วัน: 20 มีนาคม 2026

โรเซเนียร์ทำให้ปัญหาโกลแย่ลงหรือไม่

มีการตรวจสอบลิอัม โรเซเนียร์ กุนซือเชลซีมากขึ้น โดยเฉพาะการตัดสินใจไม่ตั้งผู้รักษาประตูตัวจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในเสียงวิจารณ์หลักที่เขาต้องเผชิญ

ก่อนที่อังกฤษคนนี้จะเข้ามารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โรเบิร์ต ซานเชซ เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งที่ไม่มีใครโต้แย้งของเอ็นโซ่ มาเรสก้า ตลอดเกือบ 18 เดือน

อย่างไรก็ตาม ซานเชซถูกโรเตชั่นกับฟิลิป ยอร์เกนเซ่น ผู้ช่วยตั้งแต่แสดงฟอร์มย่ำแย่ในเกมแพ้อาร์เซนอล 2-1

ยอร์เกนเซ่น ชาวเดนมาร์กวัย 23 ปีที่เลื่อนชั้น ทำผลงานมั่นคงในชัยชนะที่แอสตัน วิลล่า แต่การจ่ายบอลพลาดในนัดที่สองนำไปสู่ประตูที่ 3 ของปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทำให้ความหวังยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกของเชลซีล่มสลายในความพ่ายแพ้ 5-2 ที่ปาร์ค เดอ แปรงซ์

หลังจากนั้น ยอร์เกนเซ่นมีปัญหาบริเวณขาหนีบ ทำให้ซานเชซกลับมา และนำไปสู่การเปลี่ยนผู้รักษาประตู 5 ครั้งใน 6 นัด

โรเซเนียร์ทำให้ปัญหาโกลแย่ลงหรือไม่ สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามซ้ำๆ ว่าการโรเตชั่นผู้รักษาประตูช่วยได้จริงหรือ ขณะที่ปัญหาอื่นๆ ก็冒頭ขึ้นภายใต้โรเซเนียร์ เช่น การเลือกมามาดู ซาร์ร์ ที่เล่นผิดตำแหน่งแบ็คขวา และข้อผิดพลาดต้นๆ ในเกมแพ้ปารีส 3-0 นัดสอง

นอกจากนี้ การจัดการฮัดเดิ้ลก่อนเตะนำโดยกัปตันในเกมแพ้นิวคาสเซิ่ล 1-0 ยังถูกเยาะเย้ยและสร้างความหงุดหงิดให้เจ้าหน้าที่ ขณะที่ทีมดูเปิดรับมากขึ้นใน 3 นัดแพ้ติด

ใครควรเป็นเบอร์ 1

ซานเชซอาจโต้แย้งว่าโชคร้ายที่เสียตำแหน่ง หลังฟอร์มดีท้ายฤดูกาลที่แล้ว ช่วยให้เชลซีคว้าชัยแชมเปียนส์ลีกและคลับเวิลด์คัพ

เชลซีเคยถูกเสนอมิเกล ไมญอง จากเอซี มิลานในซัมเมอร์ แต่ราคาแพงเกินไป สัญญาเหลือปีเดียว และไม่น่าดีกว่าซานเชซที่ฟอร์มมั่นคง

การตัดสินใจนั้นดูสมเหตุสมผลส่วนใหญ่ฤดูกาลนี้ ซานเชซเล่นดีภายใต้มาเรสก้า

แต่การมาของโรเซเนียร์ตรงกับฟอร์มแย่สุดของซานเชซ ในแพ้อาร์เซนอล 3-2 นัดแรกคาราบาวคัพ โดยไม่ตัดบอลจากมุมและโอเพ่นเพลย์ได้สองประตูแรก

มีคำถามว่าระบบสร้างเกมจากหลังของโรเซเนียร์ (เคยวางไมค์ เพนเดอร์สสูงที่สเตรสบูร์ก) ทำให้ซานเชซสั่นคลอนหรือไม่ โรเซเนียร์ยันว่าไม่เกี่ยวกับ

แม้ยังไม่极端ที่เชลซี แต่โรเซเนียร์ส่งเสริมจ่ายสั้นจากหลังในบางนัด ซึ่งเหมาะกับยอร์เกนเซ่นมากกว่าซานเชซ

ในอาชีพเชลซี ยอร์เกนเซ่นแม่นยำ 85.3% ซานเชซ 70.6% ทุกการแข่งขัน ซานเชซชอบจ่ายไกลสองเท่า แต่ยอร์เกนเซ่นแม่นกว่าเมื่อจ่ายไกล

ซานเชซเหนือกว่าเซฟลูกยิง ป้องกัน 7.5 xG ขณะยอร์เกนเซ่น -0.4

ตั้งแต่โรเซเนียร์มา ฟอร์มเซฟยอร์เกนเซ่นตก แต่เล่นแค่นิดเดียว การโรเต้ช่วยอธิบายได้

โรเซเนียร์บอกว่าเลือกตามนัด และต้องการแข่งขันทุกตำแหน่ง แม้โกลผิดพลาดทีเดียวก็จบ

แต่ทั้งคู่ผิดพลาดเยอะ โดยเฉพาะซานเชซ 18 ครั้งนำไปสู่ยิง 8 ครั้งนำประตูใน 101 นัด ทำให้สงสัยว่าดีพอสำหรับเชลซีหรือ

ยอร์เกนเซ่นกลับเมื่อไหร่

โรเซเนียร์ทำให้ปัญหาโกลแย่ลงหรือไม่: มุมมองลึก

ยอร์เกนเซ่นคาดพลาดนัดเสาร์ที่เอฟเวอร์ตัน หลังผ่าขาหนีบเล็กน้อยที่มิวนิคหลังพลาดกับปารีส

