วัน: 18 กุมภาพันธ์ 2026

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เตรียมขึ้นให้การศาลคดี “โซเชียลมีเดียทำเด็กเสพติดงอมแงม”

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เตรียมขึ้นให้การศาลคดี “โซเชียลมีเดียทำเด็กเสพติดงอมแงม” กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนในวงการเทคโนโลยีและผู้ปกครองกำลังจับตามอง คดีนี้เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งครอบครัวของเด็กสาววัย 20 ปี ยื่นฟ้องบริษัทเมตาและกูเกิล โดยกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มอย่างอินสตาแกรมและยูทูบถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เด็กๆ เสพติดจนกระทบสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เตรียมขึ้นให้การศาลคดี “โซเชียลมีเดียทำเด็กเสพติดงอมแงม”

การขึ้นให้การของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอเมตา ถือเป็นจุดไฮไลต์สำคัญของคดีนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญหน้ากับคณะลูกขุนโดยตรงเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม คดีนี้เป็นคดีแรกจากหลายพันคดีที่ครอบครัวอเมริกันยื่นฟ้องโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ และผล判决อาจกลายเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่เปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมทั้งหมด

พื้นหลังคดีและผู้เสียหายหลัก

ผู้เสียหายหลักคือเคลีย์ จี.เอ็ม. หญิงสาววัย 20 ปี ที่เริ่มใช้งานยูทูบตั้งแต่อายุ 6 ขวบ อินสตาแกรมตอน 11 ขวบ และต่อมาลามไปยัง TikTok กับ Snapchat คณะลูกขุน 12 คนในลอสแอนเจลิสจะพิจารณาคดีจนถึงปลายเดือนมีนาคม เพื่อตัดสินว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาสุขภาพจิตของเธอหรือไม่

หัวใจของคดีอยู่ที่การออกแบบแอป อัลกอริทึม และฟีเจอร์เฉพาะบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าจงใจกระตุ้นพฤติกรรมเสพติด แม้กฎหมายสหรัฐฯ จะคุ้มครองแพลตฟอร์มจากเนื้อหาผู้ใช้ แต่ฝ่ายโจทก์มุ่งโจมตีที่ “การออกแบบอันตราย” แทน ปัจจุบัน TikTok และ Snapchat ได้ไกล่เกลี่ยยอมความแล้ว

คำให้การก่อนหน้าที่น่าจับตา

ก่อนหน้านี้ อดัม มอสเซอรี ซีอีโออินสตาแกรม ขึ้นให้การเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ โดยปฏิเสธคำว่า “เสพติด” และเรียกมันว่า “การใช้งานที่มีปัญหา” เทียบกับการดูเน็ตฟลิกซ์ดึกๆ คำพูดนี้ทำให้กลุ่มแม่ที่สูญเสียลูกจากฆ่าตัวตายไม่พอใจอย่างมาก ขณะที่จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเบิกความว่าโซเชียลมีเดียคือ “ยาเสพติดเริ่มต้น” ที่เปลี่ยนโครงสร้างสมองเด็ก

  • มีการเปิดเผยอีเมลภายใน: ซักเคอร์เบิร์กอนุมัติฟิลเตอร์ศัลยกรรมความงามบนอินสตาแกรมปี 2020 แม้ผู้บริหารคัดค้านเพราะกระทบเด็กผู้หญิง เพื่อแข่งกับ TikTok
  • นีล โมฮาน ซีอีโอยูทูบ ถูกเปลี่ยนตัวไม่ขึ้นให้การ
  • เมตายังเจอคดีอื่นๆ เช่นในนิวเม็กซิโก กล่าวหาให้ความสำคัญกำไรมากกว่าปกป้องเด็กจากเพศกรรม และคดีใหญ่ในโอ๊คแลนด์ที่อาจไต่สวนปี 2026

คดี “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เตรียมขึ้นให้การศาลคดี “โซเชียลมีเดียทำเด็กเสพติดงอมแงม” ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่สะท้อนปัญหาสังคมใหญ่ โซเชียลมีเดียช่วยเชื่อมโยงโลก แต่กลับกลายเป็นดาบสองคมสำหรับเด็กที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อัลกอริทึมที่แนะนำคอนเทนต์ไม่หยุดหย่อน ทำให้เด็กใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวัน ส่งผลต่อการนอนหลับ การเรียน และสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือแม้กระทั่งคิดสั้น

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากศาลตัดสินว่าบริษัทต้องรับผิดชอบ ก็อาจนำไปสู่กฎระเบียบใหม่ เช่น การจำกัดเวลาการใช้งานสำหรับเด็ก หรือการปรับอัลกอริทึมให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น บริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่างเมตาและกูเกิลจะต้องคิดทบทวนกลยุทธ์ที่เน้น engagement สูงสุดเพื่อกำไร

สำหรับพ่อแม่และผู้ปกครอง คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจ คุณล่ะพร้อมควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของลูกหลานหรือยัง? ลองแบ่งปันประสบการณ์หรือความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียในการปกป้องเด็กจาก “โซเชียลมีเดียทำเด็กเสพติดงอมแงม” กันเถอะ!

