วัน: 21 มีนาคม 2026

ยศชนัน เปิดโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ ชูเห็ดสู่สากล

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกวงการ การเกษตรไทยก็ไม่เว้น! ล่าสุด ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อ “ยศชนัน” วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเปิดตัวโครงการสุดล้ำนี้ ร่วมกับ ส.อ.ท. และมหิดล เพื่อดัน “เห็ด” ให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงบุกตลาดโลกตามโมเดล BCG Economy

ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ: จุดเริ่มต้นของเกษตรไทยยุคใหม่

งานพิธี Groundbreaking เกิดขึ้นเมื่อ 21 มีนาคม 2567 (หมายเหตุ: เดิม 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ศาลายา โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และศ.ดร.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหิดล เป็นประธาน ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture Industry (SAI) มุ่งสร้างต้นแบบ Open Innovation ใช้เทคโนโลยีชีวภาพและ AI พัฒนาเห็ดเป็นพืชนำร่อง สร้างสินค้า MiT (Made in Thailand) ลดการนำเข้า และก้าวสู่ Net Zero

ยศชนัน ร่วมเปิดโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

พื้นที่ Siree Park จะกลายเป็น Sandbox บ่มเพาะนวัตกรรม บูรณาการ Life Sciences เชื่อมงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม นายยศชนัน เน้นย้ำถึง Wellness Economy และ Nutrition Security เพื่อ “ขยับประเทศ” ให้ก้าวหน้า

บทบาทสำคัญของยศชนัน ในโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

ยศชนัน ได้รับ Blueprint จาก ส.อ.ท. แล้ว และพร้อมเป็นตัวกลางประสานทุกฝ่าย ปลดล็อกกฎหมายผ่าน Regulatory Sandbox ปรับระเบียบดิจิทัล และยกร่าง พ.ร.บ. ใหม่ๆ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมยืดหยุ่นตามความต้องการเอกชน

  • เพิ่มผลิตภาพเกษตรด้วย Smart Agriculture และ AI สำหรับสังคมสูงวัย
  • จัดสรรงบวิจัยครบวงจร: ต้นน้ำ (วิจัย) กลางน้ำ (ผลิต) ปลายน้ำ (ตลาดสากล)
  • สร้าง GI สมุนไพรไทย เพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก
  • ขยายความร่วมมือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สร้างอาชีพนักวิทยาศาสตร์เป็น Product Owner
  • เปลี่ยน Biodiversity ไทยเป็นนวัตกรรมเศรษฐกิจจริง
พิธีเปิดยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

คำพูดเด็ดจากยศชนัน: “ผมอยากเห็นการปั้นนักวิทยาศาสตร์ให้เป็น Product Owner เรามีบุคลากรเก่งๆ เยอะ ต้องสร้าง Ecosystem รองรับ เพื่อนวัตกรรม Global Scale ลงทุนวิจัยให้ถึงทุกจุด เพื่อ Nutrition Security และ Net Zero”

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ปลูกเห็ด แต่เป็นการปฏิวัติเกษตรไทย ใช้ AI ตรวจโรคพืช ชีวภาพพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ลดคาร์บอน ช่วยเกษตรกรรายย่อยมีรายได้มั่นคง สอดคล้อง BCG Model ที่เป็น Bio-Circular-Green Economy ของไทย เห็ดที่เคยเป็นอาหารธรรมดา จะกลายเป็น superfood ส่งออก เช่น เห็ดหลินจือ กะเพราหมู หรือโปรตีนทางเลือกแทนเนื้อสัตว์

ยศชนัน พูดในงานโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ
ภาพบรรยากาศยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ
เห็ด วัตถุดิบหลักโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

ประโยชน์รอบด้าน: เกษตรกรได้เทคโนโลยีทันสมัย ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ผู้บริโภคได้อาหารปลอดภัย อุตสาหกรรมได้วัตถุดิบคุณภาพส่งออก ไทยจะแข็งแกร่งด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อม

ในมุมมองผม โครงการยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ นี้คือก้าวย่างสำคัญที่จะพาไทยเป็นผู้นำเกษตรอัจฉริยะอาเซียน คุณล่ะพร้อมเห็นไทยบุกตลาดโลกด้วยเห็ดไทยมูลค่าหลายพันล้านหรือยัง? แชร์ความคิดเห็นด้านล่าง และติดตามอัปเดตโครงการนี้เพื่อไม่พลาดโอกาสลงทุนหรือร่วมงานนะ!

