีของเพจกับข้าวกับปลาโอ

ก่อนหน้านี้ ในการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าของเพจดังกล่าวก็เคยถูกรางวัลเลขท้าย “22” ซึ่งเป็นเลขที่เจ้าตัวตามมานานหลายปี เป็นจำนวนมากเช่นกัน และได้รับเงินรางวัลไปไม่น้อยเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นเพจนำโชคจริงๆ

เพจดังถูกสลากดิจิทัล รางวัลที่ 4

ความโชคดีของเพจกับข้าวกับปลาโอในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างความตื่นเต้นและแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนที่ชื่นชอบการเสี่ยงโชค หลายคนอาจจะเริ่มมองหาเลขเด็ดจากเพจนี้ในงวดต่อๆ ไปก็เป็นได้

ทำไมเพจดังถึงถูกสลากดิจิทัล รางวัลที่ 4 บ่อยจัง?

คำถามนี้คงเป็นสิ่งที่หลายคนสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเพราะโชคช่วย หรือเพราะเจ้าของเพจมีเคล็ดลับอะไรบางอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การที่เพจกับข้าวกับปลาโอถูกรางวัลบ่อยๆ นั้น ได้สร้างความสุขและความยินดีให้กับทั้งเจ้าของเพจและแฟนคลับเป็นจำนวนมาก และยังเป็นการสร้างสีสันให้กับวงการหวยอีกด้วย

หลายคนอาจจะมองว่าการซื้อหวยเป็นการเสี่ยงโชคที่ไม่แน่นอน แต่สำหรับบางคน การได้ลุ้นรางวัลก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง การซื้อสลากดิจิทัลก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สะดวกและรวดเร็วในการเสี่ยงโชค

อย่างไรก็ตาม การเสี่ยงโชคควรอยู่ในความพอดี ไม่ควรลงทุนมากเกินกำลัง และควรพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วย

  • ซื้อสลากดิจิทัลผ่านแอปเป๋าตัง
  • ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างละเอียด
  • แบ่งเงินรางวัลทำบุญบ้าง

การที่เพจดังถูกสลากดิจิทัล รางวัลที่ 4 ในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าโชคอาจไม่ได้เข้าข้างทุกคนเสมอไป แต่ก็เป็นกำลังใจให้หลายๆ คนที่มีความหวังในการเสี่ยงโชคต่อไป และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและไม่ประมาท

การที่เพจดังถูกสลากดิจิทัล รางวัลที่ 4 หลายครั้งติดกัน อาจเป็นเพราะดวงดี หรืออาจจะมีเคล็ดลับอะไรบางอย่างที่เรายังไม่รู้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการเสี่ยงโชคอย่างมีสติ และไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อนนะครับ

ที่มา – เพจดังถูกสลากดิจิทัล รางวัลที่ 4 รวม 27 ใบ รับโชคกว่าล้านบาท

กช. เคาะร่างหลักเกณฑ์ กู้เงินพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

“นฤมล” เคาะร่างประกาศ กช. หลักเกณฑ์ฯ กู้เงิน-ยืมเงิน พัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนในระบบ-โรงเรียนสอนศาสนา พร้อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษร้อยละ 2-ปลอดดอกเบี้ย เยียวยาเหตุภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 4/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงแก้ไขประกาศกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างประกาศ กช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ… และร่างประกาศ กช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบสำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ…

“ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศฯ ทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เช่น เพิ่มเติมคำว่า ภัยพิบัติ ในบทนิยาม กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสำหรับโรงเรียนในระบบร้อยละ 2 ต่อปี และปลอดดอกเบี้ยสำหรับเหตุจากภัยพิบัติ ให้สิทธิกู้ยืมเงินซ้ำสำหรับผู้กู้เดิม ส่วนร่างประกาศฯ สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ กำหนดเกณฑ์/ลักษณะต้องห้ามโรงเรียนที่มีสิทธิยืมเงิน กำหนดเกณฑ์พิจารณาให้ยืมเงิน มาตรการช่วยเหลือผู้ยืมเงิน การลด/งดเบี้ยปรับ ขอพักชำระหนี้ การขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอีกไม่เกินสามปี เป็นต้น ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าประกาศดังกล่าว จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับโรงเรียน และช่วยเหลือเยียวยาสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ ได้เป็นอย่างดี” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแต่งตั้งอนุกรรมการพัฒนากฎหมายการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประกอบด้วย เลขาธิการ กช. เป็นที่ปรึกษา นายอรรถพล ตรึกตรอง เป็นประธานอนุกรรมการ มีอนุกรรม ซึ่งเป็นผู้แทนภาคเอกชนและนิติกร สช.จำนวน 16 ราย เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ หรือ เสนอแนะการพัฒนากฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ศึกษา วิเคราะห์และจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป 

นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานการสำรวจข้อมูลนักเรียนและโรงเรียนเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส มีนักรเรียนได้รับผลกระทบ จำนวน 81,891 คน และโรงเรียนเอกชน 480 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 389 ล้านบาท ซึ่ง สช. ได้นำข้อมูลส่งให้ สป. รวบรวมเพื่อเสนอ ครม.อนุมัติให้การช่วยเหลือเยียวยานักเรียนในภาพรวมของ ศธ. เพื่อเยียวยาชดเชยเป็นเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โครงการเรียนฟรี 15 ปี ทั้งค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าหนังสือเรียน ส่วนมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน อาคารเรียน ครุภัณฑ์/อุปกรณ์การศึกษา อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรับรองข้อมูลความเสียหายจากหน่วยงานในพื้นที่

เคาะร่างประกาศ กช.หลักเกณฑ์กู้เงิน-ยืมเงิน พัฒนาคุณภาพผู้เรียน

รายละเอียดหลักเกณฑ์การกู้เงินเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

การปรับปรุงแก้ไขประกาศกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนโรงเรียนเอกชนในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายโรงเรียนกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากภัยพิบัติ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษและการให้สิทธิกู้ยืมเงินซ้ำเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุด

สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ การกำหนดเกณฑ์และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ จะช่วยให้โรงเรียนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และสามารถนำเงินทุนไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การแต่งตั้งอนุกรรมการพัฒนากฎหมายการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาเอกชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การอนุมัติหลักเกณฑ์กู้เงิน-ยืมเงิน พัฒนาคุณภาพผู้เรียนครั้งนี้ เป็นข่าวดีสำหรับโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายและมีเงื่อนไขผ่อนปรน จะช่วยให้โรงเรียนสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่

การช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยยังแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยเหลือสถานศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อน

การลงทุนในการศึกษาคือการลงทุนในอนาคต การสนับสนุนโรงเรียนเอกชนให้เข้มแข็งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – เคาะร่างประกาศ กช.หลักเกณฑ์กู้เงิน-ยืมเงิน พัฒนาคุณภาพผู้เรียน

ครม. ยกเลิก MOU 2543-2544 ไม่ได้ เหตุผลผูกพันรัฐบาลหน้า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความพยายามที่จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 แต่ทว่าล่าสุด มีรายงานว่าความพยายามดังกล่าวอาจจะไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“กฤษฎีกา” ดับฝัน ครม.เสนอยกเลิก “MOU 2543-2544” เหตุมีผลผูกพันรัฐบาลหน้า-ยังไม่มีคำยืนยันจากรัฐสภา ส่วนประชามติแก้ รัฐธรรมนูญรอ กกต.เคาะแนวทาง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลได้เห็นชอบกับการยื่นคำถามประชามติ เมื่อรัฐสภามีความเห็นถึงรัฐบาล ให้รัฐบาลตั้งคำถามประชามติตอบประชาชนว่า มีความต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งคำพูดนี้เป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยออกมา เพื่อป้องกันความผิดพลาด ซึ่งรัฐบาลได้พิจารณาออกมาเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก เสนอโดยความเห็นของ ครม. ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้ มีเจตนารมณ์ชัดเจนของสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา และจะมีประเด็นที่เป็นข้อกฎหมายตามมาคือ กำหนดระยะเวลา รัฐบาลจึงเห็นว่า ช่องทางที่รัฐบาลเสนอจะเป็น 1 ช่องทางที่จะสามารถปลดล็อคเรื่องระยะเวลาได้

อีกหนึ่งช่องทางคือ เสนอโดยใช้ตามมาตรา 9(4) รัฐบาลเสนอด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา ที่นำเสนอต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนี้ สุดท้าย กกต. จะเป็นผู้พิจารณา โดยที่มีความเห็นไปจากรัฐบาลว่า อยากให้การลงผลประชามติเป็นในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งทั่วไป เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ ทั้งนี้ ต้องรอความเห็นของ กกต.อีกครั้งหนึ่ง คาดว่า ถ้า กกต.ไม่ขัดข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม น่าจะมีไทม์ไลน์ที่ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาได้ภายในสิ้นปีนี้

