วัน: 22 ธันวาคม 2025

เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์

“ประเสริฐ” รับ 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลงปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้น เชื่อ “ยศชนัน” ดึงเสียงคนยังไม่ตัดสินใจได้ หลังเปิดตัวไม่ถึงสัปดาห์คะแนนพุ่ง

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบัญชีรายชื่อ สส. ของพรรคเพื่อไทยที่ปรากฏตามสื่อ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคร่วมอยู่ด้วยว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคได้หารือกันในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคควรจะอยู่ในบัญชีรายชื่อ จึงได้ไปทาบทาม ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ได้ตอบรับ ซึ่งการจัดลำดับจะต้องพิจารณาอีกครั้ง และควรอยู่ลำดับต้น เพราะเป็นบุคคลสำคัญของพรรค แต่ชื่อที่ปรากฏต่อสาธารณะขณะนี้ เป็นรายชื่อที่เรียงตามตัวอักษร ก. – ฮ. เท่านั้น โดยในอีก 1 – 2 วันนี้ จะพิจารณาจัดลำดับอีกครั้ง ก่อนจะไปสมัครในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

สำหรับการเปิดตัวผู้สมัครทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้สมัครทั้ง 400 เขต เข้าสู่กระบวนการสรรหาของพรรคเรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ จะเปิดตัวทั้ง 400 เขต ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย และจากนั้นพรรคจะเร่งเดินหน้าหาเสียงทันที และมีกำหนดปราศรัยใหญ่ไว้แล้ว โดยเวทีแรกจะเป็นที่กรุงเทพมหานคร

ขณะที่ผลโพลกรุงเทพมหานคร ที่ขณะนี้เกือบ 50% ยังไม่ตัดสินใจ หลังเดินเครื่องหาเสียงแล้วจะสามารถดึงคะแนนเสียงในส่วนนี้มาได้มากน้อยแค่ไหน นายประเสริฐ กล่าวว่า เรามั่นใจ เนื่องจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่วัน แต่มีคะแนนนิยม มีผลโพลดีขึ้นตลอดเวลา จึงมั่นใจว่า จะสามารถแย่งคะแนนในส่วนนี้มาได้ เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ก็เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ คิดว่า จะโดนใจประชาชน

ส่วนได้ประเมิน หรือไม่ หลังคะแนนของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ นายประเสริฐ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันอยู่ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะนายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ จบศาสตราจารย์ คิดว่า เป็นจุดขายจุดหนึ่ง และการที่มาลงสมัครเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ที่เดิมมีฐานคะแนนอยู่แล้ว ก็เป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน และนายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ อยู่ในช่วงเวลาที่ที่ใช้พลังขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเต็มที่

นอกจากนโยบายแล้ว นายยศชนัน จะดึงคะแนนจากกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจได้หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะหลังลงพื้นที่ ก็ได้รับคะแนนตอบรับเป็นอย่างดี เชื่อกระแสนิยมจะดีขึ้น จึงขอให้ติดตามความเคลื่อนไหว และนโยบายของพรรคเพื่อไทย เพราะครั้งนี้มีนโยบายที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง และเชื่อว่า ประชาชนให้ความมั่นใจ

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกำหนดการในการลงรับสมัครเลือกตั้งว่า ได้แบ่งให้แกนนำพรรคไปในแต่ละพื้นที่ โดยในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ ที่เป็นการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต ในพื้นที่ กทม. จะนำโดยนายยศชนัน, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปที่จังหวัดเชียงใหม่, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปที่จังหวัดขอนแก่น, นายประเสริฐ จะไปที่จังหวัดนครราชสีมา, นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค จะไปที่จังหวัดนนทบุรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค จะไปที่จังหวัดสุโขทัย ส่วนวันที่ 28 ธันวาคมนี้ จะไปสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพร้อมกัน

ยัน “จาตุรนต์” ยังอยู่พรรค 

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยว่า นายจาตุรนต์ได้ทำหน้าที่นี้มาสักพักหนึ่งแล้ว โดยได้วางยุทธศาสตร์ร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรคมา และขณะนี้เข้าสู่การเลือกตั้ง จึงได้แจ้งมายังตนเอง และหัวหน้าพรรคว่า มีความประสงค์อยากทำเรื่องประชามติ และรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคก็เห็นด้วย และจะให้การสนับสนุนนายจาตุรนต์ในการขับเคลื่อนเรื่องการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ยืนยัน นายจาตุรนต์ ไม่ได้ออกจากพรรคเพื่อไทย เพียงแต่ภารกิจหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และขณะนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ยังเป็นชุดเดิม โดยมีรองประธานทำหน้าที่รักษาการ ขณะที่ประธานคนใหม่กำลังพูดคุยกันอยู่

เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์

พรรคเพื่อไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยล่าสุดเลขาธิการพรรคได้ออกมาเปิดเผยถึงรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่จะลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงคะแนนเสียงจากประชาชน

ทำไม 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์จึงสำคัญ?

การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชนว่า พรรคพร้อมที่จะนำเสนอผู้ที่มีความสามารถและความเหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศ การตัดสินใจนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้สนับสนุนอีกด้วย

นอกจากนี้ การมีชื่อของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความจริงใจของพรรคในการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การที่ เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมและมีความมั่นใจในการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยที่ เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคมากน้อยเพียงใด

พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่า เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ จะสามารถดึงคะแนนเสียงจากประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร

ที่มา – เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ เชื่อ “ยศชนัน” ดึงเสียงคนยังไม่ตัดสินใจ

สมช.เคาะ! รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ เข้ม 3 มาตรการ

สมช. เคาะ 3 มาตรการ รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ เปิดช่องให้การท่า ขอกองทัพ ใช้ “แอนตี้โดรน” ขู่มียาแรง หากกระทบความมั่นคง ถึงขั้นโทษประหาร

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์กรณีพบโดรนเข้ามาในพื้นที่จุดสำคัญต่างๆ ทั้งสนามบิน และจังหวัดชายแดน ซึ่งที่ประชุมมีมติสำคัญ 2 ส่วน คือ มาตรการระยะเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ

ภายหลังจากการพิสูจน์พบโดรนจำนวนหนึ่งเข้ามาในพื้นที่ สำนักงานการบินพลเรือนได้ออกประกาศกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุม ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดน และสนามบินสำคัญทั่วประเทศ

สมช. เคาะ 3 มาตรการ รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ประกาศใช้เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย:

  1. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งท่าอากาศยาน สำนักงานการบินพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สนับสนุนการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการจัดการกับโดรนเป้าหมายที่เข้ามาในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกัน สืบสวนสอบสวน และแอนตี้โดรนต่างๆ เพื่อประสานงานอย่างใกล้ชิดและให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  2. ให้กระทรวงกลาโหม ผ่อนคลายมาตรการอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งท่าอากาศยานและหน่วยอื่นๆ สามารถจัดหาแอนตี้โดรนได้ เนื่องจากเป็นยุทธภัณฑ์จึงต้องขออนุญาตกองทัพ เพื่อเตรียมการให้มีไว้ป้องกันพื้นที่
  3. ให้เข้มงวดในการนำเข้า และตรวจสอบการลักลอบนำเข้าโดรน ในพื้นที่ชั้นใน และพื้นที่อื่นๆ อย่างเข้มงวด
  4. ประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า การบินโดรนเข้ามาในพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะพื้นที่ความมั่นคงมีโทษร้ายแรง โดยเฉพาะสนามบิน มีโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต จึงอยากสื่อสารให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และหากใช้โดรน และพบว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญาด้วย

มาตรการระยะยาวเพื่อรับมือโดรนป่วน

สำหรับมาตรการระยะยาวที่วางไว้เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ มีดังนี้:

  1. ก่อนหน้านี้ สมช.เคยมีมติให้กองทัพอากาศ เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การทำงานเอกภาพ โดยจัดตั้งเป็นองค์กรขึ้นมา คือ ศูนย์บริหารจัดการควบคุมต่อต้านอากาศยานไม่มีคนขับแห่งชาติ
  2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ทันสมัยในอนาคต รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมในการใช้เครื่องมือ ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูง
  3. เห็นชอบทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เรื่องของการเพิ่มโทษกรณีที่ใช้โดรนที่กระทบต่อความมั่นคง

การออกมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความเอาใจใส่ในความปลอดภัยของประเทศชาติ มาตรการเหล่านี้อาจจะดูเข้มงวด แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การตระหนักถึงโทษของการใช้โดรนในพื้นที่หวงห้าม และการให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมาย จะช่วยให้เราทุกคนสามารถรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติได้

ที่มา – “สมช.” เคาะ 3 มาตรการ รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ ขู่ใช้ยาแรงขั้นประหารชีวิต หากกระทบความมั่นคง

ภูมิใจไทยเปิดตัว! ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์

พรรคภูมิใจไทยเปิดตัว 100 รายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เตรียมจับตาเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ 24 ธันวาคมนี้! ใครจะได้เป็นตัวแทนพรรคลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งหน้า มาร่วมติดตามข่าวสารไปพร้อมๆ กัน

ภูมิใจไทยเปิด 100 รายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้เปิดเผยรายชื่อผู้แสดงความจำนงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกกันว่าปาร์ตี้ลิสต์ ครบทั้ง 100 รายชื่อ โดยไม่ได้มีการจัดลำดับแต่อย่างใด ซึ่งในรายชื่อนั้นประกอบไปด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียง ขุนพลทางการเมือง อดีตรัฐมนตรี และทายาทนักการเมืองที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ดังนี้

