วัน: 2 กุมภาพันธ์ 2026

ลูกจ้างดับ 1 ราย เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมัน

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามีข่าวร้ายจากจังหวัดขอนแก่น ที่ทำให้หลายคนใจหายใจคว่ำ นั่นคือ ลูกจ้างดับ 1 ราย เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมัน ฉีดโฟมเลี้ยงหวั่นปะทุ รอสอบสาเหตุ เกิดขึ้นในคลังน้ำมันเอกชน ต.กระนวน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 09.30 น. รถบรรทุกน้ำมันระเบิดลุกไหม้ เจ้าหน้าที่รีบควบคุมเพลิง แต่ยังต้องฉีดโฟมปกคลุมไว้เพราะกลัวไฟปะทุซ้ำ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ใหญ่เลยนะครับ

ลูกจ้างดับ 1 ราย เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมัน ฉีดโฟมเลี้ยงหวั่นปะทุ รอสอบสาเหตุ

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานบุกตรวจสอบทันที นำโดยนายคารม คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น, ว่าที่รต.สุขุม ดลโสภณ นายอำเภอกระนวน, ตำรวจชุดสืบสวน และสำนักงานพลังงานจังหวัด มีรถฉีดโฟมจากกองทัพอากาศกองบินน้ำพองกับ ปภ.ขอนแก่น มาช่วยดับไฟ สุดท้ายควบคุมเพลิงได้ในวงจำกัด แต่พื้นคอนกรีตยังร้อนจัด มีควันลอยจากถังน้ำมัน เลยต้องฉีดโฟมต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัย

ความเสียหายรุนแรงขนาดไหน?

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบรถบรรทุกน้ำมันเสียหายทั้งหมด 4 คัน แทงค์น้ำมันเสียหาย 5 แทงค์ และที่เศร้าสุดคือมีลูกจ้างขับรถเสียชีวิต 1 ราย ชื่อนายอานนท์ ร้อยคำลือ อายุ 54 ปี ชาวอุดรธานี คาดว่ามูลค่าความเสียหายราว 8 ล้านบาทเลยทีเดียว นึกภาพตามแล้วขนลุกแทนเลยครับ

  • รถบรรทุกน้ำมันวอด 4 คัน (3 คันแทงค์เปล่า 1 คันมีน้ำมัน)
  • แทงค์น้ำมันเสียหายบางส่วนอีก 1 แทงค์
  • ผู้เสียชีวิต 1 ราย
  • มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 8 ล้านบาท

สาเหตุเบื้องต้นเกิดจากอะไร?

ตอนนี้ยังรอผลจากกองพิสูจน์หลักฐานและพนักงานสอบสวนสภ.กระนวน แต่สันนิษฐานว่าอาจมาจากไฟฟ้าสถิตของรถแทงค์เปล่าที่จอดใกล้รถที่มีน้ำมัน ทำให้เกิดปฏิกิริยาระเบิดแล้วลุกลาม นายคารมบอกว่าอุบัติเหตุแบบนี้ในขอนแก่นเป็นครั้งแรก เพราะปกติการถ่ายโอนน้ำมันมีมาตรฐานสากล มีสายกราวนด์ต่อดินเพื่อป้องกันไฟฟ้าสถิต แต่ไฟไหม้หนักขนาดนี้ต้องตรวจละเอียด ว่ามีการลัดขั้นตอนหรือไม่ คาดว่านายอานนท์กำลังตรวจเช็คปริมาณน้ำมันก่อนถ่ายเข้าคลัง แล้วเกิดเหตุขึ้น

เจ้าของคลังบอกแค่ว่าเช้ามีคนแจ้งไฟไหม้ มีเสียงระเบิด แล้วเจอศพลูกจ้างข้างรถ ไม่ยอมให้สัมภาษณ์เพิ่ม กำลังรอเช็คกล้องวงจรปิด บริเวณใกล้เคียงอย่างปั๊มน้ำมันใหญ่เปิดบริการปกติ โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคมก็เรียนได้ตามปกติ หลังเจ้าหน้าตรวจยืนยันปลอดภัย

เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมันแบบนี้หายากมาก เพราะมีระบบนิรภัยสูง แต่ก็เกิดขึ้นได้จากความประมาทหรือปัจจัยไม่คาดฝัน เราควรเรียนรู้จากเคสนี้ เช่น ต้องมีระบบกราวนด์ดีๆ ตรวจสอบรถก่อนใช้งาน และฝึกอบรมพนักงานเรื่องความปลอดภัยน้ำมันเสมอ

สุดท้าย ผมคิดว่าเหตุการณ์ ลูกจ้างดับ 1 ราย เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมัน นี้เป็นเครื่องเตือนใจใหญ่ให้ทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะคลังน้ำมัน ต้องยกระดับความปลอดภัยให้สูงสุด ถ้าคุณทำงานในสายนี้หรือมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนไอเดียป้องกันอุบัติเหตุ ติดตามข่าวอัปเดตสาเหตุจริงๆ ได้ที่นี่เลย!

ที่มา – ลูกจ้างดับ 1 ราย เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมัน ฉีดโฟมเลี้ยงหวั่นปะทุ รอสอบสาเหตุ

อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส. มั่นใจเป็นที่หนึ่ง

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ "อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส." กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า พรรคของเขาพร้อมลุยเต็มที่เพื่อกวาดที่นั่ง สส. ให้ได้มากกว่า 200 ที่นั่ง และตั้งเป้าจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ไม่ยอมเป็นที่สองรองใครตามคำสอนของพ่อ

อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส. ฝันไกลแต่ไปถึงแน่

อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส. ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ แต่มาจากการวิเคราะห์ที่ชัดเจน พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัครลงแข่งขันกว่า 300 เขตทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครที่เคยชนะเลือกตั้งมาแล้วถึง 160 เขต และอีกประมาณ 70 เขตที่เคยเกือบชนะ นอกจากนี้ยังคาดหวัง สส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 10-15 ที่นั่ง เมื่อรวมกันแล้วตัวเลขเกิน 200 แน่นอน อนุทินหัวเราะเมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่คาดว่าพรรคจะได้ 180 ที่นั่ง บอกว่าตัวเองประเมินสูงกว่านั้นมาก

คำสอนพ่อที่จุดประกายอนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส.

