วัน: 19 กุมภาพันธ์ 2026

เตือน 3 จังหวัด หน้าร้อน 2569 อุณหภูมิพุ่ง 42 องศา

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนประชาชนให้เตรียมตัวรับมือกับเตือน 3 จังหวัด หน้าร้อน 2569อย่างจริงจัง หลังประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ปีนี้คาดว่าความร้อนจะรุนแรงกว่าปีก่อนเล็กน้อย โดยเฉพาะในภาคเหนือที่อุณหภูมิอาจพุ่งทะลุ 42 องศาเซลเซียส ทำให้เสี่ยงต่อภาวะอันตรายจากความร้อน เช่น ฮีทสตร็อกหรือผิวไหม้จากแสงแดด

การเข้าสู่หน้าร้อนครั้งนี้เกิดจากระบบความกดอากาศสูงจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ปกคลุม ทำให้อากาศแห้งและร้อนอบอ้าวทั่วประเทศ ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมพร้อมทั้งด้านสุขภาพและการเดินทาง หลีกเลี่ยงการออกกลางแจ้งในช่วง 11.00-15.00 น. และดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน

เตือน 3 จังหวัด หน้าร้อน 2569 คาดร้อนจัดทะลุ 42 องศาฯ

จังหวัดที่กรมอุตุฯ เตือนเป็นพิเศษจากเตือน 3 จังหวัด หน้าร้อน 2569 ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกตอนบน มีโอกาสสูงที่จะเจออากาศร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยทั่วประเทศตอนบนอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าปกติ 35.4 องศาเล็กน้อย แต่บางจุดอาจแตะ 42-43 องศา ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง และผู้สูงอายุเป็นหลัก

เตือน 3 จังหวัด หน้าร้อน 2569 ต้องระวังอะไรบ้าง

ในจังหวัดเหล่านี้ ประชาชนควรติดตั้งแอร์หรือพัดลมในที่พักอาศัย ใช้ร่มหรือหมวกกันแดดเมื่อออกนอกบ้าน และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจลำบาก ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคร้ายจากความร้อน นอกจากนี้ หน่วยงานท้องถิ่นควรจัดจุดให้บริการน้ำดื่มฟรีและสถานที่หลบร้อนให้ประชาชน

คาดการณ์ลักษณะอากาศหน้าร้อน 2569 แต่ละช่วง

กรมอุตุฯ ได้พยากรณ์ลักษณะอากาศไว้ชัดเจน ดังนี้

ต้นเดือนถึงกลางเดือนมีนาคม

  • อากาศร้อนระบายความร้อนในตอนกลางวันหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก
  • ภาคเหนือและอีสานยังมีอากาศเย็นตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 15-18 องศา
  • พายุฤดูร้อนเกิดขึ้นได้เป็นระยะ ลมกระโชกแรงและฝนฟ้าคะนองในบางจังหวัด

ช่วงนี้ยังพอทนได้ แต่ควรเริ่มปรับตัวตั้งแต่เนิ่นๆ

ปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน

  • อากาศร้อนอบอ้าวเกือบทั่วประเทศ รู้สึกอึดอัดมากขึ้น
  • ร้อนจัดบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือ อุณหภูมิสูงสุด 42-43 องศาเซลเซียส
  • พายุฤดูร้อนยังคงเกิดบ่อย ฝนตกหนักและลมแรงในภาคเหนือ ภาคกลาง และตะวันออก

เป็นช่วงพีคของหน้าร้อน แนะนำให้เลื่อนกิจกรรมกลางแจ้งไปช่วงเช้าหรือเย็น

ปลายเมษายนถึงกลางพฤษภาคม

  • เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดู อากาศแปรปรวนมาก
  • ร้อนอบอ้าวเป็นระยะสลับกับฝนฟ้าคะนองที่เพิ่มขึ้น
  • ปริมาณฝนเริ่มมากขึ้น เตรียมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน

สำหรับภาคใต้ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงปลายเมษายน มีฝนฟ้าคะนอง 20-30% ของพื้นที่ คลื่นทะเลสูง 1 เมตร ขณะที่พฤษภาคมฝนเพิ่มเป็น 60-80% ฝั่งตะวันตก คลื่นอันดามัน 2-3 เมตร อ่าวไทย 1-2 เมตร นักท่องเที่ยวทางใต้ควรเช็คสภาพอากาศก่อนเดินทาง

จากเตือน 3 จังหวัด หน้าร้อน 2569 ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบชัดเจนขึ้นทุกปี การดูแลตัวเองจึงสำคัญยิ่ง นอกจากดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน ควรกินอาหารสด ผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เช่น สับปะรด แตงโม และพักผ่อนในที่ร่ม ออกกำลังกายช่วงเย็นเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจจากอากาศร้อนด้วย

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านเตรียมพร้อมรับหน้าร้อน 2569 นี้ให้ดี สุขภาพแข็งแรงจะช่วยให้สนุกกับเทศกาลสงกรานต์ได้เต็มที่ ติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯ ทุกวันเพื่อความปลอดภัยครับ!

