วัน: 6 มีนาคม 2026

ราคาทองคำแท่งวันนี้ 6 มี.ค. 2569 ผันผวน 29 ครั้ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนทองคำทุกท่าน วันนี้เรามีอัพเดท ราคาทองคำแท่งวันนี้ 6 มีนาคม 2569 กันแบบสดๆ ร้อนๆ เลยนะครับ สมาคมค้าทองคำประกาศปรับราคาผันผวนถึง 29 ครั้งตลอดวัน! เรียกได้ว่าตลาดเดือดสุดๆ ทำให้ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 76,850 บาท และทองรูปพรรณขายออก 77,650 บาท ใครที่กำลังจะซื้อหรือขายต้องเช็คให้ดีเลยล่ะ

ราคาทองคำแท่งวันนี้ 6 มีนาคม 2569 ล่าสุด

สถานการณ์ ราคาทองคำแท่งวันนี้ ยังคงน่าจับตา เพราะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอกหลายอย่าง เช่น อัตราคำของดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ตลาดหุ้นโลกที่ผันผวน และข่าวความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นลงบ่อยมาก สมาคมค้าทองคำเริ่มประกาศครั้งแรกตอน 09.01 น. และจบที่ครั้งที่ 29 เวลา 17.13 น. โดยรวมแล้วราคาปรับลดลงสุทธิ แต่ก็มีช่วงขึ้นชดเชยบ้าง

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงราคาทั้ง 29 ครั้ง

มาดูกันแบบละเอียดเลยครับ ว่าปรับขึ้นลงยังไงบ้าง:

  • ครั้งที่ 1 (09.01 น.): ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
  • ครั้งที่ 2 (09.10 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 3 (09.32 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 4 (09.44 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 5 (09.53 น.): ปรับขึ้น 50 บาท
  • ครั้งที่ 6 (10.02 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 7 (10.21 น.): ปรับขึ้น 50 บาท
  • ครั้งที่ 8 (10.41 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 9 (10.45 น.): ปรับขึ้น 50 บาท
  • ครั้งที่ 10 (12.03 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 11 (12.06 น.): ปรับขึ้น 100 บาท
  • ครั้งที่ 12 (12.32 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 13 (12.58 น.): ปรับขึ้น 50 บาท
  • ครั้งที่ 14 (13.03 น.): ปรับลด 100 บาท
  • ครั้งที่ 15 (13.09 น.): ปรับขึ้น 50 บาท
  • ครั้งที่ 16 (13.54 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 17 (14.00 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 18 (14.36 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 19 (15.01 น.): ปรับขึ้น 50 บาท
  • ครั้งที่ 20 (15.29 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 21 (15.40 น.): ปรับขึ้น 50 บาท
  • ครั้งที่ 22 (15.48 น.): ปรับขึ้น 50 บาท
  • ครั้งที่ 23 (15.58 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 24 (16.30 น.): ปรับขึ้น 50 บาท
  • ครั้งที่ 25 (16.33 น.): ปรับขึ้น 50 บาท
  • ครั้งที่ 26 (16.37 น.): ปรับลด 100 บาท
  • ครั้งที่ 27 (17.05 น.): ปรับลด 50 บาท
  • ครั้งที่ 28 (17.07 น.): ปรับลด 100 บาท
  • ครั้งที่ 29 (17.13 น.): ปรับขึ้น 50 บาท

สรุปราคา ราคาทองคำแท่งวันนี้ ล่าสุด: ทองคำแท่งรับซื้อ 76,650 บาท ขายออก 76,850 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อ 75,117.80 บาท ขายออก 77,650 บาท ถ้าเทียบกับวันก่อนหน้า ราคายังถือว่าสูงอยู่ แต่การผันผวนแบบนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังรอสัญญาณชัดเจนจาก Fed เรื่องดอกเบี้ย

ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำผันผวนหนัก

ทำไมวันนี้ถึงปรับถึง 29 ครั้ง? หลักๆ มาจากราคาทองโลก (XAU/USD) ที่เคลื่อนไหวแรง โดยได้รับแรงกดจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นหลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีกว่าคาด นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องสงครามการค้าและเงินเฟ้อก็ทำให้ทองคำเป็น safe haven ที่นักลงทุนแห่ถือ แต่ก็มีแรงขายสลับออกมา สำหรับนักลงทุนไทย ต้องดูค่าเงินบาทที่อ่อนลงด้วยนะครับ ซึ่งช่วยหนุนราคาทองในประเทศได้บ้าง

ในมุมมองส่วนตัวนะครับ วันนี้ ราคาทองคำแท่งวันนี้ แม้จะผันผวน แต่ยังน่าลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะถ้าคุณซื้อสะสมแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) อย่ารอจังหวะเพอร์เฟกต์ เพราะตลาดทองไม่เคยคาดเดาได้ 100%

คำแนะนำ: ถ้าจะซื้อทองรูปพรรณ ราคาขายออกสูงหน่อย ลองเช็คร้านทองใกล้บ้านหรือออนไลน์ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากราคาดีดกลับไป 78,000 บาท อาจเป็นสัญญาณซื้อเพิ่ม

ติดตามอัพเดท ราคาทองคำแท่งวันนี้ และทุกวันได้ที่บล็อกเราเลยนะครับ สมัครรับแจ้งเตือนฟรีเพื่อไม่พลาดโอกาสทองคำ!