ที่มา – “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เตรียมขึ้นให้การศาลคดี “โซเชียลมีเดียทำเด็กเสพติดงอมแงม”

ทรัมป์ประกาศญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในสหรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการประกาศดีลใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในรัฐเท็กซัส โอไฮโอ และจอร์เจีย ซึ่งเป็นเฟสแรกมูลค่าราว 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.5 แสนล้านดอลลาร์หากรวมทั้งชุด นโยบายภาษีที่แข็งกร้าวของทรัมป์ถูกยกย่องว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้

ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในเท็กซัส โอไฮโอ จอร์เจีย

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าลงทุนอย่างเป็นทางการในโครงการที่ครอบคลุมภาคพลังงานและแร่ธาตุสำคัญ ช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมอเมริกัน สร้างงานหลายแสนตำแหน่ง และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทรัมป์ย้ำว่า “คำพิเศษคำหนึ่งคือภาษี” ที่ทำให้ดีลนี้เกิดขึ้นได้ โครงการเหล่านี้ไม่เพียงใหญ่โต แต่ยังยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในยุคที่สหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาจีนและชาติอื่นๆ

รายละเอียด 3 โปรเจคใหญ่ที่ญี่ปุ่นทุ่มลงทุน

นายฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม โดยทั้งสามโครงการมุ่งเน้นภาคเศรษฐกิจหลัก ดังนี้:

  • โครงการที่ 1: โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในโอไฮโอ – ขนาด 9.2 กิกะวัตต์ จะกลายเป็นโรงผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ช่วยเสริมโครงข่ายไฟฟ้า ลดต้นทุนพลังงานให้ภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการผลิตในสหรัฐฯ
  • โครงการที่ 2: สถานีส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวในเท็กซัส – หรือท่าเรือน้ำลึกสำหรับน้ำมันดิบ คาดสร้างรายได้ส่งออกปีละ 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์ ยกระดับสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงานชั้นนำของโลก เพิ่มขีดความสามารถโรงกลั่น
  • โครงการที่ 3: โรงงานแร่ธาตุสำคัญในจอร์เจีย – ผลิตเพชรอุตสาหกรรมสังเคราะห์ 100% สำหรับความต้องการในประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างชาติ โดยเฉพาะแร่หายากที่ใช้ในอุตสาหกรรมไฮเทคและกลาโหม

การลงทุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นการพลิกโฉมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทรัมป์ชี้ว่าภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เขาใช้ กดดันให้พันธมิตรอย่างญี่ปุ่นหันมาลงทุนในอเมริกาแทน ส่งผลให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันอย่างเท็กซัสและโอไฮโอ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและนโยบายภาษีของทรัมป์

ดีลนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่ทรัมป์ผลักดัน ซึ่งเน้น “America First” นโยบายภาษีที่ทรัมป์โว่าระบุว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจา ทำให้ญี่ปุ่นยอมทุ่มทุนมหาศาลเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมความมั่นคงพลังงาน โดยโรงไฟฟ้าในโอไฮโอจะลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ส่วนโครงการเท็กซัสจะผลักดันการส่งออก LNG ไปเอเชียและยุโรป

สำหรับจอร์เจีย โรงงานเพชรสังเคราะห์จะแก้ปัญหาการขาดแคลนวัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องมือตัด ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ นำเข้าจากจีนและรัสเซียเกือบทั้งหมด การลงทุนญี่ปุ่นครั้งนี้จึงเป็นเชิงยุทธศาสตร์ สอดคล้องกับนโยบาย CHIPS Act และ Inflation Reduction Act ของสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากเฟสต่อๆ ไปเกิดขึ้นตามแผน มูลค่ารวมอาจทะลุ 5.5 แสนล้านดอลลาร์ สร้าง GDP เพิ่มหลายเปอร์เซ็นต์ และงานใหม่กว่า 1 ล้านตำแหน่ง นี่คือตัวอย่างว่าการเมืองแบบทรัมป์สามารถดึงดูด FDI (Foreign Direct Investment) ได้อย่างไร

ในมุมมองของเรา การที่ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นลงทุน 3 โปรเจคใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของนโยบายปกป้องการค้า หากคุณสนใจข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการลงทุนต่างชาติ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นเปิดการลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในเท็กซัส โอไฮโอ และจอร์เจีย

“ฮุน มาเนต”กล่าวหาไทยยึดพื้นที่แม้ทรัมป์ช่วยหยุดยิง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดไม่จบสิ้น ล่าสุด “ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง นายกรัฐมนตรีกัมพูชารุ่นใหม่ได้ออกมาเปิดใจกับสำนักข่าวดังระดับโลกอย่างรอยเตอร์ สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองอาเซียนอีกครั้ง หลังจากที่ทุกคนคิดว่าข้อตกลงหยุดยิงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเมื่อปลายปีที่แล้ว จะทำให้ปัญหาคลี่คลายแล้ว

“ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษครั้งแรกนับตั้งแต่สืบทอดตำแหน่งจากบิดา “ฮุน เซน” เมื่อปี 2023 นายฮุน มาเนต ซึ่งกำลังเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพของทรัมป์ ได้ชี้แจงสถานการณ์ชายแดนยาว 817 กิโลเมตรที่ยังเปราะบาง ทหารไทยถูกกล่าวหาว่ายังคงรุกคืบ วางตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามในพื้นที่ทับซ้อนที่ไทยเคยยอมรับว่าเป็นของกัมพูชา ส่งผลให้ชาวบ้านไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้

“นี่ไม่ใช่การใส่ร้าย แต่เป็นข้อเท็จจริง” ฮุน มาเนต กล่าวอย่างหนักแน่น เขายังวอนขอให้รัฐบาลไทยภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งส่งคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ลงพื้นที่ เพื่อวัดเขตและปักปันดินแดนให้ชัดเจน โดยอ้างว่าการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ไม่ควรเป็นข้ออ้างให้ล่าช้าอีกต่อไป