ที่มา – เตือน “3 จังหวัด” เตรียมรับมือหน้าร้อน 2569 คาดอุณหภูมิพุ่งทะลุ 42 องศาฯ

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หุ่นยนต์สุนัขจีน

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้างว่าหุ่นยนต์สุนัข “Orion” เป็นผลงานวิจัยของตัวเอง แต่ชาวเน็ตตาดีจับได้ว่าเป็นสินค้าจากจีน! เหตุการณ์ดราม่านี้เกิดขึ้นในงานประชุมสุดยอดด้าน AI ที่กรุงนิวเดลี สร้างความฮือฮาไปทั่วโซเชียลมีเดีย

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้างหุ่นยนต์สุนัขจากจีน

ที่งาน India AI Impact Summit ซึ่งนายกฯ นเรนทรา โมดี เป็นประธานเปิดงาน มหาวิทยาลัยกัลโกเทียสนำหุ่นยนต์สุนัขมาอวดโฉม โดยศาสตราจารย์เนฮา ซิงห์ ให้สัมภาษณ์กับ DD News ว่าหุ่นยนต์ตัวนี้ชื่อ Orion พัฒนาขึ้นที่ศูนย์ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย แต่ความจริงแล้ว มันคือรุ่น Go2 จากบริษัท Unitree Robotics ของจีน ที่ขายทั่วไปในราคาแค่ 200,000 รูปี (ประมาณ 68,000 บาท) ชาวเน็ตเลยถล่มยับ เรียกว่านี่คือการโกหกหน้าด้าน!

เส้นทางดราม่าที่ทำให้มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก

  • จุดเริ่มต้น: ศาสตราจารย์เนฮาให้สัมภาษณ์อวดผลงาน สร้างกระแสไวรัล
  • ชาวเน็ตจับโป๊ะ: ตรวจสอบสเปก พบเป็น Unitree Go2 แท้ๆ มีขายใน AliExpress
  • มหาวิทยาลัยตอบโต้: ออกแถลงการณ์บอกว่าแค่ “เขียนโปรแกรม” ไม่ได้อ้างสร้างตัวเครื่อง และเรียกคอมเมนต์วิจารณ์ว่าแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อ
  • ศาสตราจารย์แจง: "สื่อสารคลาดเคลื่อน หรือคุณไม่เข้าใจ"
  • ผลที่ตามมา: บูธโดนตัดไฟ ต้องย้ายออก ผู้จัดงานอับอาย วิดีโอสัมภาษณ์ถูกลบจากบัญชีรัฐมนตรี IT

ปลัดกระทรวง IT เอส. กฤษณัน ยังออกมาเตือนว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรบดบังความตั้งใจของผู้เข้าร่วมอื่นๆ ต้องรักษาจรรยาบรรณ งานนี้มีแขก VIP อย่างซุนดาร์ พิชัย CEO กูเกิล และตัวแทน 100+ ประเทศ แต่ดราม่านี้กลับกลายเป็นจุดเด่นเสียอย่างนั้น

ทำไมเรื่องนี้ถึงดัง? เพราะอินเดียกำลังผลักดันตัวเองเป็นฮับ AI ของโลก ด้วย India AI Mission มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่การโฆษณาเกินจริงแบบนี้ทำลายภาพลักษณ์ได้ง่ายๆ หุ่นยนต์สุนัข Unitree Go2 เป็นเทคโนโลยีเจ๋งจริง มีเซ็นเซอร์ LiDAR สามารถเดินฝ่าอุปสรรค วิ่งเร็ว 5 เมตร/วินาที ใช้ในงานกู้ภัย ทหาร แต่การนำมาแสร้งเป็นของตัวเอง มันผิดจรรยาบรรณชัดๆ

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนักครั้งนี้ สอนให้เห็นว่าชาวเน็ตยุคนี้ตาดีแค่ไหน โดยเฉพาะในวงการเทคโนโลยีที่ทุกอย่างตรวจสอบได้ในคลิกเดียว ถ้าจะพัฒนา AI จริงๆ ควรโฟกัสที่นวัตกรรมแท้ๆ อย่าง software หรือ application บน hardware ที่มี ไม่ใช่แกล้งอวด

คุณล่ะ คิดว่ามหาวิทยาลัยควรรับผิดชอบยังไง? หรือนี่เป็นแค่ความผิดพลาดเล็กน้อย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเทคโนโลยี AI ล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดดราม่าหรือ breakthrough ใหม่ๆ นะ!

ที่มา – มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้าง “หุ่นยนต์สุนัข” จากจีนเป็นผลงานตัวเอง

Thaitrade จัดโชว์นิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยดัง

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวแฟชั่น! วันนี้มีข่าวดีสุดปังจากวงการแฟชั่นไทยมาบอกกัน Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center กันเลย! เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราภูมิใจสุดๆ เพราะแฟชั่นไทยกำลังก้าวสู่เวทีโลกแบบเต็มตัว โดยเฉพาะตลาดอเมริกาที่ใหญ่โตและแข่งขันสูงมาก

Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก หรือ Thaitrade NY ภายใต้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตร จัดแฟชั่นโชว์ธีม “Up to the Sky” อย่างยิ่งใหญ่ในช่วง New York Fashion Week ปีนี้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันผ่านโครงการ Megatrend Project สถานที่จัดงานสุดว้าวคือชั้น 102 ของตึก One World Trade Center แลนด์มาร์กชื่อดังที่เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและอนาคต สถานที่นี้ทำให้ธีม “Up to the Sky” เข้ากับคอนเซปต์การเติบโตของแบรนด์ไทยเป๊ะๆ เลยค่ะ

Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

ดร.เกษสุรีย์ วิจารณากรณ์ ผู้อำนวยการ Thaitrade NY เล่าว่า งานนี้ต่อยอดจากความสำเร็จปีก่อนๆ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากวงการแฟชั่นคัดเลือกแบรนด์ไทยจากผู้สมัคร 19 แบรนด์ เหลือแค่ 4 แบรนด์เทพที่พร้อมบุกตลาดนิวยอร์ก นั่นคือ Landmee, Sarran, Takara Wong Studios และ Vickteerut แต่ละแบรนด์นำเสนอคอลเลกชันที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์ไทย ความครีเอทีฟ และการออกแบบระดับโลก ทำให้ผู้ชมตื่นตาตื่นใจมาก

ไฮไลต์เด็ดจาก Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก

  • อินฟลูเอนเซอร์ดังเดินแบบ: Elton Ilirjani สุดยอดแฟชั่นอินฟลูฯ ชาวอเมริกัน ยอดฟอล IG กว่า 11.8 ล้านคน มาร่วมเดินแบบ ช่วยโปรโมทแบรนด์ไทยให้ดังกระฉ่อน!
  • ผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน: รวมผู้สื่อข่าว อินฟลูฯ ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และ VIP แฟชั่น โดยมี น.ส.สมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก และ น.ส.ชมพู มฤศโชติ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สนับสนุน
  • สถานที่พรีเมียม: ชั้น 102 One World Trade Center มองวิวเมืองนิวยอร์กแบบ 360 องศา สุดอลัง!
Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

งานนี้ไม่ใช่แค่โชว์เสื้อผ้า แต่เป็นการยกระดับภาพลักษณ์แฟชั่นไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ช่วยผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ เพิ่มโอกาสส่งออก สร้างมูลค่าให้สินค้าไลฟ์สไตล์ไทยในตลาดสหรัฐฯ แบบยั่งยืน แฟชั่นไทยเรามีจุดเด่นเรื่องวัสดุธรรมชาติ งานฝีมือ และดีไซน์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ทำให้เหมาะกับเทรนด์โลกที่กำลังมาแรงเรื่อง sustainability และ uniqueness เลยค่ะ

Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

จากประสบการณ์ปีก่อนๆ แบรนด์ไทยที่ได้ร่วมงานแบบนี้มักได้ออร์เดอร์ใหญ่ๆ และพันธมิตรใหม่ๆ เพียบ ถ้าคุณเป็นดีไซเนอร์ไทยหรือเจ้าของแบรนด์แฟชั่น ลองสมัครโครงการ Megatrend Project ดูสิคะ โอกาสทองในการขยายตลาดอเมริกา! ติดตาม Thaitrade NY เพื่ออัพเดทกิจกรรมเพิ่มเติมนะคะ สุดยอดมากที่ไทยเรากำลังเฉิดฉายบนเวทีแฟชั่นโลกแบบนี้

Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

ความเห็นส่วนตัวนะคะ งานแบบนี้คือก้าวสำคัญที่ทำให้แฟชั่นไทยไม่ใช่แค่ ‘ถูกและดี’ แต่เป็น ‘สร้างสรรค์และมีสตอรี่’ ที่น่าซื้อในตลาดหรู ลองไปช้อปแบรนด์เหล่านี้ดู สนับสนุนของไทยกันเถอะ!

เรียกใช้ CTA: สนใจส่งออกแฟชั่นไทยสู่ตลาดโลก? ติดต่อ Thaitrade ได้เลยวันนี้ เพื่อโอกาสเหนือระดับ!

ที่มา – Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่หนุนอนุทินนายกฯ 281 เสียง

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันครับ พรรคภูมิใจไทยกำลังเร่งรวบรวมพันธมิตรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยล่าสุดมีการ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้นมาก หลังจากผลเลือกตั้งออกมา พรรคใหญ่ๆ เริ่มจับมือกันเพื่อแก้ปัญหาประเทศ

เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คึกคักไปด้วยแกนนำพรรคเล็กๆ ที่เดินทางมาร่วมหารือ นำโดยนายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และนายอุดมเดช รัตนเสถียร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทย พวกเขามาพบปะกับนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย และนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรค เพื่อคุยเรื่องร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนั้น นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย พร้อมนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ได้แถลงข่าวความคืบหน้า บอกว่านายทรงศักดิ์ได้ประสานงานกับพรรคไทยสร้างไทยและทางเลือกใหม่แล้ว ให้มาร่วมเดินหน้าเลือกนายกฯ ไปด้วยกัน นี่คือการยืนยันชัดเจนของ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เหตุผลที่พรรคเล็กๆ เลือกหนุนอนุทิน

นายอุดมเดช จากไทยสร้างไทย กล่าวว่าตนคุ้นเคยกับนายทรงศักดิ์จากกลุ่ม 16 พรรค และเห็นด้วยว่าประเทศไทยต้องการรัฐบาลเข้มแข็งเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน ปัญหาเหล่านี้รุมเร้าเราอยู่ หากไม่มีรัฐบาลที่มั่นคงจะยิ่งแย่ ดังนั้นหลังนับคะแนนเสร็จ พวกเขาพร้อมสนับสนุนพรรคเสียงข้างมาก ซึ่งตอนนี้คือพรรคภูมิใจไทย