ที่มา – ราคาทองคำแท่งวันนี้ 6 มีนาคม 2569 ล่าสุดผันผวน 29 ครั้ง รูปพรรณขายออก 77,650 บาท

มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69 ยกระดับเนื้อโคศรีสะเกษ

เปิดฉากสุดยิ่งใหญ่ไปแล้วสำหรับ มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ สวนสาธารณะลานออดหลอด “อนุสรณ์ 238 ปี จังหวัดศรีสะเกษ” งานนี้ไม่ใช่แค่งานกินหรูหรา แต่เป็นเวทีสำคัญที่ยกระดับ “เนื้อโคศรีสะเกษ” ให้เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ เพิ่มช่องทางการตลาด สร้างเครือข่ายธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโค ร้านอาหาร และผู้บริโภค โดยมีนายอนุรัก ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงาน และนายสัตวแพทย์นัทธ์เวโรจน์ บูชาพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวรายงาน

มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69 เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่

มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69 ยกระดับเกษตรกรสู่ Smart Farmer

จังหวัดศรีสะเกษเป็นแหล่งผลิตโคเนื้อคุณภาพสูงของภาคอีสาน โดยมีการพัฒนาสายพันธุ์โค การจัดการฟาร์ม และมาตรฐานความปลอดภัยอาหารอย่างต่อเนื่อง มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69 นี้เกิดจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ช่วยยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อให้เป็น Smart Farmer ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฟาร์มต้นแบบ ทักษะการตัดแต่งเนื้อ หรือแปรรูปผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้เกิดรายได้ยั่งยืนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

กิจกรรมเด่นในมหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69

  • ออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพจากร้านค้าชั้นนำของศรีสะเกษ
  • Music and Meat Festival ผสมผสานอาหารท้องถิ่นกับดนตรีบันเทิง สร้างประสบการณ์ใหม่
  • ชิมเนื้อโคเมนูสุดพิเศษกว่า 100 เมนู จากเชฟและร้านดัง
  • Business Matching เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ประกอบการและผู้บริโภค
  • เวทีเสวนาและสาธิตการเลี้ยงโคสมัยใหม่
กิจกรรมในมหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69

เนื้อโคศรีสะเกษโดดเด่นด้วยคุณภาพเนื้อนุ่ม หอม กลิ่นชวนน้ำลายสอ มาจากการเลี้ยงแบบธรรมชาติ อาหารพืชพื้นเมือง และการควบคุมอย่างดี ทำให้ปลอดภัย สุขภาพดี เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพที่ต้องการโปรตีนคุณภาพสูง งานนี้ยังช่วยขยายตลาดไปสู่ระดับประเทศและสากล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษย้ำว่า “ไม่ใช่แค่งานเทศกาล แต่เป็นกลไกผลักดันเนื้อดีศรีสะเกษสู่เวทีใหญ่”

เนื้อโคคุณภาพจากมหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69
ผู้เข้าร่วมงานมหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ เช่น การอบรมการแปรรูปเนื้อโค การทำตลาดออนไลน์ และการรับรองมาตรฐาน GAP/Good Agricultural Practices ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรแข่งขันได้ในตลาดใหญ่ ผลจากการพัฒนาเหล่านี้ ทำให้ศรีสะเกษมีโคเนื้อจำนวนมากขึ้น คุณภาพดีขึ้น และราคาขายสูงขึ้น สร้างอาชีพมั่นคงให้ชาวบ้านนับพันราย

ทำไมเนื้อโคศรีสะเกษถึงเป็นสุดยอด?

เนื้อโคศรีสะเกษมาจากพันธุ์โคพื้นเมืองที่ปรับปรุงแล้ว มีไขมันแทรกสม่ำเสมอ เนื้อแดงสด รสชาติเข้มข้น ไม่เหนียว เคี้ยวแล้วฟินสุดๆ เหมาะกับเมนูย่าง ต้ม นึ่ง หรือสเต๊ก ปลอดสารเคมี 100% ได้รับการรับรองจากปศุสัตว์จังหวัด งาน มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69 จึงเป็นโอกาสทองสำหรับสายกินเนื้อที่อยากลองของแท้จากฟาร์ม

หากคุณกำลังมองหาแหล่งเนื้อดีๆ หรืออยากสนับสนุนเกษตรกรไทย สายกินเนื้อไม่ควรพลาด! มาที่ มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69 รับรองติดใจ ชิมฟรี ลองซื้อ ลองทำธุรกิจใหม่ๆ ได้เลย งานนี้ไม่เพียงเติมท้อง แต่ยังช่วยเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตยั่งยืน