ที่มา – “ยศชนัน” ร่วมเปิดตัวโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ ชู “เห็ด” วัตถุดิบมูลค่าสูงสู่สากล

ฮุน มาเนต งัดมาตรการด่วน! ลดภาษี–อุ้มราคาน้ำมัน ฝ่าวิกฤตพลังงานเดือด

ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลกเดือดพล่าน รัฐบาลกัมพูชาโดยนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ไม่รอช้า ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทันที โดยเฉพาะการลดภาษีและอุ้มราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ฮุน มาเนต งัดมาตรการด่วน! ลดภาษี–อุ้มราคาน้ำมัน ฝ่าวิกฤตพลังงานเดือด

สถานการณ์วิกฤตพลังงานครั้งนี้เกิดจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินในตลาดโลกทะยานเกิน 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และดีเซลเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รัฐบาลกัมพูชาจึงต้องลงมือทันที นายกฯ ฮุน มาเนต ประกาศมาตรการแทรกแซงราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่พึ่งพาน้ำมันในการขนส่งและอุตสาหกรรม

มาตรการแรกที่ออกมาก่อนหน้านี้ ได้แก่ การปรับลดราคาน้ำมันลง 6.5 เซนต์สหรัฐต่อลิตร และลดเพิ่มอีก 1 เซนต์ต่อลิตร หากราคาในตลาดโลกยังคงสูงเกินกำหนด รวมถึงยกเว้นภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% ซึ่งช่วยให้ราคาขายปลีกในกัมพูชาไม่พุ่งตามตลาดโลก

รายละเอียดมาตรการล่าสุดจากฮุน มาเนต งัดมาตรการด่วน!

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 ตามข้อมูลดิบ) รัฐบาลได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรับมือราคาน้ำมันที่ยังผันผวน โดยสรุปดังนี้:

  • ลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มเติม เพื่อชดเชยส่วนต่างที่สูงขึ้น
  • ปรับลดส่วนลดพิเศษน้ำมันดีเซลจาก 4% เหลือ 0%
  • ลดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมของน้ำมันจาก 10% เหลือ 4%
  • รัฐบาลรับภาระชดเชยส่วนต่าง 6% โดยตรง

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ราคาน้ำมันในปั๊มขายปลีกคงที่ แต่ยังป้องกันไม่ให้ค่าขนส่งและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นตาม ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนชั้นล่างและผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก

นอกจากนี้ รัฐบาลกัมพูยายังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประเมินผลกระทบจากวิกฤตพลังงานทุกวัน และพร้อมออกมาตรการเสริมทันทีหากราคายังคงรุนแรง ตัวอย่างเช่น การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม หรือเจรจากับผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคเพื่อหาแหล่งนำเข้าที่มั่นคง

การตัดสินใจของนายกฯ ฮุน มาเนต ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องเศรษฐกิจและประชาชนท่ามกลางพายุพลังงานโลก ซึ่งคล้ายกับมาตรการที่หลายประเทศในอาเซียนกำลังพิจารณา เช่น เวียดนามและลาว ที่ก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือประชาชนในกัมพูชา มาตรการนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้ดีขึ้น ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อปรับตัวให้ทันสถานการณ์

สุดท้ายแล้ว การฝ่าวิกฤตพลังงานเดือดครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รัฐบาลนำด้วยมาตรการเด็ดขาด ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน และภาคเอกชนปรับตัวให้ยั่งยืน เพื่อให้เศรษฐกิจกัมพูชาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

คำแนะนำ: หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม คลิกที่นี่ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ฮุน มาเนต งัดมาตรการด่วน! ลดภาษี–อุ้มราคาน้ำมัน ฝ่าวิกฤตพลังงานเดือด

“ธรรมนัส” ส่งทีมขนของออกจากกระทรวงเกษตร

สวัสดีครับชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจในวงการบ้านเมืองมาอัพเดทกัน “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตา เพราะเป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านอำนาจในรัฐบาลใหม่ รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ที่กำลังจะเข้ามาครับ

“ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันที่ 21 มีนาคม 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทีมงานของตนเริ่มดำเนินการขนย้ายของใช้ส่วนตัวออกจากห้องทำงานที่กระทรวงทันที ไม่ใช่แค่ท่านธรรมนัสคนเดียว แต่รวมถึงนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สองรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เพื่อเปิดทางให้รัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคภูมิใจไทยเข้ามารับตำแหน่ง

รถบรรทุกขนของที่กระทรวงเกษตร

บรรยากาศหน้าห้องทำงานกระทรวงเกษตรคึกคักตั้งแต่เช้า มีรถบรรทุกและรถกระบะจากบริษัทขนส่งจอดรอรับงานถึง 6 คัน พนักงานขนย้ายค่อยๆ ลากของลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงของใช้ส่วนตัวต่างๆ เรียกได้ว่าเคลียร์ให้หมดจด เพื่อไม่ให้กระทบการทำงานของเจ้าของใหม่

