วัน: 22 ธันวาคม 2025

“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา

“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” ต้องจัดการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้เด็ดขาด ก่อนเรียกร้องให้ไทยหยุดยิง ย้ำปัญหายังไม่จบ สันติภาพเกิดไม่ได้

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประเทศไทยและกัมพูชา หยุดยิง ถอนกำลังอาวุธ และเจรจาร่วมกัน ว่า ขอเรียกร้องกลับไปยังสหรัฐอเมริกา โดย ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ควรทบทวนบทบาทของตนเอง และเร่งเข้ามาจัดการกับปัญหาสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกและประเทศไทย นั่นคือ ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศกัมพูชา

ปัจจุบันภัยจากสแกมเมอร์ถือเป็นปัญหาระดับนานาชาติ ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก ทั้งในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งหากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็ไม่อาจนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริงระหว่างไทยและกัมพูชาได้

“ถ้าวันนี้เรื่องสแกมเมอร์ยังไม่จบ ไม่มีทางเกิดสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาได้หรอกครับ” นายชัยวุฒิ กล่าว

“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา

จากกรณีที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ออกมาเรียกร้องให้ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เร่งจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชานั้น ได้จุดประเด็นสำคัญที่เกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเดือดร้อนของประชาชนชาวไทยจำนวนมาก ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงทางสังคมโดยรวม การที่นายชัยวุฒิออกมาเรียกร้องเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาและต้องการให้มีการแก้ไขอย่างจริงจังในระดับนานาชาติ

ทำไมต้องจัดการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา?

การที่นายชัยวุฒิเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา มีเหตุผลสำคัญหลายประการ:

  • ผลกระทบต่อประชาชน: แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้หลอกลวงประชาชนจำนวนมาก ทำให้สูญเสียเงินทองและทรัพย์สิน
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ: การหลอกลวงทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
  • ความมั่นคงทางสังคม: การหลอกลวงบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและความสงบสุขในสังคม

การเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ขยายอิทธิพลและสร้างความเสียหายต่อไปในอนาคต

การแก้ไขปัญหา“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา จึงไม่ใช่เพียงแค่การปราบปรามอาชญากรรม แต่เป็นการสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ การที่นายชัยวุฒิออกมาเรียกร้องเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน

นอกจากนี้ การที่นายชัยวุฒิเชื่อมโยงประเด็นนี้กับการหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความเกี่ยวพันระหว่างประเด็นต่างๆ การแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ “ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความตระหนักและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป

นี่คือข้อเรียกร้องที่สำคัญที่ต้องได้รับการพิจารณาและดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและเพื่อความมั่นคงของประเทศ“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชาอย่างเด็ดขาด อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบต่อประเทศไทย

ที่มา – “ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้เด็ดขาด ก่อนเรียกร้องให้ไทยหยุดยิง

สรุป! แนวรบชายแดนสระแก้ว กัมพูชายิง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์แนวรบชายแดนสระแก้ว โดยมีการปะทะกันเพื่อเข้า “ยึดครอง” พื้นที่สำคัญ 3 แห่ง และพบว่า “กัมพูชา” ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด นี่คือสรุปสถานการณ์ล่าสุด

สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว “กัมพูชา” ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว พบว่ากองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาต่อเนื่องเป็นวันที่ 15 โดยมีการรบปะทะกันเพื่อยึดครองพื้นที่ใน 3 บริเวณหลัก:

สถานการณ์ 3 พื้นที่หลัก สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชาได้เสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นและใช้อาวุธหนัก เช่น ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, ปืนเล็ก, ยานรบ และที่สำคัญคือ BM-21 ระดมยิงตอบโต้มายังฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่องกว่า 120 นัด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: เช่นเดียวกับพื้นที่แรก ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นและใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, ปืนเล็ก และ BM-21 ระดมยิงตอบโต้มายังฝ่ายไทย กว่า 60 นัด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่น และมีการใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนเล็กตอบโต้เข้ามายังพื้นที่ฝ่ายไทย

ในวันเดียวกัน กองทัพอากาศไทย โดยเครื่องบิน F16 ได้ปฏิบัติการโจมตีที่หมายทางทหารจำนวน 2 แห่ง ในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบ้านคลองแผงและตรงข้ามบ้านหนองจาน เพื่อตอบโต้การระดมยิง

นอกจากนี้ กกล.บูรพาได้ปฏิบัติการต่อที่หมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่บริเวณฝั่งปอยเปต ตรงข้าม ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ โดยพิสูจน์ทราบว่าเป็นอาคารของเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาใช้เป็นที่ตั้งพลซุ่มยิงและติดตั้งระบบแอนตี้โดรน