กลับหลังพักทีมชาติ

ยอร์เกนเซ่นเคยคิดยืมตัวเวสต์แฮมหรือเบซิคตัสในมกราคมเพื่อลงนามสม่ำเสมอ และหวังติดทีมเดนมาร์กเพลย์ออฟเวิลด์คัพ

แต่ยังมองบวกกับโรเซเนียร์ที่เชลซี

ปัญหาโกลของเชลซีภายใต้โรเซเนียร์กลายเป็นจุดอ่อนใหญ่ การโรเตชั่นระหว่างซานเชซและยอร์เกนเซ่นนำไปสู่ความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังแพ้ติด ทีมเสียประตูง่ายจากความผิดพลาด

ฤดูกาลนี้เชลซีเปลี่ยนสไตล์เล็กน้อย ส่งเสริมบอลสั้น แต่ซานเชซที่ถนัดบอลยาวดูไม่เข้ากับระบบใหม่ ขณะยอร์เกนเซ่นแม้แม่นบอลแต่เซฟไม่ดีพอ

นักวิจารณ์มองว่ารอเซเนียร์ควรเลือกตัวจริงชัดเจนเพื่อสร้างจังหวะ ไม่ใช่สลับไปมาเพราะกลัวผิดพลาด

สถิติชี้ซานเชซเซฟดีกว่า แต่ยอร์เกนเซ่นเหมาะระบบ สุดท้ายต้องดูว่าโรเซเนียร์ปรับยังไงเพื่อแก้ปัญหานี้

  • เชลซีอาจย้ายฮัดเดิ้ลก่อนแข่งที่ขัดใจ
  • ซานเชซผิดหวังแต่โรเซเนียร์ต้องการแข่งขัน

คุณคิดว่าโรเซเนียร์ทำให้ปัญหาโกลแย่ลงหรือไม่? ซานเชซหรือยอร์เกนเซ่นควรเป็นตัวจริง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัพเดทเชลซี!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวร้ายจากต่างประเทศที่กำลังเป็นกระแสฮือฮา นั่นคือ ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย ซึ่งเกิดขึ้นในเกาหลีใต้ สร้างความตกใจให้กับทั้งชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ไฟไหม้ธรรมดา แต่เป็นเพลิงไหม้รุนแรงที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และยังต้องระดมกำลังดับเพลิงระดับชาติมาช่วยเหลือ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

เหตุการณ์ ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 13:17 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 20 มีนาคม ที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในเขตมุนพยองดง เขตแดด็อก เมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ ทันทีที่เพลิงลุกโหม กลุ่มควันดำทะมึนก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที รายงานล่าสุด ณ เวลา 14:30 น. ยืนยันแล้วว่ามีผู้บาดเจ็บถึง 50 ราย โดยแบ่งเป็นบาดเจ็บสาหัส 35 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 15 ราย หน่วยกู้ภัยยังกังวลว่าอาจมีผู้สูญหายหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม เพราะมีพนักงานบางส่วนติดค้างอยู่ภายในอาคารที่ถูกเพลิงเฝ้ารอ

การตอบสนองฉุกเฉินหลังไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน

ทันทีที่เกิดเหตุ หน่วยดับเพลิงประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 ในเวลา 13:31 น. และไม่นานสำนักงานดับเพลิงแห่งชาติก็ออก “คำสั่งระดมพลดับเพลิงระดับชาติ” เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตเพิ่ม มีการระดมเจ้าหน้าที่กว่า 115 นาย รถดับเพลิงและอุปกรณ์ 46 ชุด จากจังหวัดใกล้เคียงอย่างชุงนัม ชุงบุก และเซจอง ส่งหน่วยกู้ภัย 119 และรถฉีดน้ำมาสนับสนุน ที่เจ๋งสุดคือการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง “หุ่นยนต์ดับเพลิงไร้คนขับ” 2 ตัว และระบบฉีดน้ำแรงดันสูงเคลื่อนที่ เพื่อเข้าถึงจุดที่มนุษย์เข้าไปยาก ลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ครับ

นายคิม มินซอก นายกรัฐมนตรีของเกาหลีใต้ พร้อมด้วยนายยุน โฮจุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัย รีบออกคำสั่งด่วน สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและเทศบาลเมืองแทจอน ระดมทุกทรัพยากรช่วยเหลือผู้ประสบภัย เร่งดับไฟให้เร็วที่สุด พร้อมกำชับดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำ และสั่งอพยพชาวบ้านพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงควบคุมจราจรโดยรอบ

บทเรียนจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้

เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของระบบความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่มักมีวัสดุไวไฟจำนวนมาก ในอดีตเกาหลีใต้เคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันหลายครั้ง ทำให้รัฐบาลเข้มงวดเรื่องกฎหมายป้องกันอัคคีภัยมากขึ้น แต่ครั้งนี้ก็ยังเกิดขึ้นได้ เราในฐานะคนไทยที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังโต ก็ควรนำไปปรับใช้ เช่น การติดตั้งสปริงเกอร์อัตโนมัติ ฝึกอบรมพนักงานเรื่องอพยพภัย และใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยเหลือ

  • ระดมกำลังดับเพลิงระดับชาติทันที
  • ใช้หุ่นยนต์ดับเพลิงลดความเสี่ยง
  • อพยพประชาชนและควบคุมจราจร
  • นายกฯ สั่งการช่วยเหลือเต็มที่

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งระงับเพลิงและค้นหาผู้สูญหาย ขณะที่เตรียมสอบสวนสาเหตุและประเมินความเสียหายทั้งหมดหลังเพลิงสงบ หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็วและไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มครับ

จากมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมไหนก็ตาม ท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าประเทศเราควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมบ้าง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญนะครับ!

