วัน: 22 ธันวาคม 2025

“สีหศักดิ์” แจงเหตุผลยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง


“สีหศักดิ์” แถลงเหตุผล ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง นัดถกใน GBC 24 ธ.ค.นี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแถลงถึงเหตุผลที่ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ แม้ว่ากัมพูชาจะเสนอให้มีการหยุดยิงในเวลา 22.00 น. ของคืนวันที่ 22 ธันวาคมที่จะถึงนี้

นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ต้องการให้การหยุดยิงเป็นเพียงแค่คำประกาศ แต่ต้องการให้มีการพูดคุยและตกลงในรายละเอียดของมาตรการและขั้นตอนการตรวจสอบอย่างชัดเจน จึงได้มีการนัดหมายให้ทหารของทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อกำหนดขั้นตอนในการกลับไปสู่ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา โดยประเทศไทยได้เสนอจังหวัดจันทบุรีเป็นสถานที่จัดการประชุม แต่ยังคงรอการตอบรับจากฝ่ายกัมพูชา

เบื้องหลังการหารือ: ทำไมยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง?

ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ได้เข้าร่วมหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผู้แทนจาก 11 ประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม (ยกเว้นเมียนมาที่เข้าร่วมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์) ที่ประชุมได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และหารือถึงแนวทางที่อาเซียนจะสามารถเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีความปรารถนาดีต่อกัมพูชามาโดยตลอด ตั้งแต่การให้ความช่วยเหลือในช่วงสงครามกลางเมือง การเปิดชายแดนรับผู้อพยพ และการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทั้งสอง ประเทศไทยได้พยายามแก้ไขปัญหาในกรอบทวิภาคี แต่กลับกลายเป็นฝ่ายกัมพูชาที่นำประเด็นนี้เข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบของสหประชาชาติ

ประเด็นสำคัญที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ เรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การกระทำต่างๆ ที่ผ่านมาของกัมพูชา เช่น การปล่อยเทปบันทึกการสนทนา ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลดอาวุธตามแนวชายแดน การลดกำลังทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการพื้นที่ที่รุกล้ำกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องทุ่นระเบิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดหลายครั้ง

ในการประชุมครั้งนี้ นายสีหศักดิ์ย้ำว่าไม่ได้ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหา แต่ต้องการที่จะหาแนวทางในการเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการหยุดยิง ซึ่งจะต้องมาจากการพูดคุยและตกลงกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศ

ดังนั้น การนัดหมายประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคม จึงเป็นก้าวสำคัญในการหาข้อตกลงหยุดยิงที่แท้จริง และนำไปสู่การปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างครบถ้วน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย การเจรจาและพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หวังว่าการประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – “สีหศักดิ์” แถลงเหตุผล ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง นัดถกใน GBC 24 ธ.ค.นี้

AT-6 วูฟเวอร์รีน: เขี้ยวเล็บ ทอ.ไทย สุดแม่นยำ!

แม่นยำ หนักหน่วง รุนแรง ราบคาบ! เขี้ยวเล็บวูฟเวอร์รีน ทอ. ไทย Beechcraft AT-6 Wolverine

Beechcraft® AT-6 Wolverine คืออากาศยานรบหลายภารกิจ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการปฏิบัติการรบทางอากาศ หรือลาดตระเวนถ่ายภาพพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ พัฒนาโดย Beechcraft® บริษัทเดียวกับที่ส่งมอบเครื่องบิน T-6A ให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ และเครื่องบิน T-6B ของกองทัพเรือสหรัฐฯ จุดเด่นคือคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินจากเครื่อง Lockheed Martin A-10C พร้อมห้องนักบิน CMC Esterline และระบบจัดการการบิน

การจัดหา เครื่องบินโจมตีเบา AT-6 Wolverine มีเป้าหมายเพื่อทดแทนเครื่องบินฝึก-ขับไล่ไอพ่น L-39 ZA/ART ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี ซึ่งถูกทยอยปลดประจำการไปแล้ว โดย L-39 เคยประจำการอยู่ที่กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ ทำหน้าที่ฝึกนักบินขับไล่ไอพ่น ก่อนที่จะไปบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงกว่า เช่น เอฟ-5TH ซุปเปอร์ไทกริส หรือ เอฟ-16 เอ/บี ไฟท์ติ้งฟัลคอน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นเครื่องบินขับไล่เบา และสนับสนุนการโจมตีภาคพื้นดินด้วยอาวุธจรวดและระเบิดต่างๆ ได้อีกด้วย

AT-6E เป็นเครื่องบินเครื่องยนต์ใบพัดแบบเทอร์โบพร็อพ โจมตีเบา/ลาดตระเวนติดอาวุธ พัฒนาจากเครื่องบินฝึกหลัก T-6 เจ้า Wolverine ที่มีกรงเล็บแหลมคม มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ควบคุมภารกิจที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องบินโจมตี A-10C ส่วนคันเร่งและคันบังคับแบบ Hands-on (HOTAS) นำมาจากเครื่อง F-16, ระบบส่งสัญญาณติดหมวก (HMCS) และห้องนักบินระบบดิจิทัลพร้อม MFD สำหรับการนำทาง เซ็นเซอร์ และการจัดการ/ระบบยิงอาวุธแบบบูรณาการ สามารถบรรทุกอาวุธอากาศสู่พื้นได้หลากหลายชนิด ติดตั้งเซ็นเซอร์ EO/IR MX-15D เพื่อใช้ในการเล็งเป้าหมายและ ISR ทางยุทธวิธี