รายงานยังระบุถึงการสูญเสียกำลังพล 1 นาย จากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา คือ ส.อ.กัมปนาท ทองแสง สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วจำนวน 4 อำเภอ ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ประกาศให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย โดยปัจจุบันได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้บริการจำนวน 40 ศูนย์ มีประชาชนรวม 17,441 คน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การสรุปแนวรบชายแดนสระแก้วครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความซับซ้อนของสถานการณ์ที่ยังคงดำเนินต่อไป

การที่กัมพูชา ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำสงคราม และความตั้งใจที่จะยึดครองพื้นที่ การตอบโต้ของกองทัพไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประชาชน

ที่มา – กองทัพภาค 1 สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว “กัมพูชา” ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด

นายกฯ เปิดงาน OTOP City 2025 หนุนสินค้าไทย

นายกฯ เปิดงาน “OTOP City 2025” หนุนสินค้าไทย สร้างรายได้ชุมชน – 7 จังหวัดได้รับผลกระทบชายแดน ย้ำ OTOP เปรียบดั่งแบรนด์สินค้าไทยแสดงศักยภาพให้ทั่วโลกประจักษ์

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP CITY 2025” โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะทูตานุทูต คณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน เข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้รับชมการแสดงชุดพิเศษ “OTOP.…Happiness Festival” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเทศกาลแห่งการให้และการแบ่งปันในช่วงปีใหม่ ผ่านสีสัน เสียงดนตรี และการแสดงร่วมสมัย ผสานการแสดงจากวงโยธวาทิตจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที สร้างความประทับใจและปลุกพลังแห่งความสุข

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า เป็นเวลาหลายปีติดต่อกันที่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกับงาน OTOP ทั้งในฐานะผู้เปิดงาน หรือแม้แต่ในฐานะลูกค้า โดยของประดับที่บ้านถือเป็นที่เชิดหน้าชูตา เมื่อผู้มาเยือนต่างถามว่าได้มาจากที่ใด ซึ่งของต่างๆ ล้วนมาจากงาน OTOP ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มามีส่วนร่วมในงาน “OTOP CITY 2025” ในวันนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์มาตลอด เนื่องจากสินค้า OTOP ในปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นเสมือนแบรนด์หลักแบรนด์หนึ่งของประเทศไทยแล้ว แค่เพียงเอ่ยคำว่า “OTOP” ผู้คนจะนึกถึงความเป็นไทย คุณภาพ ความประณีต และรายละเอียดที่ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต จนก่อให้เกิดความประทับใจ ซึ่งคุณค่าดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเครื่องประดับ เสื้อผ้า หรือชิ้นงานเชิงศิลปะเท่านั้น หากแต่สะท้อนอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ที่คนไทยสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แบรนด์ OTOP

เมื่อแบรนด์ได้รับการยอมรับและติดตลาดแล้ว ความท้าทายที่สำคัญต่อไปคือการรักษาคุณภาพ การคงไว้ซึ่งความประทับใจของผู้บริโภค และท้ายที่สุดคือการสร้างความแปลกใหม่ ความน่าสนใจ หรือเรื่องราวใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกตื่นเต้นและติดตามผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์สำคัญของการเป็น “แชมเปียน” และเป็นความท้าทายของการรักษาความเป็นผู้นำ ซึ่งเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนสินค้า OTOP คือ การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนสมาชิกในชุมชน อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ ถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไทย ทั้งนี้ ขอให้กรมการพัฒนาชุมชน และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตระหนักถึงความท้าทายของการรักษาแชมป์ไว้ เราจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คิดโจทย์ใหม่อยู่ตลอดเวลา และไม่ย่ำอยู่กับที่ จึงจะสามารถรักษาความเป็นแชมป์ของสินค้า OTOP ไทยไว้ได้อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยและความตึงเครียดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ หรือสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เรายังมีงาน OTOP City ซึ่งถือเป็นพื้นที่แห่งการผ่อนคลาย เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ออกมาร่วมกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน

“การซื้อสินค้า OTOP ไม่ได้เป็นเพียงการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง เป็นการช่วยอุดหนุนสินค้าของประชาชนจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และสระแก้ว โดยทั้ง 7 จังหวัดนี้ ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ดังนั้น การจัดงาน OTOP City ในวันนี้ จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดพื้นที่พิเศษให้กับผู้ผลิตจากจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ดังนั้น ขอเชิญชวนทุกคนใช้โอกาสนี้ ร่วมกันแสดงพลังน้ำใจ ช่วยเหลือประชาชนของเราด้วยกัน เพราะแทบไม่มีโอกาสใดที่จะสามารถรวบรวมสินค้าคุณภาพจากทั่วประเทศมาให้ทุกคนได้เลือกชม เลือกซื้อ และนำไปใช้ประโยชน์