สิ่งที่ทำให้อนุทินมั่นใจขนาดนี้ มาจากคำสอนของพ่อตั้งแต่เด็กว่า “แข่งขันอะไรต้องเป็นที่หนึ่ง อย่าเป็นที่สอง เพราะที่สองคนจะลืม” ถ้าเป็นที่หนึ่งของทั้งประเทศไม่ได้ ก็ต้องเป็นที่หนึ่งในขั้วการเมืองนั้นๆ ให้ได้ คำสอนนี้ถูกหยิบมาใช้เต็มๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยจึงคัดผู้สมัครเกรด A ทั้งสิ้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะกวาดคะแนนได้ถล่มทลาย

นอกจากนี้ พื้นที่ stronghold อย่างภาคอีสาน โดยเฉพาะบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ก็เป็นจุดหวังใหญ่ อนุทินวางแผนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่บุรีรัมย์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แล้วตระเวนพบปะประชาชนในพื้นที่ ก่อนกลับกรุงเทพฯ ค่ำนั้นเพื่อรอฟังผล คาดว่าประมาณ 20.00 น. จะเห็นภาพชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล

การจับมือพรรคอื่นหลังอนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส.

อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส. แล้วจะจับมือกับใคร? กับพรรคประชาชน เขาบอกว่าไม่ถือเป็นฝ่ายตรงข้าม แม้หัวหน้าพรรคจะเคยบอกไม่ยกมือให้เป็นนายกฯ แต่ยังไม่เคยปฏิเสธพรรคภูมิใจไทย ขอรอดูตัวเลขและออปชันหลังเลือกตั้งก่อน สำหรับเงื่อนไขชัดเจน ไม่เอาสีเทา สีดำ ไม่ร่วมกับคนผิดกฎหมายหรือมีประวัติทุจริตที่กฎหมายยืนยัน และไม่ฝืนมติประชาชน แนวทางนี้แสดงถึงความโปร่งใสของพรรค

  • จุดแข็งผู้สมัคร: 160 เขตเคยชนะ, 70 เขตเกือบชนะ
  • สส.บัญชีรายชื่อ: คาด 10-15 ที่นั่ง
  • พื้นที่หลัก: อีสานตอนล่างอย่างบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ
  • หลักการ: สุจริต ไม่ฝืนประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยเตรียมพร้อมทุกด้าน ทั้งนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน เช่น การพัฒนาชนบท สุขภาพ และเศรษฐกิจฐานราก ที่ผ่านมา พรรคมีผลงานเด่นในรัฐบาลกึ่งกลาง ทำให้ฐานเสียงมั่นคง ขยายตัวได้ทั่วประเทศ

จากประสบการณ์การเมืองของอนุทินที่ยาวนาน ทั้งในฐานะ สส. นายกฯ ทำให้พรรคมีเครือข่ายแข็งแกร่ง ผู้สมัครแต่ละคนถูกคัดเลือกมาอย่างดี มีทั้งนักการเมืองรุ่นเก๋าและหน้าใหม่ไฟแรง คาดว่าจะดึงคะแนนจากทุกกลุ่มได้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การตั้งเป้า 200 ที่นั่งของพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่เรื่องเกินจริง หากพลิกเกมได้สำเร็จ อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจการเมืองไทยไปเลย ประชาชนหลายคนเริ่มหันมามองพรรคนี้มากขึ้น เพราะนโยบายที่เป็นรูปธรรม

สุดท้ายแล้ว อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส. จะเป็นจริงหรือไม่ ต้องรอผลเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คุณคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจะทำได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งของคุณนะ เพื่ออนาคตที่ bright กว่านี้!

ที่มา – “อนุทิน” ฝันไกลมั่นใจไปถึง ตั้งเป้ากวาด 200 สส. ขอเป็นที่หนึ่งไม่เป็นสองรองใคร

เซลติกปฏิเสธข้อเสนอ 14 ล้านปอนด์ของฟอเรสต์ เอนเกลส์

ข่าวลือการย้ายทีมในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์และยุโรปกำลังร้อนแรงมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะ เซลติกปฏิเสธข้อเสนอ 14 ล้านปอนด์ของฟอเรสต์ เอนเกลส์ ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด แฟนบอลเซลติกคงโล่งใจไม่น้อยเมื่อสโมสรปฏิเสธข้อเสนอจำนวนมหาศาลจากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ สำหรับตัวนักเตะกองกลางชาวเบลเยียมวัย 22 ปี Arne Engels ซึ่งเป็นดาวรุ่งที่กำลังมาแรง

เซลติกปฏิเสธข้อเสนอ 14 ล้านปอนด์ของฟอเรสต์ เอนเกลส์: เหตุผลอะไร?

ตามรายงานจาก Daily Mail เซลติกมองว่า Engels คืออนาคตของทีม และมาร์ติน โอ’นีลล์ อดีตกุนซือยังเคยพูดว่าพร้อมขายในราคา 100 ล้านปอนด์เลยทีเดียว! การปฏิเสธข้อเสนอนี้แสดงให้เห็นถึงนโยบายของเซลติกที่อยากเก็บตัวหลักไว้เพื่อลุ้นแชมป์สกอตติช พรีเมียร์ลีกต่อไป Engels เองก็ทำผลงานได้ดีในฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้หลายทีมในอังกฤษจับตา

เซลติกกำลังเสริมทัพอย่างไร?