ที่มา – ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

หลีกเลี่ยง Free Hit กัปตัน Fernandes

หลีกเลี่ยง Free Hit กัปตัน Fernandes

ด้วยการดวลเดือดระหว่าง Arsenal และ Manchester City ในนัดชิง Carabao Cup สุดสัปดาห์นี้ ผู้จัดการ FPL กำลังปวดหัวกับทางเลือกหลายอย่าง

ทั้งสองทีมรวมถึงสโมสรอีก 4 แห่งไม่มีแมตช์พรีเมียร์ลีกในเกมวีคว่าง ทำให้ต้องตัดสินใจเรื่องยากๆ เช่น จัดการ Erling Haaland อย่างไร ควรใช้ชิพ Free Hit ที่ให้เทรนส์ฟรีไม่จำกัดในสัปดาห์เดียวหรือไม่ และเติมผู้เล่นแทนช่องว่างจากคนที่ไม่ได้ลงสนาม

Bruno Fernandes ที่กวาด 31 แต้มใน 3 สัปดาห์หลัง จะเป็นตัวเลือกกัปตันที่ดีที่สุดแทนนักเตะนอร์เวย์ที่ถูกเลือกกัปตันมากที่สุดในเกมหรือ?

ผู้เชี่ยวชาญ FPL อย่าง Holly Shand และทีมจาก FPL Podcast ให้ความเห็นแบบเจาะลึก

ปัญหา Haaland และ ‘ให้ปลอกแขนกัปตัน Bruno’

Haaland ได้รับประกัน 0 แต้มสุดสัปดาห์นี้ การขายเขาออกไปทะลุ 230,000 คนแล้ว ก่อนเดดไลน์วันศุกร์ 18:30 GMT ทำให้เป็นผู้เล่นที่ถูกเทขายมากสุดในสัปดาห์นี้ แต่มีเหตุผลรองรับชัดเจน

ฟอร์ม Haaland ล่าสุดมีปัญหาเรื่องความฟิต และยิงได้แค่ 3 ประตูจาก 11 นัดพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ต้นปี แถม Man City กลับมาลุยลีกด้วยนัดยากเยือน Chelsea ในเกมวีค 32 และรับ Arsenal จ่าฝูงสัปดาห์ถัดไป

อย่างไรก็ตาม City อาจมีดับเบิ้ลเกมวีคในสัปดาห์ 33 การขาย Haaland เสี่ยงมากเพราะเขาคือเครื่องยิงประตูตัวฉกาจ และนำเข้ากลับมาจะแพงกว่าเดิม

Holly Shand: “ผมไม่ขาย Haaland เพราะจะต้องซื้อคืนทันทีหลังพักทีมชาติในราคาที่แพงกว่า เทรนส์ฟรีมีค่ามากในช่วงโค้งสุดท้าย การขายช่วยให้ยืดหยุ่นซื้อ Hugo Ekitike, Mohamed Salah หรือ Cole Palmer ได้”

“แต่ หลีกเลี่ยง Free Hit กัปตัน Fernandes คือทางเลือกเด็ด Bruno ผลิตผลงานเกี่ยวข้องกับประตูใน 8 จาก 10 นัดพรีเมียร์ลีกภายใต้ Michael Carrick มี 5 นัดแต้มทะลุ 10 แต้ม ครองอันดับ key passes 98 ลูก และกำลังลุ้นทำลายสถิติแอสซิสต์ฤดูกาลเดียวสูงสุดพรีเมียร์ลีก”

Alistair Bruce-Ball: “Bruno คือตัวโปรดของผม แค่ให้ปลอกแขนกัปตัน เขาลงเต็มนาทีและมีส่วนร่วมเสมอ”

Statman Dave: “ไล่ Haaland ออกจากทีมซะ เขาฟอร์มตก สถิติ open play แย่ Antoine Semenyo คือสินทรัพย์ City ที่ดีที่สุด”

“Fernandes คือตัวเลือกกัปตันอันดับหนึ่ง เขาเกือบแอสซิสต์ 4 ลูกในนัดล่าสุดกับ Aston Villa กำลังเล่นฟุตบอลดีที่สุด ดีที่สุดสำหรับผม”

หลีกเลี่ยง Free Hit กัปตัน Fernandes

หลีกเลี่ยง Free Hit และมูลค่า Thiaw

Holly Shand: “ผม หลีกเลี่ยง Free Hit สัปดาห์นี้ เพราะ 5 ใน 10 ผู้เล่นทำแต้มสูงสุดไม่มีแมตช์ ลดโอกาส upside สูง คงมี blank และ double สัปดาห์ยากกว่านี้ในเกมวีค 33-34 จาก FA Cup รอบรอง”

“คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ เป้าหมายคือจัด 11 ตัวจริงเต็ม แต่ไม่ยอมเสียแต้มเพื่อให้ได้ ผู้เล่น 9-10 คนก็พอ ถ้ามีตัวรุกหลักครบ เช่น Harry Wilson จาก Fulham กลับจากเจ็บทันรับ Burnley ที่บ้าน 17 goal involvements ฤดูกาลนี้ Joao Pedro จาก Chelsea ทำแต้มสูงสุดนับตั้งแต่ Liam Rosenior เข้ามา 14 returns ใน 10 นัดหลัง Anthony Gordon ถูกเทรนส์ฟรีเข้ามามากสุดหลังยิง 2 นัดติด”

Statman Dave: “ถ้าวางแผนไว้แล้ว Free Hit สัปดาห์นี้ก็โอเค หรือ 10 คนก็พอ แต่ถ้าเหลือ 9 ควรยอม -4 Malick Thiaw คือ differential ดีๆ แนวรับ Newcastle โฮลด์ 8.9% เฟซเซอร์รันต่อไป Sunderland, Crystal Palace, Bournemouth, Arsenal (เบนช์ได้), Brighton, Nottingham Forest”