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
  2. นายกนก วงษ์ตระหง่าน
  3. นายกมล วิภาดาพิสุทธิ์
  4. นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ อดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี
  5. นางกษมา จิรภัคเสถียร
  6. นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน
  7. นายกิติศักดิ์ นาอ่อน
  8. นายเกรียงยศ สุดลาภา
  9. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์
  10. นายโกวิทย์ นาพิมพ์
  11. นายไกรสร วิศิษฎ์วงศ์
  12. นายขจรศักดิ์ สีทองหลาง
  13. นายขวัญชัย สกุลทอง
  14. นายจักรกฤษณ์ การะเกด
  15. นายจักรวัฒน์ ฐิติพิทยา
  16. นายจำลอง ช่วยรอด
  17. นายจิณณา สืบสายไทย
  18. นางสาวจิณตภา ฐิติพิทยา
  19. นายชลัฐ รัชกิจประการ บุตรชายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ
  20. นายชูเกียรติ น้ำเงิน
  21. นายเชน หมั่นเขตกิจ
  22. นายเชิง รักหาญ
  23. นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย บุตรชายนายเนวิน ชิดชอบ
  24. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  25. นางสาวณัฐกฤตา วิบูลย์วุฒิวงศ์
  26. นายณัฐพล จรัสสุริยพงศ์
  27. นางสาวณัฐสุดา เจริญพันธุ์
  28. นางสาวณิชกานต์ สิงห์ขจร
  29. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล
  30. นายทรงศักดิ์ ทองศรี
  31. นายธนกร วังบุญคงชนะ
  32. นายธนกฤต ชาติอนุลักษณ์
  33. นางสาวธนัชดา ตันจรารักษ์
  34. นายธนิศร์ ศรีประเทศ
  35. นายธรรมรงศักดิ์ รักงาม
  36. นายธานี เกสทอง
  37. นายนภินทร ศรีสรรพางค์
  38. นางสาวนันทนา สงฆ์ประชา
  39. นายนาวิน สังฆมาตร
  40. นายนิกร จำนง
  41. นายบุญเกิด ทรงรัมย์
  42. นายบุญอยู่ รอดพะดี
  43. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร
  44. นายปารเมศ โพธารากุล
  45. นายปิติ ปิตุเตชะ
  46. นางสาวปิยพร ไพบูลย์
  47. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์
  48. นายพงศกร อรรณนพพร
  49. นายพนม จันทร์ศรีทอง
  50. นางสาวพัชรนันท์ โกศลสมบัตินนท์
  51. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
  52. นางพัทธนันท์ สมใจ
  53. นายพิกิฎ ศรีชนะ
  54. นางพิชชารัตน์ เลาหะพงศ์ชนะ
  55. นายพิเชฎฐ์ ชัยศรี
  56. นายพินิจ จันทรสุรินทร์
  57. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ
  58. นายพิพัฒน์ชัย ภัครัชตานนท์
  59. นายพีรพร สุวรรณฉวี
  60. นายพีระเพชร ศิริกุล
  61. นางพูนสุข โพธิ์สุ
  62. นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์
  63. นายมงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ
  64. นายมนตรี สันติลักขณาวงศ์
  65. นายมานพ เกตุเมฆ
  66. นพ.มารุต มัสยวาณิช
  67. นายยุทธพล อังกินันท์
  68. นายยูฮัน บูละ
  69. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์
  70. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ
  71. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก
  72. นายราเชนทร์ มาลัยวงศ์
  73. นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ
  74. นายวราวุธ ศิลปอาชา
  75. นายวันชนะ แถมยิ้ม
  76. นายวีระยุทธ งามจิตร
  77. นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒนา
  78. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล
  79. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู
  80. นายศุภชัย ใจสมุทร
  81. นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี
  82. นายสมนึก หาห้วยทราย
  83. นายสมฤกษ์ บัวใหญ่
  84. นายสรวิศ ธานีโต
  85. นายสวัสดิ์ อุทัยแสน
  86. นายสวาป เผ่าประทาน
  87. นายสัญญา คงสมบัติ
  88. นางสาวสัตตบุษย์ บุญเรือง
  89. นายสันติ พร้อมพัฒน์
  90. นายสิรภพ ดวงสอดศรี
  91. นายสุพิน บุญเลิศ
  92. นายสุรศักดิ์ เลิศรุจิกุล
  93. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
  94. นางสุวณา ปิยะพิสุทธิ์
  95. นายอนุชา บูรพชัยศรี
  96. นายอรุณ พรหมคุณ
  97. นายอาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์
  98. นายอารี ไกรนรา
  99. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
  100. นายเอกภพ เพียรวิเศษ

จับตา! ภูมิใจไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ

ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ พรรคภูมิใจไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จะจัดการประชุมเพื่อนนำเสนอนโยบายของพรรคในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน นอกจากนี้ สิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งคือการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยเปิดตัวทั้ง 3 รายชื่อ ซึ่งจะเป็นใครนั้น ต้องติดตามกันต่อไป!

การเปิดตัวรายชื่อผู้สมัคร สส. ปาร์ตี้ลิสต์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ด้วยรายชื่อที่ผสมผสานทั้งคนรุ่นใหม่และนักการเมืองมากประสบการณ์ ทำให้พรรคมีความแข็งแกร่งและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง การภูมิใจไทยเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังจะทวีความเข้มข้นขึ้น

การที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ครบทั้ง 100 คน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ การมีทั้งนักการเมืองมากประสบการณ์และคนรุ่นใหม่ในบัญชีรายชื่อ ทำให้พรรคมีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้หลากหลายกลุ่ม

ที่มา – ภูมิใจไทยเปิด 100 รายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จับตาเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ 24 ธ.ค.

ศาลมาเลเซียยกคำร้อง นาจิบ ราซัค ขอกักตัว

ศาลมาเลเซียยกคำร้อง “นาจิบ ราซัค” ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

ศาลสูงกัวลาลัมเปอร์มีคำสั่งยกคำร้องของอดีตนายกรัฐมนตรี “นาจิบ ราซัค” ที่ขอเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักตัวในบ้านพัก โดยศาลระบุชัดแม้พระบรมราชโองการจะมีอยู่จริง แต่กระบวนการออกคำสั่งไม่ผ่านการหารือกับคณะกรรมการอภัยโทษ ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ

ศาลสูงมาเลเซียได้มีคำวินิจฉัยปฏิเสธคำร้องของ นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 71 ปี ที่พยายามขอใช้สิทธิ์รับโทษจำคุกส่วนที่เหลือด้วยการกักตัวภายในบ้านพักแทนการอยู่ในเรือนจำ โดยศาลระบุว่าเอกสารคำสั่งเพิ่มเติมที่อ้างถึงนั้นไม่มีผลทางกฎหมาย เรื่องราวของ นายนาจิบ ราซัค และความพยายามในการขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้านยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างกว้างขวาง

นาจิบ ราซัค ซึ่งถูกจำคุกมาตั้งแต่ปี 2022 จากคดีทุจริตกองทุน 1MDB เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจำคุกจาก 12 ปี เหลือ 6 ปีไปเมื่อปีก่อน อย่างไรก็ตาม เขาพยายามต่อสู้คดีโดยอ้างว่า อดีตสมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีพระบรมราชโองการลับแนบท้ายที่อนุญาตให้เขาเปลี่ยนไปรับโทษกักตัวในบ้านพักได้ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลและคณะกรรมการอภัยโทษปฏิเสธการรับรู้มาโดยตลอด จนกระทั่งทนายแผ่นดินได้ออกมายืนยันว่ามีเอกสารดังกล่าวอยู่จริงในปีนี้

ศาลชี้อำนาจกษัตริย์มีขอบเขตตามรัฐธรรมนูญผู้พิพากษา อลิซ โลค ระบุในคำวินิจฉัยว่า แม้การมีอยู่ของเอกสารดังกล่าวจะไม่ใช่ข้อโต้แย้ง แต่คำสั่งนั้นไม่สามารถบังคับใช้ได้ เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาหรือปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการอภัยโทษ ตามที่รัฐธรรมนูญมาเลเซียกำหนดไว้

“แม้กษัตริย์จะมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการอภัยโทษ แต่อำนาจนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีขีดจำกัด เมื่อคำสั่งเพิ่มเติมนี้ไม่ได้ถูกพิจารณาหรือตัดสินในที่ประชุมคณะกรรมการอภัยโทษ จึงถือว่าคำสั่งนี้ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย” ผู้พิพากษากล่าว

คำตัดสินของศาลในครั้งนี้มีขึ้นเพียง 4 วันก่อนที่จะถึงกำหนดวันตัดสินคดีครั้งสำคัญที่สุดของนาจิบ ราซัค ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับกองทุน 1Malaysia Development Berhad (1MDB) โดยเฉพาะ โดยเขากำลังเผชิญหน้ากับข้อหาคอร์รัปชัน 4 กระทง และฟอกเงินอีก 21 กระทง เกี่ยวข้องกับการโอนเงินผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 2,200 ล้านริงกิต (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท)

แล้วอนาคตของนาจิบ ราซัคจะเป็นอย่างไร?

ทั้งนี้ หากศาลตัดสินว่ามีความผิดในคดีใหม่นี้ นาจิบอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปีในแต่ละกระทงความผิด รวมถึงโทษปรับอีก 5 เท่าของมูลค่าความเสียหาย ขณะที่เจ้าตัวยังคงยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้นในกองทุนดังกล่าวซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมทั่วโลกกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คดีนี้จึงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมาเลเซียในเวทีโลก

การที่ศาลมาเลเซียยกคำร้อง “นาจิบ ราซัค” ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน แสดงให้เห็นถึงความพยายามของกระบวนการยุติธรรมในการรักษาหลักการและความโปร่งใส แม้ว่าจะมีอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และการกระทำทุจริตย่อมนำมาซึ่งผลเสียที่ร้ายแรง

คดีของนาจิบ ราซัค ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบบการเมือง เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม การตัดสินใจของศาลในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของมาเลเซีย

ที่มา – ศาลมาเลเซียยกคำร้อง “นาจิบ ราซัค” ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

ปชป. เปิดแคมเปญ ไทยหายจน สู้ศึกเลือกตั้ง

ปชป. เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต

พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 “อภิสิทธิ์” ย้ำไม่ทนความจน ไม่ทนทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชัน พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต “กรุงเทพฟ้าใหม่ไปไกลกว่าเดิม”

วันนี้ 22 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งชื่อ “ไทยหายจน” ซึ่งจะเป็นทิศทางนโยบายของพรรคที่อาสามาเปลี่ยนแปลงให้คนไทยและประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะ “ทนหายใจ” ไปสู่ “ไทยหายจน”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความจนในที่นี้ไม่ใช่จนเงินอย่างเดียว แต่ต้องการสื่อถึงความจนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น จนปัญญา เพราะปัญหาการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ จนความคิดสร้างสรรค์ จนใจ ไม่เห็นทางแก้ปัญหา จนตรอก ไม่เห็นอนาคตที่ดีขึ้น คนไทยและประเทศไทยมีปัญหามากมาย ตั้งแต่ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะตัว คือเรื่องปากท้อง รายได้น้อย ค่าครองชีพสูงมีหนี้เยอะ ฝุ่น PM 2.5 น้ำท่วม ภัยจากมิจฉาชีพ

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปัญหาในระยะยาวที่เป็นปัญหาของประเทศ คือ เศรษฐกิจอ่อนแอ เทคโนโลยีล้าหลัง การศึกษาไม่ดี ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาสังคมผู้สูงวัย หนักที่สุดและรุนแรงขึ้นทุกวัน คือ การทุจริต คอร์รัปชั่น ปัญหานักการเมืองสีเทาที่ใช้การเลือกตั้งฟอกตัว และทุนเทาที่ใช้ตลาดหุ้นฟอกเงิน ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนมองไม่เห็นทางออก ทนกันไปอย่างนี้มากว่าสิบปีแล้ว อยู่ในภาวะจำยอม จำใจ ทนหายใจไปวันๆ

พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า คนไทยและประเทศไทยต้องไม่ทนอีกต่อไป ไม่ทนความจน ไม่ทนทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชั่น และขออาสามาสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ไทยหายจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวแคมเปญแล้ว ทางพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ถึงนโยบายที่เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้จริง เพื่อไปสู่เป้าหมาย “ไทยหายจน” ผ่านช่องทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

ปัดตอบ “การดี” นั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป.

เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ของพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเปิดตัวในช่วงไหนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวสั้นๆ ว่า ภายในสัปดาห์นี้ ส่วน 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์มี ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอนาคตศึกษา (Chief Foresight Officer) แห่ง FutureTales Lab ด้วยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้นะครับ เมื่อถามย้ำว่าแคนดิเดตนายกฯ 1 ใน 3 จะมีผู้หญิงใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้นะครับ

ปชป. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต สู้ศึกเลือกตั้ง 69

ขณะเดียวกันวันนี้ (22 ธ.ค.) พรรคประชาธิปัตย์ยังได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้ง สส.กทม. ทั้ง 33 เขต โดยก่อนการเปิดตัว พรรคได้เปิดวีทีอาร์ของ นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค และวีทีอาร์ “เปิดตัวกรุงเทพฟ้าใหม่ไปไกลกว่าเดิม” หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นกล่าววิสัยทัศน์ต่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรค

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อยากจะบอกว่าตัวเองอยู่กับพรรคมาเป็นเวลานาน ครั้งนี้มีผู้แสดงเจตจำนงสมัครลง สส.กทม. เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่ต้องใช้หลายกระบวนการ ตั้งแต่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครส่งคลิปแสดงวิสัยทัศน์ แสดงเจตนาถ่ายทอดความมุ่งมั่นว่าต้องการมาทำอะไร จนให้ผู้สมัครตอบคำถาม และให้พูดถึงประเด็นปัญหาของคนกรุงเทพฯ ไล่เรียงจนถึงการสัมภาษณ์ของคณะกรรมการสรรหา ก่อนส่งให้คณะกรรมการบริหารเป็นผู้ตัดสิน

“จุดเริ่มต้นตัวเองอยากให้ทุกคนภาคภูมิใจ เพราะประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าทางพรรคเลือกถูกคนหรือไม่ เมื่อทั้ง 33 คนสวมเสื้อตัวนี้แล้วและกำลังต้องลงสู่สนามการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ตัวเองจะใช้เวลาช่วงต้นเพื่อที่จะบอกว่าภารกิจของพวกเราคืออะไร”

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ ทั้งความสำคัญของเศรษฐกิจ ความสำคัญในแง่ระบบการบริหารราชการที่ทุกคนทราบกันดี กรุงเทพมหานครตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ทางการเมืองเหมือนกับเป็นหัวใจทางการเมืองด้วย เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะของการนำกระแสไม่มากก็น้อย บางครั้งไม่นำกระแสก็สวนกระแสไปเลย เพราะอยากยืนยันบางสิ่งบางอย่าง หลายครั้งได้เห็นว่าพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นในเขตกรุงเทพมหานคร โดยหน้าที่ สส. คือผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ซึ่งพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร พี่น้องประชาชนดูจะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะในอดีตที่ผ่านมาประชาชนชาวกรุงเทพฯ แทบจะพูดได้ว่าเอาเรื่องพรรคการเมืองเป็นตัวตั้งในการตัดสินใจ เราจึงเห็นผลการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครมักจะไปแบบทางใดทางหนึ่ง

พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสครองใจคนมาหลายสมัย ชนะแบบท่วมท้น ทั้งการเลือกตั้ง สส. เราเคยมีผู้ว่าฯ ที่ชนะการเลือกตั้งสองครั้งในระยะเวลาที่ไม่นานมานี้ ซึ่งตัวเองเชื่อว่าหากลงท้ายปี พ.ศ. ด้วยเลข 9 ประชาธิปัตย์จะชนะมาตลอด ซึ่งคะแนนทุกคะแนนได้มาด้วยตนเองและได้รับการสนับสนุน จึงต้องถามว่าตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์มีอะไรให้กับสังคมบ้าง

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคไป เวลาประมาณ 2 เดือน เราปักธงชัดเจนว่าเรากับพี่น้องประชาชนจะไม่ทนอีกต่อไปและสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือการเมืองสุจริต สำหรับเรื่องอุดมการณ์ความคิด ความซื่อสัตย์สุจริต การยอมรับในกระบวนการประชาธิปไตย อย่ามองว่าเป็นเรื่องนามธรรม ทุกเรื่องย่อมกลับมาสู่ปัญหาที่ใกล้ชิดกับชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยช่วงหาเสียง ตัวเองรับรองได้ว่า “ต้องการแข่งขันเรื่องรถไฟฟ้า” ตัวเองยืนยันว่าระหว่างพรรคการเมืองที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงกับพรรคการเมืองที่ติดขัดเรื่องผลประโยชน์ที่ทับซ้อน ใครจะทำให้พี่น้องประชาชนได้ขึ้นรถไฟฟ้าในเงื่อนไขที่ดีกว่า

จากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งเราต้องเป็นกระบอกเสียงของจุดยืนพรรค และสิ่งที่เราบอกว่าจะไม่ทนจะต้องเริ่มต้น ต้องหาเสียงภายใต้กรอบกฎหมายบนความซื่อสัตย์สุจริต สำหรับตัวเองคนเป็นนักการเมืองที่ดีต้องมีเรื่องกฎกติกาและมารยาท ขอให้ยึดมั่นในแนวทางถูกต้อง สร้างกติกาทางการเมืองที่ดี จึงขอถือโอกาสนี้เปิดตัวผู้สมัครเพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนรู้จักผู้สมัครมากขึ้น

ช่วงท้ายนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวอวยพรให้กับผู้สมัครบอกว่า ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจเดินหน้าและประสบความสำเร็จในการทำงาน เอาการเมืองสุจริตมาเปลี่ยนแปลงประเทศต่อไป

ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ปชป. 70% เป็นหน้าใหม่

หลังจากนั้น นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 33 เขต โดยผู้สมัครกว่า 70% เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน และทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามานั้นเข้ามาด้วยความสามารถของตนเอง และแสดงความมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครทั้งหมดที่จะช่วยนำพาให้ “กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สำหรับว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ 33 เขต ประกอบด้วย

เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี

เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร

เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช

เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง

เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค

เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร

เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์

เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา

เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์

เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ

เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์

เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ

เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฐ์

เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ

เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร

เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์ มีนมณี

เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสริฐวงศ์

เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์

เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล

เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง

เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล

เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ

เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์

เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี

เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย

เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล

เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มลฑาทิพย์ ทิพยธนาพัฒน์

เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา

เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรรณ์

เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา

เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์

เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ

เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร

แคมเปญ “ไทยหายจน” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามในการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน การเปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม. ชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างความหวังให้กับคนกรุงเทพฯ การจะบรรลุเป้าหมาย “ไทยหายจน” ได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการนำเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมและการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – ปชป. เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต

รัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่ แจ้งเบาะแสได้ที่ 1374

รัฐบาลคุมเข้มความปลอดภัยทั่วประเทศ ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ ดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวและจุดที่มีคนหนาแน่น ขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส “บุคคลน่าสงสัย – บินโดรนผิดปกติ” ผ่านสายด่วน 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางและจัดกิจกรรมจำนวนมาก โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่ขณะนี้ต่อเนื่องไปจนถึงหลังสิ้นสุดเทศกาล ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดเพิ่มความเข้มข้นของการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงและความปลอดภัย

โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพื้นที่เสี่ยง ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว สถานที่จัดงานรื่นเริง รวมถึงจุดที่มีประชาชนรวมตัวเป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อความสงบสุขของประชาชน โดยจะบูรณาการการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานท้องถิ่น หน่วยงานด้านความมั่นคงอื่น ๆ รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างการเฝ้าระวัง แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดภายในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการป้องกันเหตุล่วงหน้าและการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

รัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่ แนะแจ้งเบาะแส “บุคคล-โดรน” ผิดปกติ ผ่านสายด่วน 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง

รัฐบาลเน้นย้ำให้ประชาชนร่วมมือกันสอดส่องดูแลความปลอดภัยในช่วงรัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแจ้งเบาะแสสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

แจ้งเบาะแสอย่างไร หากพบสิ่งผิดปกติในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่?

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า “ขอประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลความปลอดภัย หากพบเห็นพฤติกรรม บุคคล หรือ สิ่งของที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น การใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต การเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายสอดแนมหรือแฝงตัวของบุคคลต้องสงสัย หรือเหตุผิดปกติอื่นใดที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน ขอให้แจ้งข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่โดยเร็ว ผ่านสายด่วนความมั่นคง 1374 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที”

ในช่วงรัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่ การแจ้งเบาะแสที่รวดเร็วและแม่นยำจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ข้อมูลที่ได้รับจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยให้กับทุกคน

ดังนั้น หากท่านพบเห็นสิ่งผิดปกติใดๆ ที่อาจเป็นภัยคุกคาม อย่าลังเลที่จะโทรแจ้งสายด่วน 1374 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ความร่วมมือของท่านคือส่วนสำคัญในการทำให้ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่นี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ระมัดระวังทรัพย์สินและดูแลตัวเองให้ปลอดภัยในช่วงรัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่นี้นะคะ

ที่มา – รัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่ แนะแจ้งเบาะแส “บุคคล-โดรน” ผิดปกติ ผ่านสายด่วน 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง

บริษัทญี่ปุ่นเปิดทางทำงานถึง 70 ปี จริงหรือ?

สังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่นกำลังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดแรงงาน ล่าสุดมีผลสำรวจชี้ว่า บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการขยายบทบาทของแรงงานสูงวัยที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายด้านประชากรที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ

บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ได้เปิดเผยผลสำรวจที่น่าสนใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยในปีที่ผ่านมา พบว่ามีบริษัทญี่ปุ่นถึง 34.8% ที่อนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานต่อไปได้จนถึงอายุ 70 ปี ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 2.9% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี กำลังกลายเป็นแนวโน้มที่แพร่หลายมากขึ้น

ทำไมบริษัทญี่ปุ่นถึงเปิดโอกาสให้ทำงานถึง 70 ปี?

ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่รุนแรงขึ้นในญี่ปุ่น เนื่องจากจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหันมาพึ่งพาแรงงานสูงวัยมากขึ้นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ผลสำรวจยังระบุอีกว่า บริษัทจำนวน 28.3% ใช้วิธีเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานต่อหลังอายุเกษียณที่บริษัทกำหนดไว้เดิม ในขณะที่ 3.9% ยกเลิกการกำหนดอายุเกษียณไปเลย และ 2.5% ปรับเพิ่มเพดานอายุการทำงานให้สูงขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวิธีการที่บริษัทต่างๆ นำมาใช้เพื่อดึงดูดและรักษาแรงงานสูงวัย

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

เมื่อพิจารณาตามขนาดของกิจการ พบว่า บริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานตั้งแต่ 301 คนขึ้นไป มีสัดส่วนการจ้างงานแรงงานสูงวัยอยู่ที่ 29.5% ในขณะที่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีพนักงาน 21-300 คน มีสัดส่วนที่สูงกว่าเล็กน้อยอยู่ที่ 35.2% ซึ่งอาจเป็นเพราะบริษัทขนาดเล็กมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวมากกว่า

กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้นายจ้างต้องจ้างงานพนักงานที่ประสงค์จะทำงานต่อจนถึงอายุ 65 ปี และยังสนับสนุนให้ภาคธุรกิจจัดหาโอกาสการทำงานต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี ช่วยแก้ปัญหาได้จริง

การที่บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากขึ้นเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานต่อไปได้จนถึงอายุ 70 ปี ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมสังคมที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายทางอายุมากขึ้น ผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์และความรู้ความสามารถยังคงสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีคุณค่า

เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จากประสบการณ์ของญี่ปุ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ภาครัฐและภาคเอกชนควรให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข

ที่มา – ผลสำรวจชี้ บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มขยายบทบาทแรงงานสูงวัย

หนุ่มแก้บนกุมารทองเจ้าสัวเฮง! ลุ้นเลขเด็ดงวดนี้

หนุ่มช่างแอร์เดินทางมาแก้บน “กุมารทองเจ้าสัวเฮง” ที่อาศรมฤาษีเณร หลังรับโชคหลักแสน ก่อนกลับไม่พลาดขอเลขเด็ดกลับไปลุ้นอีกงวด

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่อาศรมฤาษีเณร ถนนกาญจนาภิเษกวงแหวนตะวันตกหมายเลข 9 ต.โพแตง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาด้วยความศรัทธามากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในอาศรม

โดยบรรยากาศภายในอาศรม ผู้ศรัทธาได้มากราบขอพรปู่ฤาษีพรหมเมศองค์ใหญ่ ท้าวเวสสุวรรณ 9 หน้า สูง 16 เมตร องค์ปู่เกล็ดแก้วนาคราช ขอโชคกุมารทองเจ้าสัวเฮง เจ้าเงาะในถ้ำจินดามณี หลายคนที่ประสบความสำเร็จตามที่ขอก็ได้นำสิ่งของต่างๆ ทั้งฟักทอง น้ำดื่ม ข้าวสาร มาแก้บนปู่ฤาษีพรหมเมศ และนำน้ำแดง ขนม ของเล่น มาแก้บนกุมารทองเจ้าสัวเฮง นอกจากนี้ยังมีหลายคนได้ให้อาจารย์ฤาษีเณรลง นะ พระลักษณ์หน้าทอง เจิมมือเปิดดวงเศรษฐี ส่วนสิ่งของต่างๆ ที่ประชาชนนำมาแก้บน ทางอาศรมจะนำไปบริจาคต่อยังโรงเรียน โรงพยาบาล และคนยากไร้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

โดยวันนี้มี นายสาลี บุตรดี อายุ 36 ปี ช่างแอร์ ได้เดินทางจาก กทม. พร้อมครอบครัวนำของเล่น น้ำแดง และประทัดมาจุดถวายแก้บน กุมารทองเจ้าสัวเฮง หลังขอโชคของานและประสบความสำเร็จ โดยมีโชคหลักแสนหลายงวดติดและได้โปรเจกต์งานหลักแสน

นายสาลี บุตรดี กล่าวว่า ตนเดินทางมายังอาศรมแห่งนี้ 5 ครั้งแล้ว โดยมาขอทุกครั้งก็มีโชคทุกรอบ โดยครั้งนี้มีโชคมากกว่าที่ผ่านมาแถมยังได้งานอีกด้วย โดยงานที่เสนอไปมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาทก็ผ่าน แล้วคนที่มาด้วยกันทั้งหมดก็ต่างมีโชคทุกคน

ก่อนกลับ นายบุตรดี ยังได้จุดประทัดถวายกุมารทองเจ้าสัวเฮง และนำเลขหางประทัดเพื่อนำไปเสี่ยงโชคในงวดต่อไป โดยเลขหางประทัดคือ 791 และ 87.