ขณะเดียวกัน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอแนวทางยกเลิก MOU 2543-2544 ในการทำประชามติ ซึ่งการศึกษาของคณะทำงานและคณะกรรมธิการเห็นว่า MOU 2543 ยังคงมีผลในการบังคับใช้อยู่ อาจจะใช้เป็นวิธีการปรับปรุง แต่ MOU 2544 ในทางปฏิบัติไม่มีผลบังคับใช้ จึงขอทำประชามติยกเลิก MOU 2544 แต่เนื่องจากกฤษฎีกามีความเห็นว่า มีผลผูกพันไปจนถึงรัฐบาลหน้า และไม่ได้มีประเด็นที่มีเจตจำนงหรือมีคำยืนยันจากรัฐสภา การทำประชามติยกเลิก MOU 2543-2544 นี้จึงไม่สามารถดำเนินการได้

ครม. ยกเลิก MOU 2543-2544 ไม่ได้ เหตุผลผูกพันรัฐบาลหน้า

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ครม. ไม่สามารถดำเนินการยกเลิก MOU ดังกล่าวได้ คือ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุว่า MOU เหล่านี้ยังมีผลผูกพันต่อเนื่องไปยังรัฐบาลชุดหน้า นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนหรือการยืนยันจากรัฐสภาเกี่ยวกับเจตจำนงในการยกเลิก MOU ทำให้การดำเนินการเป็นไปได้ยาก

ทำไมการยกเลิก MOU 2543-2544 ถึงมีความสำคัญ?

การยกเลิก MOU 2543-2544 อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการดำเนินนโยบายและการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ การที่ ครม. พยายามผลักดันเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปรับปรุงและแก้ไขข้อตกลงที่อาจจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำให้การดำเนินการดังกล่าวต้องชะลอออกไปก่อน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความสำคัญของการพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ การพยายามยกเลิก MOU 2543-2544 ของ ครม. เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศในหลายๆ ด้าน

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการประชามติสะท้อนถึงเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน

โดยสรุปแล้ว ประเด็นเรื่อง ครม. พยายามยกเลิก MOU 2543-2544 เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

การที่เรื่องนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณากฎหมายและข้อผูกพันต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ดับฝัน ครม.เสนอยกเลิก MOU 2543-2544 เหตุมีผลผูกพันรัฐบาลหน้า

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

“อนุทิน” บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงคราม เอาอธิปไตย-ชีวิตทหารแลกคะแนนเสียง ภท. ยึดสำนวนช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม บอกแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย ตอบรับคนเดียวคือตนเอง

วันที่ 16 ธ.ค. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเปิดตัว แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย หลังพรรคเพื่อไทยชิงเปิดตัวไปแล้ววันนี้ว่า ยังมีเวลาอยู่ ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบรับ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังคุยกันอยู่ แต่ตอนนี้มีตอบรับเพียงคนเดียวคือ ตนเอง

ส่วนที่วันนี้พรรคเพื่อไทย เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครบทั้ง 3 คน ก็แสดงความยินดีกับทั้ง 3 คนด้วย ซึ่งตนรู้จักทั้งหมด อย่าง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็รู้จัก เคยหารือปรึกษาสมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูงมาก จะถือว่าพรรคภูมิใจไทยจะช้าไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็ยึดถือคติ ซึ่งผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงามใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า อืม เขาตอบแทนเเล้ว

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่นคนไหนน่ากลัวหรือไม่สำหรับพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี ส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ถามแล้วตอบยาก กลัวทุกคนล่ะครับ” เมื่อถามต่อว่า กลัวเด็กรุ่นใหม่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “กลัวหมดละครับ” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ภูมิใจไทยคาดหวัง 200 ที่นั่ง สส. นายอนุทิน ย้อนถามว่า ใครรายงาน ไม่ใช่ตน พร้อมยืนยันว่า เราทำดีที่สุดเท่าไหร่ก็เท่านั้น ประชาชนเป็นคนตัดสิน เราก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ ถามมา 6 ปีคำตอบก็เหมือนเดิม

เมื่อถามว่า อยากได้สส.บัญชีรายชื่อเท่าใด นายอนุทิน กล่าวว่า อยากได้ 500 แต่ถ้าทำได้เท่าไหร่ก็อีกเรื่องหนึ่ง อยู่ที่ประชาชน ความอยากก็อยากได้เยอะ แต่ความเป็นจริงเราต้องทำการบ้านของเราให้ดี เลือกคนให้ดีทำนโยบายให้ดี สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชน และประชาชนเป็นคนตัดสินใจผมก็สไตล์แบบนี้