ส่วนนายราเชน หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ย้ำว่าเคารพกติกาเสียงข้างมาก แม้พรรคตัวเองมีแค่ 1 เสียง แต่ยินดีโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ตามหลักสากล นี่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพในวงการเมืองไทยยุคนี้

รายชื่อพรรคและจำนวนเสียงสนับสนุน

ตอนนี้รวมเสียงได้ 281 เสียงแล้ว ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร นี่คือรายละเอียด:

  • พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง
  • พรรคเพื่อไทย 74 เสียง
  • พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง
  • พรรคใหม่ 1 เสียง
  • พรรครวมใจไทย 1 เสียง
  • พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง
  • พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง
  • พรรคมิติใหม่ 1 เสียง
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง
  • พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง
  • พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง
  • พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง

ส่วนพรรคกล้าธรรมที่มี 58 เสียง ยังไม่ชัดเจน นายไชยชนกบอกว่ามีการคุยกับนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคแล้ว และนายอนุทินคุยกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคเบื้องต้น แต่รอสรุปอย่างเป็นทางการ พรรคกล้าธรรมจะประชุมบ่ายวันนี้ด้วย ทุกอย่างยังมีโอกาส และไม่มีเงื่อนไขอะไรชัดเจนจากพรรคเล็กๆ

โฆษกพรรคภูมิใจไทยยังบอกว่าจะมีแถลงข่าวต่อเนื่อง วันพรุ่งนี้ก็มีอีก การ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐบาลใหม่ใกล้เกิดขึ้น

ในมุมมองของผม การรวมตัวแบบนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองไทยเริ่มจริงจังกับการแก้ปัญหาประเทศมากขึ้น ไม่ใช่แค่แย่งชิงอำนาจ รัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและความมั่นคงได้จริง หากคุณสนใจข่าวการเมือง ลองติดตามต่อและแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำอะไรได้บ้างนะครับ!

ที่มา – เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน เม.ย.นี้

ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้ “พาวเวอร์แบงก์” บนเครื่องบิน เป็นข่าวใหญ่ที่นักเดินทางทุกคนต้องรู้! หลังจากเกิดเหตุการณ์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนลุกไหม้หลายครั้ง กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นจึงออกมาตรการเข้มงวดใหม่ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคนบนเที่ยวบินที่เข้า-ออกสนามบินญี่ปุ่น คาดเริ่มบังคับใช้เดือนเมษายน 2569 นี้

ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้ “พาวเวอร์แบงก์” บนเครื่องบิน เริ่มเม.ย.นี้ หลังเกิดเหตุแบตฯ ลุกไหม้หลายครั้ง

ตามรายงานจาก NHK เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 มาตรการนี้จะห้ามผู้โดยสารใช้พาวเวอร์แบงก์หรือแบตเตอรี่สำรองชาร์จอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนหรือ гаджетอื่นๆ ภายในห้องโดยสารเครื่องบินเด็ดขาด รวมถึงห้ามเสียบชาร์จที่ปลั๊กไฟบริเวณที่นั่งด้วย นอกจากนี้ ยังจำกัดให้พกพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ชิ้นต่อคนเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความร้อนสูงหรือไฟไหม้ที่อาจเกิดขึ้นกะทันหัน

เหตุผลหลักมาจากปัญหาแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ใช้ในพาวเวอร์แบงก์ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อ “thermal runaway” หรือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อถูกกดทับ ร้อนจัด หรือเสียหาย มาตรการนี้จะถูกบรรจุในกฎหมายการบินพลเรือนของญี่ปุ่น (Civil Aeronautics Act) และใช้กับทุกเที่ยวบินที่เกี่ยวข้องกับสนามบินญี่ปุ่น

เหตุการณ์จริงที่จุดประกายมาตรการห้ามพาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน

มีเหตุการณ์น่าตกใจหลายครั้งที่เป็นต้นเหตุของการตัดสินใจครั้งนี้ เช่น:

  • เดือนมกราคม 2568: เครื่องบินลำหนึ่งที่สนามบินปูซาน เกาหลีใต้ กำลังเตรียมออกเดินทาง แต่เกิดเพลิงไหม้จากพาวเวอร์แบงก์ในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ ทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบิน
  • เดือนกันยายน 2568: บนเที่ยวบินระหว่างประเทศของ Japan Airlines พาวเวอร์แบงก์ที่กำลังชาร์จสมาร์ทโฟนเกิดควันภายในห้องโดยสาร สร้างความโกลาหลและต้องลงจอดฉุกเฉิน

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ครั้งแรก สายการบินทั่วโลกเคยเจอปัญหาคล้ายกัน ทำให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กำลังศึกษาการออกกฎสากลเช่นกัน แต่ญี่ปุ่นเลือกเดินหน้าล่วงหน้าเพื่อปกป้องผู้โดยสาร