ในสงครามอีเล็กทรอนิกส์ AT-6 ติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูล LINK-16/SADL, ระบบ FMV/ROVER แบบเรียลไทม์สำหรับการเชื่อมต่อกับกองกำลังภาคพื้นดิน และระบบ VHF/UHF/SATCOMS ทางยุทธวิธี เดิมที AT-6 ถูกเสนอให้ใช้งานในภารกิจโจมตีเบา/ลาดตระเวนติดอาวุธ (LAAR) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งถูกปรับลดงบประมาณลงเมื่อสิบปีก่อน

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการอีกครั้งในปี 2560 เพื่อลดแรงกดดันต่อฝูงบินที่มีอยู่ โดยจัดหา AT-6 Wolverine สองเครื่อง (และ A-29 Super Tucano ของ AFSOC อีกสองเครื่อง) เพื่อพัฒนา CAS/ISR น้ำหนักเบา สำหรับประเทศพันธมิตร อย่าง โคลอมเบีย ไนจีเรีย ไทย และตูนิเซีย เพื่อพัฒนายุทธวิธีโจมตีเบา/ISR ร่วมกับ AERONet

เครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 บ.จ.8 Beechcraft AT-6TH Wolverine ฝูงบิน 411 กองบิน 41 เชียงใหม่ กองทัพอากาศไทย (RTAF: Royal Thai Air Force) หมายเลข “41102” ได้เริ่มต้นทำการฝึกบินในพื้นที่ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. 2567 (2024) ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสถาปนากองบิน 41 เชียงใหม่ กองทัพอากาศไทยได้รับมอบเครื่องบินโจมตี บ.จ.8 AT-6TH Wolverine สองเครื่องแรก หมายเลข “41101” และ “41102” เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ทำไมต้อง AT-6 Wolverine?

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน กองทัพอากาศไทยได้ลงนามสัญญาจัดหาเครื่องบินโจมตี บ.จ.8 AT-6TH จำนวน 8 เครื่องวงเงิน 4,314,039,908.80 บาท ($143 million) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 (2021) โดยฝูงบิน 411 จะได้รับมอบครบ 8 เครื่องภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 (2025) การจัดหาเครื่องบินโจมตี AT-6TH ยังรวมถึงการถ่ายทอดวิทยาการแก่เจ้าหน้าที่ของ ทอ. ไทย เช่นเดียวกับเครื่องบินฝึกแบบที่ 22 บ.ฝ. 22 Beechcraft T-6TH Texan II(T-6C) ของโรงเรียนการบินกำแพงแสนกองทัพอากาศไทย ที่ได้รับมอบครบจำนวน 12 เครื่อง ในปี พ.ศ. 2566 (2023) โดยมีพื้นฐานร่วมกัน

กองทัพอากาศไทยส่งนักบินชุดรับมอบจำนวน 8 นาย เข้ารับการฝึกหลักสูตรครูการบิน(Flight Instructor) และนักบินลองเครื่อง(Test Pilot) ณ บริษัท Textron Aviation Defense สหรัฐฯใน Wichita มลรัฐ Kansas ระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม พ.ศ.2567 และได้สำเร็จการศึกษากลับมายังไทยและเริ่มจัดตั้งการฝึกในประเทศแล้ว

เช่นเดียวกับเครื่องบินฝึก บ.ฝ.22 T-6TH บ.จ.8 AT-6TH สองเครื่องแรก ถูกจัดส่งทางเรือมาไทยได้เข้าสู่โครงการประกอบขั้นสุดท้าย (Final Reassembly Program) โดยโรงงานอากาศยานของ บริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด (TAI: Thai Aviation Industries) ในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ใกล้กับ กองบิน 4 ตาคลี ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2567 เครื่องบินที่เหลือ ถูกประกอบและส่งมอบเพิ่มเติมจนครบ

เครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH ติดตั้งเครื่องยนต์ใบพัดแบบ turboprop ให้กำลัง 1,600 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุดได้ 858 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (316knots) เพดานบินสูงสุด 9,949 เมตร (31,000 feet) พิสัยบิน 3,194 กิโลเมตร (1,725nmi) น้ำหนักภารกรรมบรรทุก 1,864 กิโลกรัม (4,110lbs) ติดระบบตรวจจับกล้อง electro-optic/infrared(EO/IR) แบบ WESCAM MX-15Di ในตำแหน่งใต้โครงสร้างลำตัวกลางเครื่อง

ระบบอาวุธของ AT-6 Wolverine

ตำแหน่งติดอาวุธ 7 จุด ใต้ปีกข้างละ 3 จุด ใต้ลำตัว 1 จุด เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของภารกิจ ทั้งกระเปาะปืนกล .50 คาลิเบอร์ ความจุกระสุน 400 นัด และอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire หรือปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มิลลิเมตร จรวดไม่นำวิถีขนาด 2.75 นิ้ว ไฮดรา จรวดนำวิถีด้วยเลเซอร์ APKWS อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นแบบ เอจีเอ็ม-142 เฮลไฟร์ ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU 12 Paveway I, GBU-58 Paveway II, GBU-49 และ GBU-59 enhanced Paveway II ระเบิดไม่นำวิถี MK 81 ขนาด 250 ปอนด์ และ MK 82 ขนาด 500 ปอนด์

