วัน: 4 กุมภาพันธ์ 2026

บุกค้นโกดังมหาชัย จับสาวพม่า ปลอมแชมพูยาสีฟัน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวเด็ดจากแวดวงตำรวจปราบปรามความผิดทางเศรษฐกิจ หรือ ปอศ. มาเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเองเลยนะ บุกค้นโกดังเมืองมหาชัย จับสาวพม่า ร่วมสามีชาวจีน ปลอมแชมพู ยาสีฟัน ขายถูกกว่าท้องตลาด เป็นข่าวร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บุกจับกุมได้ของกลางเพียบกว่า 2 แสนชิ้น! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่จับโจรปลอมของ แต่ยังเตือนใจเรื่องความเสี่ยงที่เราอาจเจอตอนซื้อของออนไลน์ราคาถูกๆ ด้วยนะ

บุกค้นโกดังเมืองมหาชัย จับสาวพม่า ร่วมสามีชาวจีน ปลอมแชมพู ยาสีฟัน ขายถูกกว่าท้องตลาด

เรื่องราวเริ่มจากตัวแทนบริษัทเจ้าของแบรนด์ดัง เข้าแจ้งความกับ บก.ปอศ. ว่ามีคนขาย แชมพูสระผม ยาสีฟัน และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมปลอม ผ่านช่องทางออนไลน์ ในราคาถูกผิดปกติ แถมยังจัดโปรโมชั่นลดกระหน่ำ ล่อใจผู้บริโภคให้หลงกลซื้อไปใช้กันเพียบ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. จึงสั่งการให้ทีมงาน พ.ต.อ.ภูวเดช จุลกะเสวี ผกก.1 บก.ปอศ. และ พ.ต.ต.นพวัตติ์ ธารีจรัญพัฒน์ สว.กก.1 บก.ปอศ. ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่สืบสวน

จากการติดตาม พวกเขาพบว่าคนร้ายแยกโกดังเก็บของ แยกออฟฟิศแพ็คของ และแยกสถานที่รับเงินผ่าน Payment Gateway ก่อนโอนเงินออกนอกประเทศ เพื่อเลี่ยงการถูกจับ สุดท้ายได้ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดสมุทรสาคร บุกเข้าไปที่โกดัง ถนนเศรษฐกิจบางปลา ต.บ้านเกาะ และอาคารพักอาศัย ต.นาดี อ.เมืองสมุทรสาคร จับตัว Mrs. Sank สาวเมียนมา (หรือสาวพม่า) ได้คาหนังคาเขาข้อหา “ร่วมกันเสนอจำหน่าย จำหน่าย และมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม” ของแบรนด์ที่จดทะเบียนแล้ว

ของกลางที่ยึดได้จากการบุกค้นโกดังเมืองมหาชัย

ของกลางที่ยึดมานับไม่ถ้วน กว่า 200,000 ชิ้นเลยทีเดียว! รวมแชมพูสระผมปลอม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และยาสีฟันปลอมทั้งหมด แบรนด์ดังๆ ที่เราคุ้นเคย แต่ผลิตแบบโป๊ะเช้ะ ไม่ได้มาตรฐาน สินค้าเหล่านี้ขายถูกกว่าท้องตลาดมาก เพราะใช้วัตถุดิบถูกๆ อาจผสมสารอันตราย ทำให้ผิวหนังอักเสบ ผมร่วง หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้ง่ายๆ

Mrs. Sank สารภาพว่าเป็นคนดูแลโกดังและเป็นเจ้าของสินค้าปลอมทั้งหมด ทำธุรกิจคู่กับสามีชาวจีน โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวสามีมารับทราบข้อกล่าวหา และส่งตัวผู้ต้องหาไปที่ กก.1 บก.ปอศ. ดำเนินคดีต่อไป

อันตรายจากสินค้าปลอมแชมพู ยาสีฟัน และเคล็ดลับหลีกเลี่ยง

เพื่อนๆ ที่ชอบซื้อของออนไลน์ราคาถูก ต้องระวังนะ สินค้าปลอมพวกนี้ไม่ใช่แค่เอาเปรียบแบรนด์ แต่ยังเสี่ยงต่อสุขภาพด้วย เช่น แชมพูปลอมอาจทำให้หนังศีรษะระคายเคือง ยาสีฟันปลอมอาจมีสารฟลูออไรด์เกิน หรือสารเคมีอันตรายที่กินเข้าไปได้

  • ตรวจสอบราคา: ถ้าถูกกว่าท้องตลาด 30-50% มักปลอม
  • ดูผู้ขาย: ร้านใหม่ๆ หรือรีวิวปลอมๆ ต้องสงสัย
  • เช็คฉลาก: เครื่องหมาย อย. ชัดเจนไหม สีสันคมชัด
  • ซื้อจากร้าน官方: Shopee/Lazada official store หรือเว็บแบรนด์โดยตรง
  • สแกน QR Code: ถ้ามี ตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่

การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ปอศ. และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ติดตามใกล้ชิดมาก เพื่อปกป้องผู้บริโภคอย่างเราๆ

สุดท้ายนี้ ขอฝากว่า การซื้อของถูกต้องดี แต่ต้องเช็คให้ดีก่อนนะ อย่าให้สุขภาพพังเพราะของปลอม ถ้าพบเห็นสินค้าปลอม รายงานได้ที่ ปอศ. โทร 1155 หรือกรมทรัพย์สินทางปัญญาเลย สนับสนุนของแท้ ช่วยเศรษฐกิจไทยด้วย!