ผลกระทบต่อนักเดินทางและคำแนะนำปฏิบัติ

สำหรับผู้โดยสาร โดยเฉพาะคนไทยที่นิยมบินไปญี่ปุ่นบ่อยๆ มาตรการ ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน นี้จะส่งผลโดยตรง ต้องวางแผนล่วงหน้า เช่น เลือกพกแบตสำรองคุณภาพดีที่ผ่านการรับรอง UL หรือ CE และตรวจสอบความจุไม่เกิน 100Wh ตามกฎการบินทั่วไป (บางสายการบินอนุญาตถึง 160Wh แต่ต้องขออนุมัติ)

นอกจากนี้ พาวเวอร์แบงก์ต้องพกในกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (carry-on) เท่านั้น ห้ามใส่กระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องเพราะตรวจสอบยาก หลีกเลี่ยงการชาร์จระหว่างบิน และถ้าเครื่องมีปัญหาให้แจ้งลูกเรือทันที วิธีป้องกันง่ายๆ คือห่อด้วยผ้าหรือเทปกันกระแทกเพื่อลดความเสี่ยง

หลายสายการบินต่างประเทศอย่าง Singapore Airlines หรือ ANA ก็เริ่มมีกฎคล้ายกันแล้ว ดังนั้นควรเช็คกับสายการบินก่อนบินเสมอ

ในมุมมองผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงนี้แม้จะยุ่งยากแต่จำเป็นมาก เพราะชีวิตผู้โดยสารมีค่ากว่าความสะดวกชั่วคราว ถ้าคุณกำลังวางแผนทริปญี่ปุ่นฤดูซากุระปีนี้ อย่าลืมอัพเดทกฎใหม่และเลือกพาวเวอร์แบงก์ปลอดภัยไว้ก่อน จะได้เที่ยวสนุกโดยไม่ต้องกังวล!

ที่มา – ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้ “พาวเวอร์แบงก์” บนเครื่องบิน เริ่มเม.ย.นี้ หลังเกิดเหตุแบตฯ ลุกไหม้หลายครั้ง

กพท. คุมเข้มราคาตั๋วตรุษจีน 69 ไม่เกินเพดาน

กพท. คุมเข้มราคาตั๋วเครื่องบินช่วงตรุษจีน 69 ยันทุกเส้นทางยังไม่เกินเพดานราคา เป็นข่าวดีสำหรับนักเดินทางที่กำลังวางแผนกลับบ้านช่วงเทศกาลใหญ่ของคนไทยเชื้อสายจีน ในปี 2569 นี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ราคาตั๋วโดยสารพุ่งสูงเกินควบคุม โดยเฉพาะการเดินทางระหว่างวันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงพีคของการเดินทาง

กพท. คุมเข้มราคาตั๋วเครื่องบินช่วงตรุษจีน 69 ยันทุกเส้นทางยังไม่เกินเพดานราคา

จากผลการตรวจสอบล่าสุดของ กพท. พบว่าราคาตั๋วเครื่องบินทุกเส้นทางภายในประเทศยังคงอยู่ในกรอบเพดานราคาที่กำหนดไว้ แม้ว่าราคาจะมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการเดินทางที่พุ่งปรี๊ด โดยเฉพาะเส้นทางยอดฮิตอย่างกรุงเทพฯ ไปภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ซึ่งหลายเที่ยวบินขายบัตรหมดเกลี้ยงแล้ว สะท้อนถึงกระแสการท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาที่คึกคักในปีนี้

เทศกาลตรุษจีนไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองแบบจีนแท้ๆ แต่สำหรับคนไทยแล้วคือโอกาสรวมญาติ ไหว้พระขอพร และช้อปปิ้งสินค้าลดราคาใหญ่ ทำให้ทุกคนอยากเดินทางกลับบ้านหรือไปพักผ่อน สายการบินต่างรู้ดีถึงดีมานด์นี้ จึงมีการปรับราคาให้สูงขึ้นตามหลักอุปสงค์-อุปทาน แต่ กพท. ก็เข้มงวดไม่ให้เกินเพดานที่อนุมัติ เพื่อปกป้องผู้บริโภค

สถานการณ์ราคาตั๋วและเส้นทางเด่นในช่วงตรุษจีน

  • เส้นทางภาคใต้: ภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ฯ – ราคาสูงสุดใกล้เพดาน แต่ยังไม่ทะลุ
  • เส้นทางเหนือและอีสาน: เชียงใหม่ อุดรธานี – ขายดี บางเที่ยว full book
  • กรุงเทพ-ต่างจังหวัด: ทุกเส้นยังปกติ ภายใต้การกำกับของ กพท.

นอกจากนี้ กพท. ยังสุ่มตรวจแพลตฟอร์ม Online Travel Agent (OTA) เช่น เว็บจองตั๋วออนไลน์ต่างๆ และพบปัญหาบางรายแสดงราคาผิดปกติ สูงเกินจริง จึงประสานงานกับสายการบินให้แก้ไขระบบทันที พร้อมรายงานผลกลับมา นอกจากนี้ยังแจ้ง ETDA เพื่อร่วมกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลให้โปร่งใส

คำแนะนำจาก กพท. สำหรับนักเดินทางช่วงตรุษจีน 69

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา กพท. แนะนำให้ผู้โดยสารเช็คราคาจากหลายช่องทาง โดยเฉพาะเว็บตรงของสายการบิน เพราะราคาจะไม่เกินเพดานที่กำหนด หากเจอราคาแปลกๆ บน OTA อย่ารีบซื้อ เปรียบเทียบก่อนเสมอ