เครื่อง AT-6TH ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภารกิจ ได้แก่

  • การบินสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support)
  • ผู้ควบคุมอากาศยานหน้า(Forward Air Control-Airborne)
  • การลาดตระเวนรบติดอาวุธ (Armed Reconnaissance)
  • การโจมตีทางอากาศ (Air Strike)
  • การเฝ้าระวัง การข่าวกรองและการลาดตระเวน (Surveillance and Reconnaissance : ISR)
  • การบินค้นหาช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue)
  • การสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัย (Disaster Area Imagery)
  • การถ่ายภาพภัยพิบัติ (Disaster Area Imagery)
  • การสนับสนุนปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่า

รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในภารกิจด้านความมั่งคง การรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ และการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

AT-6 Wolverine มี ISR ที่ทำงานเข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย ระบบกำหนดเป้าหมาย มีชุดเซ็นเซอร์ L3 Wescam MX-15D ประกอบด้วยกล้อง และ IR เครื่องระบุตำแหน่งด้วยเลเซอร์ เครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์

ห้องนักบินของเครื่องบิน AT-6 Wolverine ถูกสร้างขึ้นสำหรับนักรบยุคใหม่ โดยผสานห้องนักบินกระจกดิจิทัลและ HUD ระบบนำทางยุทธวิธี จอแสดงผลเซ็นเซอร์ การจัดการอาวุธ และโหมดการส่งมอบอาวุธ ระบบภารกิจรบ A-10C ล็อกฮีด มาร์ติน ห้องนักบิน CMC ระบบจัดการเที่ยวบิน และจอแสดงผลแบบมัลติฟังก์ชัน SparrowHawk HUD พร้อมระบบนำทางแบบบูรณาการและการยิงอาวุธปล่อยต่างๆ การควบคุมคันเร่งและควบคุมคันบังคับ (HOTAS) จากเครื่อง F-16.

โดยรวมแล้ว Beechcraft AT-6 Wolverine ถือเป็นเครื่องบินโจมตีเบาที่มีศักยภาพสูง เหมาะสมกับภารกิจที่หลากหลายของกองทัพอากาศไทย และเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – แม่นยำ หนักหน่วง รุนแรง ราบคาบ! เขี้ยวเล็บวูฟเวอร์รีน ทอ. ไทย Beechcraft AT-6 Wolverine

ตร.เร่งสอบ **ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ**

จากกรณีที่ปรากฏข่าว **ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ** พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการสืบสวนหาที่มาของโดรนดังกล่าว แม้ว่าในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้

ตร.เร่งตรวจสอบ ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ

ผบ.ตร. กล่าวว่า การปฏิบัติงานของตำรวจในเรื่องนี้เป็นการทำงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับของกองทัพอากาศ โดยมีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบเป็น 3 ส่วน ได้แก่ วงใน (ทอ.และ ทอท.), วงกลาง (ตร.) และวงนอก (ทบ.) ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีมาตรการและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในการป้องกัน ปราบปราม และสืบสวนสอบสวน

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.), กสทช., ทอท., ตร. และกองทัพ เพื่อประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร วางแผนปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

โทษทางกฎหมายสำหรับผู้กระทำผิดกรณี ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ

สำหรับผู้ที่ใช้โดรนในพื้นที่ห้ามบินหรือสนามบิน จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่หากพบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องความมั่นคง หมวด 2 และ 3 ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต

ผบ.ตร. ได้ฝากเตือนไปยังผู้ที่มีความคิดที่จะก่อกวนหรือกระทำความผิด ให้ตระหนักถึงโทษที่ร้ายแรงที่จะได้รับ และยืนยันว่าตำรวจได้มีการกำหนดเป้าหมายและมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

กรณีที่มีรายงานว่าพบโดรนถึง 40 ลำในบริเวณสุวรรณภูมิ ผบ.ตร. กล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ได้รับแจ้งและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยตำรวจได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อร่วมปฏิบัติงานกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว แต่ยังไม่พบโดรนตามจำนวนที่ได้รับรายงาน

ในการสืบสวนหาที่มาของโดรนนั้น ตำรวจจะใช้วิชาการสอบสวน เนื่องจากในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังไม่มีกล้องวงจรปิดหรือระบบที่สามารถใช้ในการสืบสวนได้ จึงจำเป็นต้องตั้งสมมติฐานและดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาผู้กระทำผิด

หากพบว่ามีโดรนจำนวนมากบินอยู่ในบริเวณสนามบินจริง ก็จะต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายการก่อวินาศกรรมหรือไม่ ซึ่งจะต้องนำข้อมูลมาประเมินร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและรายงานต่อศูนย์ปฏิบัติการกองทัพอากาศ (ศปก.ทอ.) เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและรับมือที่เหมาะสม

ผบ.ตร. ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในหลายครั้งที่ประชาชนเห็นเป็นโดรน อาจเป็นเพียงแสงจากอากาศยาน (เครื่องบิน) ซึ่งสามารถตรวจสอบได้เบื้องต้นด้วยแอปพลิเคชั่น Flightradar แต่หากพบเห็นโดรนในพื้นที่ใด ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการติดตามตัวผู้กระทำผิด

