วัน: 16 ธันวาคม 2025

ตรวจหวย 16 ธันวาคม 2568 ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล

มาแล้ว! เช็กผลสลากฯ อัปเดตล่าสุดจากกองสลาก “ตรวจหวย 16 ธันวาคม 2568” ตรวจลอตเตอรี่ รางวัลที่ 1 รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลเลขหน้า 3 ตัว เลขท้าย 3 ตัว และรางวัลอื่นๆ กันได้เลย สำหรับใครที่ซื้อสลากฯ งวดวันที่ 16 ธันวาคม 2568 และรอลุ้นว่าวันนี้สลากฯ จะออกเลขเด็ด เลขดังอะไรบ้าง สามารถติดตามอัปเดตเลขผลรางวัลที่ออก และ “ตรวจหวย 16 ธันวาคม 2568” รวดเร็วก่อนใครได้ที่นี่!

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ธันวาคม 2568

“ลอตเตอรี่รางวัลที่ 1”
งวดประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2568 รางวัลละ 6,000,000 บาท
XXXXXX

รางวัลเลขหน้า 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX

รางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX

รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท
XXXXXX

รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 2 จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 3 จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 4 จำนวน 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 5 จำนวน 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   

ช่องทางง่ายๆ ในการ ตรวจหวย 16 ธันวาคม 2568

นอกจากจะตรวจผลรางวัลได้ที่นี่แล้ว ยังมีช่องทางอื่นๆ อีกมากมายที่ให้คุณสามารถ ตรวจหวย 16 ธันวาคม 2568 ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ต่างๆ ของกองสลากฯ เอง รวมถึงสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่มีการอัปเดตผลรางวัลอย่างรวดเร็ว อย่าลืมตรวจสอบสลากฯ ของคุณให้ดี ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการ ตรวจหวย 16 ธันวาคม 2568 นี้นะคะ

การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นเรื่องที่น่าติดตามและตื่นเต้นเสมอ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการเล่นอย่างมีสติ และไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อนนะคะ

ที่มา – ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวย 16 ธันวาคม 2568 งวดล่าสุด ตรวจรางวัลที่นี่

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามอง หลังมีการประชุมเพื่อหามาตรการควบคุมการขนส่งน้ำมันและยุทธปัจจัยทางทะเล ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในกัมพูชา ซึ่งที่ประชุมได้เร่งหาแนวทางให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เปิดเผยผลการประชุม สมช. ว่า ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการประสานงานเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในกัมพูชาประมาณ 3,000-4,000 คน โดยจะมีการเช่าเหมาลำเครื่องบินพาณิชย์เพื่อรับคนไทยกลับประเทศโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเตรียมเงินเยียวยาเพิ่มเติมให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา

สำหรับประเด็นสำคัญคือ มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา นั้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการควบคุมการขนส่งน้ำมันและยุทธปัจจัยทางทะเล โดยจะมีการแจ้งเตือนเรือไทยที่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ตรวจสอบเรือไทยที่ขนส่งสินค้า และควบคุมสินค้าที่จะส่งไปยังกัมพูชา โดยยึดตามพระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2524 เป็นกรอบในการดำเนินการ

ปลัดพลังงานยืนยัน รถน้ำมันช่องเม็กส่งลาว ไม่ได้ส่งต่อไปกัมพูชา

ในส่วนของประเด็นรถบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างอยู่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบแล้วและขอยืนยันว่าไม่มีการส่งออกน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางเรือ โดยได้รับการยืนยันจากผู้ค้าน้ำมัน กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กรณีที่ด่านช่องเม็กเป็นการส่งน้ำมันจากไทยไป สสป.ลาว ปริมาณน้ำมันโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นปริมาณที่ปกติ อยู่ที่เดือนละประมาณ 100 ล้านลิตร แต่หากดูเป็นวัน การขนส่งแต่ละวันก็อาจแตกต่างกันไป เฉลี่ยต่อวันประมาณ 20 คันที่ผ่านด่านช่องเม็ก” นายประเสริฐ กล่าว

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงพลังงานยังระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน เป็นช่วงหน้าร้อนที่ลาวใช้น้ำมันเยอะกว่าปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี โดยน้ำมันที่นำเข้าไปส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดีเซลที่ใช้ในกิจการเหมืองต่างๆ ในลาวตอนใต้ และยืนยันว่าผู้ที่ใช้เป็นลาว ไม่ได้ส่งต่อให้กับกัมพูชา