  • จองตั๋วล่วงหน้า 1-2 เดือน เพื่อได้ราคาถูกและเลือกที่นั่งดี
  • ใช้แอปหรือเว็บสายการบินหลัก เช่น AirAsia, Thai Lion Air, Nok Air
  • ติดตามประกาศจาก กพท. ผ่านเว็บไซต์หรือโซเชียล
  • หากมีปัญหา เช่น เที่ยวบินล่าช้า สิทธิชดเชยมี ร้องเรียนได้ที่ complaint.caat.or.th

ในมุมมองของผม การที่ กพท. คุมเข้มราคาตั๋วเครื่องบินช่วงตรุษจีน 69 ยันทุกเส้นทางยังไม่เกินเพดานราคา แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพสูง การเดินทางควรเข้าถึงได้ไม่แพงเกินไป แม้จะมีดีมานด์สูง แต่ระบบกำกับดูแลแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ดี หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวตรุษจีน ลองเช็คราคาวันนี้เลย อาจได้ดีลสุดคุ้ม!

รีบวางแผนการเดินทางของคุณตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อไม่พลาดตั๋วราคาดีในช่วงตรุษจีนนะครับ

ที่มา – กพท. คุมเข้มราคาตั๋วเครื่องบินช่วงตรุษจีน 69 ยันทุกเส้นทางยังไม่เกินเพดานราคา

อุตุฯ ประกาศฤดูร้อน 2569 เริ่ม 22 ก.พ. ร้อนจัด 43°C

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้อากาศร้อนๆ อบอ้าวแบบนี้ ทำให้หลายคนเริ่มบ่นกันแล้วใช่ไหมล่ะ กรมอุตุนิยมวิทยาเพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน 2569 แล้วนะ เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป คาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงสุดถึง 42-43 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลาง เพื่อนๆ เตรียมตัวรับมือความร้อนกันให้ดีล่ะ

ฤดูร้อน 2569 เริ่มเมื่อไหร่และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง

ตามที่ ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา แถลงเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ประเทศไทยจะเข้าสู่ ฤดูร้อน 2569 อย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ก.พ. แม้ว่าอากาศจะร้อนมานานแล้ว แต่ต้องรอให้ครบเงื่อนไข 2 ข้อหลักๆ คือ

  • อุณหภูมิสูงสุดกลางวันตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไป ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 60% ของภาคเหนือตอนบน
  • ลมพัดประจำทิศอย่างต่อเนื่อง

หลังจากนั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะเจอพายุฤดูร้อน วันที่ 23-25 ก.พ. ขอเตือนให้ประชาชนระวังความเสียหายจากลมแรง เช่น หลังคาพัง ป้ายโฆษณาล้ม และพืชผลทางการเกษตรนะคะ

ฤดูร้อน 2569 ไม่เกี่ยวกับเอลนีโญ่?

หลายคนสงสัยว่าความร้อนปีนี้มาจากเอลนีโญ่รึเปล่า? กรมอุตุฯ ชี้แจงชัดว่ายังไม่ใช่ เพราะตอนนี้ยังเป็นลานีญา กำลังจะเป็นกลาง แล้วค่อยเข้าสู่เอลนีโญ่ช่วงสิงหาคม ซึ่งตรงกับฤดูฝน ดังนั้นความร้อนฤดูร้อน 2569นี้เป็นแบบปกติ แต่ร้อนกว่าปีที่แล้วนิดหน่อย อุณหภูมิเฉลี่ยภาคบน 36-37 องศาเซลเซียส

พยากรณ์อากาศร้อนจัดในฤดูร้อน 2569

คาดการณ์ว่าช่วงปลายมีนาคม-เมษายน จะร้อนสุดๆ อุณหภูมิพุ่ง 42-43 องศาฯ อบอ้าวมาก โดยเฉพาะ 3 จังหวัดที่ต้องระวังอันตรายจากความร้อน คือ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก ภาคเหนือบางพื้นที่อาจแตะ 42 องศาขึ้นไป ส่วนปลายเมษายน-พฤษภา จะเปลี่ยนเป็นฝนฟ้าคะนอง พายุฤดูร้อน และอากาศแปรปรวน

ย้อนดูสถิติ 75 ปี อุณหภูมิสูงสุดบันทึกไว้ 44.6 องศาฯ ที่แม่ฮ่องสอน 28 เม.ย. 2559 และตาก 15 เม.ย. 2566 ปีที่แล้ว (2568) สูงสุด 42.3 องศาฯ ที่แม่ฮ่องสอน 27 เม.ย. ปีนี้เลยต้องจับตา!