ไม่ใช่แค่ข่าวปฏิเสธ แต่เซลติกกำลังเคลื่อนไหวในตลาดซื้อขาย ลอเรียนต์ใกล้ปล่อย Joel Mvuka วัย 23 ปีให้เซลติกในราคา 4 ล้านปอนด์ ตามรายงาน Sun นักเตะกองหน้าคนนี้จะช่วยเพิ่มมิติในแนวรุก นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีเมื่อ Freiburg ตกลงปล่อย Junior Adama กองหน้าวัย 24 ปีมาแบบยืมตัว Florian Plettenberg รายงานผ่าน X ว่าการเจรจาสำเร็จแล้ว

อย่างไรก็ตาม Damir Redzic วัย 22 ปีที่เคยตกเป็นข่าวกับเซลติก กลับตกลงย้ายไป Red Bull Salzburg แล้ว ตาม Eric Niederseer บน X (ภาษาเยอรมัน) ทำให้แฟนเซลติกต้องหันไปหากองหน้ารายอื่น

ข่าวลือรังเจอร์สและทีมอื่นๆ

ฝั่งคู่ปรับอย่าง Rangers ก็มีข่าว เมื่อตกลงแบบปากเปล่ากับ Ryan Naderi กองหน้าจาก Hansa Rostock วัย 22 ปี แต่เจ้าตัวจะมาถึง Ibrox ในช่วงซัมเมอร์เท่านั้น (Sun) ส่วน St Mirren กำลังเจรจากับ Arsenal สำหรับ Ryan Mooney ดาวรุ่งวัย 18 ปี อาจได้ค่าตัว 400,000 ปอนด์บวกโบนัส

  • เซลติก: ปฏิเสธ Forest สำหรับ Engels, ใกล้ได้ Mvuka 4m, Adama ยืมตัว
  • Rangers: Verbal deal Ryan Naderi ซัมเมอร์
  • Salzburg: คว้า Redzic ที่เคยลือเซลติก
  • Arsenal: สน Mooney จาก St Mirren

ข่าวลือเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าตลาดนักเตะสกอตติชยังคึกคัก แม้เซลติกจะปฏิเสธข้อเสนอใหญ่ แต่การเสริมทัพแบบนี้ทำให้ทีมดูแข็งแกร่งขึ้น คุณคิดว่าเซลติกจะคว้าแชมป์ลีกได้อีกฤดูกาลไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เลย!

นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนฟุตบอลสกอตติช การตัดสินใจของเซลติกในการปฏิเสธข้อเสนอ 14 ล้านปอนด์ของฟอเรสต์สำหรับเอนเกลส์ ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่ฉลาด ทีมกำลังสร้างทีมที่สมดุลด้วยการซื้อนักเตะราคาไม่แพงแต่มีศักยภาพสูงอย่าง Mvuka และ Adama ในขณะที่ Rangers ก็ไม่ยอมแพ้ในการล่าดาวรุ่ง Tipped to be a busy window ahead, with more gossip sure to emerge. ถ้าคุณเป็นแฟนเซลติก ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเรานะ

ที่มา – Celtic reject Forest’s £14m Engels offer – gossip

กทม. สรุปภาพรวมเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต-ในเขต

หลังจากการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 กรุงเทพมหานครได้ออกมา กทม. สรุปภาพรวมเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต-ในเขต ที่สะท้อนความตื่นตัวของประชาชนอย่างชัดเจน ผู้ลงทะเบียนนอกเขตจำนวน 845,853 คน มาร่วมใช้สิทธิถึง 740,966 คน หรือ 87.60% ส่วนในเขตมีผู้ลงทะเบียน 2,747 คน มาใช้สิทธิ 2,650 คน คิดเป็น 96.47% สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมที่สูงในระบอบประชาธิปไตยของคนกรุงเทพฯ

กทม. สรุปภาพรวมเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต-ในเขต คนตื่นตัว เขตบางกะปิใช้สิทธิ 5 หมื่นคน

การ กทม. สรุปภาพรวมเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต-ในเขต ครั้งนี้พบว่าประชาชนตื่นตัวมาก โดยเฉพาะเขตบางกะปิที่โครงการตะวันนาบางกะปิ (ตะวันนา 2) มีผู้มาใช้สิทธิถึง 50,184 คน จากทั้งหมด 58,665 คน หรือ 85.54% ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในการนับจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ นอกจากนี้ ยังมีจุดอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายที่ กทม. ได้รวบรวมข้อมูลไว้อย่างละเอียด

สถานที่เลือกตั้งกลางที่มีผู้ใช้สิทธิสูงสุด 5 อันดับแรก

หากดูจากอัตราการใช้สิทธิสูงสุดในสถานที่เลือกตั้งกลางนอกเขต พบว่ามีดังนี้

  • สำนักงานเขตหนองแขม: ผู้ใช้สิทธิ 10,953 คน จาก 11,893 คน (92.10%) สถานที่นี้ได้รับความนิยมเพราะเข้าถึงง่ายและอำนวยความสะดวกดี
  • สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์: 2,106 จาก 2,305 คน (91.37%) ตั้งอยู่ในย่านชุมชนหนาแน่น
  • ลานจอดรถสำนักงานเขตพระนคร: 5,188 จาก 5,717 คน (90.75%) สะดวกสำหรับคนทำงานในใจกลางเมือง
  • วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เขตบางกอกใหญ่: 8,017 จาก 8,835 คน (90.74%) มีพื้นที่กว้างขวาง
  • สำนักงานเขตราชเทวี: 20,268 จาก 22,403 คน (90.47%) จุดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุดแห่งหนึ่ง