เมื่อถามว่ามั่นใจ ใช่หรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยใหญ่ขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า ดูแล้วการเตรียมเลือกตั้งครั้งหน้า องค์ประกอบต่างๆ ไปในแนวโน้มที่พรรคจะใหญ่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอยู่ที่ประชาชนจะเลือกหรือไม่

ส่วนจุดขายของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น คือการทำงานตอบสนองคุณภาพชีวิต ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เน้นในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปิดกว้าง ให้มีที่ยืนในนานาชาติ ให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นที่มาท่องเที่ยว มาลงทุน สร้างรายได้ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสหลายด้าน

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรี ได้วางกลไกหลายอย่าง ถ้าได้กลับมาจะได้ทำต่อให้ดีขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ทำในสิ่งที่ พูดแล้วทำ ก็ยังไม่มีตรงไหนที่คั่งค้าง ส่วนจะเป็นพูดแล้วทำพลัสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะพลัสหรือไม่พลัสก็แล้วแต่

ส่วนความคาดหวัง สส.กทม. นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นพรรคการเมือง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเราส่งให้ครบทุกเขต ถ้าแพ้คนก็ยังหวังว่าจะได้พรรค ส่วนถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าภูมิใจไทยได้ที่ 2 จะชิงจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งคิดยาว ยังไม่ได้สมัคร สส. เลย

เมื่อถามว่าหลายคนวิเคราะห์ ให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 1 จะบอกได้หรือไม่ว่าทำไมประชาชนต้องเลือก นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่มีที่ประชาชนต้องเลือก แต่ถ้ามั่นใจว่าทำงานให้ได้ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นเรื่องที่ตนดีใจภูมิใจอยู่เงียบๆ ว่า การเข้ามาทำงานของตนทุกคน รู้วันมาและวันไปอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายข้าราชการประจำกองทัพ ฝ่ายภาคเอกชน องค์กรอิสระ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ได้รู้สึกว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากใคร การขับเคลื่อนประเทศแม้จะมีระยะเวลาเพียง 3-4 เดือน แต่ก็สามารถขับเคลื่อนประเทศ ไปได้มากพอสมควร ทั้งระยะยาวการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศเราทำด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายเป็นอย่างดี

ส่วนเสียงวิจารณ์ภูมิใจไทยชิงจังหวะสงคราม เกาะกระแสชาตินิยม สร้างคะแนนเสียงให้ตัวเอง นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า “ขออย่ามองโลกในแง่ร้าย ตนยังใจไม่ถึงพอที่จะเอาอธิปไตยของบ้านเมืองหรือเอาชีวิตของทหารของประชาชน มาแลกเพื่อให้ตัวเองได้คะแนนเสียงหรือได้ประโยชน์ คิดแบบนี้ไม่ถูก” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ไปพบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พูดคุยเรื่องเลือกตั้ง ได้คิดเผื่อกรณีหาก สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชายังไม่จบ หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการตัดสินใจเป็นเรื่องของ กกต.

เมื่อถามว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลครั้งหน้าปัญหาชายแดนจะจบอย่างสิ้นเชิงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็พยายามทำให้มันจบ โดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาบอกว่าหาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่เกิดปัญหา ชายแดนเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า ลองไปเปิดคอมเม้นดู

ส่วนความกังวลที่ขณะนี้ใกล้จะมีการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ตนกังวลเรื่องสถานการณ์ชายแดน และกังวลว่าจะทำอย่างไรให้หาดใหญ่ฟื้นฟู ตอนนี้คนกลับบ้านได้แล้ว แต่ภาคธุรกิจยังต้องฟื้นฟู ซึ่งเมื่อสักครู่ได้เร่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเรื่องของซอฟต์โลน เพื่อให้ประชาชนไปฟื้นฟู อย่างน้อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย หลังคาเรือนละ 100,000 บาท เป็นค่าซ่อมแซมบ้านเรือน และทรัพย์สินที่เสียหาย ต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ เพราะแค่ 9,000 บาท จากการเยียวยานั้นไม่เพียงพอ

ส่วนกรณีค่าเงินบาทแข็งตัวสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีครึ่ง ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้บอก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้หารือกับแบงก์ชาติ