ที่มา – มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69 ยกระดับ “เนื้อโค” สร้างเครือข่ายธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

เกิดเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตสี จ.ฉะเชิงเทรา ยังควบคุมไม่ได้

เกิดเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตสี จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากกลุ่มควันพวยพุ่งหนาแน่นและแสงเพลิงลุกโชนรุนแรง ล่าสุดรายงานจากเจ้าหน้าที่ระบุว่ายังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้เต็มที่ ทำให้ต้องระดมกำลังเข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน

ไฟไหม้โรงงานผลิตสี จ.ฉะเชิงเทรา

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นภายในเส้นทางเทพาราชสาย 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก โดยเพลิงไหม้เริ่มต้นเวลา 16.53 น. ของวันดังกล่าว ตามการรับแจ้งจากทางหน่วยกู้ภัยทันทีที่เกิดเหตุ กลุ่มควันสีดำขาวหนาทึบลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสงเพลิงถูกประเมินในระดับ 4 ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก และยังมีเสียงระเบิดดังเป็นระยะๆ คาดว่าน่าจะมาจากสารเคมีหรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสี ซึ่งเป็นสารไวไฟได้ง่าย

จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมสำคัญของภาคตะวันออก มีโรงงานผลิตเคมีภัณฑ์ สี และพลาสติกจำนวนไม่น้อย โรงงานดังกล่าวจึงมีความเสี่ยงสูงต่อเหตุเพลิงไหม้ หากระบบป้องกันไฟไม่สมบูรณ์แบบ ชาวบ้านใกล้เคียงต่างพากันอพยพหนีควันพิษที่อาจลอยไปถึงบ้านเรือน ขณะที่รถดับเพลิงจากหลายหน่วยงานกำลังรุดมาสนับสนุน

อัปเดตความคืบหน้าสถานการณ์ไฟไหม้โรงงานผลิตสี จ.ฉะเชิงเทรา

เวลา 17.30 น. ของวันเดียวกัน ทางเพจ Fire & Rescue Thailand ได้โพสต์อัปเดtrl่าสุดว่า แสงเพลิงยังคงรุนแรง ควันหนาทวีคูณขึ้น เจ้าหน้าที่ยังคงต่อสู้กับเพลิงที่ลุกลาม โดยไม่สามารถควบคุมได้ในขณะนั้น นี่คือไทม์ไลน์เหตุการณ์หลัก:

  • 16.53 น.: รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตสี เทพาราชสาย 2 ควันหนา แสงเพลิงระดับ 4 มีเสียงระเบิด
  • 17.30 น.: เพลิงยังรุนแรง ไม่สามารถควบคุมได้ เจ้าหน้าที่ยืนยันกำลังระงับเหตุ
  • เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากสถานีฉะเชิงเทราและใกล้เคียงกว่า 10 คัน รถดับเพลิงกว่า 20 คัน เข้าปฏิบัติการ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าสารเคมีบางชนิดอาจทำให้เกิดควันพิษ เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตร สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน และปิดประตูหน้าต่างให้สนิท หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ก็พร้อมให้บริการผู้ได้รับผลกระทบจากควัน

สาเหตุและผลกระทบจากการไฟไหม้

สาเหตุเบื้องต้นยังไม่แน่ชัด อาจมาจากประกายไฟจากการเชื่อมเครื่องจักร การรั่วไหลของสารเคมี หรือไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในโรงงานผลิตสี ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงทรัพย์สินเสียหาย แต่ยังกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ควันจากสารระเหยอาจก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจระยะยาว หากเพลิงลุกลามไปโรงงานใกล้เคียง อาจกลายเป็นหายนะใหญ่

จากสถิติของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่าเหตุเพลิงไหม้ในโรงงานเคมีภัณฑ์เกิดขึ้นปีละหลายครั้ง โดยปี 2566 มีมากกว่า 200 รายการ สะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบระบบดับเพลิง สปริงเกอร์ และการฝึกอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ โรงงานทุกแห่งควรมีแผนเผชิญเหตุชัดเจน เพื่อลดความสูญเสีย

มาตรการป้องกันไฟไหม้ในโรงงานผลิตสี

เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย แนะนำดังนี้:

  • ติดตั้งระบบตรวจจับควันและก๊าซไวไฟอัตโนมัติ
  • ใช้วัสดุก่อสร้างกันไฟและมีทางหนีไฟหลายทาง
  • ฝึกซ้อมอพยพทุก 6 เดือน
  • เก็บสารเคมีในตู้กันไฟและตรวจสอบสม่ำเสมอ
  • มีทีมดับเพลิงประจำโรงงาน

เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานผลิตสี จ.ฉะเชิงเทราครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่า ความปลอดภัยต้องมาก่อนกำไร ผู้ประกอบการควรลงทุนในเทคโนโลยีป้องกันภัยให้มากขึ้น ขณะที่ภาครัฐต้องเข้มงวดการตรวจสอบ หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง กรุณาติดตามประกาศจากทางการและดูแลสุขภาพตัวเอง

ติดตามความคืบหน้าสถานการณ์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนผู้อื่น สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ หากมีข้อมูลอัปเดตใหม่ เราจะนำมาบอกต่อทันที

ที่มา – เกิดเหตุ ไฟไหม้โรงงานผลิตสี จ.ฉะเชิงเทรา ล่าสุดยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้

เรนเจอร์สต้องคว้าแชมป์ – โรห์ล

เรนเจอร์สต้องคว้าแชมป์ – โรห์ล

โค้ชทีมเรนเจอร์ส แดนนี่ โรห์ล ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ทีมของเขาต้องคว้าแชมป์ให้ได้ในฤดูกาลนี้ พวกเขาจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อปิดปากแฟนเซลติก 7,500 คนที่สนามไอเบร็อกซ์ ในศึก Scottish Cup รอบรองชนะเลิศวันอาทิตย์นี้ ซึ่งจะเป็นจำนวนแฟนเยือนสูงสุดในรอบ 8 ปี

หลังจากเสมอติดต่อกันสองนัดกับลิวิงสตัน ทีมบ๊วย และเซลติก เรนเจอร์สตามหัวตารางพรีเมียร์ชิปลีก สกอตแลนด์ 6 แต้ม ก่อนเหลืออีก 9 นัดสุดท้าย แต่ เรนเจอร์สต้องคว้าแชมป์ – โรห์ล ยังคงเป็นวาระสำคัญ

“ในฐานะผู้จัดการทีมเรนเจอร์ส คุณต้องทำแบบนั้น” โรห์ล ชาวเยอรมันกล่าว “ในฐานะสโมสรที่มีความทะเยอทะยาน เราต้องทำ”

เรนเจอร์สต้องคว้าแชมป์ – โรห์ล ยืนยันไม่ยอมแพ้

เมื่อโรห์ลเข้ามารับช่วงต่อจากรัสเซลล์ มาร์ตินตอนต้นฤดูกาล ทีมตามหลังจ่าฝูงถึง 13 แต้ม แต่ตอนนี้กลับมาลุ้นแย่งแชมป์ได้ โรห์ลยืนยันว่าจะไม่ใช้ช่องว่างนี้เป็นข้ออ้าง หากพลาดแชมป์ลีก

“ผมไม่ใช้เรื่องตามหลัง 13 แต้มเป็นข้ออ้าง” เขากล่าว “นั่นคือส่วนหนึ่งของงาน สองนัดล่าสุดที่เสมอมา สำหรับผมมันไม่สมควรแล้ว เมื่อเทียบกับฟอร์มการเล่น วันอาทิตย์นี้เรามีโอกาสก้าวสู่แชมป์ถ้วยใบแรก”

เรนเจอร์สต้องคว้าแชมป์ – โรห์ล มองบิ๊กแมตช์กับเซลติก

แฟนเซลติกจะยึดยืนบรูมโลนทั้งหมดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีนาคม 2018 หลังจากที่เซลติกพลิกนาทีสุดท้ายจากตามหลัง 2 ประตูในนัดที่แล้ว และล่าสุดชนะที่พิตต์โอเดรียร์ จูงหัวตารางเหนือเรนเจอร์ส

โรห์ลยอมรับว่ามีความกังวลในครึ่งหลังนัดที่แล้ว แต่เชื่อว่าถ้าเล่นได้เหมือน 50 นาทีแรก แฟนเยือนจะเงียบกริบ “แน่นอนว่ามันมีผล แต่ถ้าเราเล่นดีแบบ 50 นาทีนั้น 7,500 คนจะเงียบ เราสามารถควบคุมด้วยฟอร์มบนสนาม บรรยากาศ 50 นาทีนั้นสุดยอดมาก ผู้เล่นถูกผลักดัน แล้วกลายเป็น 2-1 แต่ส่วนหนึ่งของเกม”

นอกจากนี้ ยังมีลิงก์น่าสนใจ เช่น ฟัง: พรีวิว Scottish Cup รอบรองชนะเลิศ และ Old Firm cup tie ส่งผลต่อพรีเมียร์ลีกอย่างไร

  • Scottish Cup
  • Scottish Premiership
  • Rangers
  • Scottish Football
  • Football

สถานการณ์ตอนนี้ เรนเจอร์สต้องเร่งเครื่องทั้งลีกและถ้วย ถ้าโรห์ลนำทีมคว้าแชมป์ได้ จะเป็นการพลิกเกมที่น่าทึ่ง ฟอร์มล่าสุดแสดงให้เห็นศักยภาพ แม้จะมีสะดุด แต่โอกาส Scottish Cup คือกุญแจสำคัญในการสร้างโมเมนตัม