เนื่องจากสัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี จึงขอใช้โอกาสอันเป็นมงคลนี้ อวยพรปีใหม่ล่วงหน้าให้ปีพุทธศักราช 2569 ที่กำลังจะมาถึง เป็นปีที่ดีที่สุดของคนไทยทุกคน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย และมีความผาสุกโดยทั่วหน้ากัน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด นายกรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต และคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมบูธส่วนจัดแสดงของหน่วยงานภาคี พร้อมพูดคุยกับผู้ผลิตผู้ประกอบการที่นำสินค้ามาแสดงและจำหน่าย ก่อนจะเดินทางกลับ

นายกฯ เปิดงาน OTOP City 2025

งาน OTOP City 2025 เป็นงานที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะถือเป็นโอกาสในการสนับสนุนสินค้าไทย และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ การจัดงาน OTOP City 2025 ไม่ได้เป็นเพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ต่างๆ อีกด้วย

ทำไมต้องสนับสนุนงาน OTOP City 2025?

  • เป็นการสนับสนุนสินค้าไทย คุณภาพดี มีเอกลักษณ์
  • เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนต่างๆ
  • เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย
  • เป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาไทย
  • เป็นการให้กำลังใจเพื่อนร่วมชาติ

งาน OTOP City 2025 จึงเป็นงานที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการสนับสนุนสินค้าไทย และช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายอีกด้วย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสินค้าไทย ในงาน OTOP City 2025 กันนะคะ

ที่มา – นายกฯ เปิดงาน “OTOP City 2025” ชวนคนไทยรวมพลังอุดหนุนสินค้าช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ

ทหารพรานปะทะแก๊งค้ายาบ้า วิสามัญดับ 3 พบยา 5 แสนเม็ด

เกิดเหตุทหารพรานปะทะแก๊งค้ายาบ้าในป่าลึกที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ส่งผลให้วิสามัญผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 3 ราย และบางส่วนสามารถหลบหนีไปได้ จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ พบเป้บรรจุยาบ้าจำนวนมหาศาลถึง 5 แสนเม็ด เจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัยจากเหตุการณ์นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปะทะเกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่และขบวนการลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งนำไปสู่การวิสามัญคนร้าย 3 ราย พร้อมของกลางเป็นยาบ้า 500,000 เม็ด

เหตุการณ์ครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่กองบังคับการควบคุมทหารพราน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 กองกำลังผาเมือง ได้รับรายงานจากแหล่งข่าวว่า จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบ หน่วยงานจึงได้จัดชุดปฏิบัติการเพื่อทำการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างเข้มงวด บริเวณเส้นทางบ้านนามะอิ้น ตำบลแม่อาย อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวน 5-8 คน สะพายกระเป๋าเป้ดัดแปลงไว้ด้านหลัง เดินอยู่ในป่าแนวชายแดน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มชายดังกล่าวกลับใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดการปะทะกันขึ้นเป็นเวลานานประมาณ 5 นาที หลังสิ้นเสียงปืน เจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย และได้วางกำลังควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งจัดกำลังเพิ่มเติมเพื่อรักษาความปลอดภัย เนื่องจากทัศนวิสัยในเวลากลางคืนค่อนข้างจำกัด

ต่อมาในเวลา 07.30 น. กองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการสนับสนุน ร่วมกับกองร้อยเคลื่อนที่เร็วกองกำลังผาเมือง จำนวน 2 ชุด เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด ผลการตรวจสอบพบศพผู้เสียชีวิต 3 ราย และยังตรวจพบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมทั้งสิ้น 500,000 เม็ด นอกจากนี้ยังพบอาวุธปืนยาวไทยประดิษฐ์ (ปืนแก๊ป) พร้อมเครื่องกระสุนจำนวน 1 กระบอก และปลอกกระสุนปืน ขนาด 7.62 มม. จำนวน 6 ปลอก

ในเวลา 10.30 น. พลตรีสาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการ กองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้ พันเอก มีชัย นิลศาสตร์ รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เป็นผู้แทน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารพราน ฝ่ายปกครองอำเภอแม่อาย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบของกลางและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

ทหารพรานปะทะแก๊งค้ายาบ้าที่เชียงใหม่

สถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เหตุการณ์ทหารพรานปะทะแก๊งค้ายาบ้าในครั้งนี้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

มาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในการลาดตระเวน การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการตรวจจับยาเสพติด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโทษของยาเสพติด

  • การลาดตระเวน: เพิ่มความถี่และความเข้มข้นในการลาดตระเวนตามแนวชายแดนและพื้นที่เสี่ยง
  • เทคโนโลยี: ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น กล้องวงจรปิด โดรน และเครื่องตรวจจับสารเสพติด
  • การให้ความรู้: จัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

เหตุการณ์ทหารพรานปะทะแก๊งค้ายาบ้าครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องประเทศชาติและประชาชนจากภัยยาเสพติด เราควรให้การสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ปัญหาเรื่องยาเสพติดนั้นเป็นปัญหาที่ซับซ้อนที่ต้องอาศัยการแก้ไขจากหลายภาคส่วน นอกจากการปราบปรามแล้ว การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปตกเป็นเหยื่อของยาเสพติด

ที่มา – ทหารพรานปะทะแก๊งค้ายา วิสามัญดับ 3 ราย พบเป้บรรจุยาบ้า 5 แสนเม็ด

รทสช.ชู “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” เป็นแคนดิเดตนายกฯ

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ อย่างเป็นทางการ ได้แก่ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมชูนโยบายเด่นมากมาย หวังพลิกโฉมประเทศไทย

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ รทสช.

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคและว่าที่ผู้สมัคร สส. อีกหลายท่าน

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ พรรค รทสช. ได้ประกาศสโลแกนพรรคอย่างเป็นทางการคือ “เด็ดขาดแก้วิกฤติ พลิกโฉมประเทศ” พร้อมทั้งเปิดตัวนโยบายที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

นโยบายเด่นของพรรค รทสช. ที่ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมผลักดัน

พรรค รทสช. ได้เสนอนโยบายที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน ดังนี้:

  • ด้านความมั่นคง: ยกเลิก MOU 43-44 สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา, รับเบี้ยเลี้ยงออกรบ 200,000 บาท, เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 30,000 บาท, ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท
  • ด้านการปราบปรามการทุจริต: ออกกฎหมายประหารชีวิตคนโกงชาติ, ลงโทษหนักสแกมเมอร์
  • ด้านพลังงาน: เสรีโซลาร์ ไม่ต้องขออนุญาต, ค่าไฟถูกได้อีก 33%, เบนซิน ดีเซล ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร
  • ด้านเกษตรกรรม: ปุ๋ยรัฐ 500 บาท/กระสอบ, ศาลที่ดิน ข้าว 15,000 บาท/ตัน, ปาล์ม 6 บาท/กก.
  • ด้านการศึกษา: ใช้หนี้ กยศ. ด้วยการทำงาน ไม่ถูกฟ้องร้องอีก
  • ด้านการบริหารราชการ: ราชการ งานไว ลดอำนาจรัฐ เลิกหลายใบอนุญาต จบที่ 1 คำขอ

นายพีระพันธุ์กล่าวถึงการเลือกตั้งที่จะมาถึงว่า พรรควัดผลสำเร็จด้วยความตั้งใจจริงในการแก้ไขวิกฤติของชาติและปัญหาของประชาชน ไม่ได้วัดจากจำนวน สส. หรือขนาดของเงินทุน พร้อมทั้งยืนยันว่าพรรคจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีทุนสีเทา

เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรค รทสช. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า พรรคคาดหวังที่จะส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัด และในกรุงเทพมหานครส่งครบทั้ง 33 เขต

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่จะแก้ไขเพื่อทำให้ประเทศชาติมั่นคง สถาบันหลักของชาติเข้มแข็ง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมนำพาพรรค รทสช. สู่การเลือกตั้งด้วยความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของชาติและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน พรรคมุ่งเน้นการทำงานเพื่อคนไทยทั้งชาติ และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

พรรค รทสช. ภายใต้การนำของ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ และพร้อมที่จะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ ด้วยนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานที่มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม

ที่มา – “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ รทสช. ชูนโยบายออกรบรับ 2 แสน

คนในศูนย์พักพิงบุรีรัมย์ ทยอยกลับบ้าน

สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาด้านจังหวัดบุรีรัมย์เริ่มคลี่คลาย ทำให้บางส่วนของคนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้านได้แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประเมินว่าไม่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม จังหวัดยังคงเตรียมแผนอพยพฉุกเฉินไว้รองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ส่วนอำเภอบ้านกรวดยังคงเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทยกัมพูชาที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ทำให้คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้านได้ หลังจากจังหวัดบุรีรัมย์อนุญาตให้ผู้อพยพกลับไปตรวจสอบบ้านเรือนในพื้นที่ที่ประเมินแล้วว่าปลอดภัย โดยยังคงเน้นย้ำมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

จากการสำรวจศูนย์พักพิง พบว่าจำนวนผู้อพยพลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มีกว่า 10,000 คน ตอนนี้หลายคนทยอยกลับบ้านเพื่อดูแลทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยง และทำความสะอาดบ้านเรือน ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่