สถานที่ที่มีจำนวนผู้ใช้สิทธิมากที่สุด 5 อันดับ

สำหรับจำนวนผู้มาใช้สิทธิบริสุทธิ์ที่มากสุด ได้แก่

  • โครงการตะวันนาบางกะปิ (ตะวันนา 2) เขตบางกะปิ: 50,184 จาก 58,665 คน (85.54%) แสดงถึงชุมชนขนาดใหญ่ที่ตื่นตัวสูง
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เขตจตุจักร: 45,619 จาก 51,826 คน (88.02%) นักศึกษามีส่วนร่วมเยอะ
  • ลานจอดรถสำนักงานเขตลาดกระบัง (ชั่วคราว): 32,798 จาก 38,548 คน (85.08%)
  • บริเวณสำนักงานเขตห้วยขวาง: 28,525 จาก 32,462 คน (87.87%)
  • อาคารกีฬาเวสน์ 1 และ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย–ญี่ปุ่น) เขตดินแดง: 25,753 จาก 29,090 คน (88.53%)

นอกจากนี้ ซองบัตรเลือกตั้งจากทุกหน่วยใน กทม. ได้ส่งมอบให้ไปรษณีย์ไทยครบถ้วนแล้ว เพื่อจัดส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งต้นทาง ก่อนวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กทม. ยังขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเรียบร้อย โดยติดตาม feedback จากโซเชียลมีเดีย พบเสียงชื่นชมเรื่องความสะดวกและระเบียบ แต่มีข้อเสนอเรื่องจราจรบางจุด ซึ่งจะนำไปปรับปรุง

สถิติ กทม. สรุปภาพรวมเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต-ในเขต นี้ไม่เพียงแสดงความสำเร็จของการจัดงาน แต่ยังเป็นเครื่องชี้วัดว่าประชาชนไทยให้ความสำคัญกับการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่เร่งรีบ หากเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ อัตราการใช้สิทธิล่วงหน้าสูงขึ้นชัดเจน สะท้อนถึงการเติบโตของประชาธิปไตย

สำหรับวันเลือกตั้งจริง เชิญชวนทุกท่านออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่าง 08.00-17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งของท่าน เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทย ร่วมกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

Insight: การมีส่วนร่วมสูงแบบนี้บ่งบอกว่าประชาชนพร้อมขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าแล้ว ลองคิดดูสิถ้าทุกคนออกมาโหวต อนาคตเราจะยิ่งสดใส!

ที่มา – กทม. สรุปภาพรวมเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต-ในเขต คนตื่นตัว เขตบางกะปิใช้สิทธิ 5 หมื่นคน

อันวาร์ อิบราฮิม ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเอพสตีน

ในวงการการเมืองระหว่างประเทศ ชื่อของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อชื่อของเขาปรากฏในเอกสารลับคดีดังของ เจฟฟรีย์ เอพสตีน นักการเงินผู้ถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ แต่ล่าสุด อันวาร์ อิบราฮิม ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเอพสตีน อย่างสิ้นเชิง หลังจากฝ่ายค้านเรียกร้องให้ชี้แจงด่วน เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนไทยและชาวโลกจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับการเมืองมาเลเซียและเครือข่ายธุรกิจระดับโลก

อันวาร์ อิบราฮิม ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเอพสตีน

เอกสารชุดล่าสุดจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยอีเมลเก่าเมื่อปี 2012 ซึ่งเอพสตีนและพันธมิตรหารือกันเรื่องการดึงตัวอันวาร์เข้าทำงานกับธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง JP Morgan โดยมองว่า หากอันวาร์ก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯ จะเป็น “ขุมทอง” สำหรับธนาคาร แต่ไม่มีหลักฐานใดเชื่อมโยงอันวาร์กับกิจกรรมผิดกฎหมายของเอพสตีน เช่น การล่วงละเมิดหรือทริปไปเกาะส่วนตัว เพียงแต่พูดถึงโอกาสทางธุรกิจและการเมืองเท่านั้น

อีเมลดังกล่าวส่งระหว่างพันธมิตรของเอพสตีนกับตัวเอพสตีนเอง โดยเสนอให้จัดประชุมส่วนตัวระหว่างอันวาร์กับ Jes Staley อดีตซีอีโอวานิชธนกิจ JP Morgan และเอพสตีนยังแนะนำไอเดียสร้างหนังฮอลลีวูดในมาเลเซีย โดยอ้างวู้ดดี้ อัลเลนเป็นตัวอย่าง เพื่อล่อใจ ช่วงเวลานั้นคือก่อนเลือกตั้งมาเลเซีย 2013 ที่อันวาร์เป็นผู้นำฝ่ายค้านยอดนิยมจากตะวันตก

อันวาร์ อิบราฮิม ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเอพสตีน: รายละเอียดที่ควรรู้

หลังเอกสารรั่วไหล ฝ่ายเยาวชนพรรค BERSATU หรือ Pemuda Bersatu นำโดยนาอิม บรันเดจ ออกมาเรียกร้องให้นายกฯ อันวาร์ชี้แจงทันที โดยเฉพาะประเด็นที่ตำแหน่งผู้นำมาเลเซียถูกมองเป็น “gold mine” ของสถาบันการเงินต่างชาติ แต่สุดท้าย อันวาร์ได้ออกมาประกาศยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ กับเอพสตีนหรือบุคคลในเอกสาร ไม่เคยพบปะหรือทำธุรกรรมใดๆ ที่ผิดกฎหมาย สิ่งนี้ช่วยคลายความสงสัยและตอกย้ำภาพลักษณ์นักปฏิรูปของเขา

พื้นหลังคดีเจฟฟรีย์ เอพสตีนและผลกระทบ

เจฟฟรีย์ เอพสตีน เป็นนักการเงินที่มีเครือข่ายกว้างขวางกับบุคคลดังอย่างอดีตประธานาธิบดีทรัมป์และคนดังอื่นๆ เขาถูกจับในปี 2019 คดีล่วงละเมิดเด็กและเสียชีวิตในคุกอย่างลึกลับ เอกสารที่เปิดเผยตามนโยบายโปร่งใส ทำให้ชื่อนักการเมืองทั่วโลกโผล่ แต่ส่วนใหญ่เป็นแค่การติดต่อธุรกิจ ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง

  • ประเด็นสำคัญในอีเมล: การหารือเพื่อเชื่อมโยงอันวาร์กับ JP Morgan ก่อนเขาจะเป็นนายกฯ
  • ไม่มีหลักฐานผิดกฎหมาย: ชื่ออันวาร์โผล่ในบริบทธุรกิจ ไม่ใช่เพศหรือเกาะลับ
  • การเมืองมาเลเซีย: ทฤษฎีสมคบคิดว่าตะวันตกหนุนอันวาร์เปลี่ยนอำนาจ
  • คำชี้แจง: อันวาร์ยืนยันไม่เคยเกี่ยวข้อง สิ้นเรื่อง

เรื่องนี้สะท้อนความซับซ้อนของการเมืองโลก ที่นักการเมืองมักถูกดึงเข้าสูเครือข่ายธุรกิจใหญ่ แต่ด้วยคำยืนยันจากอันวาร์ ทำให้ไม่มีดราม่าต่อเนื่อง มาเลเซียยังเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้การนำของเขา

มุมมองและผลกระทบต่อมาเลเซีย

ฝ่ายค้านใช้ประเด็นนี้โจมตี แต่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในอันวาร์ที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาเนิ่นนาน สิ่งนี้ยังเตือนใจว่าสื่อสังคมออนไลน์มักบิดเบือนข่าว ควรตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี นอกจากนี้ คดีเอพสตีนยังคงเปิดเผยชื่อใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ทำให้โลกตื่นตัวเรื่องความโปร่งใสของชนชั้นนำ

สรุปแล้ว อันวาร์ อิบราฮิม ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเอพสตีน เป็นเพียงข่าวลือที่คลี่คลายเร็ว คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มันแสดงให้เห็นถึงพลังของเอกสารลับในการสั่นคลอนการเมืองหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์หากเห็นว่าน่าสนใจ เพื่อติดตามข่าวการเมืองโลกเพิ่มเติม!

ที่มา – “อันวาร์ อิบราฮิม” ยันชัด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ปมเอี่ยวอีเมล “เจฟฟรีย์ เอพสตีน”

“นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ ชูครูหัวใจผลิตเด็ก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการศึกษา วันนี้เรามีเรื่องน่าสนใจจากวงการศึกษาของไทยมาฝากกันครับ โดยเฉพาะนโยบายสุดฮอตที่ “นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ เพื่อยกระดับการศึกษาทั้งประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้ชูให้ครูคือหัวใจสำคัญในการผลิตเด็กไทยที่มีคุณภาพ ลดช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการปฏิบัติในพื้นที่ มาฟังรายละเอียดกันเลยครับ

“นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เช่น นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และอื่นๆ อีกมากมาย รวมกว่า 240 คน จากศึกษาธิการภาค 18 ภาค และศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 ก.พ. 2569 เพื่อเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยเน้นการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนโครงการนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) และธนาคารหนี้สิน (Credit Bank) ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เพื่อปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญในที่ประชุมที่ “นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ

  • การกำหนดทิศทางนโยบายและงบประมาณที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
  • ยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชน
  • บริหารจัดการศึกษาระหว่างประเทศ
  • พัฒนาวิชาชีพครูและสวัสดิการ รวมถึงควบคุมมาตรฐานจรรยาบรรณ
  • ขับเคลื่อนโครงการ Quick Win และ Credit Bank

นางนฤมล เน้นย้ำตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาว่า หัวใจของการทำงานยุคใหม่คือการบูรณาการ ไม่แยกส่วน โดยเปรียบ 4 หน่วยงานหลักในกระทรวงฯ คือ สำนักงานปลัดฯ สพฐ. สพฐ. และ อาชีวะ เป็น “4 องค์ชาย” ที่ต้องร่วมมือกัน ลดช่องว่างระหว่างนโยบายบนหอคอยกับหน้างาน โดยการลงพื้นที่ตรวจราชการร่วมกันช่วยให้เห็นปัญหาจริงและแก้ไขกฎระเบียบได้รวดเร็ว

ชูครูคือหัวใจผลิตเด็ก จากแนวคิด “นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ “นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ คือ การหันมาดูแล “โรงงานผลิต” และ “คนทำงาน” นั่นคือครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มักถูกละเลยในอดีต ซึ่งเด็กคือผลผลิตที่มีค่า แต่ถ้าครูขวัญกำลังใจต่ำ คุณภาพก็ยากจะดี รมว.ศธ. ขอให้ศึกษาธิการจังหวัดดูแลสวัสดิการครู เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์กลางแก้หนี้สินครู และโครงการบ้านพักครู ซึ่งเอกสารส่ง สลค. แล้ว เพื่อสร้างความมั่นคงให้ครู

บทบาทศึกษาธิการจังหวัดยุคใหม่ต้องเป็น “โซ่ข้อกลาง” เชื่อมทุกหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ใช่แค่ส่งสาร หากมีปัญหาแจ้งตรงส่วนกลางเพื่อปรับปรุงนโยบายให้ตอบโจทย์จริง นโยบายนี้สอดคล้องแนวทาง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ ที่กำกับดูแล ศธ.

ในมุมมองของผม การบูรณาการทั้งระบบแบบนี้คือกุญแจสู่การปฏิรูปการศึกษาไทยที่ยั่งยืน หากครูมีกำลังใจดี เด็กไทยก็จะแข็งแกร่ง คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับแนวคิดที่ “นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะ ติดตามข่าวการศึกษาและนโยบายล่าสุดได้ที่นี่ทุกวัน!

ที่มา – “นฤมล” ย้ำกระทรวงศึกษาธิการยุคใหม่ต้องบูรณาการทั้งระบบ ชูครูคือหัวใจผลิตเด็ก

ควิซ: ทายชื่อนักเตะค่าตัวแพงสุดทุกตัวอักษร

ในโลกของฟุตบอล การย้ายทีมไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขค่าตัวเท่านั้น แต่ตัวอักษรก็สำคัญไม่แพ้กัน!