แฟนเรนเจอร์สตั้งตารอวันอาทิตย์นี้ เพื่อเห็นทีมรักป้องกันไอเบร็อกซ์จากคลื่นแฟนเซลติก การแข่งขัน Old Firm ครั้งนี้ไม่ใช่แค่นัดชิง แต่เป็นการประกาศศักดา โรห์ลเน้นย้ำถึงความทะเยอทะยานของสโมสร ซึ่งสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยแชมป์

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับเรนเจอร์สที่จะกลับมาอยู่ในเส้นทางแชมป์ ถ้าชนะเซลติกได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนทั้งฤดูกาล ติดตามข่าวสารฟุตบอลสกอตติชและอัปเดตผลการแข่งขันได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

สภาฯ สรุปยอด 9 วัน สส. รายงานตัวแล้ว 373 คน

วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตให้ฟังกัน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้สภาฯ สรุปยอด 9 วัน สส. รายงานตัวแล้ว 373 คน ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส.ชุดที่ 27 บรรยากาศที่รัฐสภาในช่วงนี้คึกคักมาก โดยเฉพาะวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่มี สส. มารายงานตัวถึง 90 คน!

สภาฯ สรุปยอด 9 วัน สส. รายงานตัวแล้ว 373 คน

ตั้งแต่เริ่มเปิดรับรายงานตัวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2569 รวม 9 วัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 373 คนได้เข้ารายงานตัวแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ สส. ทุกพรรคในการเตรียมตัวเข้าสู่สภาใหม่ บรรยากาศวันนี้เริ่มคึกคักตั้งแต่เช้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีม สส. ปชป. มารายงานตัวเป็นกลุ่มแรก ตามด้วยพรรคกล้าธรรมที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และประธานที่ปรึกษาพรรค นำทีมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเข้าตึกบัญชี

ช่วงบ่าย พรรคเพื่อไทยก็ไม่น้อยหน้า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกฯ พร้อมนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค นำทีม สส. พท. เดินทางด้วยรถบัสไฟฟ้า EV มาถึงแบบพร้อมเพรียง สร้างสีสันให้กับวันนี้ได้ดีทีเดียว

บรรยากาศ สภาฯ สรุปยอด สส. รายงานตัว

ยอดรายงานตัวรายวันละเอียด

  • 26 ก.พ. 2569: 47 คน
  • 27 ก.พ. 2569: 46 คน
  • 28 ก.พ. 2569: 4 คน
  • 1 มี.ค. 2569: 4 คน
  • 2 มี.ค. 2569: 14 คน
  • 3 มี.ค. 2569: 4 คน
  • 4 มี.ค. 2569: 16 คน
  • 5 มี.ค. 2569: 148 คน
  • 6 มี.ค. 2569: 90 คน

เห็นได้ชัดว่าวันที่ 5 และ 6 มี.ค. ยอดพุ่งสูงสุด เพราะ สส. หลายคนรอวันหยุดเสาร์อาทิตย์ผ่านไปแล้วรีบมารายงานตัวกัน

สส. จากพรรคต่างๆ รายงานตัว

สภาฯ สรุปยอดแยกตามพรรคการเมือง

เมื่อสภาฯ สรุปยอดแล้ว พบว่าพรรคใหญ่ๆ นำโด่ง โดยแบ่งเป็น:

  • พรรคภูมิใจไทย: 189 คน
  • พรรคเพื่อไทย: 74 คน
  • พรรคกล้าธรรม: 57 คน
  • พรรคประชาธิปัตย์: 20 คน
  • พรรคไทรวมพลัง: 5 คน
  • พรรคประชาชาติ: 5 คน
  • พรรคพลังประชารัฐ: 5 คน
  • พรรคเศรษฐกิจ: 3 คน
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ: 1 คน
  • พรรคเพื่อชาติไทย: 2 คน
  • พรรคไทยสร้างไทย: 2 คน
  • และพรรคเล็กอื่นๆ อีก รวม 21 พรรค
ยอด สส. รายงานตัวแยกพรรค
ทีม สส. พรรคเพื่อไทย
สภาฯ สรุปยอดการรายงานตัว
บรรยากาศคึกคักที่รัฐสภา

ตัวเลขนี้บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาไทย สส. ชุดใหม่พร้อมลุยงานเพื่อประชาชนแล้ว การรายงานตัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แสดงถึงความมุ่งมั่นของนักการเมืองทุกท่าน ในอนาคตเราคงได้เห็นการประชุมสภาที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตล่าสุดได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – สภาฯ สรุปยอด 9 วัน สส. รายงานตัวแล้ว 373 คน เฉพาะ 6 มี.ค. จำนวน 90 คน

ฟัน 15 บริษัทนอมินีมะพร้าวน้ำหอมกดราคา

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและคนรักผลไม้ไทยทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการมะพร้าวน้ำหอมกันเลยดีกว่า นั่นคือ ฟัน 15 บริษัท ใช้คนไทยเป็นนอมินี “มะพร้าวน้ำหอม” กดราคารับซื้อ ทำราคาตลาดร่วง ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวแบบจัดหนักแล้ว!