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ตำรวจได้กำหนดแผนปฏิบัติเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินจากการใช้อากาศยานไร้คนขับในการก่อเหตุหรือกระทำการไม่พึงประสงค์แล้ว และยืนยันว่าจะดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้มีผู้ใดสามารถปั่นป่วนสถานการณ์ได้

เหตุการณ์ **ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ** ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในอนาคต

ที่มา – ตร.เร่งตรวจสอบ ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ เตือนพวกคิดป่วน โทษหนักถึงประหาร-คุกตลอดชีวิต

นายกฯ หารือปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน



นายกฯ หารือปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นล่าสุด นายกฯ อนุทินได้เปิดเผยถึงการหารือกับทูตพิเศษจีนเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงความต้องการที่จะเห็นสันติภาพชายแดนและความชัดเจนในจุดยืนของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้การต้อนรับ นายเติ้ง ซีจวิน (H.E. Mr. Deng Xijun) เอกอัครราชทูตและผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน และนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีประเด็นหลักคือความต้องการที่จะสร้าง สันติภาพชายแดน ให้เกิดขึ้น

นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า การพบปะครั้งนี้เป็นการพูดคุยถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยทูตพิเศษจีนได้เดินทางไปพบกับฝ่ายกัมพูชาก่อนที่จะมาพบกับประเทศไทย จีนแสดงบทบาทเป็นกลางและไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ทางจีนเพียงเเต่ต้องการให้เกิด สันติภาพชายแดน

เมื่อถูกถามว่าจีนได้เสนอข้อตกลงใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า จีนไม่ได้เรียกร้องข้อตกลงใดๆ เป็นพิเศษ เพียงแต่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสันติภาพ ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้าร่วมประชุมและกลับมาให้รายงานผลการประชุมต่อไป

กำลังใจจากประชาชนคือสิ่งสำคัญ

นายอนุทินยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่ไม่สงบในขณะนี้ โดยขอให้ประชาชนส่งกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

“กองทัพไทยทำการปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างสุดความสามารถทุ่มเทเสียสละเป้าหมายที่กองทัพไทยได้คาดการณ์ไว้วางแผนวางปฏิบัติการไว้เรามีต้นทุนที่เสียไป แต่เป้าหมายยังดำรงอยู่ ขอให้ประชาชนเป็นกำลังใจให้นักรบแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทเสียสละไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหารและเจ้าหน้าที่ในการปกป้องแผ่นดิน รวมถึงการให้ความร่วมมือในการพักพิงในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้เพื่อความปลอดภัย ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

สำหรับสถานการณ์ สันติภาพชายแดน ที่ยังไม่แน่นอนนี้ ทางรัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อนำสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจุดยืนที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และกองทัพ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ การมีมิตรประเทศที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างจีน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือเเละเข้าใจซึ่งกันเเละกันเพื่อสร้าง สันติภาพชายแดน ที่ยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ หารือทูตพิเศษจีน ปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน ย้ำไทยมีจุดยืนชัดเจน

“ภูมิใจไทย” ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต ลุยเลือกตั้ง

พรรค“ภูมิใจไทย” จัดทัพใหญ่ ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต มั่นใจพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 “สรรเพชญ” ยันพร้อมเต็มที่สานงานต่อให้ชาวสงขลา

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต สส.สงขลา เขต 1 เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรคเพื่อรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดสงขลา ซึ่งจัดขึ้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลทับช้าง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผู้ผ่านการสรรหาและเตรียมลงสมัคร สส. ครบทั้ง 9 เขตเลือกตั้งของจังหวัดสงขลาแล้ว

สำหรับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดสงขลา ในนามพรรค“ภูมิใจไทย” ทั้ง 9 เขต ประกอบด้วย

  • เขต 1 นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต สส.สงขลา เขต 1
  • เขต 2 นายศาสตรา ศรีปาน อดีต สส.สงขลา เขต 2
  • เขต 3 นายสมยศ พลายด้วง อดีต สส.สงขลา เขต 3
  • เขต 4 นายโยธิน ทองเนื้อแข็ง อดีตสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา
  • เขต 5 นายอภิชาต ลาพินี
  • เขต 6 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์
  • เขต 7 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ อดีต สส.สงขลา เขต 7
  • เขต 8 นายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ
  • เขต 9 พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มว่า จำนวนผู้สมัครทั้ง 9 คน มีถึง 4 คนที่เป็นอดีต สส.ของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานในสภา เข้าใจกลไกการผลักดันนโยบาย และรับรู้ปัญหาในพื้นที่เป็นอย่างดี จึงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสานงานต่อยอดงานเดิม และขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของจังหวัดสงขลาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันผู้สมัครรายอื่นๆ ก็เป็นบุคคลที่มีศักยภาพ มีความรู้ ความสามารถ และมีฐานการทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีมผู้สมัครของพรรค“ภูมิใจไทย”ในจังหวัดสงขลาครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่าง ประสบการณ์ ความต่อเนื่อง และพลังใหม่อย่างลงตัว