นางสาวนิตยา อายุ 45 ปี กล่าวว่า หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ เริ่มเป็นห่วงบ้านและทรัพย์สิน รวมถึงทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเมื่อทราบข่าวการสูญเสีย รู้สึกสงสารครอบครัวผู้เสียสละเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การอยู่ในศูนย์พักพิงยังสะดวกสบาย เพราะมีหน่วยงานดูแลอย่างดี แต่อยากให้สถานการณ์สงบโดยเร็ว และพร้อมอดทนเพื่อให้ทหารแนวหน้าทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะทหารต้องเผชิญความเสี่ยงมากกว่าประชาชนหลายเท่า

นางระเบียบ อายุ 58 ปี เผยว่า หลังจากอพยพ ยอมรับว่าเครียดและอยากกลับบ้าน แต่ต้องอดทนเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว พร้อมทั้งแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้าน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า จังหวัดได้ประสานงานกับทหารและฝ่ายปกครอง ประเมินสถานการณ์รายวัน โดยพื้นที่ที่สถานการณ์เบาบางลง เช่น อำเภอละหานทราย อำเภอประโคนชัย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อนุญาตให้ประชาชนกลับไปตรวจสอบบ้านเรือนได้ชั่วคราว หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น จะอพยพกลับศูนย์พักพิงได้ทันที ซึ่งจังหวัดมีแผนรองรับไว้แล้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ย้ำว่า พื้นที่เสี่ยงสูงยังไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไป โดยเฉพาะอำเภอบ้านกรวด เช่น ตำบลจันทบเพชร และตำบลสายตะกู ซึ่งยังมีเหตุปะทะ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์

นอกเหนือจากการอนุญาตให้คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้านในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว จังหวัดยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • การสนับสนุนด้านอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค: จัดหาและแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ให้แก่ผู้ที่ยังคงพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง และผู้ที่เดินทางกลับบ้านแต่ยังขาดแคลน
  • การดูแลด้านสุขภาพ: จัดทีมแพทย์และพยาบาลเข้าไปดูแลสุขภาพของประชาชนในศูนย์พักพิง และให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้นแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย
  • การฟื้นฟูบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร: สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือในการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย และช่วยเหลือเกษตรกรในการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบ
  • การให้คำปรึกษาและฟื้นฟูจิตใจ: จัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาและฟื้นฟูจิตใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์ความไม่สงบ

สถานการณ์ชายแดนที่คลี่คลายลงเป็นสัญญาณที่ดี แต่การเฝ้าระวังและความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงเป็นสิ่งสำคัญ จังหวัดบุรีรัมย์ยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – คนในศูนย์พักพิงที่บุรีรัมย์ ทยอยกลับเข้าบ้าน เฉพาะพื้นที่ไม่มีความเสี่ยง

วัชระยัน! ปชป. ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

“วัชระ” ยันพรรคประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4 แต่เชื่อคะแนนไม่ได้ชี้วัดได้รับการคัดสรร

เมื่อเวลา 15.10 น.วันที่ 22 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ขอยืนยันว่า นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยืนยันกับตนว่า ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 อย่างเป็นทางการแล้ว

ส่วนการทำไพรมารี่โหวตนั้น กลับเสนอให้ไปทำในเขต 4 ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ของเขต 1 ทั้งที่ปกติการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งของ จ.สุราษฎร์ธานี กำหนดให้เขต 1 จะต้องเป็นผู้ทำไพรมารี่โหวตทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีผู้ใหญ่บางคนในพรรคขอร้องว่า ให้ไปทำไพรมารี่โหวตที่เขต 4 ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่เพิ่งจะตั้งขึ้นมาใหม่เพียงสัปดาห์เดียว ทั้งๆ ที่เขต 1 มีสมาชิกพรรค ปชป. ไม่น้อยกว่า 1,200 คน และอยู่ใจกลางของสุราษฎร์ธานี

“สำหรับพวกเราชาวพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผู้ใหญ่ต้องการให้ไปทำไพรมารี่โหวต ในเขต 4 ซึ่งเป็นเขตที่ไม่ได้รู้จักสมาชิกพรรคเลยแม้แต่คนเดียว ก็น้อมรับ เพราะมั่นใจว่า พวกเราชาวประชาธิปัตย์ มีความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียว และคะแนนที่ได้จากการทำไพรมารี่โหวต ก็ไม่ได้ชี้ชัดว่า คนที่ได้ที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 จะต้องได้รับการคัดสรร หรือได้รับการเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้ลงสมัคร สส.เสมอไป” นายวัชระ กล่าว