ฟัน 15 บริษัท ใช้คนไทยเป็นนอมินี “มะพร้าวน้ำหอม” กดราคารับซื้อ ทำราคาตลาดร่วง

จากข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าประชุมร่วมกับ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีบริษัทเสี่ยงสูงถึง 15 แห่ง ที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี หรือผู้ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ โดยกระจายตัวในราชบุรี 11 บริษัท และจังหวัดอื่นๆ อย่างสมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร กรุงเทพฯ อย่างละ 1 ราย บางบริษัทตั้งมานาน 5-6 ปี บางแห่งเพิ่งเกิดใหม่ มีคนไทยเกี่ยวข้อง 10 ราย เป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการ

พฤติกรรมของกลุ่มนี้ไม่ธรรมดาเลยนะครับ ตั้งแต่เช่าสวนปลูกเอง แปรรูป ส่งออกครบวงจร แถมยังกดราคารับซื้อจากเกษตรกร จนราคาตลาดมะพร้าวน้ำหอมร่วงกระจาย ส่งผลกระทบหนักต่อพี่น้องชาวสวน

ผลจากการตรวจสอบและการดำเนินคดีทันที

หลังตรวจพบ กรมฯ ส่งเรื่องให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ดีเอสไอ และ ปปง. ดำเนินการทันที ถ้าผิดจริง โทษหนักตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท ย้ำชัดว่าจะลุยต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่มะพร้าว แต่ทุเรียน มังคุด ในภาคตะวันออกและใต้ก็โดนด้วย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บอกว่าสาเหตุราคาตกต่ำ ไม่ใช่แค่นอมินี แต่ผลผลิตพุ่งจาก 235,903 ไร่ ปี 2564 เป็น 305,706 ไร่ ปี 2568 ผลผลิตเพิ่ม 49.80% จาก 532,942 ตัน เป็น 877,681 ตัน มูลค่าส่งออกลดจาก 9,888.92 ล้านบาท ปี 2566 เหลือ 6,456.52 ล้านบาท ปี 2568 ส่วนแบ่งตลาดจีนหายไปครึ่งหนึ่ง จาก 75% เหลือ 50%

  • ปัญหาหลัก: ทุนต่างชาติใช้คนไทยนอมินี ทำธุรกิจไม่โปร่งใส
  • ผลกระทบ: ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำผิดปกติ
  • การแก้ไข: ขึ้นทะเบียนล้ง ตรวจแรงงาน เลี่ยงภาษี ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ

รัฐบาลมีมาตรการเข้ม ตรวจสอบการกดราคาไม่เป็นธรรม บังคับใช้กฎหมายเต็มที่ เพื่อความเป็นธรรมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการถูกกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังพบล้งผลไม้ในภาคตะวันออกและใต้ที่ต้องจับตา หวังว่ารัฐจะเร่งจัดการให้เร็ว ไม่งั้นเกษตรกรเดือดร้อนหนัก

ในมุมมองผมนะครับ ปัญหานี้เป็นบทเรียนสำคัญ เกษตรกรควรรวมกลุ่มกันต่อรองราคา ใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มมูลค่า เช่น ส่งออกตรง หรือแปรรูปเอง และติดตามนโยบายรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบอีก

คำแนะนำสำหรับเกษตรกร: ลองศึกษาตลาดส่งออกใหม่ๆ นอกจากจีน เช่น อินเดีย หรือยุโรป ที่เริ่มนิยมมะพร้าวน้ำหอมไทย สนับสนุนการขึ้นทะเบียนสวนให้ถูกต้อง จะช่วยได้เยอะเลยครับ

สุดท้าย หวังว่านโยบายนี้จะช่วยพยุงราคาได้จริง และเกษตรกรไทยจะยิ้มได้อีกครั้ง รอติดตามความคืบหน้าครับ!

ที่มา – ฟัน 15 บริษัท ใช้คนไทยเป็นนอมินี “มะพร้าวน้ำหอม” กดราคารับซื้อ ทำราคาตลาดร่วง

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกระแสข่าวลือที่ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ส่งสัญญาณเชิญชวนให้เข้าร่วมรัฐบาลใหม่นี้

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

วันที่ 6 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เดินทางเข้ารายงานตัวในฐานะ ส.ส. และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเรื่องนี้ โดยยอมรับตรงๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยได้ประสานงานผ่านเลขาธิการพรรคมาจริง แต่พรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคขนาดเล็ก จะไม่ตัดสินใจเด็ดขาดโดยตัวบุคคล ต้องรอให้มีมติพรรคอย่างเป็นทางการก่อน เบื้องต้น พรรคเห็นว่าการเข้าร่วมรัฐบาลไม่ได้ขัดหลักการใดๆ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนหากได้รับคำเชิญอย่างชัดเจน