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่าน้ำมันที่ส่งไปยังลาวไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังกัมพูชา แต่ทางกระทรวงพลังงานก็กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหากลไกที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่าน้ำมันที่ส่งไปนั้นถูกใช้อย่างถูกต้องในประเทศลาวจริงๆ เนื่องจากประเทศลาวได้แจ้งว่ากำลังประสบปัญหาเนื่องจากการขาดแคลนน้ำมันที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเข้ามาการันตีเรื่องนี้ นายประเสริฐตอบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของลาวได้มีหนังสือแจ้งมายังกระทรวงพลังงานแล้วว่า น้ำมันที่ส่งไปเป็นการพัฒนาประเทศลาว และจะมีการหารือถึงกลไกการยืนยันที่กระทรวงพลังงานในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้ซื้อน้ำมันจากไทย แต่ซื้อจากเวียดนาม จีน และสิงคโปร์

ต่อข้อซักถามเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่ามีบริษัทเอกชนรายใหญ่ส่งน้ำมันไปกัมพูชานั้น ปลัดกระทรวงพลังงานยืนยันว่า “เราไม่มีการส่งน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา การที่จะส่งต้องผ่านทางศุลกากร และหากส่งทางเรือก็ต้องผ่านกรมเจ้าท่า ทางผู้ขายเองก็ต้องรายงานว่าผลิตน้ำมันแล้วส่งไปไหน ซึ่งเราดูแล้วก็ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ ฉะนั้นอาจต้องระวังข่าวปลอมนิดหนึ่ง”

สรุปแล้ว มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา เป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ โดยมีการควบคุมการขนส่งสินค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในภูมิภาค ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็พยายามที่จะช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการตรวจสอบข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวปลอม

ที่มา – มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา ปลัดพลังงาน ยันรถน้ำมันช่องเม็กส่งลาว ไม่มีไปต่อ

กล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” ชู “ธรรมนัส” นายกฯ

พรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” ในช่วงบ่ายวันนี้ พร้อมชู “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง สร้างความฮือฮาในวงการการเมือง

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมนำอดีต สส. และสมาชิกในกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมในวันนี้ โดยกล่าวว่า “ยอมรับว่ากลุ่มนายเฉลิมชัยจะมาสมัครวันนี้ ส่วนจะมากี่คนนั้นขอให้รอดูเที่ยงวันนี้ ซึ่งเราเชิญทุกพรรค โดยวันนี้จะเป็นการเปิดแค่กลุ่มของนายเฉลิมชัยก่อน”

การได้กลุ่มของนายเฉลิมชัยมาร่วมงาน จะส่งผลให้พรรคกล้าธรรมมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้ นางนฤมลกล่าวว่า “แน่นอน รวมถึงภาคอื่นด้วย ซึ่งตอนนี้จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และจะมีการทยอยเปิดตัวไป และเมื่อ กกต. เปิดรับสมัครแล้วก็คงจะมีความชัดเจนขึ้น” การขยายฐานเสียงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคกล้าธรรมในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคกล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” ชู “ธรรมนัส” นายกฯ

เมื่อถามถึงเป้าหมายจำนวน สส. ที่คาดว่าจะได้รับเพิ่มขึ้นหลังจากการมีสมาชิกใหม่เข้ามา นางนฤมลตอบว่า “น่าจะอยู่ในลักษณะเดิม ตัวเลขใกล้เคียงกับครั้งที่แล้ว” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในฐานเสียงเดิมของพรรค และความคาดหวังที่จะรักษาจำนวนที่นั่ง สส. ไว้ได้

ในส่วนของการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม นางนฤมลกล่าวว่า “ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน” การเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกฯ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของ ร.อ.ธรรมนัส ที่จะนำพาพรรคกล้าธรรมไปสู่ความสำเร็จ

ร.อ.ธรรมนัส แคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่ง พรรคกล้าธรรม

นางนฤมลยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ตนเองจะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยว่า “ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน” และเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบทั้ง 3 คน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง นางนฤมลตอบว่า “คงไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ดูที่ความเหมาะสมมากกว่า” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ และการพิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เหมาะสม

การเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” เข้าพรรคกล้าธรรม และการเสนอชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการสร้างความน่าสนใจ และดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรม จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างไร และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การแข่งขันทางการเมืองกำลังเข้มข้นขึ้น และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด

พรรคกล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” และชู “ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกฯ เป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพรรคและประเทศชาติ

ความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมในการเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” และเสนอชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการขยายฐานเสียงและเพิ่มโอกาสในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของพรรคยังคงขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากประชาชนและการตอบรับนโยบายของพรรค

ที่มา – พรรคกล้าธรรม จ่อเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” บ่ายนี้ ชู “ร.อ.ธรรมนัส” แคนดิเดตนายกฯ

ภูมิใจไทย จ่อเปิดตัว สส.กทม. ไม่ตั้งเป้าแต่แพ้ไม่ได้

พรรคภูมิใจไทย จ่อเปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม. ครบ 33 เขต! ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง น.ส.ศุภมาศ อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเหรัญญิกและแกนนำ กทม. พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการคัดเลือกผู้สมัคร สส.กทม.

ภูมิใจไทย จ่อเปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม. ครบ 33 เขต ไม่ตั้งเป้าแต่แพ้ไม่ได้

โดยขณะนี้พรรคได้ดำเนินการคัดเลือกผู้สมัครไปแล้วกว่า 70% และคาดว่าจะสามารถเปิดตัวผู้สมัครครบทั้ง 33 เขต ได้ภายใน 1-2 วันนี้ ซึ่งจะมีการหารือเพิ่มเติมในรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะถึงวันที่ 27 ธันวาคมนี้

แม้ว่าพรรคจะยังไม่ได้มีการตั้งเป้าจำนวน สส. กทม. ที่จะได้รับในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ น.ส.ศุภมาศ ย้ำว่า “เมื่อทุกคนลงเลือกตั้งแล้วแพ้ไม่ได้” และภารกิจสำคัญคือการทำพื้นที่ทั่วประเทศให้ได้มากที่สุด เรื่องตัวเลขเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไป แต่ ณ ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่ง

การวางกลยุทธ์สำหรับ กทม.

สำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่ กทม. ซึ่งมักจะอิงกระแสมากกว่า น.ส.ศุภมาศ กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญจะอยู่ที่ผู้นำพรรคและองค์คาพยพทั้งหมดของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ที่ได้ประกาศไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีทีมเศรษฐกิจและทีมอื่นๆ ที่จะทยอยเปิดตัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ส่วนเรื่องกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้น น.ส.ศุภมาศ มองว่า พรรคไม่ได้คิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นกระแสบวกหรือลบ แต่ทุกอย่างทำด้วยความจริงใจและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดแถบชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยเกือบทั้งหมด พรรคจึงมีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องคะแนนเสียงเป็นหลัก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

นอกจากนี้ ความคืบหน้าเกี่ยวกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย น.ส.ศุภมาศ กล่าวว่า ภายใน 1-2 วันนี้ น่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ขอให้ผู้ใหญ่ของพรรคเป็นผู้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้

ทำไมต้องจับตา ภูมิใจไทย จ่อเปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม.

การเตรียมความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง สส.กทม. ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่น่าจับตามอง เพราะ กทม. ถือเป็นสนามเลือกตั้งที่มีความสำคัญและมีการแข่งขันสูง การที่พรรคภูมิใจไทยเร่งดำเนินการคัดเลือกและเตรียมเปิดตัวผู้สมัครอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการช่วงชิงคะแนนเสียงในพื้นที่ กทม.

  • การคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณภาพ ทั้งอดีต สส. อดีตรัฐมนตรี และคนรุ่นใหม่
  • การวางกลยุทธ์ที่เน้นผู้นำพรรคและองค์คาพยพทั้งหมด รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจ
  • การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างจริงใจ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องคะแนนเสียงเป็นหลัก

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่น่าสนใจและอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งในพื้นที่ กทม. ได้ในอนาคต การติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่สนใจการเมืองไทย

ดังนั้น การที่พรรคภูมิใจไทย จ่อเปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม. ครบ 33 เขต โดยที่ยัง “ไม่ตั้งเป้าตัวเลขแต่แพ้ไม่ได้” สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความท้าทายที่พรรคกำลังเผชิญหน้าในการเลือกตั้งครั้งนี้ การที่พรรคให้ความสำคัญกับการทำงานในพื้นที่และการแก้ไขปัญหาของประชาชน อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ที่มา – ภูมิใจไทย จ่อเปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม. ครบ 33 เขต 1-2 วันนี้ ยังไม่ตั้งเป้าตัวเลข แต่แพ้ไม่ได้