คุณพร้อมทดสอบความรู้เรื่องการย้ายทีมค่าตัวแพงสุดของโลกหรือยัง? วันนี้เรามี ควิซ: ทายชื่อนักเตะค่าตัวแพงสุดทุกตัวอักษร ที่จะพาคุณไปรู้จักนักเตะชื่อดังตั้งแต่ A ถึง Z โดยเรียงตามนามสกุลของพวกเขา แต่ละคนคือสถิติค่าตัวแพงสุดที่เคยเกิดขึ้นในวงการลูกหนัง

ควิซ: ทายชื่อนักเตะค่าตัวแพงสุดทุกตัวอักษร

ควิซนี้สนุกและท้าทายมาก โดยเราจะให้คุณทายชื่อนักเตะที่มีนามสกุลขึ้นต้นด้วยตัวอักษรนั้นๆ และเป็นการย้ายทีมที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ เช่น ตัวอักษร A มีนักเตะคนนึงที่ย้ายทีมในปี 2022 ด้วยค่าตัวกว่า 81 ล้านปอนด์! คุณทายได้ไหมว่าเป็นใคร? ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน เพราะต้องผสมผสานทั้งความจำเรื่องนักเตะและสถิติการย้ายทีม

ทำไมควิซนี้ถึงน่าทำ?

การย้ายทีมในฟุตบอลยุคสมัยใหม่กลายเป็นธุรกิจมหาศาล ค่าตัวทะลุล้านยูโรกันเป็นประจำ ควิซ: ทายชื่อนักเตะค่าตัวแพงสุดทุกตัวอักษร จะช่วยให้คุณได้ทบทวนนักเตะระดับโลกตั้งแต่ดาวดังอย่าง Neymar, Mbappe ไปจนถึงเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจลืมไปแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสฝึกสมองและอวดเพื่อนๆ ว่าใครรู้เรื่องฟุตบอลมากกว่ากัน

  • A: นักเตะแมนยูที่ย้ายมาจาก Ajax ค่าตัวมหาศาลในปี 2022
  • B: กองหน้าบราซิลที่เคยสร้างความฮือฮาให้บาร์เซโลนา
  • C: ดาวรุ่งจากปอร์โต้ที่ลิเวอร์พูลจ่ายเงินซื้อ
  • M: ราชาแห่งค่าตัวย้ายทีมที่ PSG ทุ่มซื้อจากบาร์เซโลนา
  • R: กองหลังค่าตัวแพงสุดตลอดกาลจากเชลซีไปเรอัลมาดริด

นี่เป็นแค่ตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น ควิซเต็มๆ มีครบ 26 ตัวอักษรเลย! ถ้าคุณเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง รับรองว่าต้องได้คะแนนสูงแน่นอน แต่ถ้าพลาดบางข้อ ก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือโอกาสเรียนรู้สถิติใหม่ๆ

วงการฟุตบอลมีการย้ายทีมที่เปลี่ยนแปลงตลาดนักเตะไปตลอดกาล เช่น การทุ่มซื้อของ PSG หรือแมนซิตี้ ที่ทำให้ค่าตัวพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในปีล่าสุดๆ เรายังเห็นดีลอย่าง Declan Rice หรือ Moises Caicedo ที่สร้างสถิติใหม่ ควิซนี้รวบรวมข้อมูลล่าสุดจากแหล่งข่าวชั้นนำ เพื่อให้คุณอัพเดทความรู้ได้แบบสนุกๆ

นอกจากนี้ การทำควิซยังช่วยกระตุ้นความจำและเพิ่มความรู้ด้านฟุตบอลได้อีกด้วย ลองนึกภาพคุณกำลังคุยกับเพื่อนเรื่องสถิติย้ายทีม แล้วคุณตอบได้หมดทุกตัวอักษร แบบนี้แหละคือความเท่!

อยากลองทำควิซ: ทายชื่อนักเตะค่าตัวแพงสุดทุกตัวอักษร ด้วยตัวเองเลยใช่ไหม? คลิกไปทดสอบที่ลิงก์ด้านล่าง แล้วมาบอกเราว่าได้คะแนนเท่าไหร่ในคอมเมนต์นะ สนุกแน่นอน!

หลังจากนี้ ลองเช็ค ควิซฟุตบอล และ ควิซกีฬา เพิ่มเติม แล้วสมัครแจ้งเตือนเพื่อรับควิซใหม่ๆ ส่งตรงถึงมือถือคุณเลย

คำแนะนำ: ทำควิซนี้แล้วคุณจะกลายเป็น专家เรื่องสถิติย้ายทีมชัดๆ!

ที่มา – Quiz: Name the record transfer for every letter of the alphabet

ทำไมผมรักดีลวันเดดไลน์

วันเดดไลน์การย้ายทีมกลายเป็นอีเวนต์ใหญ่สำหรับแฟนบอลและละครสื่อมวลชนในช่วงหลังๆ แต่สำหรับผู้จัดการทีม มันคือวันสำคัญเสมอ แม้แต่ก่อนระบบหน้าต่างโอนย้ายที่เริ่มในปี 2002

ทำถูกพลาดได้ผู้เล่นที่ต้องการในวินาทีสุดท้าย ก็พลิกฤดูกาลได้เลย

แต่ถ้าทำดีลสำคัญไม่สำเร็จ หรือเสียผู้เล่นไปโดยไม่แทนที่ ก็ทำให้ทีมเสียขวัญกำลังใจ โดยเฉพาะทีมที่กำลังลุ้นเลื่อนชั้นหรือหนีตกชั้น

ผมไม่เคยมองว่าการเซ็นสัญญาช่วงท้ายคือความเสี่ยง เพราะผู้เล่นที่ผมนำเข้ามาจะทำให้ทีมดีขึ้นเสมอ

ย้อนดูดีลวันเดดไลน์ที่ผมเคยทำ มีทั้งดีและแย่ แต่ธีมหลักคือ ถ้าทำดีลดีๆ ได้ มันเปลี่ยนโชคชะตาทีมจริงๆ นี่คือทำไมผมรักดีลวันเดดไลน์