“การเลือกตั้งรอบนี้ พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมทั้งตัวบุคคล ทีมงาน และนโยบาย ผู้สมัครทุกคนพร้อมลงพื้นที่ แนะนำตัว และสื่อสารนโยบายของพรรคอย่างเข้มข้น เพื่อขอความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวสงขลา ทั้งระบบบัญชีรายชื่อและเขตเลือกตั้งและพร้อมเดินหน้าทำงานให้กับประชาชนชาวสงขลา” นายสรรเพชญกล่าว

“ภูมิใจไทย” จัดทัพใหญ่ ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต มั่นใจพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

พรรคภูมิใจไทย มั่นใจในการส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ทั้ง 9 เขตลงสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยความพร้อมในทุกด้าน ทั้งตัวบุคคล นโยบาย และทีมงาน เราเชื่อมั่นว่าผู้สมัครของเราจะสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องชาวสงขลาได้อย่างตรงจุด และพร้อมที่จะพัฒนาจังหวัดสงขลาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีกขั้น

ทำไมต้องเลือก “ภูมิใจไทย” ที่สงขลา?

นอกจากประสบการณ์และความมุ่งมั่นของผู้สมัครแล้ว พรรค“ภูมิใจไทย” ยังมีนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ที่จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดสงขลาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข หรือโครงสร้างพื้นฐาน เราให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญ ที่พี่น้องชาวสงขลาจะได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พร้อมจะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ขอให้ทุกท่านพิจารณาอย่างรอบคอบ และเลือกคนที่ท่านเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาจังหวัดสงขลาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การตัดสินใจของท่านมีความหมาย เลือกคนที่ใช่ พรรคที่พร้อม แล้วสงขลาจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – “ภูมิใจไทย” จัดทัพใหญ่ ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต มั่นใจพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

อาเซียนหวัง ไทย-กัมพูชา หยุดยิง รักษาเอกภาพ

ประธานอาเซียน หวัง “ไทย-กัมพูชา” หยุดยิง และงดเว้นจากการปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม ยึดหลักการทูต-สันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน

เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 22 ธ.ค. 68 นายโมฮามัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เปิดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กล่าวในบางช่วงของการเปิดประชุมว่า ในฐานะประธานที่ประชุม เสียใจอย่างยิ่งต่อการสูญเสียพลเรือนและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและก่อให้เกิดการพลัดถิ่นภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

นับตั้งแต่เริ่มการสู้รบในเดือนกรกฎาคม นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ได้ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ผ่านการติดต่อประสานงานอย่างต่อเนื่องกับนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทย ส่งผลให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา และข้อตกลงอื่นๆ ที่ตามมาระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทย และมีนายกรัฐมนตรีอันวาร์ และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นพยาน

ประธานอาเซียน เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการตามข้อตกลงและข้อตกลงสันติภาพเหล่านี้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ตลอดกระบวนการติดต่อประสานงาน นายกรัฐมนตรีอันวาร์ ยังได้สื่อสารอย่างแข็งขันกับผู้นำอาเซียนอื่นๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์

และเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ประธานอาเซียนได้ถ่ายทอดความกังวลของมาเลเซีย และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความยับยั้งชั่งใจ ยุติการสู้รบทั้งหมด และงดเว้นจากการปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม รวมถึงการใช้กำลังหรือการเคลื่อนที่ของหน่วยติดอาวุธ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2025 เวลา 22:00 น. (UTC+7) เป็นต้นไป

นายโมฮามัด ฮาซัน กล่าวด้วยว่า เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาและไทย เพื่อหารือถึงแนวทางที่ดีที่สุดในการลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างสองประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญที่กัมพูชาและไทยจะต้องยึดมั่นในจิตวิญญาณของการเจรจา สติปัญญา และความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อยุติความตึงเครียดและรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของมาเลเซีย ผ่านกลไกทีมสังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ยังได้ประสานงานอย่างแข็งขันกับคู่เจรจาจากกัมพูชาและไทย เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ ในประเด็นนี้ ซึ่งจะได้รับฟังการบรรยายสรุปจาก AOT ในระหว่างการประชุมลับนี้

นายโมฮามัด ฮาซัน หวังว่าการประชุมพิเศษครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นความพยายามของอาเซียนเพื่อให้เกิดเสถียรภาพขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยอาเซียนต้องทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดความตึงเครียด แต่ต้องเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้งกัน และเปิดโอกาสสำหรับการเจรจา แม้จะมีความแตกต่างกันอยู่

หากยังไม่มีคำตอบทั้งหมดสำหรับความขัดแย้ง ก็มีบางสิ่งที่มีพลังไม่แพ้กัน นั่นคือบทเรียนจากอดีต การหวนมองย้อนกลับไปถึงภูมิปัญญา ความสามัคคี และความไว้วางใจที่นำพาผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย จะช่วยให้อาเซียนค้นพบเข็มทิศนำทางสู่อนาคตได้ และตระหนักว่าความแข็งแกร่งร่วมกันคือทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาเซียน

ผู้ก่อตั้งอาเซียนได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์นั้นในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในปี 1976 ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ยังคงเตือนใจถึงหลักการพื้นฐาน 3 ประการที่ยั่งยืน

ประการแรก ความสำคัญของการทูต “วิถีอาเซียน” ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของอาเซียน ซึ่งมีรากฐานมาจากการเจรจา การปรึกษาหารือ และฉันทามติ