ผลกระทบจาก “ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะชายแดนไทย-กัมพูชาเคยปะทะกันหลายครั้งในอดีต สร้างบาดแผลลึกให้ทั้งสองฝ่าย การกล่าวหาครั้งนี้จากผู้นำรุ่นใหม่ของกัมพูชา อาจเป็นสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมยืนหยัดปกป้องอธิปไตยมากขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่อย่างเวียงหินหรือตาเมือยต่างได้รับผลกระทบหนัก ต้องอพยพหนีภัย ไม่สามารถทำเกษตรกรรมหรือค้าขายข้ามแดนได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ฮุน มาเนต ยังพูดถึงประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น:

  • ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ: กัมพูชาไม่เลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ฐานทัพเรือเรียมโปร่งใส 100%
  • แก๊งสแกมเมอร์: ยอมรับปัญหามีจริง แต่กำลังกวาดล้างและออกกฎหมายใหม่ เป็นปัญหาระดับภูมิภาค
  • สิทธิมนุษยชน: ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เสรีภาพสื่อ แต่รวมถึงการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต แม้กัมพูชาจะอยู่อันดับ 161 จาก 180 ในดัชนีเสรีภาพสื่อ

การสัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนภาพผู้นำกัมพูชารุ่นใหม่ที่พยายามปรับสมดุลความสัมพันธ์กับตะวันตก ขณะที่ปัญหาชายแดนกับไทยยังเป็นจุดร้อนที่ต้องจับตา ไทยควรตอบโต้อย่างไร? จะใช้ JBC เป็นกลไกหลัก หรือมีแผนอื่น?

วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ย้อนดูประวัติศาสตร์ พื้นที่พิพาทอย่างปราสาทพระวิหาร เคยถูกตัดสินโดยศาลโลกให้เป็นของกัมพูชา แต่ปัญหายังค้างคาเพราะการตีความแผนที่และสนธิสัญญาเก่า ข้อตกลงหยุดยิงที่ทรัมป์ช่วยเจรจาเมื่อปลายปี 2024 (ตามเนื้อข่าว) ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่การที่ฮุน มาเนตออกมา กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แสดงว่าความไว้วางใจยังไม่ฟื้น

จากมุมมองไทย รัฐบาลอนุทินที่มาจากกระแสชาตินิยม อาจถูกกดดันจากภายในไม่ให้ยอมง่ายๆ แต่การเจรจาผ่าน JBC น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะที่ไม่มีใครได้ประโยชน์

ทางออกจากความขัดแย้งชายแดน

  • เร่งประชุม JBC โดยเร็ว ไม่รอข้ออ้างการเมือง
  • ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและ GIS วัดเขตแดนแม่นยำ
  • ส่งเสริมความร่วมมือเศรษฐกิจชายแดน เช่น ตลาดนัดข้ามแดน
  • มีบุคคลที่สามอย่างสหรัฐฯ หรืออาเซียนเป็นกลาง

สุดท้าย สถานการณ์นี้เตือนใจเราว่าความขัดแย้งชายแดนต้องแก้ด้วยสันติวิธี การทูตและกลไกที่มีอยู่ หากปล่อยไว้ยาวนานจะกระทบภาพลักษณ์และเศรษฐกิจทั้งคู่

ความเห็นส่วนตัว: ถึงเวลาที่ไทยและกัมพูชาควรโฟกัสอนาคตมากกว่าอดีต สร้างสันติภาพแท้จริงเพื่อประชาชนทั้งสองฝั่ง คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับประเด็น “ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง

บรรยากาศคึกคัก ฉลองตรุษจีนปีม้าไฟ ไชน่าทาวน์

บรรยากาศคึกคัก ชาวนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยว รวมตัวฉลองตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์ สุดคึกคักไปเลยนะครับ! ใครที่ชอบเทศกาลสีสันสดใส ชอบบรรยากาศครึกครื้นแบบนี้ ต้องชอบแน่นอน ชาวเมืองนิวยอร์กและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมารวมตัวกันแน่นขนัด เพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่จีนปีม้าไฟ ด้วยการแสดงเชิดสิงโต ขบวนพาเหรดสุดอลังการ และจุดประทัดไล่สิ่งชั่วร้าย รับความมั่งคั่งตลอดปีใหม่

บรรยากาศคึกคัก ชาวนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยว รวมตัวฉลองตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 หรือปี 2026 ตามปฏิทินสากล ซึ่งตรงกับวันตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์ในนครนิวยอร์กกลายเป็นจุดรวมพลคนรักวัฒนธรรมจีน ชาวอเมริกันเชื้อสายจีน นักท่องเที่ยวเอเชียและตะวันตก มาร่วมงานกันหลายร้อยคน บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงดนตรีดังกระหึ่ม กลิ่นอาหารจีนหอมกรุ่น และสีสันจากธงไฟลูกไฟที่ประดับทั่วถนน

บรรยากาศคึกคัก ชาวนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยว รวมตัวฉลองตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์

ขบวนพาเหรดเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่เวลา 13.00 น. จากแยกถนนมอตต์ (Mott Street) กับคาแนล (Canal Street) เคลื่อนตัวผ่านถนนสายหลักของย่านไชน่าทาวน์ ไปยังจัตุรัสแชทแฮม (Chatham Square) ผ่านถนนอีสต์บรอดเวย์ (East Broadway) และสิ้นสุดใกล้แยกถนนฟอร์ไซธ์ (Forsyth Street) กับแกรนด์ (Grand Street) ถนนทั้งสายเต็มไปด้วยผู้คนที่มาชมการแสดงเชิดสิงโตตัวใหญ่สีทองแดง ที่เต้นระบำอย่างสนุกสนานตามจังหวะกลองดังกึกก้อง

ขบวนพาเหรดตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์นิวยอร์ก

นอกจากนี้ ยังมีขบวนรถประดับที่ตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดง ลูกโป่งรูปม้าไฟ และธีมมงคลจีน วงดนตรีพื้นเมืองจากชุมชนจีน ลาว เวียดนาม และอื่นๆ มาร่วมแสดง สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของมหานครนิวยอร์กที่แท้จริง บนถนนเบยาร์ด (Bayard Street) ระหว่างมอตต์และมัลเบอร์รี (Mulberry Street) มีบูธขายของกินเล่น ของที่ระลึก และเกมส์กิจกรรมมากมาย เช่น การเขียนตัวอักษรจีนอวยพรปีใหม่

กิจกรรมตรุษจีน ชาวนิวยอร์กเชิดสิงโตปีม้าไฟ

ไฮไลต์สำคัญของบรรยากาศคึกคัก ชาวนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยว รวมตัวฉลองตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์

งานนี้จัดโดยองค์กร Better Chinatown USA ถือเป็นไฮไลต์ปิดท้ายเทศกาลที่เริ่มมาตั้งแต่วันแรกของปีม้าไฟ โดยมีกิจกรรมจุดประทัดจำนวนมหาศาล เพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวจีน ปีม้าไฟในโหราศาสตร์จีน (Chinese Zodiac) ถือเป็นปีที่มีพลังงานสูง ร้อนแรง สื่อถึงความสำเร็จ ความเร็วในการดำเนินชีวิต แต่ก็ต้องระวังความใจร้อนเพราะธาตุไฟที่รุนแรง ชาวจีนเชื่อว่าการเฉลิมฉลองอย่างนี้จะนำโชคลาภ ความมั่งคั่ง และสุขภาพดีมาสู่ปีใหม่

  • เชิดสิงโตและมังกร: การแสดงพื้นบ้านที่ขาดไม่ได้ สิงโตเต้นรำเพื่อนำโชค
  • จุดประทัด: เสียงดังสนั่นไล่ผีร้าย ไฮไลต์ของวันแรก
  • ขบวนพาเหรดหลากวัฒนธรรม: รถประดับ วงดนตรี จากหลายเชื้อชาติ
  • บูธอาหาร: เป็ดย่าง เกี๊ยว ขนมมงคล กินเพลินๆ
  • โคมไฟและไฟประดับ: สร้างสีสันยามค่ำคืน

ย่านไชน่าทาวน์นิวยอร์กนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 โดยชาวจีนที่อพยพมาทำงานรถไฟและเหมืองแร่ ปัจจุบันเป็นย่านการค้าที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีร้านอาหารดัง โรงภาพยนตร์จีน และวัดจีนเก่าแก่ บรรยากาศคึกคัก ชาวนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยว รวมตัวฉลองตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์ จึงไม่ใช่แค่งานเทศกาล แต่เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ผสมผสานกับชีวิตเมืองใหญ่ได้อย่างลงตัว

ถ้าคุณกำลังวางแผนเที่ยวนิวยอร์กช่วงตรุษจีนปีหน้า อย่าพลาดนะครับ! ไปแต่งตัวสวยๆ ถือธงจีนไปโบกตามขบวน รับรองสนุกสุดเหวี่ยง ได้รูปเช็คอินเพียบ แถมกินของอร่อยฟรีๆ อีก ติดตามข่าวเทศกาลน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่บล็อกเราเลย

ในความเห็นผม เทศกาลแบบนี้แสดงให้เห็นว่านิวยอร์กคือเมืองแห่งความหลากหลายที่แท้จริง ชาวจีนในอเมริกาสร้างมรดกที่ยั่งยืน สร้างความสุขให้ทุกคนไม่ว่าจะเชื้อชาติไหน

ที่มา – บรรยากาศคึกคัก ชาวนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยว รวมตัวฉลองตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์

สภาพอากาศวันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ฝนจังหวัดไหน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาเช็คสภาพอากาศวันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยากันแบบเป็นกันเองเลยนะ กรมอุตุนิยมวิทยาเปิดรายชื่อจังหวัดที่ยังมีโอกาสเจอ “ฝนตก” หลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ของพื้นที่ ใครกำลังจะออกนอกบ้านเตรียมร่มหรือเสื้อกันฝนไว้เลยครับ!

ตามรายงานล่าสุดจากเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา วันที่ 18 ก.พ. 2569 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เพราะความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากจีนปกคลุมภาคอีสานและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ลมตะวันออก ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดความชื้นจากอ่าวไทยมาปกคลุมทั่วตอนบน ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพให้ดีนะครับ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง ระวังฝนฟ้าคะนองที่อาจมาพร้อมฟ้าผ่าได้

ส่วนภาคใต้ก็มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งจากลมตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน คลื่นลมอ่าวไทยตอนล่างและอันดามันมีกำลังปานกลาง คลื่นสูง 1-2 เมตร ที่มีฝนฟ้าคะนองสูงกว่า 2 เมตร ชาวเรือเดินเรือระวังหน่อย หลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนตกดีกว่าครับ

เรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในตอนบนสะสมปานกลางถึงค่อนข้างมาก แต่แนวโน้มลดลงเพราะอากาศถ่ายเทดีขึ้นและฝนช่วยชะล้าง ดีใจด้วยนะ!

สภาพอากาศวันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ตามภาคต่างๆ

สภาพอากาศวันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ภาคเหนือ

ภาคเหนืออากาศเย็นตอนเช้ามีหมอก ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ส่วนใหญ่ที่แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก อุณหภูมิต่ำสุด 17-24 องศา สูงสุด 33-37 องศา ยอดดอยหนาวถึงหนาวจัด 7-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงใต้ 10-15 กม./ชม. เช้านี้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์แต่เตรียมเสื้อกันหนาวนะ!