ทภ.2 สรุป! รบ ไทย-กัมพูชา “ตาควาย-ช่องอานม้า”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปแนวรบชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะหนักพื้นที่ “ตาควาย-ช่องอานม้า” ไทยรุกคุมพื้นที่สำคัญ ลดศักยภาพ BM-21 ยันไทยคุมเกมรบ ขวัญกำลังพลยังดี

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์แนวรบชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 15 ธ.ค. ว่า กัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามายังฝ่ายไทย ตั้งแต่เวลา 02.13 น. – 22.00 น. โดยชายแดนด้านจังหวัดอุบลราชธานี แนวรบช่องบก สถานการณ์ส่วนใหญ่ปกติ ตลอดทั้งวัน มีเพียงการตรวจพบโดรนของฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะในช่วงเย็นและค่ำ ซึ่งฝ่ายเราใช้การลาดตระเวนทางอากาศและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไม่พบการปะทะขนาดใหญ่

แนวรบช่องอานม้า เป็นพื้นที่การรบเข้มข้นอีกจุดหนึ่ง ฝ่ายเราเปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้าตีและเคลียร์ที่หมาย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะด้วยปืนเล็กยาว / ปืนใหญ่ / ปืนทค. อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมที่หมายได้ตามแผน และวางกำลังเสริมความมั่นคง

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ แนวรบพื้นที่ซำแต-โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า มีการข่าวรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาอนุมัติให้ยิง RM-70 โดยเป้าหมายคือ ผามออีแดง สระตราว ตามาเรีย ภูมะเขือ

ฝ่ายเราได้ทำลายโรงจอดรถ 12 คัน ของกัมพูชา บริเวณแยกสวายจรุม ทำให้ไฟลุกไหม้และมีเสียงระเบิดดังหลายครั้ง นอกจากนี้ฝ่ายเราได้ใช้ F-16 ทิ้งระเบิด ที่ทำการกองพันสนับสนุน 371 (พัน.สสน.371) และยิงทำลายที่ทำการตำรวจตระเวนชายแดน 795 ของฝ่ายกัมพูชา (ทก.พัน.ตชด.795) ได้รับความเสียหาย 80%

แนวรบพื้นที่ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะเป็นระยะๆ ด้วยปืนเล็กยาวประปราย

แนวรบภูมะเขือ-โดนเอาว์ ไทยสามารถทำลายเสาสัญญาณของฝ่ายทหารกัมพูชา บริเวณช่องโดนเอาว์ และยังคงมีการปะทะด้วยปืนเล็กยาวประปราย ฝ่ายไทยใช้ปืนใหญ่ยิงต่อต้านปืนใหญ่กัมพูชาเป็นห้วงๆ

โดยช่วงเย็นไทยได้ตรวจพบโดรนจำนวนมากบินหลายพื้นที่ สะท้อนถึงความพยายามของกัมพูชาในการลาดตระเวนและกดดันทางอากาศ

แนวรบช่องสะงำ ไม่มีการสู้รบ สถานการณ์เฝ้าระวัง

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ แนวรบ ช่องจอม – ช่องเปรอ – ช่องระยะ ฝ่ายไทยดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก ใช้การยิงข่มและการยิงทำลายเป้าหมายสำคัญของ กพช. อย่างต่อเนื่อง เข้าควบคุมที่หมายในพื้นที่ช่องระยีได้สมบูรณ์ พร้อมเสริมความมั่นคงที่ตั้ง

ไทยมีการใช้โดรนทิ้งระเบิด และยิงปืนใหญ่ทำลายที่ตั้ง ทหารกัมพูชาและจุดต้องสงสัยหลายแห่ง โดยประเมินว่าฝ่ายตรงข้ามได้รับความเสียหายสูง

แนวรบพื้นที่คนา ฝ่ายไทยสามารถทำการยึดที่หมาย และควบคุมพื้นที่ พร้อมทั้งทำการเสริมความมั่นคง ได้แล้ว