ประการที่สอง พลังแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ครั้งแล้วครั้งเล่า ความเป็นเอกภาพของอาเซียน ช่วยปกป้องอาเซียนจากแรงกดดันภายนอกและนำพาผ่านพ้นวิกฤต

ประการที่สาม รากฐานแห่งความไว้วางใจ ความยืดหยุ่น สร้างขึ้นบนความไว้วางใจ ไม่เพียงแต่ในสถาบันของอาเซียนเท่านั้น แต่ในกันและกันในฐานะครอบครัวของประชาชาติ

ประธานอาเซียน หวัง “ไทย-กัมพูชา” หยุดยิง เพื่อรักษาเอกภาพของอาเซียน

ทำไมอาเซียนถึงให้ความสำคัญกับการที่ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่อาเซียนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคโดยรวม ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน การที่ประธานอาเซียนออกมาเรียกร้องให้ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง จึงเป็นการแสดงออกถึงความกังวลและความมุ่งมั่นที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ การที่ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง ยังมีความสำคัญต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของอาเซียนในสายตาของประชาคมโลก อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี หากอาเซียนไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาคได้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อบทบาทและอิทธิพลของอาเซียนในเวทีโลก

การที่ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการสร้างความร่วมมือและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

การเจรจาและการทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การที่อาเซียนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการทูต แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ดังนั้น การที่ประธานอาเซียนออกมาเรียกร้องให้ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง จึงเป็นความพยายามที่จะรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และเอกภาพของอาเซียน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดขององค์กร

ที่มา – ประธานอาเซียน หวัง “ไทย-กัมพูชา” หยุดยิง เพื่อรักษาเอกภาพของอาเซียน

ญี่ปุ่นเดินเครื่อง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก?

สภาจังหวัดนีงาตะลงมติครั้งสำคัญที่จะชี้ชะตาการกลับมาดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ “คาชิวาซากิ-คาริวะ” ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวประมาณ 220 กิโลเมตร โรงไฟฟ้าแห่งนี้ถูกระงับการใช้งานมาตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิถล่มโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ไดอิจิ เมื่อปี 2011 ซึ่งเป็นภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เชอร์โนบิล

ด้านกลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ได้รวมตัวกันหน้าอาคารสภาจังหวัดนีงาตะท่ามกลางอากาศหนาวจัดท่ามกลางอุณหภูมิเพียง 6 องศาเซลเซียส พร้อมชูป้ายข้อความ “ไม่เอานิวเคลียร์” และ “คัดค้านการเดินเครื่องคาชิวาซากิ-คาริวะ” พร้อมร่วมกันร้องเพลง “ฟูรูซาโตะ” ซึ่งเป็นเพลงที่สื่อถึงความรักในบ้านเกิด โดยหนึ่งในผู้ประท้วงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของบริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ เทปโก ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ว่ามีความพร้อมเพียงพอหรือไม่ที่จะกลับมาดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

ในวันนี้ (22 ธ.ค.) สภาจังหวัดนีงาตะได้ลงมติไว้วางใจนายฮิเดโยะ ฮานาซูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะ ซึ่งให้การสนับสนุนการเปิดโรงไฟฟ้าอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้โรงไฟฟ้าสามารถเริ่มดำเนินการได้อีกครั้ง แม้ว่าสมาชิกสภาจะลงมติสนับสนุนฮานาซูมิ แต่การประชุมสภาซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี ได้เผยให้เห็นความแตกแยกในชุมชนเกี่ยวกับการเปิดโรงไฟฟ้าอีกครั้ง แม้ว่าจะมีการสร้างงานใหม่และค่าไฟฟ้าที่อาจลดลงก็ตาม

ด้านนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ 2 เดือน แสดงท่าทีสนับสนุนการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์อย่างชัดเจน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว และถ่านหิน ซึ่งในปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นต้องสูญเงินไปกว่า 10.7 ล้านล้านเยน (ราว 2.12 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าในญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ทำให้รัฐบาลตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์ให้เป็น 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2040

แม้เทปโกจะพยายามซื้อใจชาวเมืองด้วยการอัดฉีดเงินงบประมาณกว่า 100,000 ล้านเยน (ราว 19,830 ล้านบาท) เข้าสู่จังหวัดในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่า ประชาชนชาวนีงาตะถึง 60% เห็นว่าสภาพแวดล้อมยังไม่พร้อมสำหรับการเดินเครื่องใหม่ และ 70% ยังคงกังวลต่อการบริหารงานของเทปโก

หากได้รับการอนุมัติ คาดว่าเทปโกจะเริ่มเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์เครื่องแรกจากทั้งหมด 7 เครื่องได้ในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้กรุงโตเกียวได้ทันทีถึง 2% โดยทางบริษัทให้คำมั่นว่าจะยึดถือความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งและจะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างแน่นอน.