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เย็นตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 18-23 องศา สูงสุด 32-35 องศา ยอดภูเย็นถึงหนาว 13-18 องศา ลมตะวันออก 10-25 กม./ชม. อากาศสบายๆ แต่เช้าๆ หนาวนิดๆ

สภาพอากาศวันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ภาคกลาง

มีฝนฟ้าคะนอง 20% ที่สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ต่ำสุด 23-26 องศา สูงสุด 34-36 องศา ลมตะวันออกเฉียงใต้ 10-20 กม./ชม. ระวังรถติดจากฝนนะครับ

ภาคตะวันออก: ฝนฟ้าคะนอง 20% ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ต่ำสุด 24-26 องศา สูงสุด 32-36 องศา ลมตะวันออกเฉียงใต้ 10-30 กม./ชม. ทะเลคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งหรือฝนตก 1 เมตร

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก: ฝนฟ้าคะนอง 30% ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา นราธิวาส ต่ำสุด 22-25 องศา สูงสุด 30-34 องศา ชุมพรขึ้นมา ลมตะวันออกเฉียงใต้ 15-30 กม./ชม. คลื่น 1 ม. ฝนตกเกิน สุราษฎร์ลงไป ลมตะวันออก 15-35 กม./ชม. คลื่น 1-2 ม. ฝนตกเกิน 2 ม.

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: ฝนฟ้าคะนอง 30% ระนอง พังงา ภูเก็ต สตูล ต่ำสุด 23-26 องศา สูงสุด 32-34 องศา ลมตะวันออก 15-35 กม./ชม. ทะเลคลื่น 1 ม. ห่างฝั่ง 1-2 ม. ฝนตกเกิน 2 ม.

กรุงเทพฯ และปริมณฑล: ฝนฟ้าคะนอง 20% ต่ำสุด 24-26 องศา สูงสุด 33-35 องศา ลมตะวันออกเฉียงใต้ 10-20 กม./ชม. รถเมล์ รถไฟฟ้า อาจช้าจากฝน 规划การเดินทางดีๆ นะ

สรุปแล้วสภาพอากาศวันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่าหลายพื้นที่ยังเสี่ยงฝน ผมแนะนำให้เช็คแอป weather หรือเว็บกรมอุตุทุกเช้าก่อนออกจากบ้าน จะได้ไม่เปียกไม่พลาดทริปสนุกๆ ดูแลตัวเองจากอากาศแปรปรวนด้วยนะครับ สุขภาพสำคัญที่สุด!

ที่มา – สภาพอากาศวันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดรายชื่อจังหวัด ยังมีโอกาสเจอ “ฝนตก”

เริ่มวันนี้ กทม. ห้ามจอดรถ ซอยศรีอักษร-เมฆสวัสดิ์-ประสาทสุข

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน! ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบขับรถผ่านย่านยานนาวา สาทร หรือแถวนั้น วันนี้มีข่าวสำคัญที่ต้องอัปเดตด่วนเลยนะครับ เริ่มวันนี้ กทม. ห้ามจอดรถ ซอยศรีอักษร-เมฆสวัสดิ์-ประสาทสุข เพื่อเพิ่มความคล่องตัวจราจรให้โล่งไหล่ขึ้น ราชกิจจานุเบกษาเพิ่งเผยแพร่ข้อบังคับใหม่เมื่อวานนี้ (17 ก.พ. 2569) และมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ใครที่เคยจอดรถชิลๆ ในซอยเหล่านี้ ต้องปรับตัวด่วนเลยล่ะ!

ทำไมถึงมีมาตรการนี้มาล่ะ? เพราะย่านนี้มีการเติบโตของโครงการที่อยู่อาศัย คอนโด สถานศึกษาเยอะมาก จราจรเลยติดขัดหนัก โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนเช้า-เย็น รัฐบาลเลยออกข้อบังคับโดยหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยให้ทุกคน ข้อบังคับนี้ลงนามตั้งแต่ 26 มิถุนายน 2568 แต่เพิ่งประกาศใช้จริงจัง ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนที่เบื่อรถติดใช่มั้ยครับ?

เริ่มวันนี้ กทม. ห้ามจอดรถ ซอยศรีอักษร-เมฆสวัสดิ์-ประสาทสุข รายละเอียดพื้นที่ห้ามจอด

มาดูกันชัดๆ ว่าห้ามจอดตรงไหนบ้าง แบ่งตามซอยเลยนะครับ เพื่อให้ง่ายต่อการจำ

ซอยศรีอักษร (ย่านยานนาวา-สาทร)

ซอยนี้เป็นจุดร้อนเลยครับ เพราะรถจอดบ่อยมาก ส่งผลให้ถนนแคบลง

  • ห้ามจอดรถสลับฝั่งวันคู่-วันคี่ ตลอด 24 ชั่วโมง – วันจันทร์-พุธ-ศุกร์ (คี่) ห้ามฝั่งซ้าย วันอื่นห้ามฝั่งขวา อะไรแบบนี้
  • ห้ามจอดรถทั้งสองฝั่ง เวลา 06.00-09.00 น. และ 16.00-20.00 น. – ชั่วโมงเร่งด่วนเช้าเย็นห้ามจอดทั้งหมด!