แนวรบพื้นที่ตาควาย ทหารกัมพูชามีการยิงปืนกล และ BM-21 อย่างต่อเนื่องและหนาแน่น

นอกจากนี้ทหารกัมพูชา ยังได้ยิง BM-21 โจมตีพื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 และยิง BM-21 ใส่ฐานทหาร และทหารกัมพูชายังคงใช้โดรน FPV บินโจมตีฐานทหารและบริเวณปราสาทตาควายหลายครั้ง

ซึ่งฝ่ายไทยสามารถยึดที่หมายสำคัญ และควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมทำการเสริมความมั่นคงอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้มีข้อสังเกตสำคัญ คือ ทุกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามยิง BM-21 จะมีโดรน FPV บินติดตามเข้ามาหลายลำ แสดงถึงการประสานการยิงกับอากาศยานไร้คนขับอย่างเป็นระบบ

แนวรบช่องกร่าง ทั้งสองฝ่ายมีการยิงปืนใหญ่เป็นห้วงๆ มีกระสุน BM-21 ตกในพื้นที่ช่องกร่าง และพื้นที่ 255 นอกจากนี้ ทหารกัมพูชาได้ยิง BM-21 ขึ้นมาจากด้านทิศใต้ช่องกร่าง ลงพื้นที่ช่องเสม็ดและปราสาทตาเมือน ซึ่งฝ่ายไทยได้เข้ารุกยึดครองปราสาทตาควาย และสถาปนาความมั่นคง (แม้จะมีการยึดครอง แต่ปราสาทตาควาย ยังคงมีการสู้รบและถูกโจมตีอย่างหนักจากกัมพูชาด้วยอาวุธหนัก BM-21 อย่างต่อเนื่องและหนาแน่น)

แนวรบพื้นที่ตาเมือนธม ช่วงเช้ามืดตรวจพบความเคลื่อนไหวของรถยนต์ฝ่ายตรงข้ามและมีการใช้อาวุธวิถีโค้งยิงใส่ฝ่ายเรา ฝ่ายเราทำการยิงโต้ตอบจน กพช. หยุดยิง

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ แนวรบช่องสายตะกู ปรากฏมีการยิงตอบโต้กันด้วยปืน ค. และปืนเล็กยาว ประปราย มีการยิงตอบโต้ด้วยปืน ค. และปืนใหญ่ อย่างหนาแน่นเวลา

โดยสรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนมีลักษณะการปะทะเป็นช่วงๆ ในพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ตาควายและช่องอานม้า ฝ่ายตรงข้ามพึ่งพา จลก. BM-21, ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และโดรน FPV อย่างชัดเจน

ขณะที่ฝ่ายไทยเน้นการรุกเชิงระบบ ใช้ปืนใหญ่ และการเข้าตีภาคพื้น ใช้โดรนทิ้งระเบิด เพื่อทำลายที่ตั้งและโครงสร้างการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม

ผลการปฏิบัติภาพรวมถือว่า ฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่เป้าหมายสำคัญได้หลายจุด, ลดขีดความสามารถในการสั่งการและการยิงของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีนัยสำคัญ ขวัญกำลังพลโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี สถานการณ์ช่วงค่ำหลายพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังต้องเฝ้าระวังภัยจากโดรนและการยิงระยะไกลอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป

สรุปแนวรบ ไทย-กัมพูชา “ตาควาย-ช่องอานม้า” โดย ทภ.2

สถานการณ์ล่าสุดที่ ตาควาย-ช่องอานม้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ “ตาควาย-ช่องอานม้า” ที่มีการปะทะอย่างต่อเนื่อง การสรุปสถานการณ์จาก ทภ.2 ช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมและแนวโน้มในอนาคตได้ดีขึ้น

ที่มา – ทภ.2 สรุปแนวรบไทย-กัมพูชา ปะทะหนัก “ตาควาย-ช่องอานม้า” แฉ กัมพูชาอนุมัติยิง RM-70

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” โพสต์กระทบมั่นคง

อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “ธี โสวันทา” ถูกศาลพนมเปญฟ้องร้อง! เกิดอะไรขึ้น? มาเจาะลึกรายละเอียดคดีที่กำลังเป็นที่สนใจนี้กันค่ะ

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

“ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของกัมพูชา กำลังเผชิญกับข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ สืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของกองทัพ

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลเทศบาลกรุงพนมเปญได้รับคำฟ้องนางธี โสวันทา อินฟลูเอนเซอร์และบุคคลมีชื่อเสียงบนโซเชียลมีเดีย จากกรณีโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ติดตามจำนวนมากและจุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง

โดยนางโสวันทาโพสต์ข้อความระบุว่าทหารแนวหน้าหลายรายมีปัญหาสุขภาพรุนแรง อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคตับ-ไต โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสมเด็จฮุน เซน ตอบโต้ว่าประเทศชาติไม่มีเวลามาสั่งสอนเจ้าหน้าที่ที่ไร้วินัย ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองต้องการความเร่งด่วน พร้อมชี้ว่าโสวันทาโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สื่อของกัมพูชารายงานว่า นางโสวันทาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายความมั่นคงภายในเรียกสอบปากคำเมื่อวันที่ 10 และ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนถูกควบคุมตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลังจากโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนและการปะทะทางทหาร ซึ่งหน่วยงานรัฐระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ สร้างความโกลาหล กระทบความสงบเรียบร้อย และบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

ผลกระทบจากกรณีฟ้อง “ธี โสวันทา” ต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

คดีของธี โสวันทากลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสะท้อนถึงการควบคุมข้อมูลข่าวสารและบทบาทของโซเชียลมีเดียในช่วงที่ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง คำถามที่เกิดขึ้นคือขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ควรอยู่ที่จุดไหน และการแสดงความคิดเห็นใดบ้างที่ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ?

ทางด้านพลโทจวน นาริน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพนมเปญ เปิดเผยว่า คดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่เฉพาะด้าน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาได้ เนื่องจากเป็นอำนาจการพิจารณาของอัยการ

ทั้งนี้ นางธี โสวันทา เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการเมืองอารีย์กษัต จังหวัดกันดาล แต่ถูกปลดและขับออกจากพรรคประชาชนกัมพูชา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ตามคำสั่งของสมเด็จฮุน เซน หลังโพสต์ข้อความวิพากษ์การทำงานของกองทัพกัมพูชาตามแนวชายแดน.

  • สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การควบคุมข้อมูลข่าวสาร
  • บทบาทของโซเชียลมีเดีย
  • เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

คดีนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา และผลลัพธ์ที่ได้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้โซเชียลมีเดียและการแสดงความคิดเห็นในกัมพูชาในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ธี โสวันทา” เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงและความสงบสุขของสังคม

ที่มา – ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่จริง

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ออกมาเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวลือที่ว่า ทหารรับจ้างรัสเซียถูกกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าข่าวนี้ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา

ทางสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ เพื่อชี้แจงถึงประเด็นเรื่องที่มีสื่อบางสำนักรายงานข่าวว่า กัมพูชาได้ทำการว่าจ้างทหารรับจ้างชาวรัสเซียให้เข้าร่วมในการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยข้อความในโพสต์ระบุว่า:

“สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้รับทราบถึงรายงานข่าวที่เผยแพร่ในสื่อไทยบางแห่ง เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของพลเมืองรัสเซีย ในฐานะทหารรับจ้างที่ถูกฝ่ายกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา”

สถานทูตรัสเซียเน้นย้ำว่า “ขอชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และมีแนวโน้มว่าจะถูกสร้างขึ้นจากแหล่งข้อมูลนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนสิทธิของพลเมืองชาวรัสเซียที่พำนักอยู่ในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจ และเป็นการสร้างความเสียหายต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างประเทศรัสเซียและไทย”

ทางสถานทูตยังได้อ้างอิงถึงจุดยืนของกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียที่มีต่อประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้มีการชี้แจงผ่านแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 โดยโฆษกกระทรวงฯ ระบุว่า:

“รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและร่วมมือกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา เราเพียงแต่ยืนยันและสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทนี้ด้วยวิธีการอย่างสันติเท่านั้น”

ประเด็นสำคัญ: สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา

การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างแข็งขันของสถานทูตรัสเซียในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา รวมถึงปกป้องชื่อเสียงของประเทศรัสเซียและพลเมืองรัสเซียที่อยู่ในประเทศไทย