ทีมงานกำลังขนของ

รายละเอียดการขนย้ายและการทำความสะอาด

นอกจากการขนของแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่กระทรวงเร่งทำความสะอาดพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ห้องทำงานทุกห้องถูกเช็ดถู ไล่ฝุ่น ปรับปรุงให้พร้อมใช้งานทันที ภาพรวมคือทุกอย่างดูเรียบร้อยและเป็นมืออาชีพมาก

  • รถบรรทุกและกระบะ 6 คันจอดรอ
  • ทีมงานเริ่มขนตั้งแต่เช้า
  • ทำความสะอาดห้องทำงาน รอบกระทรวง
  • เตรียมรับรัฐมนตรีใหม่จากรัฐบาลอนุทิน
การทำความสะอาดกระทรวง
ภาพเพิ่มเติมการขนย้าย

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นี้ สะท้อนถึงความรวดเร็วในการเปลี่ยนผ่านของระบบราชการไทย หลังจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนนำ ได้รับกระทรวงเกษตรฯ มาดูแล ซึ่งเป็นกระทรวงสำคัญเพราะเกษตรกรไทยกว่า 30% ของประชากรอาศัยรายได้จากภาคเกษตร ดังนั้น การเปลี่ยนรัฐมนตรีจึงต้องรวดเร็วเพื่อไม่ให้งานคั่งค้าง

ในมุมมองส่วนตัวนะครับ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่านักการเมืองไทยมืออาชีพแค่ไหน ไม่ยื้อเยื้อ ไม่ติดค้าง ทำให้ระบบเดินหน้าได้ต่อเนื่อง คิดดูสิครับ ถ้าขนของช้า กระทรวงก็ล่าช้า เกษตรกรเดือดร้อนแน่ๆ

ภาพบรรยากาศกระทรวง

ผลกระทบต่อนโยบายเกษตรในอนาคต

หลังจากนี้ คาดว่ารัฐมนตรีเกษตรคนใหม่จะเข้ามานำเสนอนโยบายใหม่ๆ เช่น สนับสนุนเกษตรสมัยใหม่ ลดต้นทุนปุ๋ย ช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น ซึ่งเราจะติดตามให้ฟังต่อไปครับ

ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทแบบเป็นกันเองได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อุกอาจ! ลอบยิงตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตาเซะ เสียชีวิต จ.ยะลา

เกิดเหตุสุดอุกอาจในพื้นที่ จ.ยะลา เมื่อคนร้ายลอบยิง ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตาเซะ เสียชีวิตหน้าบ้านพักตัวเอง ช่วงเวลาที่กำลังเตรียมตัวต้อนรับวันฮารีรายอ ทำให้ครอบครัวและเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียใจอย่างหนัก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในคืนวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 21.09 น. ที่บ้านน้ำเย็น หมู่ 2 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา

ภาพเหตุลอบยิงตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตาเซะ ที่ จ.ยะลา

ลอบยิงตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตาเซะ

ผู้เสียชีวิตคือ ส.ต.ท.อิมรอม สะมอรี อายุ 28 ปี ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม (ป.) ชุดสืบสวน สังกัด สภ.ตาเซะ อ.เมืองยะลา ก่อนเกิดเหตุ ส.ต.ท.อิมรอม เพิ่งเสร็จจากการรับประทานอาหารทะเลศีลอดกับครอบครัว เพื่อเตรียมต้อนรับวันฮารีรายอีดิ้ลฟิตรีในวันถัดไป จากนั้นได้ออกมานั่งพักบริเวณหน้าบ้านบนรถจักรยานยนต์ และกำลังจัดเตรียมสถานที่สำหรับครอบครัว จู่ๆ ก็มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงเข้าที่ศีรษะ 1 นัดเต็มๆ ทำให้ล้มลงจมกองเลือดทันที

โชคดีที่พี่ชายของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นกัน อยู่ในบ้านและได้ยินเสียงปืน จึงรีบคว้าปืนยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว สร้างความชุลมุนให้คนร้ายต้องหลบหนีไปในความมืด เจ้าหน้าที่ชุดตรวจสอบนำโดย นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา, นายวิมุตติ อำนักมณี นายอำเภอเมืองยะลา และ พ.ต.อ.โฆษิต เบญจกุล ผู้กำกับการ สภ.ลำใหม่ รีบรุดมาที่เกิดเหตุทันที ประสานกู้ชีพนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา แต่แพทย์ช่วยไม่ทัน ส.ต.ท.อิมรอม เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ภาพที่เกิดเหตุลอบยิงตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตาเซะ

ผลกระทบจากการลอบยิงตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตาเซะ

เหตุลอบยิงตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตาเซะ ครั้งนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นช่วงศักดิ์สิทธิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสันนิษฐานว่า อาจเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ต้องการแสดงศักยภาพก่อนเข้าสู่เทศกาลฮารีรายอ ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยแบบเข้มข้นทั่วพื้นที่

  • สถานที่: หน้าบ้านพัก ม.2 บ้านน้ำเย็น ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา
  • เวลา: 21.09 น. 20 มี.ค. 2569
  • ผู้เสียชีวิต: ส.ต.ท.อิมรอม สะมอรี อายุ 28 ปี
  • อาวุธ: ปืนไม่ทราบขนาด ยิงศีรษะ 1 นัด
  • การตอบโต้: พี่ชายยิงสวน คนร้ายหลบหนี

เจ้าหน้าที่ปิดกั้นพื้นที่ รอศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 มาตรวจสอบ เก็บพยานหลักฐานทุกชิ้น และเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด

ภาพเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเหตุลอบยิงตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตาเซะ

บริบทความไม่สงบใน จ.ยะลา

จังหวัดยะลาเป็นหนึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ยังคงมีเหตุรุนแรงจากกลุ่มก่อการร้ายแยกดินแดน เหตุลอบยิงตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตาเซะ ครั้งนี้ ย้ำเตือนถึงความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะชุดสืบสวนที่เป็นเป้าหมายหลัก ครอบครัวผู้เสียชีวิตสูญเสียเสาหลักในวัยเพียง 28 ปี ขณะที่กำลังมีความสุขกับเทศกาลทางศาสนา

จากสถิติในช่วงรอมฎอนมักมีเหตุการณ์เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความหวาดกลัว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ได้ประสานงานกันอย่างดี เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

เหตุการณ์ลอบยิงตำรวจชุดสืบสวน สภ.ตาเซะ แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงยังคงเป็นประเด็นสำคัญ ขอให้เจ้าหน้าที่เร่งจับกุมผู้กระทำผิดให้ได้โดยเร็ว และประชาชนในพื้นที่ช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสเพื่อความปลอดภัยของทุกคน หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

ที่มา – อุกอาจ คนร้ายลอบยิง “ตำรวจชุดสืบสวน” สภ.ตาเซะ เสียชีวิต หน้าบ้านพักที่ จ.ยะลา

ราคาทองรูปพรรณวันนี้ 21 มี.ค. 69 ล่าสุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามา อัปเดตราคาทองรูปพรรณวันนี้ กันแบบเรียลไทม์เลยนะครับ สำหรับวันที่ 21 มีนาคม 2569 หรือ 21 มี.ค. 69 ตามที่หลายคนเรียก สมาคมค้าทองคำประกาศราคาครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.00 น. พบว่าราคาทองปรับตัวลดลง 1,900 บาท จากวันก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 71,250 บาท และทองคำแท่งขายออกบาทละ 70,450 บาท ถือเป็นข่าวที่นักลงทุนทองคำต้องจับตาใกล้ชิดเลยครับ

ราคาทองรูปพรรณวันนี้

ราคาทองรูปพรรณวันนี้ ล่าสุด รับซื้อบาทละ 68,841.56 บาท ขายออกบาทละ 71,250 บาท ส่วนราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 70,250 บาท ขายออกบาทละ 70,450 บาท ราคานี้ยังไม่รวมค่ากำเหน็จและภาษีต่างๆ นะครับ ใครที่กำลังคิดจะซื้อหรือขายทอง อย่าลืมเช็คกับร้านทองใกล้บ้านอีกที เพราะราคาอาจปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

ราคาทองวันนี้ 1 บาท

สำหรับทองหนัก 1 บาท ซึ่งเท่ากับทองคำแท่ง 15.244 กรัม และทองรูปพรรณ 15.16 กรัม มีดังนี้:

  • ราคาทองคำแท่ง 1 บาท รับซื้อ 70,250 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง 1 บาท ขายออก 70,450 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 บาท รับซื้อ 68,841.56 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 บาท ขายออก 71,250 บาท

ราคาทองวันนี้ 2 สลึง (50 สตางค์)

ทอง 2 สลึง หรือ 50 สตางค์ ทองแท่งน้ำหนัก 7.622 กรัม รูปพรรณ 7.58 กรัม:

  • ราคาทองคำแท่ง 2 สลึง รับซื้อ 35,125.00 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง 2 สลึง ขายออก 35,225.00 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 2 สลึง รับซื้อ 34,420.78 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 2 สลึง ขายออก 35,625.00 บาท

ราคาทอง 1 สลึง และครึ่งสลึง

ราคาทอง 1 สลึง (ทองแท่ง 3.811 กรัม รูปพรรณ 3.79 กรัม):

  • ราคาทองคำแท่ง 1 สลึง รับซื้อ 17,562.50 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง 1 สลึง ขายออก 17,612.50 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 สลึง รับซื้อ 17,210.39 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 สลึง ขายออก 17,812.50 บาท

ส่วนครึ่งสลึง (ทองแท่ง 1.905 กรัม รูปพรรณ 1.89 กรัม):

  • ราคาทองคำแท่งครึ่งสลึง รับซื้อ 8,781.25 บาท
  • ราคาทองคำแท่งครึ่งสลึง ขายออก 8,806.25 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณครึ่งสลึง รับซื้อ 8,605.20 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณครึ่งสลึง ขายออก 8,906.25 บาท

จนถึง 10.30 น. ราคายังคงทรงตัว ไม่มีประกาศเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมครับ ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองลดลงวันนี้ มาจากราคาทองโลกที่ปรับตัวลดตามดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาด นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น แต่ยังไงทองคำก็ยังเป็น safe haven ในยามวิกฤตนะครับ

สำหรับใครที่สนใจลงทุนทองคำ แนะนำให้ติดตามกราฟราคาทองโลกที่ XAU/USD และข่าว Fed rate ด้วย ราคาทองไทยมักเคลื่อนไหวตามตลาดโลกผสมกับค่าเงินบาท ถ้าบาทอ่อน ทองไทยก็แพงขึ้นได้ครับ

สรุปแล้ว ราคาทองรูปพรรณวันนี้ ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง แม้จะลดลงบ้าง แต่เป็นโอกาสดีสำหรับคนอยากซื้อสะสม ในมุมมองผม การลงทุนทองระยะยาวยังน่าลงทุน โดยเฉพาะทองรูปพรรณที่สวยงามเก็บไว้ใช้ได้ ลองเช็คราคาล่าสุดที่ สมาคมค้าทองคำ แล้วตัดสินใจเลยครับ!

ติดตามอัปเดตราคาทองทุกวันได้ที่นี่ ไม่พลาดทุกการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ราคาทองรูปพรรณวันนี้ ราคาทองแท่ง เช็กราคาทองวันนี้ 21 มี.ค. 69 อัปเดตล่าสุด

“สิทธิพล” จี้รัฐช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยววิกฤตน้ำมัน

“สิทธิพล” สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวด่วน เสี่ยงได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันหนักหน่วงเลยนะครับ สถานการณ์ตอนนี้มันน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 12% ของ GDP เลยทีเดียว วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองว่าปัญหานี้มันรุนแรงแค่ไหน และอะไรที่ “สิทธิพล” สส.ปชน. เสนอให้รัฐบาลทำด่วน

“สิทธิพล” สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวด่วน

จากข่าวเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ออกมาแสดงความกังวลต่อวิกฤตน้ำมันที่เกิดจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลกระทบตรงๆ ต่อการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ต้องบินอ้อมน่านฟ้าสงคราม ค่าเครื่องแพงขึ้นเท่าตัว สายการบินตะวันออกกลางลดเที่ยวบินลง ทำให้ยอดจองโรงแรมที่ภูเก็ตลด 10% ภาคเหนือลดถึง 30% ถ้าปล่อยไว้นานเกิน 3 เดือน นักท่องเที่ยวอาจหายไป 25% เหลือแค่ 27 ล้านคนเท่านั้น!

ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวต่างชาติหรอกครับ การท่องเที่ยวในประเทศก็สะดุดหนัก คนไทยเริ่มกลัวเที่ยวเพราะ “กลัวไม่มีน้ำมันเติม” โดยเฉพาะเส้นทางสายเหนืออย่างอ่างทอง-สุโขทัย ปั๊มน้ำมันหมดเกลี้ยง รอคิวยาว ให้เติมแค่นิดเดียว สายใต้ชุมพร-นครศรีธรรมราช ก็หมดตั้งแต่เช้า คนขับรถเครียดสุดๆ ถ้าถึงสงกรานต์แล้วยังเป็นแบบนี้ ใครจะกล้าเที่ยวด้วยรถยนต์? ผู้ประกอบการอย่างที่พัทยาก็บ่น ทัวร์จีนลุ้นส่งลูกค้าถึงสนามบินทันหรือไม่ เพราะปั๊ม ปตท. หมดสนิท