ที่มา – บุกค้นโกดังเมืองมหาชัย จับสาวพม่า ร่วมสามีชาวจีน ปลอมแชมพู ยาสีฟัน ขายถูกกว่าท้องตลาด

โปรโตคอลตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากน่าตกใจ – ฮิสล็อป

ชากา ฮิสล็อป อดีตผู้รักษาประตูพรีเมียร์ลีก เรียกร้องให้ระบบตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากในสหราชอาณาจักรมีมาตรฐานมากขึ้น เพราะ โปรโตคอลตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากน่าตกใจ ที่ไม่มีการตรวจเป็นประจำและไม่เป็นมาตรฐาน เขาอายุ 56 ปี ตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากในปี 2024 หลังขอตรวจเลือด PSA ระหว่างตรวจสุขภาพประจำปีในสหรัฐอเมริกา

ในสหราชอาณาจักร บริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ไม่มีการตรวจ PSA เป็นประจำ โดยจะให้ตรวจเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี หรือมีอาการอื่นๆ จากการวิจัยของ Prostate Cancer UK ชาย 1 ใน 8 จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในชีวิต ส่วนในชายผิวดำ ความเสี่ยงสูงถึง 1 ใน 4

ฮิสล็อป อดีตผู้รักษาประตูทีมตรินิแดดและโตเบโก ที่ปัจจุบันอาศัยในสหรัฐ เชื่อว่าโปรโตคอลตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากน่าตกใจ และต้องเปลี่ยน โดยเฉพาะในชุมชนชนกลุ่มน้อยที่มะเร็งเพิ่มขึ้น

โปรโตคอลตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากน่าตกใจ

ในการให้สัมภาษณ์ BBC Radio 5 Live’s Breakfast ฮิสล็อปกล่าวว่า “ผมไม่อยากเชื่อว่ามันยังเป็นแบบนี้ ทั้งที่เรารู้ดีเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยเฉพาะในชุมชนชนกลุ่มน้อย การไม่มีตรวจเป็นประจำและมาตรฐานสำหรับทุกคน โดยไม่สนใจประวัติครอบครัว น่าตกใจมาก ผมไม่มีประวัติในครอบครัวแต่ก็เป็น”

หลังวินิจฉัย ฮิสล็อปต่อสู้กับมะเร็งเหมือนสมัยเล่นฟุตบอลกับ 6 ทีมในอังกฤษ เช่น เวสต์แฮมและนิวคาสเซิ่ล แต่ภรรยาเขาลำบากเพราะพ่อสามีเสียจากมะเร็งต่อมลูกหมาก “ภรรยาต้องเข้มแข็งทั้งที่เจ็บปวดจากอดีต” เขากล่าว

“สำหรับผม มันคือการต่อสู้ เหมือนแมตช์ฟุตบอล ผมไม่เคยรู้สึกแพ้หรือท้อ ผมกับทีมแพทย์ต่อสู้กับมัน” ฮิสล็อปเล่าว่าคนอื่นอาจช็อกตอนแรก แต่เขามองเป็นไฟต์

โปรโตคอลตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากน่าตกใจ: เสียงเรียกร้องจากนักกีฬา

ฮิสล็อปไม่ใช่คนแรกที่เรียกร้อง สิบคริส ฮอย นักปั่นจักรยานโอลิมปิก 6 เหรียญทอง บอก BBC ในปี 2024 ว่าควรลดอายุขอตรวจ PSA เขาเองวินิจฉัยปีก่อนหน้านี้ มะเร็งลามกระดูก คาดอายุเหลือ 2-4 ปี

ในเดือนพฤศจิกายน 2025 คณะกรรมการคัดกรองแห่งชาติ UK ตัดสินไม่แนะนำตรวจมวลชน เพราะ PSA ไม่น่าเชื่อถือ อาจ over-diagnosis และรักษาเกินจำเป็น

เวส สตรีติง รัฐมนตรีสาธารณสุข บอก BBC Radio 5 Live ว่ากำลังพิจารณาหลักฐาน “ยังไม่ตัดสิน มีความเหลื่อมล้ำสุขภาพ โดยเฉพาะชายผิวดำ แต่ไม่อยากให้รักษาเกินจน impotent หรือ incontinent”

ฮิสล็อปหวังว่านักกีฬาเก่าจะช่วยให้ความรู้เพิ่ม “มะเร็งเกิดกับใครก็ได้ แต่ไม่ใช่โทษประหาร หากจับได้เร็ว โอกาสรอดดี รู้จักสุขภาพตัวเองสำคัญ”

เขาย้ำ 2 เรื่อง: 1) มะเร็งเกิดใครก็ได้ 2) ตรวจเร็ว = ชีวิตยืนยาว เหมือนกรณีคริส ฮอยที่ตรวจช้า

  • สถิติ: ชาย 1/8 เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ชายผิวดำ: 1/4
  • PSA ไม่ routine ใน UK
  • เรียกร้องตรวจประจำปีทุกวัย

ข้อมูลสำคัญ: อาการมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่น ปัสสาวะลำบาก เลือดปนปัสสาวะ ปวดหลัง ผู้ชายควรตรวจ PSA ตั้งแต่อายุ 40-50 ปี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกัน

ในไทย มะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น แนะนำตรวจสุขภาพประจำปี ถ้าคุณอายุเกิน 45 หรือมีประวัติครอบครัว อย่ารออาการ ตรวจ PSA วันนี้เพื่อชีวิตพรุ่งนี้

คำแนะนำ: สร้างความตระหนัก ตรวจสุขภาพประจำเพื่อต่อสู้มะเร็งตั้งแต่แรกเริ่ม

ที่มา – Testing protocol for prostate cancer ‘alarming’ – Hislop

“อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” พรรคที่กัมพูชากลัวสุด

“อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคเดียวที่กัมพูชากลัวไม่อยากให้เป็นรัฐบาล ในการปราศรัยที่สนามกีฬากลางจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ส. ศรีสะเกษทั้ง 9 เขตหาเสียง ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมฟังแน่นสนาม สร้างความคึกคักให้กับฐานเสียงในพื้นที่ชายแดน

“อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคเดียวที่กัมพูชากลัวไม่อยากให้เป็นรัฐบาล

นายอนุทิน ยืนยันจุดยืนชัดเจนเรื่องการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าไม่ใช่นโยบายของพรรคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำสั่งจากประชาชนทั้งประเทศที่ห้ามเปิดด่านเด็ดขาด จนกว่าสถานการณ์อธิปไตยจะนิ่งสนิท การปิดด่านครั้งนี้ส่งผลดีต่อเกษตรกรไทยอย่างเห็นได้ชัด ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น เช่น ข้าว มันสำปะหลัง หอมแดง และมะม่วง ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านชายแดน

ประโยชน์จากการปิดด่านชายแดนตามคำสั่งประชาชน

“จะเปิดด่านหาพระแสงอะไรอีก ถ้าเปิดด่านประชาชนจะตบตีนให้ แต่นี่ปิดด่านประชาชนปรบมือให้ ถือเป็นคำสั่งที่ชัดเจนที่ผมต้องทำตาม” นายอนุทินกล่าวอย่างดุเดือด พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนแข็งกร้าวในการปกป้องดินแดนและผลประโยชน์ชาติ ต่างจากพรรคอื่นที่อาจเจรจา ยอมความ หรือคืนดินแดน แต่สำหรับ พรรคภูมิใจไทย จะไม่ยอมเจรจาใดๆ ในขณะนี้ เพื่อให้คนไทยปลอดภัยและไม่ถูกรังแกตามแนวชายแดน

  • ราคาข้าว สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเกษตรกรรายย่อย
  • มันสำปะหลัง และหอมแดง มีตลาดในประเทศมั่นคง
  • ผลไม้อย่างมะม่วง ส่งออกได้ราคาดี ไม่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้า
  • ลดปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าจากกัมพูชา

บริบทของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา มีมานานตั้งแต่ข้อพิพาทปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนอื่นๆ การที่ “อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคเดียวที่กัมพูชากลัวไม่อยากให้เป็นรัฐบาล แสดงถึงความน่าเชื่อถือในหมู่ประชาชนที่ต้องการผู้นำเข้มแข็ง ในช่วง 2 เดือนที่นายอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สามารถรักษาอธิปไตยครบถ้วน เยียวยาผู้ประสบภัยชายแดนได้ตรงจุด โดยไม่ปล่อยให้ปัญหาค้างคา

ผลงานเด่นของนายกรัฐมนตรีอนุทินกับพรรคภูมิใจไทย

นอกจากเรื่องชายแดนแล้ว พรรคภูมิใจไทยยังชูผลงานอื่นๆ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชนบท การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และการดูแลสุขภาพประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายหลักมาอย่างยาวนาน นายอนุทินปิดท้ายการปราศรัยด้วยการอ้อนวอนขอคะแนนเสียงให้ผู้สมัครพรรคทั้งจังหวัดศรีสะเกษ “ประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน อย่าไปลองพรรคนั้นพรรคนี้ เพราะหากตัดสินใจผิดเพียงวินาทีเดียว อนาคตประเทศอาจเปลี่ยนไปตลอดกาล”

การหาเสียงครั้งนี้สะท้อนถึงกระแสสนับสนุนที่แรงกล้า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างที่ใกล้ชายแดน จุดยืนเรื่องอธิปไตยกลายเป็นประเด็นร้อนที่ดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การปิดด่านไม่เพียงปกป้องแผ่นดิน แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน ชาวศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียงต่างพอใจกับมาตรการนี้

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การที่ “อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคเดียวที่กัมพูชากลัวไม่อยากให้เป็นรัฐบาล ถือเป็นกลยุทธ์หาเสียงที่ชาญฉลาด เน้นความเป็นนักรบชาติที่ไม่ยอมอ่อนข้อ สร้างความเชื่อมั่นให้ฐานเสียงอนุรักษนิยมและชาตินิยม คุณเห็นด้วยกับจุดยืนปิดด่านถาวรนี้หรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงเพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคเดียวที่กัมพูชากลัวไม่อยากให้เป็นรัฐบาล

โจเอา เปโดร กัปตัน FPL เกมวีค 25

สวัสดีเพื่อนๆ แฟน FPL ทุกคน! ในสัปดาห์นี้ เรามาพูดถึงประเด็นร้อน โจเอา เปโดร กัปตัน FPL กันแบบเป็นกันเองเลยนะ จากพอดแคสต์ FPL Podcast ของ BBC Sport ที่เพิ่งออกอากาศ Alistair Bruce-Ball, Chris Sutton และ Statman Dave มาร่วมวิเคราะห์ Gameweek 25 พร้อมแขกรับเชิญสุดฮา Luke Kempner นักแสดง模仿 และ Iain Stirling ผู้บรรยาย Love Island ที่มาเพิ่มสีสันให้รายการ

โจเอา เปโดร กัปตัน FPL: จากม้านั่งสำรองสู่ตัวเลือกหลัก?

ชื่อตอนนี้คือ “Joao Pedro: Banished to Captain?” ซึ่งแปลได้ว่า โจเอา เปโดร กัปตัน FPL หรือจะเรียกว่า “ถูกเนรเทศสู่กัปตัน” ก็ได้ 555 โจเอา เปโดร จากไบรท์ตันที่เคยถูกจับนั่งม้านั่งสำรอง (banished) ตอนนี้กลายเป็นตัวเลือกกัปตันที่น่าจับตามองใน GW25 ทีมงานถกกันว่าควร C เขาหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อไบรท์ตันมีโปรแกรมดี ลงสนามกับคริสตัล พาเลซ ที่บ้าน

เคล็ดลับเลือกกัปตันจาก Chris Sutton

Chris Sutton แนะนำให้ฟังดีๆ เลยนะ เขาบอกว่า โจเอา เปโดร กัปตัน FPL อาจเป็น dark horse เพราะฟอร์มกำลังมา หลังจากยิงประตูช่วยทีม และมีโอกาสได้จุดโทษด้วย แต่ก็มีเสียงค้านจาก Statman Dave ที่ชี้สถิติว่าเขาอาจไม่ consistent พอ นอกจากนี้ยังคุยเรื่อง Manchester United ว่าควร all in หรือเปล่า? และมุกฮา Mikel Arteta ถ้า ‘Own Goal’ เป็นผู้เล่นของเขา จะพูดยังไง

  • ตัวเลือกกัปตัน GW25: โจเอา เปโดร (ไบรท์ตัน), Salah (ลิเวอร์พูล vs Man City), Haaland ถ้าฟิต
  • Sutton Death สองรอบ: ทายสกอร์สุดมันส์
  • คอมเมนเตเตอร์ตลกบอกว่า Iain Stirling กับ Luke Kempner เล่น FPL เก่งกว่าคนอื่นๆ ในวงการตลก!

นอกจากนี้ยังอัพเดทคอมเมนทารี่พรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์:

  • เสาร์ 17 ม.ค. 3pm: Arsenal vs Sunderland, Bournemouth vs Aston Villa (Sports Extra 2)
  • 5:30pm: Newcastle vs Brentford (Sports Extra)
  • อาทิตย์ 18 ม.ค. 2pm: Brighton vs Crystal Palace, Palace vs Chelsea (Sports Extra)
  • 4:30pm: Liverpool vs Man City

รายการยาว 47 นาที ฟังเพลินมาก เหมาะสำหรับแฟน FPL ที่อยากได้ insight ก่อน deadline ทีมงานยังแซวกันเรื่อง doubles game ใน Sutton Death ที่ยากสุดๆ ถ้าคุณกำลังลังเลเรื่อง transfer ฟังแล้วอาจได้ไอเดียใหม่ๆ เลยล่ะ

สำหรับ GW25 นี้ โปรแกรม Brighton ดีจริงๆ โจเอา เปโดร มีโอกาสบวกแต้มสูง ถ้าจะเสี่ยง C ก็ไม่เลว แต่ถ้าชอบปลอดภัย Salah ยังเป็น top pick อยู่ดี สรุปแล้วพอดแคสต์นี้ช่วยให้เราวางแผนทีมได้ชัดขึ้นเยอะ

ใครยังไม่ได้ฟัง รีบไปกดเลย! มันจะช่วยให้ทีมคุณรอดพ้นจาก rank drop แน่นอน ลองเอา โจเอา เปโดร กัปตัน FPL ไปเทสต์ดู แล้วมาบอกผลในคอมเมนต์นะ สนุกแน่!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง

องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง หลังจากทั้งคู่กล้าแฉทุจริตของข้าราชการระดับสูงในมณฑลเสฉวน สร้างความฮือฮาและความกังวลไปทั่วโลก เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาเสรีภาพสื่อในจีนที่กำลังย่ำแย่ลงทุกวัน หากคุณสนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนและสื่ออิสระ บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมุม!

องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในจีน (Chinese Human Rights Defenders) และนักกิจกรรมทั่วโลกรายงานข่าวร้ายว่า “หลิว ฮู่” นักข่าวสืบสวนชื่อดังระดับชาติ และ “อู่ อิงเจียว” เพื่อนร่วมงานของเขา ถูกตำรวจจีนควบคุมตัวไปอย่างกะทันหัน เหตุผลหลักมาจากรายงานที่ทั้งคู่เพิ่งปล่อยออกมา เกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอในมณฑลเสฉวน ซึ่งทำให้ธุรกิจหลายแห่งล้มละลาย

หลิว ฮู่ หายตัวไปขณะเตรียมขึ้นรถไฟจากเมืองฉงชิ่งไปปักกิ่ง ขณะที่อู่ อิงเจียว ถูกจับในมณฑลเหอเป่ย รายงานดังกล่าวซึ่งตอนนี้ถูกลบออกจาก WeChat แล้ว มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมมิชอบของข้าราชการคนนี้ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก

ข้อหาที่ตำรวจจีนใช้กดดันนักข่าว

ตำรวจเมืองเฉิงตูออกแถลงการณ์ว่า ชายวัย 50 ปี แซ่หลิว และชายวัย 34 ปี แซ่อู่ กำลังถูกสอบสวนในข้อหา “สร้างหลักฐานเท็จเพื่อใส่ความผู้อื่น” และ “ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย” แต่หลายคนมองว่านี่คือข้ออ้างเพื่อปิดปากสื่ออิสระ

  • สร้างหลักฐานเท็จเพื่อใส่ความ: ข้อหาที่มักใช้กับนักข่าวที่ขุดคุ้ยคอร์รัปชัน
  • ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย: อาจอ้างจากกิจกรรมสื่ออิสระบนโซเชียล
  • ก่อนจับ ลิว ฮู่ ได้รับข้อความจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัยในเฉิงตู สั่งให้ติดต่อตรงแทนเผยแพร่สาธารณะ

องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) ยืนยันข้อมูลนี้ และเรียกร้องให้โลกกดดันจีนมากขึ้น

ประวัติหลิว ฮู่ นักสู้เพื่อความจริง

หลิว ฮู่ ไม่ใช่นักข่าวธรรมดา เขาเป็นแนวหน้าของสื่อสืบสวนจีน เคยถูกจับในปี 2013 ข้อหาหมิ่นประมาทหลังแฉคอร์รัปชันข้าราชการใหญ่ ได้รับอิสรภาพปี 2014 แต่ยังสู้ต่อผ่าน WeChat โดยมีอู่ อิงเจียวช่วยรวบรวมข่าวจากนักข่าวหลายคน บัญชีของพวกเขามีผู้ติดตามจำนวนมาก

อเล็กซานดรา เบียลาโควสกา จาก RSF กล่าวว่า “การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นสภาพแวดล้อมที่เป็นศัตรูต่อสื่ออิสระในจีนมากขึ้น โลกต้องไม่นิ่งเฉย” ปัจจุบัน จีนมีนักข่าวถูกขังกว่า 120 คน ได้รับฉายา “คุกนักข่าวใหญ่ที่สุดในโลก” จาก RSF

ผลกระทบต่อเสรีภาพสื่อในจีน

องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง ครั้งนี้ไม่ใช่เคสแรก แต่เป็นสัญญาณอันตราย รัฐบาลปักกิ่งใช้กฎหมายไซเบอร์และความมั่นคงปิดกั้นข่าวทุจริต โดยเฉพาะ Xi Jinping Campaign ต่อต้านคอร์รัปชันที่เลือกปราบเฉพาะเป้าหมาย แต่ปกป้องคนของตัวเอง

จากสถิติ RSF จีนอยู่อันดับท้ายๆ ในดัชนีเสรีภาพสื่อโลก นักข่าวต้องทำงานใต้ดิน ใช้ VPN หลบเซ็นเซอร์ WeChat, Weibo ถูกลบโพสต์บ่อยๆ กรณีนี้ทำให้เกิด #FreeLiuHu บนโซเชียลต่างชาติ

  • เพิ่มแรงกดดันจากนานาชาติต่อจีน
  • กระตุ้นนักข่าวจีนให้ระวังตัวมากขึ้น
  • เน้นย้ำปัญหาคอร์รัปชันที่ยังรุนแรงในระดับท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับข่าวใหญ่ เช่น การปราบปรามนักกิจกรรมในฮ่องกง หรือเซ็นเซอร์โควิด-19 แสดงว่ารัฐบาลกลัวข้อมูลจริงมากแค่ไหน

มุมมองต่ออนาคตเสรีภาพสื่อจีน

หากปล่อยไว้ องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง จะกลายเป็นบรรทัดฐาน สื่ออิสระหายไปหมด จีนจะเหลือแต่宣传 (โฆษณาชวนเชื่อ) เท่านั้น

ในมุมส่วนตัว ผมคิดว่ากรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราชื่นชมนายักข่าวที่เสี่ยงชีวิตเพื่อความจริง สนับสนุนพวกเขาด้วยการแชร์ข้อมูลและกดดันรัฐบาล คุณล่ะ คิดว่าประเทศไทยควรเรียนรู้บทเรียนนี้อย่างไร เพื่อปกป้องสื่ออิสระของเรา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายความจริง!

ที่มา – องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง หลังแฉทุจริตบิ๊กข้าราชการเสฉวน

ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมกล่าวหา MOA ปชน.-ภูมิใจไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีประเด็นร้อนๆ มาอัปเดตกันอีกแล้ว นั่นคือกรณี ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมกล่าวหา MOA ปชน.-ภูมิใจไทย ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในแวดวงการเมืองไทยอย่างกว้างขวาง เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่คำวินิจฉัยที่ทำให้หลายคนต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและจริยธรรมทางการเมือง

ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมกล่าวหา MOA ปชน.-ภูมิใจไทย

เรื่องราวเริ่มต้นจาก พ.อ. รัฐเขต แจ้งจำรัส ซึ่งเป็นผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีที่ ต. 7/2569 โดยกล่าวหาว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOA (Memorandum of Agreement) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2567 ซึ่งอ้างว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 114, 144, 168 และ 185 รวมถึงเป็นการประพฤติมิชอบ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จนอาจทำให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตามมาตรา 101 และผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

เหตุผลหลักที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง

ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาและอภิปรายอย่างละเอียด โดยมีมติเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา เหตุผลสำคัญมีดังนี้

  • ผู้ร้องไม่มีสิทธิถูกต้อง: ข้อเท็จจริงในคำร้องและเอกสารประกอบไม่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองอันเนื่องจากพฤติกรรมของผู้ถูกร้อง มันเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวในฐานะประชาชนเท่านั้น ไม่ตรงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาศาล รธน. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง
  • กระบวนการเฉพาะเจาะจง: เรื่องจริยธรรมที่ร้ายแรงจนสิ้นสมาชิกภาพ มีกระบวนการร้องเรียนเฉพาะตามมาตรา 47 (2) ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ
  • ไม่เข้าข่ายรับพิจารณา: ศาลเห็นว่าต้องสั่งไม่รับตามมาตรา 46 วรรคสาม

การตัดสินนี้ชัดเจนว่า ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมกล่าวหา MOA ปชน.-ภูมิใจไทย โดยไม่เข้าสู่การพิจารณาสาระสำคัญ ทำให้ทั้งสองพรรคไม่ต้องเผชิญดราม่าต่อ

MOA ระหว่างพรรคประชาชนและภูมิใจไทยคืออะไร?

สำหรับคนที่ยังงง MOA คือบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างพรรคประชาชน (ปชน.) กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเซ็นกันเมื่อปีที่แล้ว เพื่อร่วมมือกันในสภา เช่น การโหวตหรือนโยบายบางอย่าง แต่ผู้ร้องมองว่าเป็นการซื้อตัว ส.ส. หรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ขัดรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ศาลมองว่าไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนทั่วไปจะร้องได้ง่ายๆ ต้องมีสถานะผู้เสียหายจริง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของศาลรัฐธรรมนูญในการกรองคำร้องที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งช่วยลดคดีฟุ่มเฟือย แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าอาจปิดกั้นการตรวจสอบการเมืองได้

นอกจากนี้ ยังมีบริบทการเมืองกว้างขึ้น พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทินที่แข็งแกร่งในรัฐบาล ส่วนพรรคประชาชนเป็นพรรคใหม่ที่มาแรง การร่วมมือ MOA นี้ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อเพิ่มอิทธิพลในสภา แต่สุดท้ายศาลก็เคลียร์แล้วว่าไม่มีอะไรร้ายแรงถึงขั้นตัดสมาชิกภาพ

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

หลังคำตัดสิน ส.ส.ทั้งสองฝ่ายปลอดภัย สามารถทำงานต่อได้ปกติ แต่เรื่องนี้จุดประเด็นให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรม ส.ส. ควรมีขอบเขตอย่างไรในการทำข้อตกลงระหว่างพรรค? และประชาชนมีสิทธิร้องเรียนแค่ไหน?

  • ช่วยรักษาเสถียรภาพรัฐบาล
  • เพิ่มความโปร่งใสในการยื่นคำร้องศาล
  • กระตุ้นให้พรรคการเมืองระวังตัวมากขึ้น

ในมุมมองผู้เขียน การตัดสินนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังต้องพัฒนากระบวนการตรวจสอบให้เข้าถึงง่ายแต่มีคุณภาพ หากไม่มีผู้เสียหายจริง คำร้องแบบนี้ก็กลายเป็นแค่การเมืองใส่ร้ายกันเปล่าๆ

สุดท้ายแล้ว ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมกล่าวหา MOA ปชน.-ภูมิใจไทย ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ และอย่าลืมกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดทุกวัน!

ที่มา – ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมกล่าวหา MOA ปชน.-ภูมิใจไทย ขัด รธน.-ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม

ตร.สงขลา ล่าโจรใช้ค้อน บุกชิงทองในห้างฯ ได้ไป 33 บาท มูลค่า 2.4 ล้าน

ตร.สงขลา ล่าโจรใช้ค้อน บุกชิงทองในห้างฯ ได้ไป 33 บาท มูลค่า 2.4 ล้าน เป็นข่าวร้ายที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา เมื่อคนร้ายบุกเดี่ยวก่อเหตุชิงทองอย่างดุเดือดกลางห้างสรรพสินค้า ตำรวจภูธรจังหวัดสงขลากำลังเร่งติดตามตัวผู้ต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด

ตร.สงขลา ล่าโจรใช้ค้อน บุกชิงทองในห้างฯ ได้ไป 33 บาท มูลค่า 2.4 ล้าน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คนร้ายแต่งกายชุดดำ สวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า เดินเข้าไปในร้านทองอย่างไม่เกรงกลัว จากนั้นดึงค้อนออกมาทุบตู้โชว์ทองอย่างแรง หยิบสร้อยข้อมือและสร้อยคอทองคำหนักรวม 33 บาท มูลค่าประมาณ 2.4 ล้านบาท ก่อนจะกระโดดข้ามเคาน์เตอร์และหลบหนีไปบนรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 110 สีแดง-ขาว ทะเบียนสงขลา

พนักงานร้านทองที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า ตอนนั้นทุกคนตกใจมาก คนร้ายดูมุ่งมั่นและรวดเร็วมาก ดึงค้อนจากกระเป๋าแล้วทุบกระจกตู้ทองทันที บางเส้นทองขาดกระเด็นตกพื้น พวกเธอด้วยความกลัวจึงรีบวิ่งหนีออกจากร้านไปขอความช่วยเหลือทันที

เส้นทางหลบหนีและการขโมยรถจยย.

ที่น่าสนใจคือ รถจักรยานยนต์คันที่คนร้ายใช้ก่อเหตุนั้นถูกขโมยมา เจ้าของรถคือแรงงานก่อสร้างชาวเมียนมา เล่าว่าช่วง 17.00 น. วันที่ 3 ก.พ. ขณะกำลังทำงานสร้างเจดีย์ที่วัดแม่เปียะ อ.นาหม่อม จ.สงขลา รถจยย.ถูกจอดไว้พร้อมกุญแจคาเอาไว้ คนร้ายชุดดำสวมหน้ากาก เดินมาคร่อมรถและทำท่าชักปืนจากเอว ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ จากนั้นคนร้ายก็ขี่รถหลบหนีไป

กล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายขี่รถผ่านถนนสายทุ่งรี พื้นที่ ต.คอหงส์ ซึ่งเป็นทางลัดจาก อ.นาหม่อม เข้าสู่ อ.หาดใหญ่ได้ชัดเจน ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายน่าจะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

หลักฐานที่ตำรวจเก็บได้

หลังเกิดเหตุ ตำรวจ สภ.คอหงส์ รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบค้อนที่ใช้ทุบตู้ หมวกกันน็อกคล้ายของทหาร และรองเท้าแตะตกอยู่ ตำรวจศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 นำไปตรวจ DNA เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการติดตามตัวคนร้าย ชุดสืบสวนลงพื้นที่เกาะติด โดยโฟกัสพื้นที่ อ.นาหม่อม ซึ่งเป็นจุดขโมยรถ

ที่น่าประหลาดใจคือ ข่าวลือเรื่องคนร้ายใช้อาวุธปืนนั้นไม่เป็นความจริง ตำรวจยืนยันว่าคนร้ายใช้แค่ค้อนเท่านั้นในการก่อเหตุ ทำให้การสืบสวนคืบหน้าได้ดีเพราะมีภาพจากกล้อง CCTV ชัดเจน

  • หลักฐานสำคัญ: ค้อน, หมวกกันน็อก, รองเท้าแตะ
  • รถที่ใช้: ฮอนด้าเวฟ 110 สีแดง-ขาว ทะบ.สงขลา (ขโมยมา)
  • จุดเกิดเหตุ: ห้างหาดใหญ่, ร้านทอง
  • มูลค่าความเสียหาย: 2.4 ล้านบาท

บรรยากาศที่ร้านทองวันนี้ยังปิดบริการ แต่พนักงานยังมาทำงานปกติ ตำรวจไปสอบสวนเพิ่มเติม ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มตื่นตัวมากขึ้น เพราะเหตุการณ์แบบนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ประกอบการร้านทอง

เหตุการณ์ ตร.สงขลา ล่าโจรใช้ค้อน บุกชิงทองในห้างฯ ได้ไป 33 บาท มูลค่า 2.4 ล้าน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรงขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ แม้คนร้ายจะบุกเดี่ยวแต่ก็กล้าเหี้ยมและวางแผนมาดี ร้านค้าทุกแห่งควรเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น ติดตั้งกระจกกันกระสุนหรือระบบปุ่มฉุกเฉิน

สำหรับชาวสงขลาและหาดใหญ่ ขอให้ระมัดระวังตัวมากขึ้น หากมีเบาะแสเกี่ยวกับคนร้าย สามารถแจ้งตำรวจได้ทันที ติดตามความคืบหน้าของคดีนี้กับเรา เพื่อไม่พลาดข่าวสำคัญ

ที่มา – ตร.สงขลา ล่าโจรใช้ค้อน บุกชิงทองในห้างฯ ได้ไป 33 บาท มูลค่า 2.4 ล้าน

ติมอร์-เลสเต ฟ้องผู้นำเมียนมา อาชญากรรมสงคราม

ติมอร์-เลสเต ฟ้องผู้นำเมียนมา ในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะเทือนวงการอาเซียน ประเทศน้องใหม่อย่างติมอร์-เลสเตกล้าท้าทายหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในที่อาเซียนยึดถือมานาน

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ Myanmar Now รายงานว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ชิน (Chin Human Rights Organization – CHRO) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลในกรุงดิลี เมืองหลวงของติมอร์-เลสเต เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน โดยกล่าวโทษรัฐบาลทหารเมียนมาและพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำกองทัพ ในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

ติมอร์-เลสเต ฟ้องผู้นำเมียนมา: ครั้งแรกในประวัติศาสตร์อาเซียน

ติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนล่าสุด เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกอาเซียนหนึ่งฟ้องร้องรัฐบาลของสมาชิกอาเซียนอีกประเทศ รัฐบาลทหารเมียนมาไม่รอช้าตอบโต้ทันทีด้วยการส่งหนังสือประท้วงติมอร์-เลสเต ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและขัดต่อหลักการของอาเซียน

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานยุติธรรมติมอร์-เลสเตได้แต่งตั้งอัยการอาวุโสเพื่อตรวจสอบคำร้องแล้ว CHRO เรียกร้องให้ใช้หลัก เขตอำนาจศาลสากล (universal jurisdiction) ซึ่งอนุญาตให้รัฐใดๆ สามารถดำเนินคดีอาชญากรรมร้ายแรงได้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนในโลก

ข้อกล่าวหาหลักในคดีติมอร์-เลสเต ฟ้องผู้นำเมียนมา

คำร้องของ CHRO ชี้แจงรายละเอียดการละเมิดในรัฐชินของเมียนมา โดยเฉพาะการกระทำของกองทัพเมียนมา ดังนี้

  • ข่มขืนหญิงตั้งครรภ์ 7 เดือนต่อหน้าสามี
  • สังหารหมู่พลเรือน 10 ราย รวมถึงนักข่าวและเด็กชายวัย 13 ปี
  • โจมตีผู้นำศาสนาคริสต์
  • ทิ้งระเบิดโรงพยาบาล ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยเสียชีวิต
  • ทำลายโบสถ์และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนหลายแห่ง

รายละเอียดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายซาไล ซา อุก อำนวยการบริหาร CHRO กล่าวว่า ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชของติมอร์-เลสเต ทำให้ประชาชนที่นี่มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจต่อประชาชนเมียนมา ที่กำลังเผชิญความรุนแรงจากรัฐบาลทหาร

ติมอร์-เลสเต ฟ้องผู้นำเมียนมา: บรรทัดฐานใหม่ของอาเซียน?

ติมอร์-เลสเตเคยถูกอินโดนีเซียยึดครองและต่อสู้เพื่ออิสรภาพด้วยการลงประชามติในปี 2542 ก่อนได้รับเอกราชเต็มตัวในปี 2546 ความทรงจำนี้ทำให้ติมอร์-เลสเตกลายเป็น “น้องใหม่อาเซียน” ที่มีมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนแข็งกร้าวกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิทธิมนุษยชนมองว่า การที่ติมอร์-เลสเตกล้า ติมอร์-เลสเต ฟ้องผู้นำเมียนมา อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ อาเซียนที่ยึดหลัก “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” มาตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2510 อาจต้องทบทวนนโยบาย โดยเฉพาะหลังรัฐประหารเมียนมาในปี 2564 ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภูมิภาค

นอกจากนี้ หลัก universal jurisdiction นี้เคยถูกใช้ในคดีดังๆ ทั่วโลก เช่น คดีของนายพลอาร์จินติน่าหรือผู้นำนาซี ทำให้ติมอร์-เลสเตมีฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง หากศาลรับคำร้องและสอบสวนต่อไป อาจนำไปสู่การออกหมายจับนานาชาติต่อมิน อ่อง หล่าย

การเคลื่อนไหวนี้อาจกระตุ้นให้ประเทศอาเซียนอื่นๆ เช่น มาเลเซียหรืออินโดนีเซีย ที่เคยวิจารณ์เมียนมา ให้กล้าดำเนินการตามมากขึ้น สร้างแรงกดดันให้รัฐบาลทหารเมียนมาหยุดละเมิด

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ติมอร์-เลสเต ฟ้องผู้นำเมียนมา แสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่สิทธิมนุษยชนกลายเป็นวาระหลัก ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจเท่านั้น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในภูมิภาค

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? มันจะเปลี่ยนอาเซียนได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเรา!

ที่มา – ติมอร์-เลสเต น้องใหม่อาเซียน เปิดกระบวนการกม.ฟ้องผู้นำเมียนมาก่ออาชญากรรมสงคราม-ต่อมนุษยชาติ

ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ แจงตัดสูทให้ประกันสังคม 3 ปี

ดราม่าการใช้เงินภาษีในหน่วยงานรัฐกำลังเป็นที่ฮือฮา โดยเฉพาะกรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จ้างตัดสูทให้พนักงานกว่า 7,000 คน ด้วยงบประมาณ 35 ล้านบาท ล่าสุดมีการตรวจสอบย้อนหลัง 14 ปี พบว่ามีการจ้างเอกชนตัดสูทถึง 4 ครั้ง วงเงินรวม 152 ล้านบาท ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริษัท “ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์” ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องสถานะนิติบุคคลที่ปรากฏว่า “ร้าง” แต่บริษัทได้ออกมา ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ แจงตัดสูทให้ประกันสังคม แล้ว ยืนยันทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ แจงตัดสูทให้ประกันสังคม

จากข้อมูลที่ สปส. ชี้แจง พบว่าการจ้างตัดสูทเกิดขึ้นอย่างน้อย 4 สัญญาในช่วงปี 2555-2567 โดย “ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์” ชนะประมูลได้ถึง 3 ครั้ง ดังนี้

  • ปี 2555: ตัดสูท 6,000 ชุด วงเงิน 34.73 ล้านบาท ผู้ชนะ หจก.ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์
  • ปี 2558: ตัดสูท 7,000 ชุด วงเงิน 40.5 ล้านบาท ผู้ชนะ หจก.ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์
  • ปี 2562: ตัดสูท 7,350 ชุด วงเงิน 42 ล้านบาท ผู้ชนะ หจก.ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์
  • ปี 2567: วงเงิน 35 ล้านบาท (วิธีเฉพาะเจาะจง) ผู้ชนะ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ แจงตัดสูทให้ประกันสังคม รายละเอียดสัญญา

สถานะบริษัท “ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์” และการตรวจสอบที่อยู่

จากการสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2524 ทุนจดทะเบียน 500,000 บาท แต่สถานะนิติบุคคลถูกระบุว่า “ร้าง” ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2553 นอกจากนี้ เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบที่อยู่จดทะเบียนในแขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ พบเป็นอาคารร้างที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ สร้างความสงสัยว่าบริษัทนี้ยังดำเนินการได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อชนะประมูลสัญญารัฐหลายครั้งหลังจากสถานะร้าง

ที่อยู่บริษัทศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ ร้างหรือไม่

คำชี้แจงจากเจ้าของ “ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์” รับงานถูกต้อง

เมื่อติดต่อเจ้าของบริษัทโดยตรง ได้รับคำชี้แจงว่า ชนะการประมูลทั้ง 3 ครั้งตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐอย่างถูกต้อง โรงงานผลิตจริงไม่ได้ตั้งอยู่ที่อยุ่จดทะเบียนเก่า ซึ่งเป็นเพียงอาคารร้าง แต่ย้ายไปที่อื่นและยังดำเนินการผลิตปกติ ส่วนเงินที่รับมาจากการประมูล เพิ่งทราบหลังเป็นข่าวว่าเป็นเงินจากผู้ประกันตน เจ้าของยืนยันว่าไม่ใช่โรงงานร้าง และทุกอย่างโปร่งใสตามกฎหมาย

เจ้าของศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ แจงกรณีตัดสูทประกันสังคม

ประเด็นนี้สะท้อนถึงช่องโหว่ในการตรวจสอบผู้รับจ้างงานรัฐ โดยเฉพาะสถานะนิติบุคคลและที่ตั้งจริง แม้การประมูลจะผ่านระบบอีบิดดิ้ง แต่การตรวจสอบหลังบ้านยังต้องเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาการใช้เงินภาษีผู้ประกันตนอย่างไม่เหมาะสม ในอนาคต สปส. ควรเพิ่มขั้นตอนยืนยันสถานะผู้ประกอบการปัจจุบันก่อนเซ็นสัญญา

จากดราม่า ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ แจงตัดสูทให้ประกันสังคม นี้ ทำให้เห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างสูทพนักงานรัฐเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น หากคุณเป็นผู้ประกันตน คงอยากรู้ใช่ไหมว่าสูทชุดละเท่าไหร่ และคุ้มค่าหรือไม่ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือระบบ e-GP ของรัฐ

ความเห็นส่วนตัว: แม้เจ้าของจะยืนยันถูกต้อง แต่กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้หน่วยงานรัฐอัพเดทระบบตรวจสอบนิติบุคคลให้ทันสมัย ลดดราม่าแบบนี้ในอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – “ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์” แจงตัดสูทให้ประกันสังคม 3 ปี ยันรับงานถูกต้อง ไม่ใช่โรงงานร้าง