ข่าวลือเรื่อง สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคค่อนข้างละเอียดอ่อน การที่สถานทูตรัสเซียออกมาแสดงความชัดเจนอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการยืนยันอาจนำไปสู่ความตึงเครียดและความเข้าใจผิดระหว่างประเทศได้ ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องทหารรับจ้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและผิดกฎหมายในหลายประเทศ การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ทางสถานทูตรัสเซียได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเจตนาของผู้ที่ปล่อยข่าวลือนี้ โดยเชื่อว่ามีเป้าหมายที่จะทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัสเซียและไทย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อพลเมืองรัสเซียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

โดยรวมแล้ว การออกมาสถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ในครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญและมีความจำเป็น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของพลเมืองรัสเซียอีกด้วย

การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างรวดเร็วและชัดเจนของสถานทูตรัสเซีย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับหน่วยงานอื่นๆ

การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ต่อเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในสังคม

สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา เป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและทันเวลาในการจัดการกับข่าวลือและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

สมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี: ใครลงแข่งบ้าง?

การสมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี คึกคักตั้งแต่เริ่ม! การแข่งขันครั้งนี้เป็นการท้าทายระหว่างบ้านเล็กพากเพียรศิลป์กับบ้านใหญ่วิลาวัลย์ โดยมี “เกียรติกร” อดีต สส. และ “รองอุ๊ กฤษฎิ์” ลงสนามชิงชัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรับสมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) จัดขึ้นเพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจาก น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมณ นายก อบจ. พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุถือหุ้นสื่อ ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรีจึงกำหนดวันรับสมัครระหว่างวันที่ 15-19 ธันวาคม 2568 และกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 25 มกราคม 2569

เมื่อวานนี้ (15 ธ.ค.) ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี มีผู้สมัครเดินทางมาลงทะเบียนก่อนเวลา 08.30 น. จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ซึ่งมาถึงในเวลา 07.43 น. และนายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ ที่เดินทางมาถึงในเวลา 07.55 น. เนื่องจากผู้สมัครทั้งสองรายมาถึงในเวลาใกล้เคียงกัน คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรีจึงให้ทั้งคู่ตกลงกันว่าจะเลือกหมายเลขด้วยตนเองหรือจะใช้วิธีจับสลาก ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันที่จะใช้วิธีจับสลาก โดยนายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ เป็นผู้จับสลากก่อน ได้หมายเลข 2 ส่วนนายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ได้หมายเลข 1

ภายหลังจากการลงทะเบียนสมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี เสร็จสิ้น กลุ่มกองเชียร์ได้นำดอกไม้และพวงมาลัยไปมอบให้กับนายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ ในขณะที่นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ เดินทางขึ้นรถพร้อมภรรยา โดยไม่มีกองเชียร์เดินทางมาให้กำลังใจแต่อย่างใด คาดการณ์ว่าในการสมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี ครั้งนี้ จะมีผู้สมัครเพิ่มเติมอีกประมาณ 2-3 ราย

นายเกียรติกร หรือ “สส.หรั่ง” พากเพียรศิลป์ เคยดำรงตำแหน่งอดีต สส.ปราจีนบุรี สังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย (ในการเลือกตั้งใหม่เนื่องจากนายสุนทร วิลาวัลย์ ถูกตัดสินให้เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ) ต่อมาย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2551 ก่อนหน้าที่จะเป็น ส.ส. เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัดปราจีนบุรี (ส.อบจ.) และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) ในส่วนของนายกฤษฎิ์ หรือ “รองอุ๊” กษมพันธุ์ เคยดำรงตำแหน่งอดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี ในสมัยที่นายสุนทร วิลาวัลย์ ดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ปราจีนบุรี สำเร็จการศึกษาจากเตรียมทหารรุ่นที่ 35 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 51

สมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี

จับตาศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.ปราจีนบุรี: ใครจะเป็นผู้ชนะ?

การเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรีครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันที่น่าจับตามอง ด้วยผู้สมัครที่มีประสบการณ์และฐานเสียงที่แตกต่างกัน การตัดสินใจของประชาชนจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครจะได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาบริหารและพัฒนาจังหวัดปราจีนบุรีต่อไป

การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเลือกตั้ง แต่เป็นการกำหนดทิศทางและอนาคตของจังหวัดปราจีนบุรี การมีส่วนร่วมของประชาชนในการลงคะแนนเสียงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ผู้แทนที่สามารถตอบสนองความต้องการและพัฒนาจังหวัดได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 25 มกราคม 2569! เสียงของคุณมีความหมาย