ดัชนีความร้อนที่มนุษย์รู้สึกจริงๆ

อย่าดูแค่อุณหภูมิจากเครื่องวัดนะคะ เพราะคนเรารู้สึกร้อนกว่าจริงๆ จากความชื้นในอากาศ สิ่งนี้เรียกว่า ดัชนีความร้อน (Heat Index) โดยเฉพาะเมษายน-พฤษภา จะสูงมาก เสี่ยงโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ได้ง่าย

5 วิธีรับมืออากาศร้อนในฤดูร้อน 2569 ให้ปลอดภัย

เพื่อนๆ อย่าประมาทความร้อนเด็ดขาด! นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่กรมอุฯ แนะนำ

  • ดื่มน้ำเยอะๆ วันละ 2-3 ลิตร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟ
  • สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศดี ใส่หมวกและแว่นกันแดด
  • หลบแดดช่วง 10.00-16.00 น. อยู่ในที่ร่มหรือห้องแอร์
  • กินอาหารสด ผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เช่น ส้ม แตงโม
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น เวียนหัว คลื่นไส้ หายใจลำบาก รีบพบแพทย์ทันที

สำหรับเกษตรกร ควรวางแผนให้น้ำพืชผล และป้องกันสัตว์เลี้ยงจากฮีทสโตรกด้วยนะ

สรุปแล้ว ฤดูร้อน 2569 นี้ร้อนสะสมแต่จัดการได้ ถ้าทุกคนช่วยกันดูแลตัวเอง ปีนี้อาจไม่ต้องเจอสถิติใหม่ร้อนสุดขั้ว! เพื่อนๆ ลองแชร์ประสบการณ์รับมือความร้อนในคอมเมนต์ด้านล่างหน่อยสิ หรือติดตามพยากรณ์อากาศประจำวันจากกรมอุตุฯ เพื่อวางแผนชีวิตให้ชิลล์ยิ่งขึ้น ดูแลสุขภาพกันนะทุกคน 💨☀️

ที่มา – อุตุฯ ประกาศไทยเข้าสู่ “ฤดูร้อน 2569” เริ่ม 22 ก.พ. เตือนอุณหภูมิสูงสุด 43 องศาฯ

รฟท. จ่อชงครม.ใหม่ แก้สัญญารถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน

วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับคนที่รอคอยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งในประเทศไทย โดยเฉพาะ รฟท. จ่อชง ครม.ใหม่ เคาะแก้สัญญารถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน คาดออก NTP ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นความคืบหน้าล่าสุดของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา โครงการนี้จะช่วยยกระดับการเดินทางให้รวดเร็วและสะดวกสบายมากขึ้น เชื่อมโยง EEC เข้ากับหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ

รฟท. จ่อชง ครม.ใหม่ เคาะแก้สัญญารถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน คาดออก NTP ส.ค.นี้

จากข้อมูลล่าสุดที่นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ด รฟท. โครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมทุนกับภาคเอกชน หลังจากเคลียร์ปมสำคัญเรื่องหลักประกันงานโยธาและรูปแบบการจ่ายเงินของภาครัฐ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้เอกชนมีสภาพคล่องตึงตัว

รายละเอียดการเจรจาแก้สัญญา

การแก้ไขสัญญาครั้งนี้ รฟท. ร่วมกับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด และ สกพอ. ได้หารือกันอย่างเข้มข้น โดยได้รับความเห็นจากอัยการสูงสุดแล้ว ขณะนี้เตรียมเสนอ สกพอ. และชงให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณา โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณตาม พ.ร.บ. การเงินการคลังภาครัฐ

  • หลักประกันงานโยธา: เอกชนยอมวางเงิน 160,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงานโยธา 120,000 ล้านบาท และงานระบบ 40,000 ล้านบาท
  • เงื่อนไขคืนหลักประกัน: คืนทั้งหมดภายใน 5 ปีหลังเริ่มงานและเปิดบริการ
  • ความเห็นอัยการ: เสนอเก็บไว้บางส่วนเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง แต่ รฟท. ยืนยันว่ามีหลักประกันสัญญาหลัก 4,500 ล้านบาทรองรับความเสี่ยงอื่นๆ แล้ว

การแก้ไขนี้จะช่วยให้โครงการเดินหน้าต่อได้ โดยยังคงเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟไทย-จีน โดยเฉพาะช่วงโครงสร้างร่วมอย่าง Missing Link เพื่อหลีกเลี่ยงการรื้อถอนซ้ำและลดต้นทุนวิศวกรรม

กรอบเวลาดำเนินโครงการ

หาก ครม. อนุมัติในมิถุนายน-กรกฎาคม 2567 จะลงนามสัญญาเดือนกรกฎาคม และออก NTP (Notice to Proceed) ในเดือนสิงหาคม 2567 ตามนั้น ก่อสร้าง 5 ปี ทดสอบระบบ 6 เดือน คาดเปิดบริการปี 2575 ซึ่งตรงตามแผนเดิม แม้จะล่าช้าจากโควิด

หากล่าช้าเกินกรอบ รฟท. อาจปรับขอบเขต ดึงงานโครงสร้างร่วมกลับมาทำเอง เพื่อไม่กระทบสัญญา 4-5 ของไทย-จีนที่กำลังเปิดประมูลช่วงอยุธยา

มาตรการโปร่งใสและป้องกันความเสี่ยง

ก่อนออก NTP รฟท. จะส่งสัญญาให้ สตง. และ ป.ป.ช. ตรวจสอบ เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ หากมีข้อเสนอแนะจะปรับปรุงได้ โครงการนี้เป็นหัวใจของ EEC เชื่อมเมืองการบินอู่ตะเภา สนับสนุนการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์

นอกจากนี้ โครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินยังช่วยลดเวลาเดินทางจากสุวรรณภูมิไปอู่ตะเภาเหลือเพียง 30 นาที จากเดิมหลายชั่วโมง สร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาล โดยเฉพาะใน EEC ที่เป็นแหล่งลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง และกระตุ้น GDP โตต่อเนื่อง

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่ใช่แค่รถไฟ แต่เป็นอนาคตของการเดินทางไทย ที่จะแข่งขันระดับโลกได้ หากรัฐและเอกชนร่วมมือกันดีแบบนี้ โครงการ EEC ทั้งหมดจะสำเร็จแน่นอน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ กับเรา!