ญี่ปุ่นจ่อเดินเครื่อง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก” ในรอบ 15 ปี หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ

การกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก Kashiwazaki-Kariwa ในญี่ปุ่น ถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อนอย่างมาก แม้ว่ารัฐบาลจะมองว่าเป็นทางออกเพื่อลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน แต่ความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของ TEPCO ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในการดำเนินงานจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ได้รับการยอมรับจากสังคม

ความท้าทายในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

  • ความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัย
  • ความน่าเชื่อถือของ TEPCO ในการบริหารจัดการ
  • การจัดการกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของพลังงาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชน ความปลอดภัย และอนาคตของประเทศญี่ปุ่นเอง การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ญี่ปุ่นจ่อเดินเครื่อง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก” ในรอบ 15 ปี หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ

จับรถบรรทุก 10 ล้อ ซุกยาบ้า มูลค่า 100 ล้าน

จับรถบรรทุก 10 ล้อ ซุกยาบ้า-เฮโรอีนบิ๊กลอต มูลค่ากว่า 100 ล้าน

ตำรวจ ปส. ร่วมกับตำรวจ สภ.ปากท่อ และฝ่ายปกครองอำเภอปากท่อ ได้ทำการจับรถบรรทุก 10 ล้อ ซุกยาบ้าและเฮโรอีนล็อตใหญ่ มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายผลคดียาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดของเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 20.00 น. พล.ต.ต.ปรัชญา ทองน้ำวน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี ได้รับการประสานจาก พ.ต.อ.ไพฑูรย์ งามลาภ ผู้กำกับการ 1 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อขอความร่วมมือในการสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อำเภอปากท่อ เพื่อเข้าตรวจสอบและจับกุมขบวนการลำเลียงยาเสพติด บริเวณหมู่ 5 (บ้านเขาถ่าน) ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี

พล.ต.ต.ปรัชญา จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.อำนวย เด่นเวหา ผู้กำกับการ สภ.ปากท่อ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดราชบุรี นำโดย พ.ต.อ.ธนบูรณ์ ธัชศฤคารสกุล รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอปากท่อ ซึ่ง น.ส.ชลธิชา วงษ์อุตสาห์ นายอำเภอปากท่อ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าร่วมปฏิบัติการ

เมื่อเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบรถบรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ทะเบียน สุพรรณบุรี จอดอยู่ริมถนน ภายในกระบะบรรทุกข้าวสารมากกว่า 100 กระสอบ วางปกปิดไว้ด้านนอกเพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าภายในกระสอบมีการซุกซ่อนยาบ้าและเฮโรอีนจำนวนมาก ทำให้การจับรถบรรทุก 10 ล้อ ซุกยาบ้าและเฮโรอีนครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้โดยสารที่นั่งมากับรถได้ 1 ราย ทราบชื่อภายหลังคือ นายสุวรรณ ให้การอ้างว่า ถูกชักชวนให้นั่งรถมาส่งข้าวสาร และไม่ทราบว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในรถ ส่วนคนขับรถบรรทุกได้อาศัยช่วงชุลมุนทิ้งรถและหลบหนีไปก่อนหน้า การหลบหนีของผู้ต้องหาได้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งรัดการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุม

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำรถและของกลางทั้งหมดมาตรวจสอบอย่างละเอียดที่ สภ.ปากท่อ ก่อนลงบันทึกประจำวัน และส่งมอบของกลางทั้งหมดให้กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ตรวจสอบเพิ่มเติมและดำเนินการต่อไป เบื้องต้นพบเป็นยาบ้าจำนวนประมาณ 6.8 ล้านเม็ด และเฮโรอีนจำนวน 300 แท่ง น้ำหนักรวมประมาณ 100 กิโลกรัม คาดว่าหากยาเสพติดชุดนี้หลุดรอดไปได้จะมีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้ จากการตรวจสอบกระสอบบรรจุยาบ้า พบว่ามีการดัดแปลงเป็นลักษณะกระเป๋าสะพาย คาดว่าใช้ในการลำเลียงยาจากพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ ก่อนส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศ

จากการสืบสวนขยายผล ทราบว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดเชียงรายได้จับกุมผู้เสพยาเสพติด 1 ราย และจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือพบภาพถ่ายรถบรรทุกคันดังกล่าว พร้อมภาพกระสอบยาจำนวนมากภายในรถ โดยมีการใช้ข้าวสารวางปกปิดด้านนอกเพื่ออำพราง เจ้าหน้าที่จึงติดตามเส้นทางจากกล้องวงจรปิดตามแนวเส้นทางต่าง ๆ จนทราบว่ารถคันดังกล่าวเดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และจอดอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ก่อนแสดงตัวเข้าจับรถบรรทุก 10 ล้อ ซุกยาบ้า

ความสำคัญของการจับกุมรถบรรทุก 10 ล้อ ซุกยาบ้า

การจับกุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตัดวงจรยาเสพติด และป้องกันไม่ให้ยาเสพติดจำนวนมหาศาลนี้แพร่กระจายไปยังผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจ ปส., ตำรวจ สภ.ปากท่อ และฝ่ายปกครอง เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการจับกุมครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม คนขับรถสามารถหลบหนีไปได้ แต่เจ้าหน้าที่ทราบข้อมูลตัวบุคคลแล้ว และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

การจับรถบรรทุก 10 ล้อ ซุกยาบ้าล็อตใหญ่ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด และความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งยาเสพติดในรูปแบบต่างๆ

ที่มา – จับรถบรรทุก 10 ล้อ ซุกยาบ้า-เฮโรอีนบิ๊กลอต มูลค่ากว่า 100 ล้าน

กกต. แจงติดป้ายหาเสียงผิด ถูกรื้อถอน!

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งแก้ไขระบบลงทะเบียนล่วงหน้า หลังพบปัญหาสมาร์ทโฟนบางรุ่นไม่รองรับ อนุญาตใช้รถแห่ แต่ห้ามจัดมหรสพ–การรื่นเริง แจ้งชัด กกต. แจงติดป้ายหาเสียงผิด ถูกรื้อถอน! มีสิทธิถูกรื้อถอนพร้อมเรียกค่าใช้จ่าย

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.ประจำกรุงเทพมหานคร เปิดเผยการเตรียมความพร้อมเปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.กรุงเทพ ว่า กกต.ได้ประชาสัมพันธ์การรับสมัครรับเลือกตั้ง ไปยังพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่ประสงค์ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ได้ตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น และปัจจุบันสอบถามเป็นระยะๆ

นอกจากนี้ได้ตรวจสอบในส่วนของการเป็นสมาชิกพรรค และการเสียสิทธิของผู้สมัคร โดยบางรายนำเอกสารหลักฐานมาให้ตรวจสอบแล้ว สำหรับเรื่องการใช้รถแห่ประชาสัมพันธ์สามารถทำได้ แต่ต้องไม่จัดมหรสพหรือการรื่นเริง ซึ่งได้กำชับในเบื้องต้นแล้ว ส่วนเรื่องการติดตั้งป้ายหาเสียง ทาง กกต.กทม. จะแจ้งให้ผู้สมัครทราบในวันรับสมัคร ซึ่งหากผู้สมัครติดตั้งผิดสถานที่ ทางสำนักงาน กกต.จังหวัด หรือ กรุงเทพมหานคร จะแจ้งให้ผู้สมัครแก้ไขให้ถูกต้อง หากไม่แก้ไข ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการรื้อถอน และนำไปคิดค่าใช้จ่ายกับผู้สมัคร ซึ่งขณะนี้ได้ประสานให้ผู้ที่จะลงสมัครได้ดำเนินการให้ถูกต้อง

ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ที่มีประชาชนร้องเรียนว่า ไม่สามารถลงทะเบียนได้นั้น ทราบว่า สาเหตุมาจากสมาร์ทโฟนบางรุ่นยังไม่รองรับ ทางสำนักงานกำลังแก้ไขอยู่ เนื่องจากเลขาฯ กกต.ได้กำกับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนตั้งแต่เมื่อคืน เพราะกระทบต่อประชาชน คาดว่า น่าจะเสร็จภายในวันนี้(22ธ.ค.)

กกต. แจงติดป้ายหาเสียงผิด ถูกรื้อถอน!

ข้อควรรู้! กกต. แจงติดป้ายหาเสียงผิด ถูกรื้อถอน! ทำอย่างไร?

สำหรับผู้สมัคร สส. ที่กำลังเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ การทำความเข้าใจข้อกำหนดและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการติดตั้งป้ายหาเสียง ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่ผู้สมัครใช้ในการประชาสัมพันธ์ตนเองและนโยบายของพรรค

สิ่งที่ผู้สมัครต้องรู้เกี่ยวกับการติดตั้งป้ายหาเสียง:

  • สถานที่ที่อนุญาต: กกต. จะกำหนดพื้นที่ที่อนุญาตให้ติดตั้งป้ายหาเสียงได้อย่างชัดเจน ผู้สมัครควรตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียดก่อนทำการติดตั้ง
  • ขนาดและรูปแบบของป้าย: มีข้อกำหนดเกี่ยวกับขนาดและรูปแบบของป้ายหาเสียงที่อนุญาต ผู้สมัครควรปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้อย่างเคร่งครัด
  • ระยะเวลาในการติดตั้ง: กกต. จะกำหนดช่วงเวลาที่อนุญาตให้ติดตั้งป้ายหาเสียงได้ ผู้สมัครต้องติดตั้งและรื้อถอนป้ายภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • การรื้อถอนป้ายที่ผิดกฎหมาย: หากผู้สมัครติดตั้งป้ายในสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืนข้อกำหนดอื่นๆ กกต. มีอำนาจในการรื้อถอนป้ายและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนจากผู้สมัคร

การหลีกเลี่ยงปัญหา กกต. แจงติดป้ายหาเสียงผิด ถูกรื้อถอน! ทำได้โดยการตรวจสอบข้อมูลและข้อกำหนดต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนทำการติดตั้งป้ายหาเสียง หากมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจ ควรสอบถามจากสำนักงาน กกต. ในพื้นที่ของตนเองเพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • วางแผนการติดตั้งป้ายหาเสียงอย่างรอบคอบ เลือกสถานที่ที่เหมาะสมและเป็นไปตามข้อกำหนด
  • ตรวจสอบป้ายหาเสียงอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในสภาพดีและไม่กีดขวางทางสัญจร
  • ให้ความร่วมมือกับ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาหรือข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น

การปฏิบัติตามข้อกำหนดและระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับการหาเสียงอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ผู้สมัครสามารถหาเสียงได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม รวมถึงหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนกฎหมาย

ดังนั้น ผู้สมัครทุกคนควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนดำเนินการใดๆ เพื่อให้การหาเสียงเป็นไปอย่างราบรื่นเเละมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “กกต.” แจงยิบข้อปฏิบัติผู้สมัคร สส. ติดป้ายหาเสียงผิด มีสิทธิถูกรื้อถอนพร้อมเรียกค่าใช้จ่าย