“สำคัญคือ Thiaw ยิงมากสุดและทำประตู 4 ลูกในแนวรับ Clearance, block, interception สูงสุด”

FPL คือเกมที่ต้องวางแผนล่วงหน้า การ หลีกเลี่ยง Free Hit กัปตัน Fernandes ช่วยรักษาชิพสำคัญไว้ใช้ช่วง double gameweek ที่แท้จริง ผู้จัดการที่ฉลาดจะโฟกัสคุณภาพมากกว่าปริมาณ ศึกษาสถิติ underlying และฟอร์มล่าสุดเพื่อ captaincy ที่แม่นยำ

สำหรับมือใหม่ FPL Free Hit คือชิพทองคำใช้แก้ blank ได้ แต่เซฟไว้ดีกว่าในช่วงปลายฤดูกาลที่ fixture ซับซ้อนจากถ้วยต่างๆ Bruno Fernandes กำลังร้อนแรงด้วย creativity สูง เหมาะเป็นกัปตันในสัปดาห์ที่ Man Utd มีแมตช์ดี

สรุป หลีกเลี่ยง Free Hit กัปตัน Fernandes คือกลยุทธ์ชาญฉลาด ลองนำไปปรับใช้ในทีมของคุณเพื่อไต่แรงกิง ลุ้นรางวัลใหญ่! ติดตามเคล็ดลับ FPL เพิ่มเติมในบล็อกของเรา

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส หลังจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้การขนส่งก๊าซหยุดชะงัก ส่งผลกระทบหนักต่อชีวิตประจำวันของประชาชนนับล้านคนในอินเดีย ที่ต้องหันกลับไปใช้วิธีทำอาหารแบบดั้งเดิมเพื่อความอยู่รอด

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส

สถานการณ์วิกฤตพลังงานกำลังลุกลามจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล โดยเฉพาะการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซถึง 1 ใน 5 ของโลก อินเดียที่พึ่งพาก๊าซ LNG และ LPG จากแหล่งนี้เป็นหลัก จึงเผชิญภาวะขาดแคลนรุนแรง ชาวบ้านในหลายพื้นที่เริ่มแห่กันไปซื้อฟืน ขี้วัวอัดแท่ง และชีวมวลอื่นๆ มาใช้แทนแก๊สหุงต้ม ทำให้ยอดขายพุ่งสูง บางครัวเรือนถึงขั้นกักตุนกระบอกแก๊สไว้หลายใบ ท่ามกลางความกังวลว่าราคาจะแพงขึ้นและสินค้าจะขาดตลาด

รัฐบาลอินเดียเร่งรับมือวิกฤตพลังงาน

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รัฐบาลอินเดียออกมาตรการฉุกเฉินทันที โดยอนุมัติแจกจ่ายน้ำมันก๊าดเพิ่มอีก 48,000 กิโลลิตรให้ครัวเรือนรายได้น้อย นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้ร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจขนาดเล็กหันไปใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ถ่าน ฟืน ชีวมวล และน้ำมันก๊าดชั่วคราว แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อินเดียจะผลักดันให้ประชาชน改用 LPG แทนเชื้อเพลิงดั้งเดิมเพื่อลดมลพิษ แต่ด้วยการนำเข้า LPG ถึง 60% ของความต้องการทั้งหมด ทำให้ประเทศยังคงเปราะบางต่อความผันผวนของตลาดโลก

  • แจกน้ำมันก๊าดเพิ่ม 48,000 กิโลลิตรสำหรับผู้มีรายได้น้อย
  • อนุญาตใช้ถ่าน ฟืน และชีวมวลในร้านอาหารและโรงแรม
  • ส่งเสริมการกักตุนและกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

นักวิชาการเตือนผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเตือนว่า วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส อาจนำไปสู่การถอยหลังเข้าคลอง โดยประชาชนหันกลับไปเผาเชื้อเพลิงสกปรกอย่างถ่านหิน น้ำมันก๊าด ฟืน และมูลสัตว์ ซึ่งปล่อยมลพิษสูง ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และฝุ่น PM2.5 จะพุ่งขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และมะเร็งปอด โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองที่ไม่มีทางเลือกมากนัก

นอกจากนี้ การหันไปใช้ไฟฟ้าแทน ก็อาจไม่ช่วยได้มาก เพราะระบบผลิตไฟฟ้าของอินเดียยังพึ่งพาถ่านหินถึง 79% ทำให้มลพิษทางอากาศยิ่งรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าพื้นที่ชนบทอาจปรับตัวได้ดีกว่าเมืองใหญ่ เนื่องจากคุ้นเคยกับเชื้อเพลิงชีวภาพอยู่แล้ว

ทางออกยั่งยืนในอนาคต

แม้จะมีเทคโนโลยีทางเลือกอย่างเตาแก๊สชีวภาพที่ผลิตจากมูลสัตว์ หรือเตาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แต่การขยายผลยังต้องใช้เวลาและการลงทุนมหาศาล นักวิเคราะห์มองว่าอินเดียกำลังเผชิญทางเลือกยากลำบาก ระหว่างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน กับเป้าหมายลดคาร์บอนตามข้อตกลงปารีส หากวิกฤตยืดเยื้อ อาจกระทบเศรษฐกิจทั้งประเทศ

สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมถึงไทย คิดทบทวนนโยบายพลังงานให้หลากหลายมากขึ้น ลดการพึ่งพานำเข้าจากตะวันออกกลาง คุณคิดว่าอินเดียจะรับมืออย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าววิกฤตพลังงานโลกเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” นายกฯ สมัย 2

วันนี้เรามีข่าวสำคัญทางการเมืองไทยที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ซึ่งเพิ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจสมบูรณ์แบบแล้ว

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.40 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158