ผลกระทบวิกฤตน้ำมันต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ “สิทธิพล” เตือน

คุณลองนึกภาพดูสิครับ โรงแรม รีสอร์ท ทัวร์ รถบัสทัวร์ ตอนนี้ต้นทุนพุ่ง ค่าพลังงานแพง ลูกค้าหาย ผู้ประกอบการรายย่อยเสี่ยงเจ๊งซ้ำรอยโควิด รัฐบาลต้องเลิกบอกว่า “ไม่มีปัญหา” แล้ว ต้องลงมือจริงจัง สิทธิพลย้ำว่ารัฐต้องเข้าอกเข้าใจประชาชนและผู้ประกอบการ อย่าฟังแค่คนใกล้ชิด

เพื่อแก้ปัญหานี้ “สิทธิพล” สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวด่วน เสนอ 3 มาตรการหลักที่ทำได้ทันที ดังนี้

  • 1. แก้ความกลัวด้วยข้อมูล Real-time Dashboard: สร้างแดชบอร์ดแสดงสถานะปั๊มน้ำมันทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ ให้คนวางแผนเที่ยวได้มั่นใจ ไม่ต้องเดาทางเอง สร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง ซึ่งเป็นหัวใจของการท่องเที่ยว
  • 2. บุกตลาดทดแทน: เร่งโปรโมชั่นดึงนักท่องเที่ยวจากเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น อาเซียน ที่บินตรงไม่ผ่านโซนสงคราม เพื่อชดเชยตลาดยุโรปที่หายไป
  • 3. ตาข่ายรองรับผู้ประกอบการ: ให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ ออก Soft Loan เข้าถึงง่าย ไม่ล่าช้า ป้องกันหนี้เสีย (NPL) จากลูกค้าลดและต้นทุนสูง

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะครับ มันช่วยรักษาธุรกิจท่องเที่ยวนับล้านราย ช่วยเศรษฐกิจไทยไม่ให้ดิ่งเหว ถ้ารัฐบาลทำเร็ว ปัญหาน้ำมันจะไม่กลายเป็นวิกฤตใหญ่โต ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ไว

ในมุมมองผม การท่องเที่ยวคือหัวใจเศรษฐกิจไทย วิกฤตแบบนี้ต้องช่วยด่วน ถ้าปล่อยไว้ ผู้ประกอบการจะล้มระนาว สุดท้ายประชาชนเดือดร้อนทั้งระบบ คุณคิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพิ่ม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “สิทธิพล” สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวด่วน เสี่ยงได้รับผลกระทบวิกฤตน้ำมัน

ฝนถล่มฮาวาย น้ำทะลักเสี่ยงเขื่อนแตก สั่งอพยพด่วน

ฝนถล่มฮาวาย น้ำทะลักเสี่ยงเขื่อนแตก สั่งอพยพประชาชนด่วนกว่า 4,000 ชีวิต สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเกาะโออาฮู เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่องนำพาน้ำป่ามาไหลหลากอย่างรุนแรง ทางการต้องออกคำสั่งอพยพเร่งด่วนเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ฝนถล่มฮาวาย น้ำทะลักเสี่ยงเขื่อนแตก สั่งอพยพประชาชนด่วนกว่า 4,000 ชีวิต

วันที่ 21 มีนาคม 2569 รัฐฮาวายของสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ หลังจากฝนตกหนักไม่ขาดสายหลายวัน ทำให้ระดับน้ำในเขื่อนวาฮิอาวา (Waiahole) บนเกาะโออาฮู สูงล้นสปิลเวย์จนเสี่ยงพังทลายได้ทุกขณะ เจ้าหน้าที่จากเมืองโฮโนลูลูประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่เช้าตรู่ สั่งให้ประชาชนในพื้นที่ไวอาลัวและฮาเลอิวา ชายฝั่งทางเหนือ อพยพออกจากพื้นที่ทันที โดยมีผู้อยู่อาศัยอย่างน้อย 4,000 คนตกอยู่ในโซนอันตราย

สถานการณ์ย่ำแย่เพราะถนนหนทางหลายสายถูกน้ำท่วมขัง รถยนต์จมน้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้การอพยพล่าช้า บางครอบครัวติดค้างกลางน้ำ หน่วยกู้ภัยต้องใช้เรือและเฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ฝนที่ยังคงตกหนักตลอดสุดสัปดาห์นี้ คาดว่าจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น