อย่างที่คริสตัล พาเลซ ในวันสุดท้ายมกราคม 2014 เราคว้า Scott Dann, Wayne Hennessey, Joe Ledley แบบถาวร และ Tom Ince แบบยืม ทำให้ทีมพลิกจากลุ้นรอดตกชั้น จบอันดับ 11 ห่างโซนตก 12 แต้ม รอดสบาย 3 นัดสุดท้าย

ทั้งสี่คนช่วยทีมสมดุลมากขึ้น ไม่ใช่แค่คุณภาพ แต่ช่วยให้ทีมสมดุล สุดท้ายเรารอดพรีเมียร์ลีกได้

เมื่อดีลสำคัญเกือบล้ม

เรื่องคล้ายกันที่สโต๊กไม่กี่ปีก่อน หลังเข้ารอบยูโรป้า ลีก กรุ๊ป สเตจ ผมอยากเสริมทีม

ผมตัดสินใจเรื่องย้ายทีมเอง แต่ดีลเดดไลน์สำคัญที่สุดเกือบล้มเพราะสต๊าฟฟ์นอกฟุตบอล

สิงหาคม 2011 Peter Crouch อยากย้ายจากท็อตแน่มทางเหนือ แฮร์รี่ เรดแนปป์โทรบอก แต่ค่าเหนื่อยแพงเกิน

วันเดดไลน์ เรดแนปป์โทรอีก แดเนี่ยล เลวี่อยากทำดีล สุดท้ายสเปอร์ปรับเงื่อนไข ผมให้เซ็นสัญญายาวกับเรา ประธาน Peter Coates น่าจะโอเค

ผมคุยประธาน เขาคุยลูกสาว Denise และลูกชาย John ดูเหมือนโอเค แต่มีคนคัดค้านเพราะ Crouch อายุ 30 สัญญายาว ค่าตัว 10 ล้านปอนด์ รีคอร์ดสโมสร ไม่คุ้ม

ผมบอกว่าจะคืนทุนสิบเท่า เพราะเขารับประกันพรีเมียร์ 4 ปี คุ้มกว่าขายได้ ประธานเข้าใจทันที ดีลสำเร็จ

Crouch เล่น 7 ฤดูกาลกับสโต๊กในพรีเมียร์ เยี่ยมทั้งในและนอกสนาม เป็นตัวละครใหญ่ ทีมรักเขา

ทำไมผมรักดีลวันเดดไลน์: ตัวอย่างจากสโต๊ก

นี่แหละทำไมผมรักดีลวันเดดไลน์ มันนำพลังใหม่มาให้ทีม

ทำไมถึงมีแมตช์ก่อนวันเดดไลน์?

หน้าต่างย้ายทีมมีขึ้นลงเยอะ ไม่ใช่ทุกดีลดี! แต่แฟนบอลติดตามชั่วโมงสุดท้ายแบบศาสนา

จะได้ของดีช่วยลุ้นแชมป์หรือรอด หรือตรงข้าม? หน้าต่างอยู่ยงคงกระพัน

แต่ผมรำคาญระบบปัจจุบัน ช่วงวันสุดท้ายวุ่นวายทั้งสโมสร ผู้เล่น ผู้จัดการ โค้ช

เคยอยู่ในโรงแรมรอแข่งเยือน แต่ 2 ชม.ก่อนเตะ ยังคุยดีลกับประธานและ CEO

บ้าไปแล้ว! ทำไมจัดแมตช์กลางสัปดาห์ช่วงนี้ หรือแม้แต่เดดไลน์วัน? อย่างซันเดอร์แลนด์ vs เบิร์นลี่ย์วันจันทร์

ไม่เข้าใจเหรอ? ทุกคนโฟกัสตลาดย้ายทีม สต๊าฟฟ์รีครูทเมนต์มี แต่ผู้จัดการและประธานต้องการเวลาว่าง ใช้สามัญสำนึกหน่อย!

หาช่องโหว่ในระบบ

เดดไลน์วันนี้ อังกฤษใช้เงินเกิน 1 พันล้านปอนด์ในฤดูร้อนและหนาว ฟุตบอลคือธุรกิจใหญ่

30 ปีที่ผมคุมทีม ระบบเปลี่ยนเยอะ ตั้งแต่หน้าต่าง 2002 ก่อนหน้านั้นซื้อขายได้ตลอด จนเดดไลน์มีนาคม

หลังเปลี่ยน ลีกรองยังยืมได้ช่วงหลังปิด ช่วยได้เยอะ

สโต๊กลุ้นรอดแชมเปี้ยนชิพ มี.ค. 2003 ยืม Ade Akinbiyi จากพาเลซ และ Mark Crossley จากมิดเดิลสโบรห์ ช่วยทั้งฟอร์มและบุคลิก รอดนัดสุดท้าย 1-0 vs เรดดิ้ง Ade ยิง

ไม่กี่ปี สโต๊กเจอช่องโหว่ ผู้เล่นพรีเมียร์ที่ไม่ได้ลงสู่ด 25 คน สามารถยืมได้ 1 สัปดาห์หลังปิด

John Rudge ผอ.กีฬา ช่วยลิสต์ Patrik Berger, Lee Hendrie จากวิลล่า Salif Diao จากลิเวอร์พูล ยืม ต้นสังกัดจ่ายค่าเหนื่อยส่วนใหญ่

ฤดูกาล 2006-07 เกือบเพลย์ออฟ แต่โมเมนตัมพาไปพรีเมียร์ปีถัดไป ถ้าไม่มีดีลเหล่านี้ คงไม่ขึ้นได้