เนื้อหาสำคัญในพระบรมราชโองการระบุว่า ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้นจึงทรงแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และเป็นสมัยที่ 2 ของท่าน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เนื้อหาเต็มพระบรมราชโองการ

พระบรมราชโองการมีถ้อยคำเคร่งขรึมตามประเพณีราชการไทย โดยสรุปดังนี้:

  • ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ
  • สภาเห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง
  • อาศัยมาตรา 158 รัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 19 มี.ค. 2569

ประวัติและบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่ท่านเคยรับผิดชอบ ทำให้เป็นที่รู้จักในนโยบายแคนาบิสการแพทย์และสุขภาพประชาชน

การได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ครั้งนี้ มาจากการเจรจาร่วมรัฐบาลที่เข้มแข็งของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีที่นั่งในสภาไม่น้อย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากสมาชิกสภา

ความสำคัญของมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เหตุการณ์นี้ปิดฉากการเมืองที่ตึงเครียดหลังการเลือกตั้ง โดยนำพาประเทศเข้าสู่เสถียรภาพใหม่ คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะโฟกัสที่เศรษฐกิจฟื้นตัว สุขภาพ และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจท้องถิ่น และการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ประชาชนจำนวนมากแสดงความยินดีและคาดหวังว่านโยบายประชาชนใจถึงใจจะเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและพัฒนาสาธารณสุขให้เท่าเทียม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เน้นความสมดุลระหว่างประเพณีและความก้าวหน้า คุณคิดอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

แผนปฏิรูประบบอะคาเดมี่ช่วยนักเตะเยาวชน

แผนปฏิรูประบบอะคาเดมี่ช่วยนักเตะเยาวชน

หนึ่งในช่วงเวลาที่ผมชื่นชอบที่สุดในฤดูกาลนี้เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ดู อาร์เซนอล ของแม็กซ์ ดาวแมน บุกทะลวงจากกรอบเขตโทษตัวเองไปทำประตูปิดท้ายชัยชนะเหนือ เอฟเวอร์ตัน ในพรีเมียร์ลีก

นักเตะเยาวชนที่เติบโตจากอะคาเดมี่ของสโมสรมักได้รับการชื่นชมจากแฟนบอลเสมอ และจากที่ผมเห็นในตัวเด็กอายุ 16 ปีคนนี้ แฟนอาร์เซนอลน่าจะได้เพลิดเพลินกับช่วงเวลาพิเศษจากเขาอีกมากในอนาคต

แต่สำหรับทุกแม็กซ์ ดาวแมนที่โผล่พ้นจากระบบอะคาเดมี่และคว้าฝันการเป็นนักเตะอาชีพได้ มีเด็กชายและเด็กหญิงอีกนับพันที่ไม่ผ่านด่านต่างๆ และต้องเผชิญกับการปฏิเสธที่ทำลายใจในวัยเยาว์

ผมกังวลใจกับนักเตะเหล่านี้ที่หลุดออกจากฟุตบอลอะคาเดมี่ เพราะระบบปัจจุบันไม่ให้ข้อมูลโอกาสที่แท้จริงแก่พวกเขาเพียงพอ และไม่ดูแลพวกเขาเมื่อถูกทิ้ง

ระบบนี้ต้องการการปฏิรูป และเมื่อผมเกษียณจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในปี 2020 ผมได้รวบรวมรายงานส่วนตัวเกี่ยวกับระบบอะคาเดมี่ รวมถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุง จากนั้นใช้เวลาเกือบปีถ่ายทำสารคดีชุดสำหรับสกายสปอร์ตชื่อ ‘Chasing the Dream’

สารคดีชุดนี้สำรวจเส้นทางสู่เกมชาย โดยการวิจัยของเราพบว่า 91% ของนักเตะเยาวชนในอะคาเดมี่ไม่เคยลงเล่นอาชีพเลย

ระหว่างถ่ายทำ ผมเดินทางทั่วประเทศ พูดคุยกับคนทุกระดับในฟุตบอลพีระมิดเกี่ยวกับประสบการณ์ในระบบอะคาเดมี่ – ทั้งดีและร้าย

ในหลายช่วงเวลาที่เห็นทั้งความสำเร็จและล้มเหลว ผมพบเรื่องน่าเศร้าของเจเรมี วิสเทน เด็กหนุ่มที่ถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปล่อยตัวและฆ่าตัวตายในปี 2020 ตอนอายุ 18 ปี

เขาไม่ใช่คนเดียวที่รับมือกับสถานการณ์ยากลำบากไม่ได้ แม่ของเขากล้าเปิดใจพูดถึงเส้นทางของลูกชายในรายการ

เรายังพบเด็กหนุ่มที่ติดกับดักค้าของเถื่อนหรือมีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรง ซึ่งเกิดจากการถูกปฏิเสธและความว่างเปล่าที่ไม่มีงานอื่นรออยู่

สิ่งอำนวยความสะดวกในอะคาเดมี่ที่ผมเยี่ยมชมนั้นยอดเยี่ยม แต่ผมยังรู้สึกว่าความสมดุลกับการศึกษายังไม่ดีพอ เรามีหน้าที่ไม่เพียงผลิตนักเตะชั้นนำ แต่ยังผลิตคนดีด้วย โดยเฉพาะคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ

นั่นหมายถึงการดูแลพวกเขาดีกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อบอกว่าพวกเขาไม่ดีพอ ซึ่งเกิดขึ้นกับเด็กส่วนใหญ่

การลงทุนมหาศาล – ผลตอบแทนยิ่งใหญ่

มุมมองของผมต่ออะคาเดมี่ไม่ใช่แค่อดีตผู้จัดการทีม หลานผมเองก็อยู่ในระบบนี้ด้วย

สำหรับนักฟุตบอลเยาวชนทุกคน ฝันเป็นโปรนั้นพิเศษ ในอังกฤษ ระบบอะคาเดมี่ถูกสร้างเพื่อให้โอกาสที่ดีที่สุด และในปี 2011 มี Elite Player Performance Plan (EPPP)

ปัจจุบัน มีเด็กชายกว่า 12,000 คนในระบบ ตั้งแต่พรีเมียร์ลีกลงมา โปรแกรมครอบคลุม การฝึกสามเย็นต่อสัปดาห์และแข่งขันสุดสัปดาห์

โปรแกรมเดียวกันกำลังใช้กับฟุตบอลหญิงที่เติบโตเร็วที่สุดในอังกฤษ

อะคาเดมี่มีเจ้าหน้าที่มากมาย สร้างงานให้โค้ช นักกายภาพบำบัด หมอ และธุรการ

สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ สนามในร่มและกลางแจ้งดีที่สุดในโลก การศึกษาก็มี BTEC ภาคบังคับ

การลงทุนมหาศาล แต่สโมสรชั้นนำได้ผลตอบแทนจากการยืมและขายนักเตะเยาวชน

แผนปฏิรูประบบอะคาเดมี่ช่วยนักเตะเยาวชนทำได้อย่างไร

EPPP อยู่มาเกือบ 15 ปีแล้ว ผลเป็นอย่างไร?

อะคาเดมี่มีโปรแกรมก่อนอะคาเดมี่ตั้งแต่อายุ 6 ปี ถ้าทำครบจะจบตอน 21 ปี ยาวนานกว่าการศึกษาของโรงเรียน

เด็กได้เสื้อผ้าสโมสร สวมตัวตนตั้งแต่อายุน้อย และต้องทุ่มเทเต็มที่

จากประสบการณ์ถ่ายสารคดี โรงเรียนมักกลายเป็นรอง อะคาเดมี่กลายเป็นจุดสนใจหลักของเด็กและครอบครัว

บางครอบครัวกดดันหนักเพราะฝันรวย แต่สถิติแสดงความไม่สมดุล ความสำเร็จน้อยกว่าล้มเหลวมาก

ต้องสมจริงกับโอกาส

ผมไม่อยากดับฝัน แต่ต้องสมจริง โค้ชต้องจัดการความคาดหวังของเด็กและผู้ปกครอง

ต้องให้ข้อมูลชัดเจนเพื่อเตรียมรับความผิดหวัง

ระบบผลิตพรสวรรค์ดีขึ้น สวัสดิภาพดีกว่า แต่ต้องเพิ่มความซื่อสัตย์

เน้นการศึกษามากขึ้น

เด็กหลายคนฟังโค้ชมากกว่าครู ผู้อำนวยการอะคาเดมี่ต้องสื่อสารให้โค้ชเข้าใจบทบาท

มาตรฐานความเคารพ วินัย การทำงานหนักต้องเท่าโรงเรียน

แผนของผมเน้นการศึกษาและเมนเทอริ่ง สำหรับเด็กและผู้ปกครอง และแผนหลังถูกปล่อยตอน 16

เด็กและผู้ปกครองมักล็อกเป้าชีวิตในฟุตบอล แต่สถิติไม่เป็นเช่นนั้น

โค้ชหลายคนบอกว่าเด็กเลิกเล่นฟุตบอลเลยหลังถูกปล่อย แผนนี้จะแก้ปัญหานั้น

แผนปฏิรูประบบอะคาเดมี่ช่วยนักเตะเยาวชนของผม

ผมเสนอตั้งอะคาเดมี่ 6 ภูมิภาคในอังกฤษและเวลส์ แต่ละแห่งมีผู้อำนวยการ คู่กับโรงเรียนและวิทยาลัยที่รับรอง

ก่อนสคอลาร์ชิพ ประเมินตอน 14 เพื่อเลือกเส้นทางการศึกษา

ตอน 16 ผู้เล่นสคอลาร์ชิพต้องทำโปรแกรมคู่การศึกษา

ผู้ถูกปล่อยเข้าสู่โปรแกรมเต็มเวลา มีโปรแกรมแข่งขันอิสระระหว่างโรงเรียน เพื่อรักษาความรักฟุตบอลและทางกลับสู่โปร

ต้องการเมนเทอร์มากขึ้น

ต้องการเสียงอิสระช่วยเด็กและผู้ปกครอง ไม่เชื่อมโยงสโมสร

League Football Education มีเมนเทอร์ แต่ต้องการมากกว่านี้ หนึ่งต่อกลุ่มอายุตั้งแต่ U14 จัดการโดยบริษัทอิสระ

อดีตโปรหรือกึ่งโปร ฝึกเรื่องความปลอดภัยเด็ก มีประสบการณ์ถูกปล่อย

ผมพูดกับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เปป กวาร์ดิโอลา คาร์โล อันเชล็อตติ พวกเขาย้ำความสำคัญของเมนเทอร์

ความซื่อสัตย์จะลดความเจ็บปวด ถ้าประเมินตรงไปตรงมาเหมือนวิชาการ เด็กจะเตรียมตัวดีกว่า

นั่นคือ แผนปฏิรูประบบอะคาเดมี่ช่วยนักเตะเยาวชน ของผม คุณคิดอย่างไร? แสดงความเห็นด้านล่างและบอกว่ามันจะเวิร์กไหม

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2

การเมืองไทยเดินหน้าต่อไปด้วยเหตุการณ์สำคัญล่าสุด เมื่อ อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ สร้างความฮือฮาให้กับแฟนข่าวการเมืองทั่วประเทศ วันนี้เราจะมาสรุปเหตุการณ์และความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกันแบบเป็นกันเอง

อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.38 น. วันที่ 20 มีนาคม 2569 ว่าที่ร้อยตำรวจตรี อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อัญเชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 มาที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยมีการจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการอย่างสมพระเกียรติ

เลขาธิการสภาฯ ได้อ่านพระบรมราชโองการ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามมติสภาผู้แทนราษฎรที่ลงคะแนนเห็นชอบเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง อาศัยมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้รับสนองคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พิธีรับพระบรมราชโองการของอนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2

เวลา 13.40 น. นายอนุทินได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคม 3 ครั้ง ถวายธูปเทียนแพ และกล่าวคำสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างซาบซึ้งใจ โดยระบุว่า “ขอเดชาฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าโปรดกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น… จักขอเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณนี้ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าจะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดมั่นผลประโยชน์ของชาติ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความวัฒนาสถาพรของประเทศไทย”

พิธีนี้มี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรส ครอบครัว ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วมอย่างคับคั่ง หลังพิธี นายอนุทินยังเข้าสวมกอดบิดามารดา บุตรธิดา และไหว้ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมยินดี

ประวัติและบทบาทของอนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่รู้จักในนาม “อนุทิน” เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรีมาก่อน สมัยนี้เป็นสมัยที่ 2 ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ภายใต้แกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ชนะใจสภาในการโหวตนายกฯ

การขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ มาหลังจากการเจรจารัฐบาลร่วมหลายพรรค ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 สัญญาจะนำนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

  • พัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตยั่งยืน
  • แก้ปัญหาสาธารณสุขและยาเสพติด
  • โครงสร้างพื้นฐานและคมนาคม
  • การเกษตรและท่องเที่ยว
  • ความมั่นคงและยุติธรรม

นโยบายเหล่านี้คาดว่าจะเป็นจุดเด่นของรัฐบาลชุดใหม่

การแต่งตั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติยศส่วนตัว แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นจากสภาฯ และประชาชนในวิสัยทัศน์ของพรรคภูมิใจไทย ในยุคที่ไทยต้องการผู้นำที่มั่นคงและซื่อสัตย์

สำหรับเราแล้ว การเข้ามาของอนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามวิกฤตได้ หากทำได้ตามที่สัญญาไว้ น่าจะเป็นรัฐบาลที่ยั่งยืน คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะนำพาไทยไปในทิศทางไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 สมัยที่ 2

เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน กระทบทั้งภูมิภาค

เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน สร้างความฮือฮาและความเดือดร้อนให้ชาวเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ล่าสุดรัฐบาลเวียดนามประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลแบบกะทันหัน ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางที่กำลังรุนแรงขึ้น สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงพ่นพิษ ทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งปรี๊ด วันนี้เรามาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น และจะกระทบไทยเรายังไงบ้าง

เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน กระทบทั้งภูมิภาคจากวิกฤตตะวันออกกลาง

เช้าวันที่ 20 มีนาคม รัฐบาลเวียดนามสั่งปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งใหญ่ โดยมีผลบังคับใช้ทันทีหลังประกาศไม่กี่ชั่วโมง น้ำมันเบนซินออกเทน 95 พุ่งขึ้น 20% สู่ระดับ 30,690 ดองต่อลิตร หรือประมาณ 38.18 บาท ส่วนดีเซลขึ้นเกือบ 34% อยู่ที่ 33,420 ดองต่อลิตร (ราว 41.58 บาท) ถ้านับย้อนไปตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ที่วิกฤตปะทุ ราคาเบนซิน 95 ดีดตัวกว่า 50% แล้ว ดีเซลพุ่งถึง 70% เลยทีเดียว

สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่านที่ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันหลักของโลก บวกกับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้อุปทานน้ำมันและก๊าซขาดแคลน กระทรวงพาณิชย์เวียดนามยืนยันว่านี่คือปัจจัยกดดันหลัก

ผลกระทบต่อประชาชนเวียดนามหลังเวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน

ที่กรุงฮานอย ถนนที่เคยรถติดหนึบตอนนี้โล่งโปร่ง เพราะชาวบ้านทนค่าใช้จ่ายไม่ไหว พนักงานออฟฟิศคนหนึ่งบอกว่า “คนธรรมดาอย่างเราต้องแบกภาระหนักสุดจากวิกฤตนี้” หลายคนเลยหันไปใช้รถไฟฟ้าหรือขนส่งสาธารณะแทน นายกฯ เวียดนามยังโทรหาผู้นำกาตาร์ คูเวต แอลจีเรีย และญี่ปุ่น เพื่อขอความช่วยเหลือด้านพลังงาน ส่วนการบินพลเรือนเตือนอาจลดเที่ยวบินในประเทศ แต่สื่อรัฐบอกว่าน้ำมันสำรองยังพอใช้ถึงสิ้นเมษายน

  • รถบนถนนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ประชาชนหันใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายครัวเรือนพุ่งสูง
  • ธุรกิจโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบหนัก

ไม่ใช่เวียดนามคนเดียว เมียนมาขึ้นราคาน้ำมัน 30% ในวันเดียว แถวยาวที่ปั๊มในมัณฑะเลย์ ส่วนไทยเราก็ปรับดีเซลขึ้นวันพุธที่แล้ว วิกฤตนี้กำลังลุกลามทั่วอาเซียน

วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลต่อไทยอย่างไร

ในมุมของไทย ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ค่าขนส่ง ค่าน้ำมันรถพุ่งตามไปด้วย หากเวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน แล้วไทยจะรอดพ้นได้ไง โดยเฉพาะนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่ ถ้าวิกฤตยืดเยื้อ ค่าโดยสารรถเมล์ รถตู้ ค่าอาหารก็แพงตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า GDP ภูมิภาคอาจชะลอตัว 1-2%

เพื่อรับมือ ลองดู tips เหล่านี้:

  • ประหยัดน้ำมัน: ตรวจลมยาง หลีกเลี่ยงเร่งเครื่องแรง
  • หันใช้ EV: รัฐบาลมี补贴 ซื้อรถไฟฟ้าได้แล้ว
  • ขนส่งสาธารณะ: BTS MRT ราคาถูกกว่าขับรถ
  • ติดตามข่าว: ราคาอาจผันผวน ล่วงหน้าเตรียมตัว

มุมมองส่วนตัวนะ วิกฤตแบบนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ไทยควรรีบเร่งพลังงานทดแทนอย่างไฟฟ้าและไฮโดรเจนให้เร็วขึ้น มิฉะนั้นประชาชนจะเดือดร้อนยาว ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนใจข่าวเศรษฐกิจอาเซียน ติดตามบล็อกเราไว้เลย!

ที่มา – เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน กระทบทั้งภูมิภาคจากวิกฤตตะวันออกกลาง

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ยันไม่มีค่าตอบแทน

กระแสข่าวการเมืองที่กำลังร้อนแรงในช่วงนี้ ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องข่าวลือค่าตอบแทนแลกโหวตนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่มีเรื่องแบบนั้นแน่นอน มาดูรายละเอียดกันว่าประเด็นนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 (น่าจะพิมพ์ผิดจาก 2569) นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถึงกระแสข่าวที่ว่ามี “งูเห่าส้ม” ซึ่งหมายถึง ส.ส.จากพรรคประชาชน (ปชน.) ที่โหวตให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีข่าวลือว่ามาจากการจูงใจด้วยเงินจำนวน 20 ล้านบาท บวกเงินเดือนเดือนละ 4 แสนบาท นายอนุทิน ยืนยันชัดเจนว่า ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ไม่เคยเห็นหน้าตัวจริงเลย รู้แค่ว่าเป็นส.ส.สมัยแรกของพรรคประชาชน และเงินเดือนนายกรัฐมนตรีอย่างตัวเองยังได้แค่แสนบาทต่อเดือนเท่านั้น จะไปมีที่มาจากไหน

นายอนุทิน ยังเน้นย้ำว่า ไม่มีค่าตอบแทนหรือแรงจูงใจใดๆ แน่นอน แม้เสียงจากพรรคภูมิใจไทยจะมั่นคงอยู่แล้ว การเพิ่มอีก 1 เสียงก็ไม่ช่วยอะไรมาก แต่ถ้าได้เจอตัว เขาก็พร้อมเข้าไปขอบคุณ เพราะอาจเป็นเพราะนโยบายของพรรคภูมิใจไทยไปโดนใจพื้นที่ของส.ส.คนนี้ หรือโดนใจเขาเอง พรรคประชาชนทั้งพรรคก็เคยโหวตให้มาแล้ว แต่ก็ยังทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไปตามปกติ

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ชี้แจงสถานการณ์ลุยไฟ

ในส่วนของสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องเผชิญ นายอนุทิน เปรียบเทียบว่าตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง ก็เจอวิกฤตใหญ่บ้างเล็กบ้าง เช่น ปมชายแดนกัมพูชา หรือเรื่องอิหร่านล่าสุด กลไกของรัฐมีความพร้อมระดับหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก การเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกคะแนนมาจากความคาดหวังและความเชื่อมั่นของประชาชน การทำงานสไตล์ของนายอนุทินผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว ยิ่งประชาชนเชื่อมั่น ก็ต้องฝ่าฟันปัญหาให้ได้ ไม่ให้ใครผิดหวัง

บทบาทนายกรัฐมนตรีช่วยให้ทำงานในภาพใหญ่ได้ โดยเฉพาะตัวนายอนุทินที่เป็นคนเข้าถึงง่าย จับต้องได้ รับฟังความเห็น กล้าตัดสินใจ และยูเทิร์นได้ถ้าผิดพลาด ซึ่งสร้างความมั่นใจให้ประชาชน สะท้อนจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

อนุทินหนุนข้อเสนอลดสวัสดิการ ส.ส.

นอกจากประเด็นไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน แล้ว ยังมีคำถามถึงข้อเสนอ 3 ข้อของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ที่ต้องการประหยัดงบประมาณสภาฯ ดังนี้

  • ยกเลิกอาหารกลางวันของ ส.ส. ในสภา
  • ลดจำนวนผู้ติดตามผู้ช่วย ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน
  • ยกเลิกบำนาญ ส.ส.

นายอนุทิน เห็นด้วยทั้งหมด เพราะในยุคที่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย สิ่งเหล่านี้รุงรังเกินไป โดยเฉพาะผู้ช่วยเหลือ 3 คนก็เพียงพอแล้ว เรื่องบำนาญแล้วแต่ส่วนตัว เพราะบางคนเป็นผู้แทนราษฎรจริงๆ ไม่มีฐานะ ต้องดูเป็นรายกรณี ส่วนอาหารกลางวัน ลดได้ในมื้อที่จำเป็น เพื่อช่วยลดงบประมาณ แต่ไม่ใช่ตัดทิ้งหมด ต้องอะลุ่มอลือกันได้

ประเด็นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่พร้อมรับมือข่าวลือและเสนอแนะเพื่อประโยชน์ประชาชน การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยข่าวลือ แต่การชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มาก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ลองคอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบ SEO optimized ทุกวัน

สุดท้ายแล้ว การเมืองต้องอาศัยนโยบายที่โดนใจประชาชนจริงๆ มากกว่าเงินทอง ถ้าพรรคไหนทำได้ก็น่าจะอยู่ยาว

ที่มา – ไม่รู้จักงูเห่าส้ม “อนุทิน” ยันไม่มี ปมค่าตอบแทนแลกโหวตนายกฯ มองนโยบายอาจโดนใจ