กุมารทองเจ้าสัวเฮง

เลขเด็ดจากกุมารทองเจ้าสัวเฮงที่อาศรมฤาษีเณร

อาศรมฤาษีเณรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนมากมายเดินทางมาเพื่อขอพรและโชคลาภ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กุมารทองเจ้าสัวเฮง ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการให้โชคให้ลาภ ทำให้มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาแก้บนและขอเลขเด็ดอยู่เสมอ เรื่องราวของนายสาลี บุตรดี ช่างแอร์ที่เดินทางมาแก้บนและขอเลขเด็ดจากกุมารทองเจ้าสัวเฮง ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกุมารทองเจ้าสัวเฮง

การเดินทางมาขอพรและโชคลาภจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นความเชื่อและวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการขอพรให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การขอให้มีโชคลาภ หรือแม้แต่การขอให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ การเดินทางมายังอาศรมฤาษีเณรและขอพรจากกุมารทองเจ้าสัวเฮง ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ผู้คนหวังที่จะได้รับพรและโชคลาภตามที่ปรารถนา

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ดเพื่อเสี่ยงโชคในงวดต่อไป ลองพิจารณาเลขหางประทัดที่ได้จากกุมารทองเจ้าสัวเฮงที่อาศรมฤาษีเณรดู อาจจะเป็นเลขนำโชคที่ทำให้คุณได้รับโชคลาภก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม การเสี่ยงโชคควรทำแต่พอดีและอยู่ในขอบเขตที่ตนเองสามารถรับได้ ที่สำคัญคือการไม่ละทิ้งการทำงานและหน้าที่ของตนเอง

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

คิม จองอึน เปิดโรงงานใหม่ หวังพัฒนาภูมิภาค

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ร่วมพิธีเปิดโรงงานในเมืองซินโพ ต่อเนื่องเป็นแห่งที่สอง พร้อมปรากฏตัวคู่บุตรสาว “คิม จูแอ” สื่อรัฐตอกย้ำนโยบายเร่งพัฒนาภูมิภาค ลดช่องว่างรายได้

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เข้าร่วมพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่เป็นแห่งที่สองติดต่อกัน โดยเดินทางตรวจเยี่ยมและร่วมพิธีเปิดโรงงานในเมืองซินโพ เมืองชายฝั่งทางตะวันออก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากเมื่อวันก่อนหน้าเพิ่งร่วมตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งหนึ่งในเขตจางยอน ทางตะวันตกของประเทศ

โดยผู้นำเกาหลีเหนือ ปรากฎตัวพร้อมคิม จูแอ บุตรสาวซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นทายาททางการเมือง ซึ่งนับเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนร่วมกับบิดาอีกครั้ง หลังทั้งคู่เคยร่วมตรวจเยี่ยมโรงงานอีกแห่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า เมืองซินโพมีศักยภาพที่เชื่อถือได้และแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาอย่างพึ่งพาตนเอง พร้อมย้ำความมุ่งมั่นของพรรคแรงงานเกาหลี ในการเดินหน้านโยบายพัฒนาภูมิภาคอย่างทะเยอทะยานยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้เยี่ยมชมฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลางทะเลของเมืองซินโพ และรับฟังรายงานเกี่ยวกับกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง เพื่อนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้เริ่มผลักดันนโยบายพัฒนาภูมิภาคตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างเมืองใหญ่กับพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ และกระจายการพัฒนาออกสู่ระดับท้องถิ่นมากขึ้น.

การปรากฏตัวของคิม จองอึน ในการเปิดโรงงานใหม่ติดต่อกันถึงสองวัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายพัฒนาภูมิภาคอย่างจริงจัง การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและการลดช่องว่างรายได้ ถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่เกาหลีเหนือต้องการบรรลุ

การที่คิม จองอึน นำบุตรสาว คิม จูแอ มาร่วมงานด้วยนั้น ตอกย้ำถึงบทบาทและความสำคัญของเธอในฐานะทายาททางการเมือง การปรากฏตัวต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง เป็นการส่งสัญญาณถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการสืบทอดอำนาจในอนาคต

รัฐบาลเกาหลีเหนือภายใต้การนำของคิม จองอึน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นโยบายพัฒนาภูมิภาคเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว การลงทุนในโรงงานใหม่และการส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่น จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

คิม จองอึน พาบุตรสาวตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งใหม่ หวังเร่งพัฒนาภูมิภาค

ความสำคัญของการพัฒนาภูมิภาคโดยคิม จองอึน

การพัฒนาภูมิภาคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ การกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคต่างๆ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่ เกาหลีเหนือภายใต้การนำของคิม จองอึน กำลังเดินหน้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และการพัฒนาภูมิภาคเป็นก้าวสำคัญในการบรรลุวิสัยทัศน์นั้น

นโยบายพัฒนาภูมิภาคของเกาหลีเหนือไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาสังคม การศึกษา และวัฒนธรรม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน

การเปิดโรงงานใหม่ในเมืองซินโพและเขตจางยอน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของนโยบายพัฒนาภูมิภาคที่ทะเยอทะยาน การลงทุนอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากภาครัฐ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาให้ประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

การพัฒนาภูมิภาคไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเผชิญกับความท้าทายและความยากลำบากมากมาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของผู้นำเกาหลีเหนือ และความร่วมมือของประชาชน การพัฒนาภูมิภาคจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างเกาหลีเหนือที่แข็งแกร่งและมั่งคั่ง

การที่ผู้นำเกาหลีเหนืออย่างคิม จองอึน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภูมิภาค แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ การเปิดโรงงานใหม่และการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนาน แต่ด้วยความพยายามและความมุ่งมั่น เกาหลีเหนือจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาภูมิภาคและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแน่นอน

ที่มา – “คิม จองอึน” พาบุตรสาวตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งใหม่ 2 วันติดกัน หวังเร่งผลักดันแผนพัฒนาภูมิภาค