ซอยเมฆสวัสดิ์ ซอยเมฆสวัสดิ์ แยก 1 และซอยประสาทสุข

ซอยเหล่านี้ห้ามจอดแบบเข้มข้นกว่า

  • ห้ามจอดรถทั้งสองฝั่ง ตลอดเวลา – ไม่มีข้อยกเว้นเลยครับ จอดไม่ได้ทั้งวันทั้งคืน

เห็นภาพชัดเจนมั้ยครับ? ถ้าฝ่าฝืนมีปรับแน่นอน ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ เริ่มต้นที่ 500 บาทขึ้นไป แถมรถอาจโดนลากไปด้วย เปลืองเงินเปล่าๆ

นอกจาก เริ่มวันนี้ กทม. ห้ามจอดรถ ซอยศรีอักษร-เมฆสวัสดิ์-ประสาทสุข แล้ว ยังมีประโยชน์อะไรบ้าง? แน่นอนครับ การจราจรจะคล่องตัวขึ้น รถวิ่งได้สองเลนเต็ม ลดอุบัติเหตุจากรถจอดสวนทางได้เยอะ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่เรียนแถวนั้นเดินข้ามถนนปลอดภัยขึ้น ผู้ใหญ่ใจดีอย่างรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ก็ฝากบอกว่าขอให้ทุกคนช่วยกันปฏิบัติตาม เพื่อสร้างกรุงเทพฯ ที่จราจรดีขึ้น

สำหรับคนที่อยู่อาศัยหรือทำงานแถวนั้น คำแนะนำจากผมคือ วางแผนจอดรถล่วงหน้า ใช้ที่จอดรถของห้าง คอนโด หรือ BTS สาทร-ช่องนนทรีแทน หรือลองใช้แอปจราจรอย่าง Google Maps ดูเส้นทางเลี่ยง ถ้าขับรถน้อย ลองหันมาใช้ Grab หรือขนส่งสาธารณะบ้าง สนุกดีนะครับ ลด stress จากรถติดไปได้เยอะ

ในมุมมองผมนะครับ มาตรการนี้เจ๋งมาก! กทม. กำลังปรับตัวให้เข้ากับเมืองที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทุกคนช่วยกัน ถนนแคบๆ เหล่านี้จะกลายเป็นทางด่วน mini ได้เลย ลองนึกภาพรถไหลลื่น ส่งลูกเรียนตรงเวลา ไม่ต้องวนหาที่จอดนานๆ สิครับ สุดยอด!

CTA: ถ้าคุณขับรถผ่านย่านนี้บ่อยๆ อย่าลืมแชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ ช่วยกันปฏิบัติตาม กรุงเทพฯ จะน่าอยู่ขึ้นแน่นอน! มีคำถามอะไร comment ด้านล่างเลย

ที่มา – เริ่มวันนี้ กทม. ห้ามจอดรถ “ซอยศรีอักษร-เมฆสวัสดิ์-ประสาทสุข” เพิ่มความคล่องตัวจราจร

YouTube ล่ม กลับมาใช้งานได้แล้ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐ

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายดู YouTube ทุกท่าน! เมื่อเช้าวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง YouTube ล่ม ส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และข้ามมหาสมุทรไปถึงสหรัฐอเมริกา แต่ข่าวดีคือตอนนี้ YouTube กลับมาใช้งานได้แล้ว ตามปกติเกือบทุกพื้นที่แล้วนะครับ เรามาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

YouTube ล่ม

จากข้อมูลบนเว็บไซต์ Downdetector ซึ่งเป็นเครื่องมือติดตามปัญหาการล่มของบริการออนไลน์ต่างๆ พบว่ามีผู้ใช้รายงานปัญหา YouTube ล่ม เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสิงคโปร์ที่จำนวนรายงานพุ่งสูงสุดเกือบ 3,000 รายงานในเวลา 09.27 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) เริ่มจากก่อน 09.00 น. เล็กน้อย แล้วค่อยๆ ลดลงเหลือประมาณ 200 รายงานในเวลา 10.12 น. แสดงให้เห็นว่าระบบเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ก็มีผู้ใช้หลายพันรายที่ไม่สามารถเข้าชมวิดีโอ สตรีมสด หรือใช้งานแอปได้ตามปกติ สาเหตุหลักๆ ที่รายงานคือวิดีโอไม่โหลด หน้าจอค้าง หรือเชื่อมต่อไม่ได้เลย ทำให้คนที่กำลังดูคลิปเรียนออนไลน์ ไลฟ์สตรีม หรือเพลินกับคอนเทนต์บันเทิงต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว

สถานการณ์ YouTube ล่ม ในสหรัฐอเมริกา

ข้ามไปยังสหรัฐฯ ยิ่งหนักกว่า มีผู้ใช้มากกว่า 320,000 รายรายงานปัญหา YouTube ล่ม นอกจากนี้บริการ YouTube TV ซึ่งเป็นบริการทีวีออนไลน์ มีรายงานปัญหาถึง 8,923 กรณี และบริการอื่นๆ ของ Google อีก 2,694 กรณี สะท้อนว่าปัญหานี้อาจเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานของ Google Infrastructure ทำให้หลายบริการได้รับผลกระทบพร้อมกัน

ปัญหาที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่พบเมื่อ YouTube ล่ม

  • ไม่สามารถเล่นวิดีโอได้ แม้เน็ตจะแรง
  • แอป YouTube ค้างหรือโหลดช้า
  • ไม่สามารถล็อกอินบัญชี Google
  • คอมเมนต์ไม่ได้หรืออัปโหลดวิดีโอไม่ได้
  • ปัญหาเฉพาะบนมือถือหรือเดสก์ท็อป

ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้หลายคนหันไปค้นหา “YouTube ล่มวันนี้” หรือ “YouTube ไม่ทำงาน” ใน Google เป็นจำนวนมาก สถิติจาก Downdetector ยืนยันว่าปัญหาครอบคลุมทั้งแอป เว็บ และบริการเสริม