วัชระยัน ประชาธิปัตย์ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากคำสัมภาษณ์ของนายวัชระกัน

ประเด็นหลัก: ยืนยันลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

นายวัชระยืนยันว่าได้รับการยืนยันจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์แล้วว่าจะได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี อย่างเป็นทางการ ทำให้ข่าวลือก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาอาจจะไม่ได้ลงสมัครในเขตดังกล่าวไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการทำไพรมารี่โหวต ซึ่งปกติแล้วเขต 1 จะเป็นผู้ดำเนินการมาโดยตลอด แต่ในครั้งนี้กลับมีการเสนอให้ไปทำในเขต 4 แทน ทำให้เกิดความสงสัยในเหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

แม้ว่านายวัชระจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว แต่ก็เคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค และพร้อมที่จะดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ นายวัชระยังแสดงความมั่นใจในความสามัคคีของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเชื่อว่าคะแนนจากการทำไพรมารี่โหวตไม่ได้เป็นตัวชี้วัดทั้งหมดว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร สส.

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ และการตัดสินใจที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าแค่เรื่องของคะแนนเสียง แม้ว่านายวัชระจะยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสมาชิกพรรคในพื้นที่เขต 1 อยู่บ้าง

การลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง ว่าสุดท้ายแล้วผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร และพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถรักษาฐานเสียงในพื้นที่นี้ได้หรือไม่

การที่นายวัชระออกมาสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามพรรคประชาธิปัตย์แน่นอนแล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้สนับสนุนพรรคในพื้นที่ แต่ประเด็นเรื่องการทำไพรมารี่โหวตก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่

ที่มา – “วัชระ” ยันประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” ชิง สส.

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน เร่งแก้ไขปัญหา นัดพบ “กลุ่มไรเดอร์” รับฟังเสียงวิจารณ์และข้อเสนอแนะ หลังเสนอชื่อ “อิสริยะ” อดีตผู้บริหารไลน์แมน ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า ในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 12.45 น. เป็นต้นไป ณ อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรค ปชน. (หัวหมาก) สหภาพไรเดอร์ – Freedom Rider Union ได้นัดหมายกลุ่มไรเดอร์เพื่อสอบถามถึงจุดยืนของพรรค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อย่างนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทไลน์แมน

น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. พรรค ปชน. ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องไรเดอร์ และทุกท่านที่สนใจในประเด็นนี้ เข้าร่วมวงพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกังวลต่างๆ “เสียงของทุกคนมีความสำคัญกับพวกเรา แม้ว่าจะเป็นคำติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์ เรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุง” น.ส.รักชนกกล่าว

ก่อนหน้านี้ ในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ปรากฏชื่อของนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ติดอยู่ใน 100 รายชื่อแรก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มไรเดอร์เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมในบริษัทไลน์แมน ในช่วงที่นายอิสริยะดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง

นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยแสดงความคิดเห็นสนับสนุนนายอิสริยะ โดยยอมรับว่ารู้จักกันมานานตั้งแต่ช่วงรัฐประหารปี 2549 และมองว่านายอิสริยะมีความคิดที่เฉียบแหลมและก้าวหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวานนี้ (21 ธันวาคม) ว่ามีการจัดทำไพรมารีโหวตผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศของพรรค ปชน. ผลปรากฏว่าการทำไพรมารีโหวตในจังหวัดชลบุรี ไม่รับรองนายอิสริยะให้ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค อย่างไรก็ตาม นายอิสริยะยังคงผ่านไพรมารีโหวตในจังหวัดอื่นๆ หลังจากนี้จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณารับรองต่อไป

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” จริงหรือไม่?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการทำงานการเมืองที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน โดยการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพรรคกับกลุ่มไรเดอร์

ทำไมต้อง ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์”?

การที่พรรคการเมืองต้องลงมาจัดการกับความไม่พอใจของกลุ่มไรเดอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงพลังของประชาชนในการแสดงออกถึงความต้องการและความกังวลของตนเอง การที่กลุ่มไรเดอร์ออกมาทวงถามถึงจุดยืนของพรรค แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการให้พรรคการเมืองใส่ใจและรับผิดชอบต่อปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ การที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน

  • การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ
  • การแก้ไขปัญหาต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทุกกลุ่ม
  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นสิ่งจำเป็น

การที่พรรคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อดับไฟร้อนในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะต้องใส่ใจและรับฟังเสียงของประชาชน พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนในระยะยาว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น และการที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำหลังจากนี้

ที่มา – พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” ท้วงส่ง “อิสริยะ” อดีตผู้บริหารไลน์แมน ชิง สส.

จุลพันธ์เชื่อเพื่อไทย คว้า 200 ที่นั่ง สส. ได้!