เก็บหรือขายผู้เล่นสำคัญพอๆ กับซื้อ

การเก็บผู้เล่นสำคัญเท่าซื้อ แต่มีปัจจัยเยอะ

สมัยลีกล่าง เงินขายคือเส้นเลือดใหญ่ บอสแมน 1995 เปลี่ยนหมด สัญญาหมด ไปฟรี

ก่อนหน้าก็เริ่มแล้ว สัญญาเหลือปีสุดท้าย ค่าตัวถูกลง

สมัยนั้นผู้จัดการคุมฟุตบอลเต็มตัว ต้องประเมินมูลค่าถูกต้อง

สโมสรให้สัญญายาว เงินหนักกับตัวหลัก แล้วเลือกเวลาขาย

ตัวอย่าง บอร์นมัธ เดดไลน์มี.ค. 1993 ขาย Efan Ekoku ไปนอริช พรีเมียร์

Efan พิการบาดเจ็บ บอร์ดอยากขาย ผมสู้ไว้ พอหาย เขายิงพาเราขึ้นตาราง

ประธาน Norman Hayward ช่วยยันถึงเดดไลน์ นอริชเสนอเช้า ต่อรองนาน ได้ 500k + 250k ถ้าลงสนาม พอดีทั้งสองฝ่าย

ประธานเตือนสัญญาเหลือปีสุดท้าย ต้องปกป้องอนาคตสโมสรที่ลำบาก

บางทีดีลสุดท้ายไม่ใช่แค่สนาม แต่ทั้งสโมสร

โทนี่ พูลิส พูดกับ Chris Bevan จาก BBC Sport

สรุปทำไมผมรักดีลวันเดดไลน์ เพราะมันคือโอกาสพลิกชะตาทีม แม้เสี่ยงแต่คุ้มค่า คุณล่ะ ชอบดีลไหน? คอมเมนต์บอกเลย!

ที่มา – ‘Why I loved a deadline day deal’

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร ครั้งแรกของโลก

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร ถือเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจับตามอง! รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งแถลงข่าวสุดยิ่งใหญ่ หลังจากภารกิจสำรวจใต้ทะเลลึกสามารถเก็บตะกอนที่มีแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธปริมาณมหาศาลได้สำเร็จ บริเวณใกล้เกาะมินามิโทริชิมะ ในมหาสมุทรแปซิฟิก นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ญี่ปุ่นลดการพึ่งพาจีน ผู้ครองตลาดแร่สำคัญนี้ได้อีกด้วย

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร

ภารกิจทดลองขุดเจาะครั้งนี้ใช้เรือวิจัยชื่อดัง “ชิคิว” (Chikyu) ซึ่งออกเดินทางเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเจาะลงไปถึงระดับความลึก 6,000 เมตร ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มนุษย์ทำได้สำเร็จ นายเค ซาโตะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวว่า “เรากำลังวิเคราะห์ตัวอย่างอย่างละเอียด เพื่อยืนยันปริมาณแร่ที่แท้จริง” ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ยังเปิดประตูสู่การพัฒนาทรัพยากรทะเลในอนาคต

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร: ปริมาณมหาศาลเกินคาด

พื้นที่สำรวจอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่น คาดว่ามีแรร์เอิร์ธสะสมมากกว่า 16 ล้านตัน ซึ่งหนังสือพิมพ์นิกเคอิระบุว่าเป็นแหล่งสำรองใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยเฉพาะแร่สำคัญดังนี้

  • ดิสพรอเซียม (Dysprosium): ปริมาณพอสำหรับใช้งานทั่วโลกนานถึง 730 ปี ใช้ผลิตแม่เหล็กกำลังสูงในโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีสีเขียว
  • อิตเทรียม (Yttrium): พอใช้งานได้ 780 ปี หลักๆ ใช้ในเทคโนโลยีเลเซอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
  • แร่อื่นๆ เช่น เซอเรียม และนีโอดิเมียม ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทค

แรร์เอิร์ธเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตั้งแต่สมาร์ทโฟน ยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบป้องกันประเทศ

ลดการพึ่งพาจีน: ยุทธศาสตร์สำคัญท่ามกลางความตึงเครียด

ปัจจุบัน จีนครองตลาดแรร์เอิร์ธอย่างเด็ดขาด โดยผลิตจากเหมืองกว่า 2 ใน 3 ของโลก และถลุงแร่ถึง 92% ของปริมาณทั้งหมด การค้นพบของญี่ปุ่นจึงมาในเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การที่จีนระงับส่งออกแร่บางชนิดเพื่อตอบโต้ท่าทีของญี่ปุ่นต่อประเด็นไต้หวัน นักวิเคราะห์จากสถาบัน IISS ชี้ว่า หากญี่ปุ่นสกัดแร่ได้สม่ำเสมอ จะกลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่เปลี่ยนสมดุลห่วงโซ่อุปทานโลก

ความท้าทาย: สิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบ

แม้จะตื่นเต้น แต่ก็มีเสียงเตือนจากนักสิ่งแวดล้อม ว่าการขุดใต้ทะเลลึกอาจทำลายระบบนิเวศ สร้างความเสียหายต่อหน้าดินทะเลและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล องค์การพื้นดินใต้ทะเลระหว่างประเทศ (ISA) กำลังร่างกฎสากล แต่ญี่ปุ่นทำในน่านน้ำของตัวเอง จึงอยู่ภายใต้กฎหมายภายใน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ ก็สนับสนุนการทำเหมืองคล้ายกันเพื่อแข่งขันกับจีน

การค้นพบ ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยญี่ปุ่น แต่ยังเป็นบทเรียนสำหรับประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยที่มีทรัพยากรทะเลมหาศาล ในยุคที่เทคโนโลยีต้องการแร่หายากมากขึ้น การกระจายแหล่ง供給จะช่วยลดความเสี่ยงจาก geopolitics ได้อย่างไร้ข้อจำกัด

คุณคิดว่าการค้นพบนี้จะเปลี่ยนโลกเทคโนโลยีอย่างไร? หรือไทยควรเร่งสำรวจทรัพยากรใต้ทะเลบ้างไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจเรื่องพลังงานและเทคโนโลยี!

ที่มา – ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร ครั้งแรกของโลก หวังลดการพึ่งพาจีน