สาเหตุของ YouTube ล่ม ครั้งนี้

จนถึงตอนนี้ Google ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของการ YouTube ล่ม ครั้งนี้ แต่จากประสบการณ์ในอดีต ปัญหามักเกิดจากเซิร์ฟเวอร์โอเวอร์โหลด การอัปเดตซอฟต์แวร์ผิดพลาด หรือปัญหาเครือข่าย DNS ครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันหลายภูมิภาค แสดงถึงปัญหาในระดับ global infrastructure ของ Google

ย้อนดูประวัติ YouTube ล่ม ในปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์คล้ายๆ กันหลายครั้ง เช่น ในเดือนมีนาคม 2023 ที่ YouTube ล่มทั่วโลกนานกว่า 1 ชั่วโมง ส่งผลให้ผู้ใช้ 10 ล้านรายได้รับผลกระทบ หรือกรณี YouTube TV ล่มในสหรัฐช่วงซูเปอร์โบวล์ ทำให้แฟนบอลดูไม่ได้ สถิติจาก Downdetector มักเป็นตัวบ่งชี้แรกๆ ที่บอกปัญหา

วิธีตรวจสอบว่า YouTube ล่ม หรือปัญหาที่เครื่องเรา

  • เข้าเว็บ Downdetector YouTube ดูกราฟรายงานปัญหา
  • เช็ค Twitter @TeamYouTube หรือ Google Workspace Status
  • ลองถามเพื่อนหรือดูในกลุ่ม Facebook ชุมชน YouTube
  • ใช้เว็บ IsItDownRightNow หรือ DownForEveryoneOrJustMe

วิธีแก้ปัญหาเมื่อ YouTube ล่ม ชั่วคราว

  • เคลียร์แคชและคุกกี้: ในเบราว์เซอร์หรือแอป ลบข้อมูลชั่วคราว
  • เปลี่ยน DNS: ใช้ Google DNS 8.8.8.8 หรือ Cloudflare 1.1.1.1
  • ใช้ VPN: ลองเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์อื่นเพื่อ bypass ปัญหาเครือข่าย
  • อัปเดตแอป: เช็ค Play Store หรือ App Store
  • รอสักครู่: ส่วนใหญ่แก้เองใน 30-60 นาที

เคล็ดลับเหล่านี้ช่วยได้มากในกรณีที่ YouTube ล่ม ไม่ใช่ปัญหาที่เครื่องคุณคนเดียว แนะนำให้มีแพลตฟอร์มสำรองอย่าง TikTok Vimeo หรือ Bilibili เผื่อกรณีฉุกเฉิน

สรุปแล้ว เหตุการณ์ YouTube ล่ม ครั้งนี้แม้จะน่าหงุดหงิด แต่ก็ฟื้นตัวเร็ว แสดงให้เห็นว่า Google มีทีมงานที่เก่งในการแก้ปัญหาแบบ real-time แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าแม้แพลตฟอร์มใหญ่แค่ไหน ก็ยังมี downtime ได้ ถ้าคุณกำลังพึ่งพา YouTube ในการทำคอนเทนต์หรือธุรกิจ ควรมีแผนสำรองไว้ด้วยนะครับ

คุณเจอ YouTube ล่ม ครั้งนี้มั้ย? มาแชร์ประสบการณ์และวิธีแก้ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลย! อย่าลืมกดไลค์ แชร์โพสต์นี้ และกดติดตามเพื่อรับข่าวอัปเดตปัญหาเทคโนโลยีล่าสุดครับ 😊

ที่มา – YouTube กลับมาใช้งานได้แล้ว หลังล่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสหรัฐฯ

“ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์

การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 ยังคงร้อนฉ่าไปด้วยข่าวสารและข่าวลือมากมาย โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาแถลงและชี้แจงอย่างดุเดือด นั่นคือเรื่อง “ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต. ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก

“ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต.

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 06.35 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความเท็จว่า “ภูมิธรรมลั่น ถ้าได้นั่งคุมกลาโหมในรอบนี้ พี่น้องชาวไทยเตรียมดูได้เลย ฝั่งเพื่อนบ้านเขมรเจอดีแน่ จัดหนักกว่าเดิมแบบไม่ต้องสืบ” นายภูมิธรรม ยืนยันชัดเจนว่านี่คือ Fake News ล้วนๆ และจะดำเนินคดีกับต้นโพสต์ให้ถึงที่สุด

รายละเอียดข่าวปลอมที่สร้างความวุ่นวาย

โพสต์ดังกล่าวพยายามสร้างภาพว่านายภูมิธรรมจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และจะใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกำลังอยู่ในขั้นตอนสำคัญ

คำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย

นายภูมิธรรม ชี้แจงว่า ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง ขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล และมีการแถลงข่าวร่วมกันแล้วนั้น ยังไม่เคยมีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีหรือการแบ่งกระทรวงใดๆ เลย เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเป็นหน้าที่ของพรรคที่ได้คะแนนสูงสุด ซึ่งต้องรอให้ชัดเจนว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะเป็นรัฐบาลผสมกี่พรรค และมีจำนวนเสียง ส.ส. สนับสนุนเท่าใด เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการแบ่งสรรกระทรวงและจำนวนรัฐมนตรีของแต่ละพรรค

ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ถึงจุดแบ่งโควตา

  • รอการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. อย่างเป็นทางการ
  • พรรคแกนนำประเมินจำนวนพรรคร่วมและเสียงสนับสนุน
  • เจรจานโยบายหลักของรัฐบาล
  • จึงค่อยแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีตามสัดส่วน

ดังนั้น การโพสต์ข่าวเท็จเช่นนี้ไม่เพียงสร้างความแตกแยก แต่ยังอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างพรรค