ที่มา – รฟท. จ่อชง ครม.ใหม่ เคาะแก้สัญญารถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน คาดออก NTP ส.ค.นี้

บอร์ด รฟท.ไฟเขียว จัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน

บอร์ด รฟท.ไฟเขียว จัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน มูลค่า 2,850 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถเก่าที่ใช้งานมานานกว่า 40 ปี ข่าวดีสำหรับระบบรถไฟไทยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่และสายใหม่ที่จะทยอยเปิดบริการทั่วประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพการซ่อมบำรุงทางรถไฟ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลด downtime และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินรถ

บอร์ด รฟท.ไฟเขียว จัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่าการ เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ด รฟท. ว่ามีมติอนุมัติโครงการจัดหารถจักรบำรุงทางจำนวน 23 คัน วงเงินรวม 2,850 ล้านบาท โดยรถเหล่านี้จะนำมาแทนที่รถเก่าที่เสื่อมสภาพจากการใช้งานยาวนาน ทำให้การบำรุงรักษาทางรถไฟมีประสิทธิภาพดีขึ้น รองรับภารกิจใหม่จากโครงการขยายโครงข่ายรถไฟทั่วประเทศ

รถจักรบำรุงทาง

ประเภทรถจักรบำรุงทางที่จะจัดหาใหม่

โครงการนี้ครอบคลุมรถหลากหลายประเภท เพื่อตอบโจทย์การบำรุงรักษาที่ครบวงจร ดังนี้

  • รถลากจูง (Utility Track Vehicle): 10 คัน ทดแทนรถเก่า 6 คันสำหรับอัดหิน และเพิ่ม 4 คันสำหรับหน่วยรถเจียรราง
  • รถอัดหินต่อเนื่อง 32 ใบอัด (Continuous Tamping Machine): 4 คัน เพิ่มความเร็วในการอัดหิน 2 เท่า และแม่นยำยิ่งขึ้น ทดแทนรถอายุ 40 ปี
รถอัดหิน
  • รถเกลี่ยหิน (Ballast Regulator): 2 คัน และ รถสั่นหิน (Ballast Stabilizer Machine): 5 คัน ช่วยปรับสภาพหินโรยทางให้มั่นคง แข็งแรงตามมาตรฐาน รฟท.
  • รถล้างหิน (Ballast Cleaner): 2 คัน เพิ่มระยะทางทำความสะอาดและคัดแยกหินได้ 2 เท่า
รถเกลี่ยหิน
รถล้างหิน

รถจักรเหล่านี้จะใช้เวลาจัดหา 2 ปี คาดรับมอบไม่เกินปี 2571 โดยคัดเลือกผู้รับจ้างแล้ว เช่น บริษัท บรอดแคส ดีพอท (ไทยแลนด์) สำหรับรถอัดหินและล้างหิน, กิจการค้าร่วม ซีเอบี สำหรับรถสั่นหิน เป็นต้น ลงนามสัญญาต้นเดือนมี.ค. 2569

ปัญหารถเก่าและความสำคัญของการอัพเกรด

ปัจจุบัน รฟท. เจอปัญหาเครื่องจักรบำรุงทางเก่าแก่ อายุ 20-40 ปี ในหน่วยงานหลักทั่วประเทศ เช่น กรุงเทพฯ, ตะพานหิน, แก่งคอย ส่งผลให้งานซ่อมช้า ต้นทุนสูง และเสี่ยงชำรุดระหว่างใช้งาน โดยเฉพาะตอนที่โครงข่ายทางคู่ขยายตัว ภาระงานเพิ่มพรวด ทำให้ต้องเร่งนำรถใหม่มาแทนเพื่อรักษามาตมาตรฐานความปลอดภัยและตรงเวลา

นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนจัดหารถโดยสารใหม่ โดยพิจารณาสัดส่วนชิ้นส่วนไทยตามนโยบายคมนาคม คาดสรุป ก.พ.-มี.ค. ก่อนชง ครม.ชุดใหม่ รถใหม่จะใช้เวลา 2-3 ปี เพื่อทันเปิดบริการทางคู่ปี 2570-2572

การตัดสินใจของบอร์ด รฟท.ไฟเขียว จัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับระบบรถไฟไทยให้ทันสมัย รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนาคต ลดอุบัติเหตุ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลองนึกภาพรถไฟวิ่งปลอดภัย ตรงเวลา ทั่วประเทศ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน

ติดตามข่าวอัพเดทโครงการรถไฟเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – บอร์ดรฟท.ไฟเขียว จัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน แทนของเดิมที่ใช้มากว่า 40 ปี พร้อมชง ครม.ใหม่