ที่มา – สมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี เกียรติกร อดีต สส.-รองอุ๊ ลงสู้ศึก

“ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำเคียงข้างแม่

“ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หลังถูกแจ้งความฐานไม่ดำเนินการปมแม่โพสต์ทะเบียนราษฎรคู่กรณี ตรวจสอบแล้วไม่เข้าข่ายผิด 157 หากไม่ใช่เกมการเมืองก็น่าเห็นใจ ย้ำเคียงข้าง แต่ไม่มีเข้าข้าง

เมื่อเวลา 08.27 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงเรื่องถูกแจ้งความดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีที่ นางกรุณา ชิดชอบ มารดา นำทะเบียนราษฎรของบุคคลอื่นมาเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ว่า กรณีดังกล่าวถ้าไม่ใช่เกมการเมือง ก็เห็นใจผู้ที่ร้องเรียน ตอนแรกก็คิดว่ามีความผิดเหมือนกัน แต่ภายหลังทราบว่าเรื่องนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 157 ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ชี้แจงในข้อกฎหมายแล้ว จึงยืนยันว่าได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และตนเองไม่ได้เข้าข้างแน่นอน

“พอมีเรื่องของการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าใครก็ตามไม่มีทางจะเข้าข้าง วันนั้นถึงได้มีการแนะนำและให้สัมภาษณ์ไปด้วยว่า พอมีการตรวจสอบแล้วก็ไม่เข้าข่าย PDPA จริงๆ แต่อาจจะต้องดำเนินการในเรื่องของหมิ่นประมาท ดังนั้นแม้จะยืนเคียงข้างแม่ แต่ก็ไม่มีทางเข้าข้าง ถ้าเป็นเรื่องการกระทำผิดทางกฎหมาย”

ส่วนคำถามว่ามองอย่างไรที่มีการแจ้งความในช่วงใกล้เลือกตั้ง นายไชยชนก ย้ำว่า อย่างที่บอกถ้าไม่ใช่เกมการเมืองก็น่าเห็นใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะสุดท้ายแล้วหากเป็นเกมการเมืองก็คงได้รับกรรมอยู่ดี เพราะตนเองดำเนินการทุกอย่างเรื่องสแกมเมอร์ และไม่มีทางจะหยุดในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน นายไชยชนก ยังเปิดเผยด้วยว่า เรื่องนี้ได้คุยกับแม่แล้ว ท่านก็เป็นห่วงและรู้สึกผิด มีความกังวลว่าจะกระทบกับตนเองและกระแสหรือไม่ แต่ก็ยืนยันไปว่าดำเนินการทุกอย่างเต็มที่แล้ว ผิดก็ว่ากันตามผิด ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และได้บอกกับแม่ว่าไม่ต้องคิดมาก.

“ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำเคียงข้างแม่ แต่ไม่เข้าข้าง

จุดยืนของไชยชนก: ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

จากกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ ถูกแจ้งความดำเนินคดี ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับหลักการ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกครองบ้านเมือง เพราะเป็นการรับประกันว่าทุกคน ไม่ว่าจะมีสถานะทางสังคมอย่างไร จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันจึงเป็นรากฐานของความยุติธรรมและความสงบสุขในสังคม

กรณีของนายไชยชนก สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการบังคับใช้กฎหมายในบางครั้ง การตีความกฎหมาย และการพิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกแยะระหว่างเรื่องส่วนตัวและหน้าที่สาธารณะ แม้ว่านายไชยชนก จะมีความผูกพันทางสายเลือดกับผู้ถูกกล่าวหา แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นในหลักการของกฎหมาย และพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

การที่นายไชยชนก ยืนยันว่า “ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการปกครองด้วยกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การที่เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงใกล้เลือกตั้ง ก็อาจทำให้เกิดข้อสังเกตและคำถามต่างๆ เกี่ยวกับแรงจูงใจทางการเมือง นายไชยชนก เองก็ตระหนักถึงประเด็นนี้ และได้แสดงความเห็นว่า หากไม่ใช่เกมการเมือง ก็น่าเห็นใจผู้ที่ร้องเรียน

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ หลักการ “ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ยังคงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและสงบสุข

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้สังคมโดยรวมมีความสงบสุขและเจริญก้าวหน้า

ที่มา – “ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำเคียงข้างแม่ แต่ไม่เข้าข้าง