ภัยร้ายของเฟกนิวส์ในวงการเมืองไทย

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายเร็วกว่าปล่อยไฟ เฟกนิวส์กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้โจมตีทางการเมืองบ่อยครั้ง อย่างในกรณีนี้ มันพยายามจุดชนวนความขัดแย้งชาตินิยม โดยอ้างประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างเฟกนิวส์อื่นๆ เช่น ข่าวลือเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล หรือนโยบายที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

พรรคเพื่อไทยซึ่งได้ ส.ส. 141 เสียง พรรคภูมิใจไทย 71 เสียง กำลังเจรจาอย่างเป็นทางการเพื่อสานต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง โดยเน้นนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และแก้ปัญหาให้ประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่การเมืองเรื่องตำแหน่งอย่างที่ข่าวปลอมพยายามบิดเบือน

นายภูมิธรรม ยังเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ และย้ำว่าจะใช้กฎหมายจัดการกับผู้กระทำผิดทุกคน เพื่อรักษาความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสาธารณะ

มุมมองและข้อคิดจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์ “ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต. สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากข้อมูลเท็จ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบประชาธิปไตย ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบแหล่งข่าวด้วยเครื่องมืออย่าง Fact-check website เช่น Cofact หรือ Thai PBS Factcheck เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง หากเราต้องการสังคมที่ข้อมูลโปร่งใส

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารการเมืองจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหากพบเฟกนิวส์ อย่าลืมรายงานหรือแชร์คำชี้แจงที่ถูกต้องเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารจากบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต.

ส่องความคลาสสิก Citroen DS รถนายกอนุทิน

วันนี้เรามาส่องความคลาสสิก Citroen DS รถนายกอนุทินกันแบบชิล ๆ เลยนะ! รถคันนี้ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่แฟน ๆ เรียก ‘นายกหนู’ นั้น จริง ๆ แล้วเป็นของลูกชาย ‘เป๊ก เศรณี’ นะ แต่ก็ดังมากเพราะภาพรถสีทองสวย ๆ คันนี้ Citroen DS 21 ปี 1972 ฉายา ‘หน้ากบ’ จากฝรั่งเศส ช่วงล่างไฮดรอนิวเมติกสุดล้ำ ราคาในไทยแค่ราว 2 ล้านบาท ถือว่าถูกสำหรับรถโบราณเลย เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นที่เศรษฐีสะสมกันแพง ๆ

ส่องความคลาสสิก Citroen DS รถนายกอนุทิน

รถCitroen DSคันนี้เคยเป็นประเด็นร้อนปี 2566 เมื่อ ศ.ดร.เจษฎา โพสต์เฟซบุ๊กสงสัยว่าทำไมไม่แจ้งทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. นายกหนูก็เคลียร์ชัดเลยว่า ‘รถซีตรองเป็นของลูกชาย ผมเองมี BMW 2002 สีน้ำเงิน เพิ่งซื้อมาใหม่’ ตอนนี้ BMW คันนั้นราคาตลาด 3-6 แสนบาทเองแหละ ไม่แพงมาก!

ประวัติสุดยอดของ Citroen DS

Citroen DS เปิดตัวปี 1955 ที่ Paris Motor Show เรียกยอดจอง 12,000 คันวันแรก! ชื่อ ‘Deesse’ แปลว่านางฟ้า ออกแบบโดย Flaminio Bertoni ใช้เวลา 18 ปีพัฒนา รูปร่างเหมือนปลาฉลาม ลมวิ่งดีสุด ๆ

  • ระบบกันสะเทือน Hydropneumatic: นิ่มเหมือนพรมวิเศษ ปรับระดับสูงต่ำได้
  • พวงมาลัยเพาเวอร์และก้านเดี่ยว: เอกลักษณ์ Citroen
  • ไฟหน้าหมุนตามพวงมาลัย: รุ่นท้าย ๆ สุดล้ำ
  • ดิสก์เบรก 4 ล้อ: ผู้บุกเบิกก่อนใคร
  • เกียร์กึ่งอัตโนมัติ: ไม่มีคลัตช์ สะดวกมาก

ผลิตนาน 20 ปี ขายได้ 1.45 ล้านคัน! เครื่องยนต์ใหญ่สุด 2175 ซีซี สมรรถนะดี รูปร่างไม่เคยเปลี่ยน สวยคลาสสิกตลอดกาล

ทำไม Citroen DS ถึงคลาสสิกขนาดนี้?

สมัยนั้น DS มีเทคโนโลยีล้ำหน้า เหมือนยานอวกาศบนถนน บังโคลนหลังยึดนอตตัวเดียวแข็งแรง ระบบไฮดรอลิกเลี้ยวเฉียบคม เบรกนิ่มหยุดดี ในไทยคนรักรถเก่าชอบเพราะราคาเอื้อมถึง ไม่โชว์รวยแต่โชว์รสนิยม

ถ้าคุณเป็นสายรถคลาสสิก ลองหา DS มาลองขับดูสิ สัมผัสความนุ่มนวลที่หาไม่ได้จากรถใหม่ ๆ มันคือตำนานที่ยังขับสนุกอยู่เลยนะ

สุดท้ายนี้ ถ้าชอบบทความส่องความคลาสสิก Citroen DS รถนายกอนุทิน ฝากกดไลก์ แชร์ และติดตามรีวิวรถคลาสสิกอื่น ๆ ด้วยนะ! คุณมีรถในฝันคันไหนบ้าง คอมเมนต์มาบอกกัน

ที่มา – ส่องความคลาสสิก Citroen DS รถนายกอนุทิน