“จุลพันธ์” ชี้เป้า สส. 200 ที่นั่งท้าทาย แต่เพื่อไทยทำได้ จาก “ศักยภาพพรรค-บุคลากร-นโยบาย” เผย “เยาวภา” เบรก “ยศชนัน”กลับเข้าวงการเมือง

วันที่ 22 ธ.ค.2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ ถึงการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 จะหนักที่สุดหรือไม่ว่า เป็นภาวะที่ไม่ปกติของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น หากถามว่ายากกว่าในอดีตหรือไม่ ขอบอกว่าหัวหน้าพรรคในอดีตหลายคนเผชิญกับภาวะที่วิกฤติกว่าตนมาก บางคนเจอการเลือกตั้งที่พ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร บางคนเจอกับสถานการณ์ที่มีเลือดไหลออก มีการยุบพรรคมาใหม่ จำได้ไหมครับ ดังนั้น ยุคตนไม่น่ายากกว่าคนอื่น เพียงแต่อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปี หลังจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นไทยรักไทย ที่มีคุณทักษิณ นำพาพรรคครั้งแรก

ซึ่งครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกที่เราไม่ได้เป็นที่ 1 จากการเลือกตั้ง คนจึงประเมินว่าเราอาจไม่ได้เป็นเต็งหนึ่ง ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเดินหน้าสู่การเลือกตั้งต่อไป

เมื่อถามว่าจากไทยรักไทย มาพลังประชาชน และเพื่อไทย ไม่ว่าจะผ่านสถานการณ์อะไร ก็เป็นที่ 1 มาตลอด จนครั้งที่ 2 กลับมาเป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเฉียดฉิวมาก จะเป็นศึกหนักของหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งไม่เคยง่าย เพราะอยู่ที่มือประชาชน ก็เป็นภาระหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะทำความเข้าใจในการสื่อสาร แต่ตนมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจะสามารถกลับมาอย่างแข็งแรงมาก

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าที่นั่ง สส. 200 คน นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นเป้าที่ท้าทาย ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ก็เป็นไปได้ ขนาดเพื่อไทยซึ่งเคยผ่านการเลือกตั้ง มีแลนด์สไลด์ก็ทำมาแล้ว เราเคยได้ถึง 377 สมัย นายกฯยิ่งลักษณ์มี 247 หรือ 249 สุดท้ายเราผ่านการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งเราจะผิดพลาดในหลายประเด็น โดยเฉพาะการบริหารกระแสในช่วงท้าย เราก็ยังมีถึง 141 เสียง เพราะฉะนั้นเราไม่ใช่พรรคเล็ก ตนเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของพรรค ด้วยบุคลากรของพรรค รวมถึงนโยบายที่เราจะนำเสนอในครั้งนี้เรายังตั้งเป้า 200 จริงๆ

เมื่อถามว่า แม้จะเพิ่งผ่านเรื่องคลิปเสียง อังเคิล สถานการณ์ไทย-กัมพูชามานั้น “มันก็ผ่านมาทุกอย่างในมิติที่ดำเนินการมา คนเป็นรัฐเราก็ดำเนินการหลายอย่าง มีสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ถูกต้อง มันก็มีเหตุการณ์ที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในอดีต เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค เรื่องกองทุนหมู่บ้าน ก็ยังอยู่กับประชาชน แน่นอนว่าคนทำงานย่อมมีบาดแผล แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำมาเป็นประโยชน์กับประชาชน“ นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เร็วไปไหม 2 ปี 6 เดือน ประเทศไทยมีนายกฯ 3 คนแล้วต้องเลือกตั้งใหม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในสภาฯ คุยกันเล่นๆ ว่า การเป็น สส. ครั้งนี้คุ้มมาก เพราะ สส. 2 ปีเศษ เลือกนายกฯ ไป 5 ครั้ง ไม่เคยมีมาก่อน ก็เป็นโจทย์ที่พวกเราต้องมานั่งคิดว่าคือสาเหตุ พรรคเพื่อไทยผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ เพราะเรามองว่ารัฐธรรมนูญ มีจุดบกพร่องอย่างมาก จุดเริ่มต้นผิด เนื้อหาภายในตั้งโจทย์ไม่ถูกต้อง สุดท้ายกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความอ่อนแอให้กลไกประชาธิปไตยและพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นก็มีเหตุอันควรให้มีกระบวนการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สุดท้ายแม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน

พวกตนบอกตั้งแต่ต้นว่า MOA มันล้มเหลว สุดท้ายมันก็พิสูจน์ว่า พวกตนถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามโค้งสุดท้ายสภาฯ ได้ส่งคำถามที่ 1 ไปยังรัฐบาลคือให้ประชามติว่า ประชาชน อยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งส่งไปที่ กกต.เรียบร้อย ก็หวังว่าจะได้ลงประชามติ และคงได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนด้วย ในการที่จะเดินหน้ามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อถามว่าทำไม พรรคเพื่อไทยต้องมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นเพราะผูกพันกับตระกูลวงศ์สวัสดิ์หรือไม่ นายจุลพันธ์ ยืนยัน ไม่เกี่ยวกันต้องพยายามแยกออก เวลาคนรู้จักกันคงไม่ได้เริ่มถามนามสกุลก่อน เราดูคนที่เนื้อ ที่ศักยภาพของเขา ความรู้ความสามารถดีกว่า ที่จะไปดูว่าเป็นใครมาจากไหน เทือกเขาเหล่ากอ มันไม่เคยมีที่ใครจะต้องไปถามลักษณะนั้น

“นายยศชนัน ไม่ใช่คนใหม่ของเพื่อไทย เพราะเคยลงสมัคร สส.เชียงใหม่ มาแล้ว แต่การเลือกตั้งโมฆะ ก็ไปใช้ชีวิตในมุมอื่น เป็นศาสตราจารย์ อยู่ที่ ม.มหิดล ซึ่งจุดนี้พิสูจน์ชัดว่าคงไม่ได้ใช้นามสกุล เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหิดล คงไม่ได้ถามนามสกุลก่อนที่บรรจุเป็นตำแหน่ง อธิการบดี รองคณบดีต่างๆ ตรงนี้เป็นการพิสูจน์ผลงานเอง จนเมื่อปีเศษที่ผ่านมา ก็ได้กลับเข้ามาเพราะมีความรู้เรื่องการนำเทคโนโลยี มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็เข้ามาช่วยงานที่บ้านพิษณุโลกในการให้ข้อแนะนำ ก่อนมาร่วมกับทางพรรคคิดนโยบาย เพราะฉะนั้น นโยบายแพคเกจที่นำเสนอในครั้งนี้ ซึ่งนายยศชนัน รู้มากกว่าตน เพราะอยู่ในกระบวนการตั้งแต่ต้น จนจบ ในเรื่องของนโยบาย

การมาของนายยศชนัน ไม่เกี่ยวว่าจะต้องมีคนตระกูลชินวัตร ตนได้คุยกับนายยศชนัน บอกว่า จริงๆแล้ว นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แม่ของนายยศชนัน เบรกไม่อยากให้เข้าสู่การเมืองอีกครั้ง เพราะอย่างที่เห็นมีสถานการณ์ที่มีอำนาจนอกสภา แทรกแซงองค์กรอิสระที่ดำเนินการอยู่ การอยู่ในการเมืองบางครั้งมีความเสี่ยง แต่พรรคก็ทำเต็มที่เพราะคืออาชีพของเรา เราต้องการทำบ้านเมืองให้มันดีขึ้น” นายจุลพันธ์ กล่าว

พร้อมระบุ สังเกตพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ มีการเชิญเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ตกลงกันไม่ได้เพราะคนนอกบางทีไม่ได้อยากเข้ามา ถ้าเราต้องการสร้างการเมืองที่มี นิติรัฐ นิติธรรม โปร่งใส ตอบโจทย์ชาวบ้าน เพื่อให้คนที่มีศักยภาพจากด้านนอกเข้ามาทำการเมือง มาพัฒนาประเทศร่วมกับเรา เราต้องปรับโครงสร้างของสังคม โครงสร้างพื้นฐานประชาธิปไตย

จุลพันธ์ มั่นใจ เพื่อไทย ครอง 200 ที่นั่ง สส. ได้

อะไรที่ทำให้จุลพันธ์เชื่อมั่นว่าเพื่อไทยจะได้ 200 ที่นั่ง?

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถคว้า 200 ที่นั่ง สส. ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยให้เหตุผลถึงศักยภาพของพรรค ประสบการณ์ที่ผ่านมา และนโยบายที่จะนำเสนอต่อประชาชน

การตั้งเป้า 200 ที่นั่ง สส. ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากพรรคสามารถสื่อสารนโยบายและสร้างความเข้าใจกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาอาจส่งผลกระทบต่อความนิยมของพรรค แต่ด้วยประสบการณ์และความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง

สรุป

โดยสรุปแล้ว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรค และตั้งเป้าที่จะนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมีเป้าหมายคือการครอง 200 ที่นั่ง สส. ให้ได้สำเร็จ

ที่มา – “จุลพันธ์” เชื่อเพื่อไทยทำได้ ครอง 200 ที่นั่ง สส. เผย “เยาวภา” เบรก “ยศชนัน” กลับเข้าวงการเมือง