ไม่มีปมแค้นเก่าเรื่อง “เขากระโดง”

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ ความขัดแย้งในอดีต โดยเฉพาะกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี เคยตรวจสอบคดีฮั้วประมูล สว. และที่ดินเขากระโดงที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทวีชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีปัญหาส่วนตัวใดๆ ทุกอย่างเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในขณะนั้นเท่านั้น สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124 ที่ไม่มีใครครอบงำได้ ที่ผ่านมาเคยร่วมงานกันมาก็มีความสนิทสนมเป็นธรรมดา แต่หากมีเรื่องทุจริตหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พรรคประชาชาติยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาลในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

พ.ต.อ.ทวียังให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยระบุว่า “บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาล” เพราะใช้เสียง ส.ส. เพียง 1 ใน 10 ก็สามารถยื่นตรวจสอบจริยธรรม จนนำไปสู่การถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียอีก จุดยืนหลักของพรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาล พรรคขนาดเล็กอย่างประชาชาติกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ การที่ “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและยึดหลักประชาธิปไตยของพรรค หากมติพรรคออกมาเป็นบวก อาจส่งผลให้สมการรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปทันที

นอกจากนี้ พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคอีสานและภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มที่รังเกียจการทุจริต การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนนโยบายหลักของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

  • รอ มติพรรคอย่างเป็นทางการก่อนตัดสินใจ
  • ยืนยันไม่มีแค้นส่วนตัวกับพรรคภูมิใจไทย
  • บทบาทฝ่ายค้านมีพลังตรวจสอบสูงในรัฐธรรมนูญใหม่
  • ยึดมั่นต่อต้านคอร์รัปชันเป็นหลัก

สำหรับพรรคภูมิใจไทยที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ก็กำลังเร่งหาพันธมิตรเพื่อขยายฐานเสียงในรัฐบาล การต่อสายจีบพรรคเล็กๆ อย่างนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของ “ทวี” จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง

ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการประชุมพรรคประชาชาติในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์ที่เปลี่ยนเกมการเมืองทั้งประเทศได้ ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวแบบนี้ช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบพรรคการเมืองไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคประชาชาติ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการและคนที่สนใจเรื่องเศรษฐกิจไทย วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ เลย นั่นคือ อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งปรี๊ด ส่งผลกระทบตรงๆ ต่อต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ของเรา กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ไม่รอช้า รีบออกมาตรการเร่งด่วน 4 ด้าน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการอย่างเราปรับตัวได้ทัน

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง สถานการณ์เป็นยังไง?

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่ากำลังจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซเมื่อ 28 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญถึง 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งจาก 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ข้อมูล 6 มี.ค. 2569) อาจแตะ 150 ดอลลาร์ ถ้าสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนเชื้อเพลิงในโรงงานพุ่ง แถมค่าระวางเรือและประกันสินค้าขึ้น 50-140% เลยทีเดียว

กระทรวงฯ วิเคราะห์แล้ว พบว่าอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงจะโดนหนักสุด เช่น

  • การผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีต
  • การผลิตแก้ว/กระจกแผ่น
  • การผลิตกระเบื้องและเซรามิก
  • การผลิตก๊าซและปิโตรเลียม
  • การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้า
  • การผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ
  • ปิโตรเคมี (เรื่องวัตถุดิบ)

ส่วนอุตสาหกรรมอย่างอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ยังรับมือได้ในระยะสั้น แต่ต้องเฝ้าระวังถ้าสถานการณ์ยาว แต่ก็มีอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์นะครับ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม รถ EV/Hybrid ป้องกันประเทศ ยางพารา และบรรจุภัณฑ์กระดาษ

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยยังไง?

จากเสียงสะท้อนผู้ประกอบการ อก. รวบรวมปัญหา 2 กลุ่มใหญ่ คือ การบริหารความเสี่ยงวัตถุดิบ/โลจิสติกส์ และการปรับตัวธุรกิจ จากนั้นอัด 4 มาตรการเร่งด่วน ดังนี้

  • ปรับกระบวนการผลิต: ส่งเสริมลงทุนเทคโนโลยีทันสมัย ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม สำรองวัตถุดิบ ปรับแผนผลิต
  • ลดต้นทุน: สนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป พลังงานชีวมวล SAF จากกากน้ำตาล/น้ำมันปาล์ม ช่วยเกษตรกรด้วย
  • แหล่งเงินทุน: สินเชื่อ SME จากกองทุนพัฒนา SMEs, SME Green Productivity จาก SME D Bank, Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำ
  • สิทธิประโยชน์: ภาษีลดหย่อนสำหรับธุรกิจยั่งยืน ลดใช้พลังงาน
ภาพประกอบ อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะกลาง-ยาว ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ลดพึ่งพานำเข้า ส่งเสริม Local Content และ Made in Thailand ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ

“เราไม่ได้มองแค่ระยะสั้น แต่เตรียมระบบทั้งหมด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยยืดหยุ่น รักษาความแข่งขันท่ามกลางความผันผวนโลก” รัฐมนตรีฯ กล่าว

สรุปนะครับ อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลใส่ใจภาคเอกชน ถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงงาน ลองเช็คดูว่าธุรกิจตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงไหม แล้วรีบใช้มาตรการเหล่านี้ปรับตัว เช่น ติดโซลาร์ ลดพึ่งนำเข้า หรือหาตลาดใหม่ จะช่วยให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน แนะนำติดตามข่าวอัพเดทจากกระทรวงฯ และปรึกษาที่ปรึกษาธุรกิจเพื่อวางแผนล่วงหน้า ธุรกิจไทยต้องสู้ต่อไปครับ!

ที่มา – อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการ

สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ พิพัฒน์ตั้ง War Room

ในสถานการณ์ที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมที่ออกมาตรการ สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ ตามคำสั่งของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อปกป้องประชาชนจากภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูง

วิกฤติตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนอย่างหนัก ซึ่งอาจกระทบต้นทุนเชื้อเพลิงในไทย แม้รัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ แต่ผู้ประกอบการขนส่งบางรายอาจฉวยโอกาสขึ้นค่าโดยสาร กระทรวงคมนาคมจึงเร่งตั้ง War Room หรือศูนย์ติดตามสถานการณ์ เพื่อจับตาการเคลื่อนไหวทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ ครอบคลุมทุกภาคส่วน

มาตรการ สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุระบ ม นี้ครอบคลุมการขนส่งทั้ง 4 ระบบหลัก ได้แก่ ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง โดยห้ามผู้ประกอบการปรับขึ้นเกินกรอบกฎหมายกำหนด พร้อมขอความร่วมมือตรึงราคาในช่วงวิกฤติ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสบายใจ

นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงาน รายงานต่อศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนภัยด้านการคมนาคม (ศผส.คค.) เพื่อเตรียมสำรองเชื้อเพลิงและช่วยเหลือผู้ประกอบการ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระประชาชน แต่ยังรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กวดขันรถโดยสาร

สำหรับการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบกจะตรวจสอบรถโดยสารประจำทาง รถสาธารณะ รถรับจ้างทุกประเภท ให้เรียกเก็บค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนด หากพบการละเมิดจะลงโทษทันที สิ่งนี้ช่วยให้ประชาชนที่พึ่งพารถเมล์หรือแท็กซี่ไม่ต้องกังวลกับค่าโดยสารที่พุ่งปรี๊ด

กรมเจ้าท่า (จท.) ดูแลเรือโดยสารและสินค้า

ทางน้ำ กรมเจ้าท่าจะกำกับผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือสินค้า ไม่ให้คิดค่าบริการเกินกำหนด พร้อมติดตามค่าระวางสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในภาคใต้และเกาะต่างๆ

การบินพลเรือนและทางราง ป้องกันความเสี่ยง

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะกำกับสายการบินให้ยึดกฎหมายค่าโดยสารและสินค้า พิจารณาตรึงราคาในช่วงผันผวน ส่วนกรมการขนส่งทางรางจะประเมินความเสี่ยงรถจักรไอน้ำมันดีเซล เตรียมแผนบริหารล่วงหน้า เพื่อให้รถไฟยังวิ่งได้ปกติ

  • ตรวจสอบและกวดขันรถโดยสารประจำทาง รถสาธารณะ รถรับจ้างทุกประเภท
  • ติดตามผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือขนส่งสินค้า
  • กำกับสายการบินเรื่องค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้า
  • ประเมินความเสี่ยงต้นทุนพลังงานทางราง

นายพิพัฒน์ ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก จะไม่ยอมให้เกิดการขึ้นค่าโดยสารเกินกฎหมาย และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะให้บริการอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม

War Room การคมนาคม

มาตรการนี้ถือเป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและเด็ดขาด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบรรเทาความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันโลก หากสถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนจะได้ประโยชน์เต็มๆ ในระยะยาว ควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม เพื่อความยั่งยืนของระบบขนส่งไทย

ความเห็นส่วนตัว: การตั้ง War Room เป็นไอเดียดีเยี่ยม ช่วยให้รัฐบาลตอบสนองได้ทันท่วงที ลดโอกาสถูกเอาเปรียบจากวิกฤติ หากคุณเดินทางบ่อย อย่าลืมแจ้งเบาะแสหากเจอค่าโดยสารแพงผิดกฎหมายนะครับ

เรียกดูข่าวเพิ่มเติม: คลิกติดตาม นโยบายรัฐ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ “พิพัฒน์” สั่งตั้ง War Room จับตาวิกฤติตะวันออกกลาง