เมื่อถามว่าการประชุมครม. วันนี้ เป็นการประชุมนัดแรกหลังการยุบสภา ได้กำชับอะไรในที่ประชุมบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กำชับให้ขยันทำงาน เรื่องหาเสียงก็ทำไป แต่ต้องไม่ใช้เวลาราชการ สภาพความเป็นรัฐมนตรีก็ยังมีอยู่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ดังนั้น ยังอยู่กันอีกหลายสัปดาห์ ในการบริหารราชการแผ่นดินต้องไม่ชะงัก และจะต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ใช่คิดถึงแต่เรื่องหาเสียง เพราะนั่นเป็นเรื่องของตัวเอง แต่ต้องคิดถึงบ้านเมืองและภาพรวมเป็นหลัก

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

อนุทินตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย คนเดียวจริงหรือ

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย เพียงคนเดียวที่ตอบรับในขณะนี้ ท่ามกลางกระแสการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง การประกาศนี้จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” เผยแคนดิเดตนายกฯ ภม.ตอบรับคนเดียวคือตนเอง บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงครามแลกคะแนนเสียง

จัดใหญ่! แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภาคทั่วไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมจัดงาน แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค 4 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย คาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 590 ล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนผู้ประกอบการและประชาชนในส่วนภูมิภาคให้สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และโอกาสทางการค้าอย่างเท่าเทียมกัน สอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)

ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึง มีนาคม 2569 กรมฯ เตรียมจัดกิจกรรม แฟรนไชส์ Roadshow จำนวน 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค โดยจะคัดเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน DBD Franchise Standard 2025 เข้าร่วมโรดโชว์ ซึ่งประกอบด้วย:

  • ครั้งที่ 1: วันที่ 19-22 ธันวาคม 2568 ณ เซ็นทรัลศรีราชา
  • ครั้งที่ 2: วันที่ 15-18 มกราคม 2569 ณ เซ็นทรัลเชียงใหม่ เฟสติวัล
  • ครั้งที่ 3: วันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เซ็นทรัลภูเก็ต เฟสติวัล
  • ครั้งที่ 4: วันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัลอุดรธานี

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงได้พบปะกับเจ้าของแฟรนไชส์โดยตรงเพื่อเจรจาธุรกิจ และเรียนรู้ข้อมูลธุรกิจอย่างครบวงจร นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตนเองด้วยระบบที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค โอกาสทองของผู้ประกอบการ SMEs

ไฮไลท์สำคัญของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้คือ บูธแสดงแฟรนไชส์ไทยกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมหลากหลายประเภทธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม บริการ การศึกษา และธุรกิจค้าปลีก นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเป็นเวทีในการขยายธุรกิจ พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อเปิดรับและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สถาบันการเงินต่างๆ ก็จะมาร่วมออกบูธเพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินทุน พร้อมเงื่อนไขพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจ

กิจกรรม แฟรนไชส์ Roadshow ทั้ง 4 ครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพิ่มทางเลือกในการเริ่มต้นธุรกิจที่มีระบบบริหารจัดการที่ได้รับการรับรอง รวมถึงเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 10,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตลอดการจัดกิจกรรมได้ไม่ต่ำกว่า 590 ล้านบาท

ทำไมต้องไปงาน แฟรนไชส์ Roadshow?

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “การกระจายโอกาสการเข้าถึงแฟรนไชส์ถือเป็นภารกิจสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการผลักดันการสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก การจัดกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยขยายตลาดได้อย่างกว้างขวางขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพ กระจายรายได้ และเพิ่มความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกรมฯ ในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน”

สำหรับผู้ที่กำลังว่างงานหรือผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ขอเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรม แฟรนไชส์ Roadshow ทั้ง 4 ครั้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเอง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : [email protected]

ปัจจุบัน มีธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 1,253 ราย แบ่งเป็น อาหาร 556 ราย (คิดเป็นร้อยละ 44) เครื่องดื่ม 165 ราย (คิดเป็นร้อยละ 13) การศึกษา 70 ราย (คิดเป็นร้อยละ 6) บริการ 200 ราย (คิดเป็นร้อยละ 16) ค้าปลีก 177 ราย (คิดเป็นร้อยละ 14) ความงามและสปา 85 ราย (คิดเป็นร้อยละ 7) หากคุณกำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจ การเข้าร่วมงานนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ที่มา – เตรียมจัดใหญ่ แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs