วัน: 5 กุมภาพันธ์ 2026

“ชาดา-ซาบีดา” ลุยช่วย “ชานนท์” หาเสียงนครสวรรค์

“ชาดา-ซาบีดา” ลุยช่วย “ชานนท์” หาเสียงนครสวรรค์ เรียกได้ว่าเป็นภาพที่อบอุ่นและน่าประทับใจในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ควงลูกสาวสุดที่รัก นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อช่วยน้องชายสุดหล่อ “ชานนท์ ไทยเศรษฐ์” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 นครสวรรค์ พรรคภูมิใจไทย พวกเขาขอโอกาสจากพี่น้องชาวนครสวรรค์ให้พรรคภูมิใจไทยได้กลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง โดยย้ำผลงานเด่นที่ปกป้องอธิปไตยของชาติและนโยบายที่ตรงใจประชาชนจริงๆ

ชาดา-ซาบีดา ลุยช่วย ชานนท์ หาเสียงนครสวรรค์

“ชาดา-ซาบีดา” ลุยช่วย “ชานนท์” หาเสียงนครสวรรค์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่การหาเสียงกำลังเข้มข้นสุดๆ ชาดาในฐานะผู้สมัคร ส.ส.อุทัยธานี และซาบีดาในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ได้ลงพื้นที่จริงจังเพื่อช่วยชานนท์น้องชาย พวกเขาย้ำกันชัดๆ ว่าอยากให้ชาวนครสวรรค์เลือกผู้สมัครระบบเขตของพรรคฯ และบัญชีรายชื่อ เพื่อให้ทีมภูมิใจไทยได้กลับเข้าไปทำงานที่รัฐสภาและบริหารประเทศต่อ ด้วยผลงานที่พิสูจน์แล้วว่า “รักษาและปกป้องอธิปไตย” ของไทยได้อย่างแท้จริง

นครสวรรค์เป็นจังหวัดที่สำคัญ มีทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมริมน้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านที่นี่ต้องการตัวแทนที่เข้าใจปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่นั่งในกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทยจึงเน้นลงพื้นที่ฟังเสียงประชาชนมาตลอด ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ประชาชนมั่นใจ

ชาดา ซาบีดา ชานนท์ พรรคภูมิใจไทย นครสวรรค์

ย้ำผลงานภูมิใจไทย รักษา-ปกป้องอธิปไตย

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ พูดอย่างจริงใจในที่เกิดเหตุว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญมากในการปกป้องชีวิตประชาชนทั้งประเทศ เธอยกตัวอย่างปัญหาความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ไม่ใช่แค่กระทบคนชายแดน แต่สะเทือนใจคนไทยทุกคน แต่ด้วยรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เราสามารถเรียกศักดิ์ศรีไทยกลับมาได้ และยืนหยัดในเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี นี่คือผลงานที่พวกเขาภูมิใจ และอยากทำต่อ

ซาบีดายังเล่าว่า เธอเคยเรียนหนังสือที่นครสวรรค์ เลยเข้าใจหัวอกคนที่นี่ดี อยากมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่ให้เจริญรุ่งเรือง นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยคิดนโยบายจากลงพื้นที่จริง ไม่ใช่นั่งเทียนในห้องแอร์หรือมองจากหอคอย กรรมการบริหารเป็นรุ่นใหม่ทั้งหมด ที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลตลอดเวลา เข้าใจปัญหาชาวบ้าน แล้วนำไปแก้ไขตรงจุด รวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ

ชานนท์ ไทยเศรษฐ์ หาเสียงกับชาดา ซาบีดา

นโยบายพรรคภูมิใจไทยที่ตรงใจชาวนครสวรรค์

ทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงเหมาะกับนครสวรรค์? เพราะนโยบายของพรรคฯ เน้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และ SME ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่นี่ ลองดูนโยบายเด่นๆ ที่พวกเขาย้ำ:

  • ปกป้องอธิปไตยแผ่นดิน: จัดการปัญหาชายแดน ยืนหยัดสิทธิไทยในเวทีโลก
  • สาธารณสุขถ้วนหน้า: รักษาฟรี 30 บาท ลดค่ายา ลดภาระประชาชน
  • เกษตรกรไทยแข็งแกร่ง: ประกันรายได้ข้าว ยางพารา สูงสุดในประวัติศาสตร์
  • เศรษฐกิจฐานราก: สนับสนุน OTOP สร้างรายได้ให้ชุมชน
  • คมนาคมสะดวก: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงนครสวรรค์กับส่วนกลาง

นี่แหละที่ทำให้ “ชาดา-ซาบีดา ลุยช่วย ชานนท์ หาเสียงนครสวรรค์” ได้รับการตอบรับดี เพราะประชาชนเห็นว่าพรรคทำจริง ไม่ใช่พูดลอยๆ การเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าอยากได้ตัวแทนที่ปกป้องชาติและแก้ปัญหาตรงจุด ภูมิใจไทยคือคำตอบ

ในมุมมองของผม การเมืองไทยต้องการผู้นำรุ่นใหม่ที่กล้าลงพื้นที่แบบนี้ ชานนท์ ชาดา และซาบีดา คือตัวอย่างที่ดี ถ้าพวกเขาได้กลับสภาฯ ประเทศไทยจะมั่นคงยิ่งขึ้น คุณคิดยังไง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งนะครับ เพื่ออนาคตของเรา!

ที่มา – “ชาดา-ซาบีดา” ลุยช่วย “ชานนท์” หาเสียงนครสวรรค์ ย้ำผลงานภูมิใจไทย รักษา-ปกป้องอธิปไตย

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำเลือกตั้ง 2569 ต้องโปร่งใส

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำเลือกตั้ง 2569 ต้องโปร่งใส สุจริต เป็นกลาง และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างเต็มที่ ในวันเลือกตั้งจริง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เน้นย้ำแนวทางสำคัญในการจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในระบบประชาธิปไตยของกรุงเทพฯ

จากที่ได้ติดตามข่าวสารการเมืองและการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ว่าฯ ชัชชาติ ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการบริหารเมืองหลวง การประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมทั้งแบบ onsite และออนไลน์

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำเลือกตั้ง 2569 ต้องโปร่งใส

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวขอบคุณผู้อำนวยการเขตทุกคนที่ช่วยจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าได้อย่างเรียบร้อย แต่ย้ำว่าวันจริง 8 ก.พ. จะเหนื่อยหนักกว่า เพราะมีหน่วยเลือกตั้งกว่า 6,000 หน่วยทั่วกรุงเทพฯ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานนับแสนคน หลักสำคัญคือต้องคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

ต้องจัดจุดจอดรถสำหรับผู้พิการให้สะดวก อำนวยความสะดวกในการเดินทาง และช่วยเหลือประชาชนให้ใช้สิทธิได้ง่ายที่สุด ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำเลือกตั้ง 2569 ต้องโปร่งใส สุจริตเป็นอันดับหนึ่ง เพราะประชาชนให้ความเชื่อมั่นใน กทม. ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนวางตัวเป็นกลาง หากเกิดปัญหา ผู้อำนวยการเขตต้องอยู่หน้างาน รองปลัด กทม. ต้องลงพื้นที่แก้ไขทันที อย่าปล่อยให้บานปลาย รายงานตามขั้นตอน และผู้บริหารฝ่ายการเมืองจะรักษาระยะห่าง แต่พร้อมช่วยเหลือหากจำเป็น

แผนที่หน่วยเลือกตั้ง กทม. ครบ 33 เขต

เพื่อความสะดวก กทม. ได้จัดทำแผนที่หน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติไว้ให้ประชาชนเช็คได้ง่าย ดังนี้:

  • แผนที่หน่วยเลือกตั้งทั้ง 33 เขต รวม 6,530 หน่วยทั่ว กทม. คลิกที่นี่
  • แผนที่หน่วยออกเสียงประชามติ นอกเขต 50 แห่งทั่วกรุง คลิกที่นี่

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนกรุงเทพฯ จะได้เลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการพัฒนาเมืองหลวง ผู้ว่าฯ ชัชชาติยังเน้นเรื่องความโปร่งใสเพื่อป้องกันข้อครหาใดๆ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างยุติธรรม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรองรับสภาพอากาศหรือเหตุไม่คาดฝัน เพื่อให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิได้เต็มที่

ในฐานะประชาชนเราควรเตรียมตัวให้พร้อม เช่น ตรวจสอบบัตรประชาชน ดูแผนที่หน่วยใกล้บ้าน และไปตั้งแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงคิวยาว การเลือกตั้งที่โปร่งใสจะนำไปสู่การบริหารที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

สุดท้าย อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 นี้ครับ เพราะทุกคะแนนมีค่า และจะกำหนดอนาคตของกรุงเทพฯ

ที่มา – “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” ย้ำ 8 ก.พ. เลือกตั้ง 2569 ต้องโปร่งใส เป็นกลาง อำนวยความสะดวกประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 เผยเหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวชายแดน วันนี้เรามีข่าวร้อนจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดครับ กองทัพภาคที่ 2 เผยเหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด ทำให้หลายคนกังวลกับสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่นี้ โชคดีที่ไม่มีกำลังพลหรืออุปกรณ์เสียหาย แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามนะครับ

กองทัพภาคที่ 2 เผยเหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน

ตามรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เมื่อเวลา 10.18 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. หรือที่รู้จักกันในชื่อ M79 จำนวน 1 ลูก ตกลงในพื้นที่พลาญหินแปดก้อน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดน จ.สุรินทร์ ลูกระเบิดดังกล่าวตกลงกระแทกบริเวณด้านปีกขวาของฐานปฏิบัติการฝ่ายไทย แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบความเสียหายใดๆ ทั้งต่อกำลังพลและยุทโธปกรณ์ กำลังพลทุกนายปลอดภัยดี

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าหน่วยที่เกี่ยวข้องกำลังเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น พร้อมติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจลุกลาม

กองทัพภาคที่ 2 เผยเหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน: จุดสำคัญที่ต้องรู้

พื้นที่พลาญหินแปดก้อน เป็นหมู่บ้านชายแดนในอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ใกล้กับปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นจุดที่มีประวัติความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสงครามเขมรแดงและเหตุปะทะในปี 2551 ที่ผ่านมา พื้นที่นี้มักถูกใช้เป็นจุดยิงข้ามแดน ทำให้กองทัพไทยต้องตั้งฐานปฏิบัติการเพื่อเฝ้าระวังตลอดเวลา

ลูกระเบิด 40 มม. เป็นอาวุธที่นิยมใช้เพราะพกพาง่าย ยิงไกลได้ถึง 400 เมตร และมีอานุภาพทำลายล้างสูง เหตุการณ์ครั้งนี้แม้จะไม่รุนแรง แต่สะท้อนให้เห็นว่าความตึงเครียดยังคงมีอยู่ ฝ่ายตรงข้ามอาจเป็นกลุ่มติดอาวุธหรือทหารกัมพูชาที่ละเมิดเขตแดน

  • เวลาเกิดเหตุ: 10.18 น. 5 ก.พ. 2569
  • จำนวนกระสุน: ลูกระเบิด 40 มม. 1 ลูก
  • จุดตก: ด้านปีกขวาของฐานไทย พื้นที่พลาญหินแปดก้อน
  • ผลกระทบ: ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียหาย
  • การตอบสนอง: เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ติดตามสถานการณ์

กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบดูแลภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยชายแดน พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้สั่งการให้เพิ่มกำลังพลและเทคโนโลยีเฝ้าระวัง เช่น โดรนและกล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสันติภาพชายแดนยังเปราะบาง แม้รัฐบาลไทยและกัมพูชาจะมีกลไกแก้ไขข้อพิพาท แต่การกระทำของบุคคลหรือกลุ่มเล็กๆ สามารถจุดชนวนได้ทุกเมื่อ ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายแดน และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ยังมีประวัติเหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น การยิง火箭หรือปืนครกข้ามแดน ซึ่งกองทัพไทยตอบโต้ด้วยการเจรจาและป้องกันตัวเองอย่างมีวินัย สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันประเทศและหลีกเลี่ยงการขยายความขัดแย้ง

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องความมั่นคงชายแดน แนะนำให้ติดตามเพจหรือเว็บข่าวทหารอย่างเป็นทางการ เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง หากมีประสบการณ์หรือเห็นเหตุการณ์ในพื้นที่ สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ เราจะอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดให้ทราบทันที! สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนปลอดภัยนะครับ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เผยเหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน

“บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกคน วันนี้เรามีข่าวเด็ดในวงการตำรวจที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตเลยทีเดียว นั่นคือเรื่อง “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท จากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออนไลน์ถึง 3 ครั้ง! เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่เรารู้จักกันในนาม “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความคนสนิท เดินทางไปยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวน ภ.4 ซึ่งเคยเป็นลูกน้องคนสนิทของท่านมาก่อน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

“บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท

ทำไมถึงต้องฟ้องกันเองล่ะ? จากที่ทนายสัญญาภัชระเล่าให้ฟัง ท่านบิ๊กโจ๊กได้พิจารณาถ้อยคำที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออนไลน์อย่างละเอียดแล้ว พบว่ามีคำพูดที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทชัดเจน ทำให้ชื่อเสียงของท่านได้รับความเสียหาย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องนำข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ไปให้ศาลตัดสินว่าใครถูกใครผิด เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีของตัวเองนั่นเองครับ

บิ๊กโจ๊ก ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ หมิ่นประมาท

รายละเอียดคดี “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท

ศาลอาญากรุงเทพใต้รับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.107/2569 แล้วนะครับ และนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ซึ่งเป็นก้าวแรกสำคัญในการดำเนินคดีนี้ ต้องบอกว่าคำให้สัมภาษณ์ทั้ง 3 ครั้งนั้น ถูกมองว่าเป็นการโฆษณาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ที่มีโทษหนักกว่าปกติ เพราะเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ

ย้อนความหลังหน่อยนะครับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล คือตำนาน “บิ๊กโจ๊ก” ที่เคยปราบปรามมาเฟีย เรียกขาน 191 และทำงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด ส่วน พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็เคยเป็นลูกน้องใกล้ชิดในภารกิจต่างๆ แต่ดูเหมือนจะมีจุดแตกหักอะไรสักอย่าง จนกลายเป็นศัตรูทางการเมืองในวงการตำรวจ เรื่องแบบนี้ในวงการราชการไทย มักจะมีดราม่าหนักๆ เสมอ

  • สาเหตุหลัก: คำสัมภาษณ์สื่อออนไลน์ 3 ครั้ง ที่กล่าวหาบิ๊กโจ๊กในทางที่ทำให้เสื่อมเสีย
  • ผู้ยื่นฟ้อง: พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ผ่านทนายสัญญาภัชระ
  • ศาล: อาญากรุงเทพใต้ คดี อ.107/2569
  • นัดไต่สวน: 16 มี.ค. 2569
  • สถานะ: กำลังเตรียมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ทนายยังเผยว่ากำลังดูรายชื่อคนอื่นๆ ที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทผ่านสื่ออีกด้วย เรียกได้ว่า บิ๊กโจ๊กไม่ยอมให้ใครมาพูดลอยๆ ได้ง่ายๆ เลยครับ ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายแบบนี้ การหมิ่นประมาทออนไลน์กลายเป็นปัญหาใหญ่ โทษปรับ 5 หมื่น หรือจำคุก 1 ปี แถมต้องชดใช้ค่าเสียหายอีก

มาดูกันว่าคดีนี้จะจบยังไง บางคนมองว่าเป็นการชำระแค้นเก่า บางคนก็เห็นว่าเป็นการปกป้องสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะยังไง ศาลจะเป็นผู้ตัดสินสุดท้าย เราควรรอฟังคำพิพากษากันต่อไป คุณคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ล่ะ? จากประสบการณ์ของผม การฟ้องหมิ่นประมาทเป็นเครื่องมือที่ดีในการต่อสู้กับข่าวลือปลอมๆ ในโลกออนไลน์

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวในคดีร้อนๆ แบบนี้ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ ถ้าคุณเคยเจอปัญหาหมิ่นประมาทแบบนี้ บอกเล่าในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” มอบหมายทนายยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ

ศรัทธา “ท้าวเวสสุวรรณ” จุดธูปเสี่ยงทาย “เลขเด็ด” ลุ้นโชคงวด 5/2/69

ศรัทธา “ท้าวเวสสุวรรณ” จุดธุปเสี่ยงทาย “เลขเด็ด” ลุ้นโชคงวด 5/2/69 กลายเป็นกระแสฮอตฮิตในหมู่นักเสี่ยงโชคทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่วัดหนองทอง จังหวัดสุโขทัย ที่ชาวบ้านและคอหวยพากันมาร่วมพิธีขอพรและจุดธูปบูชา เพื่อหวังได้เลขเด็ดไปลุ้นรางวัลใหญ่ในงวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนหลั่งไหลมาร่วมงานไม่ขาดสาย

ศรัทธา “ท้าวเวสสุวรรณ” จุดธุปเสี่ยงทาย “เลขเด็ด” ลุ้นโชคงวด 5/2/69

ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ณ วัดหนองทอง ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย บริเวณหน้าถ้ำเศรษฐี มีชาวบ้านจำนวนมากเดินทางมากราบไหว้ท้าวเวสสุวรรณ พระชันษาแห่งทิศเหนือ ผู้คุ้มครองด้านโชคลาภและ财富 ความศรัทธา “ท้าวเวสสุวรรณ” จุดธุปเสี่ยงทาย “เลขเด็ด” ลุ้นโชคงวด 5/2/69 ทำให้สถานที่แห่งนี้คับคั่งไปด้วยผู้คน ที่ผ่านมา หลายคนได้รับโชคลาภก้อนโตจากการขอพรที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานการเงินหรือหวยรางวัลใหญ่ จึงไม่แปลกใจที่งวดนี้จะมีคนมาร่วมพิธีจำนวนมาก

หลังจากกราบไหว้ขอพรเสร็จ ชาวบ้านไม่พลาดที่จะจุดธูปมงคลเสี่ยงทายเลขเด็ด โดยจุดธูป 3 ดอกแล้วดูเถ้าธูปที่ตกลงมา ซึ่งปรากฏเป็นเลขชัดเจน 890 และ 980 ทำให้คอหวยต่างตีความและนำไปเสี่ยงโชค บางคนยังนำเลขนี้ไปตีเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือแม้แต่เลขวิ่ง เพื่อเพิ่มโอกาสถูกรางวัล

ศรัทธา ท้าวเวสสุวรรณ วัดหนองทอง

เลขเด็ดจากท้าวเวสสุวรรณที่วัดหนองทอง

เลขเด็ดที่ได้จากการจุดธูปเสี่ยงทายในครั้งนี้ ได้แก่ 890 และ 980 ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเลขมงคล เพราะ 8 และ 9 เป็นเลขแห่งความร่ำรวยและโชคลาภตามความเชื่อโบราณ นอกจากนี้ ยังมีบางรายที่เห็นเลขอื่นๆ จากการตีความเถ้าธูป เช่น 08, 90, 89 ทำให้คอหวยมีตัวเลือกมากขึ้นในการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลงวด 16/2/69

จุดธูปเสี่ยงทายเลขเด็ด ท้าวเวสสุวรรณ

ท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวเวสสุวรรณบพิตร เป็นเทพที่ชาวไทยให้ความเคารพมานาน ในฐานะผู้คุ้มครองทิศเหนือและเทพแห่งสมบัติ ตามตำนาน ท่านเป็นกุเวร ผู้พิทักษ์สมบัติของพระอินทร์ ชาวบ้านเชื่อว่าการบูชาท่านจะนำพาความมั่งคั่ง โชคลาภ และความสำเร็จในหน้าที่การงาน ที่วัดหนองทอง ถ้ำเศรษฐีเป็นจุดศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาท่านโดยเฉพาะ

วิธีจุดธูปเสี่ยงทายขอเลขเด็ดจากท้าวเวสสุวรรณ

สำหรับใครที่อยากลองทำตาม สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้:

  • เตรียมธูป 3 ดอก เทียน 1 คู่ และดอกไม้สด
  • กราบไหว้ท้าวเวสสุวรรณ 3 ครั้ง ขอพรเรื่องโชคลาภ
  • จุดธูป 3 ดอก แล้ววางไว้หน้าพระพุทธรูปหรือองค์ท้าวเวสสุวรรณ
  • รอให้เถ้าธูปตกลงมา แล้วตีความเป็นเลขเด็ด
  • นำเลขไปเสี่ยงโชค แต่ต้องมีสติ อย่าพึ่งพามากเกินไป

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่มาแก้บนหลังได้รับโชคจากงวดก่อนๆ เช่น ได้เลื่อนตำแหน่งงานหรือถูกรางวัลใหญ่ ทำให้ศรัทธายิ่งเพิ่มพูน บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและรอยยิ้ม

ศรัทธา “ท้าวเวสสุวรรณ” จุดธุปเสี่ยงทาย “เลขเด็ด” ลุ้นโชคงวด 5/2/69 ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คอหวยไม่ควรพลาด หากคุณกำลังมองหาเลขเด็ดงวดนี้ ลองนำ 890 หรือ 980 ไปลุ้นดูสิ บางทีโชคใหญ่กำลังรออยู่! แต่จำไว้ว่า การเสี่ยงโชคต้องสุจริตและมีสติ รอติดตามผลรางวัลและเลขเด็ดงวดหน้าด้วยนะ

ที่มา – ศรัทธา “ท้าวเวสสุวรรณ” จุดธุปเสี่ยงทาย “เลขเด็ด” ลุ้นโชคงวด 5/2/69

สี จิ้นผิง ต่อสายตรง ทรัมป์ ย้ำสหรัฐฯ ต้องรอบคอบปมขายอาวุธให้ไต้หวัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อสายตรง ทรัมป์ ย้ำสหรัฐฯ ต้องรอบคอบปมขายอาวุธให้ไต้หวัน เป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง ในการสนทนาทางโทรศัพท์ล่าสุดระหว่างผู้นำสองมหาอำนาจ สี จิ้นผิง เน้นย้ำว่าปัญหาไต้หวันคือจุดสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ระมัดระวังเรื่องการขายอาวุธ ขณะที่ทรัมป์มองการคุยนี้เป็นไปอย่างยอดเยี่ยม และมีข่าวดีด้านเศรษฐกิจตามมา

สี จิ้นผิง ต่อสายตรง ทรัมป์ ย้ำสหรัฐฯ ต้องรอบคอบปมขายอาวุธให้ไต้หวัน

เมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน ได้โทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยตรง สี จิ้นผิง ชี้แจงชัดเจนว่าไต้หวันเป็นดินแดนของจีน และจีนจะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนอย่างเด็ดขาด เขาย้ำให้สหรัฐฯ จัดการเรื่องขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันตึงเครียดยิ่งขึ้น

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สี จิ้นผิง ยังแสดงเจตจำนงว่าจีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ และหวังให้ทั้งสองฝ่ายแก้ไขความขัดแย้งด้วยจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียมและเคารพซึ่งกันและกัน การสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด จากการที่สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนธันวาคมก่อนหน้า ซึ่งรวมระบบยิงจรวด ปืนใหญ่ และขีปนาวุธล้ำสมัย จีนเคยประณามว่าการกระทำนี้สนับสนุนเอกราชไต้หวันและอาจนำไปสู่จุดอันตราย

ทรัมป์มองการสนทนาเป็น ‘ยอดเยี่ยม’

ด้านทรัมป์ โพสต์ผ่านทรูธโซเชียลว่าการคุยครั้งนี้ยาวนาน ครอบคลุมทุกประเด็น และเป็นความสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เขาตั้งตารอเยือนจีนเดือนเมษายนนี้ นอกจากประเด็นไต้หวัน ทั้งคู่ยังหารือเรื่องเศรษฐกิจ โดยจีนเตรียมเพิ่มโควตานำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เป็น 20 ล้านตัน จากเดิม 12 ล้านตัน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางสงครามการค้า

ประเด็นโลกอื่นๆ ที่หารือ

การสนทนาครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน สถานการณ์อิหร่าน ปัญหายาเฟนทานิล และโอกาสจีนซื้อน้ำมันก๊าซจากสหรัฐฯ เพิ่ม สี จิ้นผิง ระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีความกังวลคล้ายกัน หากร่วมมือจะหาทางออกได้ ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง สี จิ้นผิง ยังประชุมวิดีโอกับปูติน ยกย่องความร่วมมือจีน-รัสเซียที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นการทูตที่โลกจับตา

บริบทปัญหาไต้หวันและผลกระทบต่อภูมิภาค

ปัญหาไต้หวันเป็นจุดแตกหักมานาน จีนมองไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนตามนโยบาย ‘หนึ่งจีน’ ขณะที่สหรัฐฯ สนับสนุนไต้หวันด้วยกฎหมาย Taiwan Relations Act การขายอาวุธครั้งนี้ยิ่งทำให้จีนไม่พอใจ สี จิ้นผิง ต่อสายตรง ทรัมป์ ย้ำสหรัฐฯ ต้องรอบคอบปมขายอาวุธให้ไต้หวัน จึงเป็นสัญญาณว่าจีนต้องการลดความตึงเครียด แต่ก็แสดงจุดยืนแข็งกร้าว

  • การขายอาวุธมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์: รวมจรวด ปืนใหญ่
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: เพิ่มนำเข้าถั่วเหลือง ช่วยเกษตรกรสหรัฐฯ
  • ประเด็นโลก: รัสเซีย-ยูเครน, อิหร่าน, เฟนทานิล

เหตุการณ์นี้สะท้อนพลวัตการทูตมหาอำนาจ ที่ผสมผสานการเผชิญหน้าและความร่วมมือ ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การสนทนาครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการคลายเครียดช่องแคบไต้หวัน หากทั้งสองฝ่ายยึดมั่นคำมั่น

มุมมองอนาคตความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ สั่นคลอนจากประเด็นการค้า เทคโนโลยี และไต้หวัน แต่การที่สี จิ้นผิง ต่อสายตรง ทรัมป์ แสดงถึงช่องทางสื่อสารที่เปิดกว้าง ผู้วิเคราะห์คาดว่าการเยือนจีนของทรัมป์อาจนำข้อตกลงใหม่ๆ มาได้ โดยเฉพาะด้านพลังงานและการเกษตร

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการทูตยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการความขัดแย้ง คุณคิดอย่างไรกับการสนทนาครั้งนี้? มันจะนำไปสู่ความสงบในช่องแคบไต้หวันหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองระหว่างประเทศเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – “สี จิ้นผิง” ต่อสายตรง “ทรัมป์” ย้ำสหรัฐฯ ต้องรอบคอบปมขายอาวุธให้ไต้หวัน

“เอกนิติ” นำภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โวคนละครึ่งพลัส

“เอกนิติ” นำภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โว กระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 พรรคภูมิใจไทยไม่รอช้า โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรค นำทีมลงพื้นที่หาเสียงอย่างคึกคักที่ตลาดเมืองไทยภัทร เพื่อช่วยนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตห้วยขวาง-วังทองหลาง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ประชาชนพ่อค้าแม่ค้าต่างมาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก แถมยังเข้ามาขอถ่ายรูปเซลฟี่กับทีมงานอย่างไม่ขาดสาย

“เอกนิติ” นำภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โว กระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2

การลงพื้นที่ครั้งนี้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 น. นายเอกนิติเดินเคียงข้างนางสาวศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงกทม. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พบปะทักทายประชาชนในตลาด โดยทุกคนต่างชื่นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นพิเศษ เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ พ่อค้าแม่ค้าบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้รัฐบาลใหม่นำโครงการนี้กลับมาทำเฟส 2 ต่อเนื่องทันที เพื่อให้เศรษฐกิจคืนชีพ

“เอกนิติ” นำภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โว กระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่ตลาดเมืองไทยภัทร
บรรยากาศคึกคัก “เอกนิติ” นำทีมหาเสียงเลือกตั้ง 2569
ประชาชนขอถ่ายรูปกับเอกนิติ ภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569

ทำไมประชาชนถึงเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2

นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ว่า จากการพูดคุยกับประชาชน พบกระแสเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2ชัดเจนมาก โครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคที่ลดรายจ่ายได้ และร้านค้าที่เพิ่มยอดขาย โดยเฉพาะฟู้ดเดลิเวอรี่ที่เข้าร่วมได้ ทำให้ยอดขายออนไลน์พุ่ง สร้างรายได้ยั่งยืนให้ผู้ประกอบการรายย่อย นี่คือหัวใจสำคัญของนโยบายพรรคภูมิใจไทยที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ผู้สมัครอย่างนายประเดิมชัย ก็ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม เพราะเป็นคนในพื้นที่ที่ทำงานจริงจังและเป็นที่รู้จักของชาวห้วยขวาง-วังทองหลางมานาน พรรคภูมิใจไทยจึงเน้นนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การกระตุ้นการบริโภคในชุมชน และการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น

เอกนิติ พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดเมืองไทยภัทร หาเสียงเลือกตั้ง 2569
ทีมภูมิใจไทยหาเสียงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569

ประโยชน์ของโครงการคนละครึ่งพลัสที่ประชาชนชื่นชอบ:

  • ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 50% จากค่าอาหารและของใช้
  • กระตุ้นยอดขายร้านค้าปลีกและตลาดสด เพิ่มรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้า
  • ขยายรวมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ เช่น Grab Food, LINE Man ช่วยธุรกิจออนไลน์
  • หมุนเวียนเงินในชุมชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน
  • ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ใช้งานง่ายผ่านแอปเป๋าตัง
“เอกนิติ” สัมภาษณ์หลังหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โวคนละครึ่งพลัส
ประชาชนให้การต้อนรับพรรคภูมิใจไทย ห้วยขวาง-วังทองหลาง

การหาเสียงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดของพรรคภูมิใจไทยกับประชาชน โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่ตรงใจคนไทยในช่วงฟื้นตัว “เอกนิติ” เน้นย้ำว่า พรรคพร้อมผลักดันโครงการดีๆ แบบนี้ หากได้เข้าไปบริหารประเทศหลังเลือกตั้ง 2569 เพื่อให้ทุกคนมีรายได้เพิ่มและค่าครองชีพถูกลง

ในมุมมองของเรา นโยบายอย่างคนละครึ่งพลัสคือตัวอย่างที่ดีของการช่วยเหลือที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่แจกเงินแต่กระตุ้นเศรษฐกิจจริง ถ้าประชาชนอยากเห็นโครงการนี้กลับมา ลองพิจารณาสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและผู้สมัครอย่างประเดิมชัยในการเลือกตั้ง 2569 นี้ครับ ไปใช้สิทธิ์กันเยอะๆ นะ!

ที่มา – “เอกนิติ” นำภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โว กระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2

สภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียว

สภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายแล้ว! ข่าวดีสำหรับคนกรุงเทพฯ ที่รอคอยระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อสภากรุงเทพมหานครอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 4,009,144,300 บาท เพื่อใช้จ่ายค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 1 และ 2 ครอบคลุมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 นี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยให้รถไฟฟ้าวิ่งได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุด

สภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียว

การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมสภา อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง ได้พิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นายนภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญ รายงานผลการพิจารณา โดยคณะกรรมการฯ ประชุมทั้งหมด 3 ครั้ง ไม่มีผู้แปรญัตติ งบนี้มาจากเงินสะสมจ่ายขาดของ กทม. และที่ประชุมมีมติเห็นชอบเต็มสูบ โดยไม่มีกรรมการสงวนความเห็น ประธานสภาฯ จะส่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงนามภายใน 7 วัน

รายละเอียดงบประมาณสภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียว

  • จำนวนเงินทั้งหมด: 4,009,144,300 บาท
  • วัตถุประสงค์: จ่ายค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา
  • เส้นทางที่ครอบคลุม: รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 1 (หมอชิต-ทับช้าง-คูคต) และส่วนต่อขยาย 2 (สนามกีฬาแห่งชาติ-หัวหมาก)
  • ระยะเวลาการจ่าย: พฤศจิกายน 2568 – กรกฎาคม 2569
  • แหล่งเงิน: เงินสะสมจ่ายขาดของกรุงเทพมหานคร

งบประมาณนี้จำเป็นมากเพราะรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักที่รองรับผู้โดยสารนับล้านคนต่อวัน โดยเฉพาะส่วนต่อขยายที่กำลังก่อสร้างและทดลองเดินรถ หากขาดงบค่าดำเนินการ อาจทำให้เกิดความล่าช้าหรือหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน

ความสำคัญของรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย

รถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือที่รู้จักในชื่อ BTS Green Line เป็นระบบรถไฟฟ้าอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2542 ปัจจุบันครอบคลุมจากหมอชิตไปจนถึงเคหะบางแก้วยาว 45 กิโลเมตร ส่วนต่อขยาย 1 จะยืดจากหมอชิตไปคูคต อีก 19 กม. ช่วยเชื่อมย่านรังสิตและดอนเมือง ส่วนต่อขยาย 2 จากสนามกีฬาไปหัวหมาก 12.4 กม. เชื่อมพื้นที่ EEC (Eastern Economic Corridor) เมื่อเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยลดเวลาเดินทาง ลดอุบัติเหตุ และลดฝุ่น PM2.5 จากรถยนต์ส่วนบุคคล

ก่อนหน้านี้ กทม. เคยมีปัญหางบประมาณล่าช้า ทำให้การซ่อมบำรุงลำบาก แต่ครั้งนี้สภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียว มาช่วยแก้ปัญหาได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งบใช้อย่างคุ้มค่า

ผลกระทบและประโยชน์ต่อประชาชนกรุงเทพฯ

การอนุมัติงบนี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคต สภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียว จะช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางสะดวกขึ้น โดยเฉพาะคนทำงานในย่านธุรกิจที่พึ่งพา BTS หนัก ข้อมูลจาก กทม. ชี้ว่าทุกวันมีผู้ใช้บริการกว่า 800,000 คน/วัน หากระบบหยุดชะงัก เศรษฐกิจเมืองหลวงเสียหายมหาศาล

ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดที่เป็น ‘มะเร็งร้าย’ ของกรุงเทพฯ ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเรื่อง Green Transport ในอนาคต อาจมีส่วนต่อขยายเพิ่ม เช่น ไปจนถึงสุวรรณภูมิ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามความคืบหน้า เพราะบางครั้งโครงการใหญ่ๆ อาจมีอุปสรรคเรื่องที่ดินหรือผู้รับเหมา แต่ด้วยการอนุมัติที่รวดเร็วแบบนี้ ก็น่าจะมั่นใจได้

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของสภา กทม. ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานเพื่อประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ระบบขนส่งต้องแข็งแกร่งเพื่อรองรับประชากร 10 ล้านคน หากคุณกำลังรอใช้ส่วนต่อขยายใหม่ๆ ล่ะก็ ข่าวนี้คือสัญญาณดี! แชร์ประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียวของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือติดตามข่าวอัปเดตโครงการขนส่งอื่นๆ กับเรา

ที่มา – สภา กทม. เคาะแล้ว งบ 4 พันล้าน จ่ายค่าจ้างเดินรถ-ซ่อมบำรุง รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย

คนญี่ปุ่นแห่เลือกตั้งล่วงหน้าพุ่ง 4.5 ล้านคน ยัน “ไม่มีบัตรก็โหวตได้”

คนญี่ปุ่นแห่เลือกตั้งล่วงหน้าพุ่ง 4.5 ล้านคน ยัน “ไม่มีบัตรก็โหวตได้” เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ หลังจากกระทรวงกิจการภายในญี่ปุ่นรายงานยอดผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน 5 วันแรกทะลุ 4.5 ล้านคน แม้จะมีอุปสรรคจากสภาพอากาศและปัญหาการส่งบัตรเลือกตั้งที่ล่าช้า แต่ระบบการตรวจสอบสิทธิ์ที่สะดวกสบายทำให้ประชาชนมั่นใจในการใช้สิทธิ์มากขึ้น

คนญี่ปุ่นแห่เลือกตั้งล่วงหน้าพุ่ง 4.5 ล้านคน ยัน “ไม่มีบัตรก็โหวตได้”

กระทรวงกิจการภายในและสื่อสารของญี่ปุ่นเปิดเผยสถิติล่าสุด โดยยอดผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าในช่วงวันที่ 28 มกราคม ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2569 รวมทั้งสิ้น 4,562,823 คน คิดเป็น 4.41% ของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด แม้ตัวเลขจะลดลงเล็กน้อยจากครั้งก่อนในปี 2567 ที่มีราว 4.68 ล้านคน (ลดลง 2.54%) แต่ก็ยังถือว่าสูงมาก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อยอดผู้มาใช้สิทธิ์

สภาพอากาศเป็นอุปสรรคหลัก โดยเฉพาะพายุหิมะตกหนักในภาคเหนือ เช่น ฮอกไกโด โทโฮคุ และโฮกุริกุ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ

  • จังหวัดทตโตริ: ลดลง 42.5%
  • จังหวัดโทยามะ: ลดลง 30.68%
  • จังหวัดอาโอโมริ: ลดลง 26.41%

ในขณะที่บางจังหวัดกลับเพิ่มขึ้น เช่น จังหวัดกิฟุ เพิ่ม 28.60% และจังหวัดนารา เพิ่ม 22.95% แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างตามภูมิภาค

นอกจากนี้ ปัญหาการส่งบัตรยืนยันสิทธิ์เลือกตั้งล่าช้าเกิดจากการยุบสภาอย่างกะทันหันในเวลาเพียง 16 วัน ทำให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะโตเกียว ได้รับบัตรช้ากว่ากำหนด บางแห่งถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์

ระบบตรวจสอบสิทธิ์ที่ยืดหยุ่น

แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ยอดผู้มาโหวตลดลงมาก เพราะทางการย้ำชัดว่า ไม่มีบัตรก็โหวตได้ เพียงกรอกชื่อ ที่อยู่ และวันเกิด เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรทันที สถานที่ลงคะแนนคือสถานที่ราชการและห้างสรรพสินค้าที่กำหนด เปิดถึง 7 กุมภาพันธ์

นายอิชิดะ ยูกิโอะ จากคณะกรรมการเลือกตั้งเขตสุกินามิ กล่าวกับ NHK ว่า “เราไม่บังคับแสดงบัตรเพื่อลดขั้นตอนยุ่งยาก ทำให้ประชาชนกล้าใช้สิทธิ์มากขึ้น”

ประชาชนจริงๆ ก็ให้ฟีดแบ็กดี หญิงชราวัย 85 ปีบอกว่าเข้าใจปัญหาล่าช้าเพราะเหตุฉุกเฉิน ส่วนหญิงวัย 70 ปียอมรับว่ากังวลตอนแรกแต่พอรู้ว่าทำง่ายก็ประทับใจ

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความรับผิดชอบของชาวญี่ปุ่นต่อประชาธิปไตย แม้เผชิญอุปสรรค ระบบดิจิทัลและการประชาสัมพันธ์ช่วยให้การเลือกตั้งราบรื่น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาคล้ายกัน เช่น การเลือกตั้งไทยที่บางครั้งเจอฝนตกหรือปัญหาเอกสาร

นอกจากนี้ การเลือกตั้งล่วงหน้าช่วยลดความแออัดในวันจริง และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและคนทำงานที่ยุ่งยาก หากเทียบกับปีก่อนๆ ยอดนี้ยังสูง แสดงถึงกระแสการเมืองที่ร้อนแรงหลังการยุบสภา

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ คาดว่าผลจะส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยพรรคเสรีประชาธิปไตยกำลังนำ แต่การแข่งขันสูสี

สุดท้ายแล้ว คนญี่ปุ่นแห่เลือกตั้งล่วงหน้าพุ่ง 4.5 ล้านคน ยัน “ไม่มีบัตรก็โหวตได้” เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระบบที่ยืดหยุ่นช่วยเสริมประชาธิปไตยได้ ลองนึกภาพถ้าไทยเรามีระบบแบบนี้ การเลือกตั้งคงคึกคักยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองนานาชาติกับเรา!

ที่มา – คนญี่ปุ่นแห่เลือกตั้งล่วงหน้าพุ่ง 4.5 ล้านคน ยัน “ไม่มีบัตรก็โหวตได้”