สาเหตุหลักของฝนถล่มฮาวายและน้ำทะลัก

ฮาวายซึ่งเป็นเกาะภูเขาไฟ มักเผชิญฝนตกหนักในฤดูฝน แต่ครั้งนี้รุนแรงเกินคาดจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ลา นีญาและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำฝนสะสมในเขื่อนวาฮิอาวา ซึ่งเป็นเขื่อนเก่าแก่ที่เก็บน้ำสำหรับการเกษตรและน้ำประปา ไหลล้นอย่างรวดเร็ว สปิลเวย์ไม่สามารถรับไหว ส่งผลให้โครงสร้างเขื่อนอ่อนแอ เสี่ยงแตกพังได้หากฝนไม่หยุด

คำแนะนำฉุกเฉินจากทางการท่ามกลางฝนถล่มฮาวาย

เจ้าหน้าที่รัฐบาลฮาวายและเมืองโฮโนลูลูให้คำแนะนำสำคัญสำหรับประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดังนี้

  • ขึ้นไปยังจุดสูงสุด: หากน้ำเริ่มไหลเข้าบ้าน ให้รีบไปยังชั้นบนสุดหรือหลังคาเพื่อรอ救援
  • หลีกเลี่ยงห้องใต้ดิน: ห้ามอยู่ในห้องที่มีน้ำขังโดยไม่มีทางหนีไปจุดสูง
  • อย่าขับรถลุยน้ำ: น้ำลึกเพียง 30 ซม. ก็สามารถพัดรถไหลได้
  • ติดตามประกาศ: ฟังวิทยุ AM/FM หรือแอปแจ้งเตือนภัยพิบัติของรัฐ
  • เตรียมชุดฉุกเฉิน: น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย และยาในกระเป๋า防水

ผลกระทบระยะยาวจากเหตุการณ์นี้

นอกจากความเสียหายทันทีอย่างบ้านเรือนพังทลายและการคมนาคมหยุดชะงัก สถานการณ์ฝนถล่มฮาวายครั้งนี้ยังกระทบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเกาะ โรงแรมและรีสอร์ททางเหนือต้องปิดตัวชั่วคราว นักท่องเที่ยวจำนวนมากติดค้างที่สนามบิน นอกจากนี้ เขื่อนวาฮิอาวาอาจต้องซ่อมแซมใหญ่ ใช้เวลาหลายเดือน ค่าใช้จ่ายนับล้านดอลลาร์

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของเกาะเขตร้อนต่อภัยพิบัติธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อโลกร้อนขึ้น ฝนตกหนักและพายุหมุนเขตร้อนรุนแรงขึ้น 20-30% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก NOAA

ในฐานะผู้ติดตามข่าวภัยพิบัติ สถานการณ์ฝนถล่มฮาวาย น้ำทะลักเสี่ยงเขื่อนแตก สั่งอพยพประชาชนด่วนกว่า 4,000 ชีวิต แสดงให้เห็นว่าการเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณอาศัยในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในประเทศไทย ควรตรวจสอบเขื่อนใกล้บ้านและมีแผนอพยพส่วนตัว ติดตามข่าวอัปเดตภัยพิบัติทั่วโลกได้ที่บล็อกของเรา และแบ่งปันบทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ!

ที่มา – ฝนถล่มฮาวาย น้ำทะลักเสี่ยงเขื่อนแตก สั่งอพยพประชาชนด่วนกว่า 4,000 ชีวิต

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3 สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่ออิหร่านประกาศยกระดับการตอบโต้ศัตรูอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยขู่ว่าจะโจมตีสวนสาธารณะ พื้นที่พักผ่อน และแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มหวาดกลัวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 นายอโบลฟาซล์ เชคาร์ชี โฆษกกองทัพอิหร่านระดับสูง ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า อิหร่านจะขยายขอบเขตการโจมตีไปยังเป้าหมายพลเรือนทั่วโลก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อน เพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน เช่น แหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส

ท่าทีแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสัปดาห์ที่ 3 โดยอิหร่านได้เพิ่มความเข้มข้นในการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ล่าสุดมีรายงานโดรนอิหร่านบุกโจมตีโรงกลั่นน้ำมันมีนา อัล-อาห์มาดี ในคูเวตถึง 2 ระลอกในช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง โรงกลั่นแห่งนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีกำลังการผลิตสูงถึง 730,000 บาร์เรลต่อวัน การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงกระทบอุปทานน้ำมันโลก แต่ยังเป็นสัญญาณว่าอิหร่านพร้อมขยายสงครามไปยังเพื่อนบ้าน

ผลกระทบจากการขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวของอิหร่าน

คำขู่ของอิหร่านส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก นักเดินทางเริ่มเลื่อนหรือยกเลิกทริป โดยเฉพาะในพื้นที่ยุโรป อเมริกา และเอเชียที่อาจถูกมองเป็นเป้าหมาย รัฐบาลหลายประเทศออกคำเตือนให้พลเมืองหลีกเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวที่มีฝูงชนหนาแน่น เช่น สวนสาธารณะในนิวยอร์ก พื้นที่ชายหาดในยุโรป หรือแม้แต่ตลาดนัดในกรุงเทพฯ

  • ความเสี่ยงต่อพลเรือน: สวนสาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวกลายเป็นเป้าหมายใหม่ ทำให้ประชาชนทั่วไปตกเป็นเครื่องมือในสงคราม
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ค่าครองชีพแพงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย
  • การตอบโต้จากชาติตะวันตก: สหรัฐฯ และอิสราเอลเตรียมเสริมมาตรการป้องกัน แต่สถานการณ์ยังคงคาดเดาไม่ได้
  • บทบาทของกลุ่มพันธมิตร: กลุ่มฮูธีในเยเมนและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอาจเข้าร่วมโจมตี เพิ่มความซับซ้อน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการขยายเป้าหมายไปยังแหล่งท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์จิตวิทยา เพื่อสร้างความหวาด恐惧ในหมู่ประชาชนฝ่ายตรงข้าม สงครามครั้งนี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งเรื่องนิวเคลียร์และการโจมตีของอิสราเอล แต่ตอนนี้ลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ส่งผลให้สายการบินและโรงแรมทั่วโลกปรับราคาขึ้น

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ สถานการณ์อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3 อาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ หากชาติมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียเข้าแทรกแซง แต่หากอิหร่านลงมือจริง ผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวไทย แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และพิจารณาประกันการเดินทางที่ครอบคลุมความเสี่ยงจากสงคราม คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวล่าสุด

ที่มา – อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

ชวนตรวจสภาพรถฟรีก่อนสงกรานต์ 2569

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ใกล้เข้ามาแล้ว เพื่อนๆ ที่กำลังวางแผนเดินทางกลับบ้านหรือไปเที่ยวน้ำกัน อย่าลืมเช็ครถให้พร้อมนะครับ! วันนี้เรามีข่าวดีมาบอก กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดโครงการ ตรวจสภาพรถฟรี สำหรับทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ก่อนออกเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 ฟรีจริงๆ ไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 เมษายน 2569 ใครที่อยากขับขี่ปลอดภัย ต้องไม่พลาด!

ตรวจสภาพรถฟรี ตรวจอะไรบ้าง?

โครงการนี้ให้บริการตรวจสภาพรถเบื้องต้นแบบครบครัน โดยช่างผู้เชี่ยวชาญจะช่วยเช็คให้ฟรีๆ เช่น ระบบเบรกและสภาพยางรถที่สำคัญมากสำหรับการขับทางไกล การทำงานของเครื่องยนต์ ระดับน้ำมันเครื่อง ความสกปรกของน้ำมัน หม้อน้ำและรอยรั่ว ไส้กรองอากาศ รวมถึงไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่างๆ สำหรับรถจักรยานยนต์ยังมีตรวจการรั่วซึมของน้ำมันจากถังและท่อเพิ่มเติมด้วย บางแห่งยังให้ส่วนลดค่าอะไหล่ด้วยนะ คุ้มสุดๆ ไปเลย

การ ตรวจสภาพรถฟรี นี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาล โดยกรมการขนส่งทางบกทำทุกปีเพื่อให้เจ้าของรถตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรถให้พร้อมก่อนลุยถนนใหญ่

สถานที่ตรวจสภาพรถฟรี ใกล้บ้านคุณ

นำรถไปรับบริการได้ที่ศูนย์ของภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ หาได้ง่ายๆ จากป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย รับสงกรานต์” พันธมิตรมีทั้งภาครัฐและเอกชนชั้นนำ เช่น สมาคมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์ไทย, สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย, โตโยต้า, ฮอนด้า, นิสสัน, อีซูซุ, มิตซูบิชิ, ไทยฮอนด้า, ยามาฮ่า, คาวาซากิ, ซูซูกิ, วิริยะประกันภัย, บางจาก, ปตท., PTG, B-Quik และอื่นๆ อีกมากมาย กว่า 20 แห่ง กระจายทั่วประเทศ ลองเช็คใกล้บ้านคุณสิ

  • ตรวจระบบเบรกและยางรถ
  • เช็คเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง หม้อน้ำ
  • ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟท้าย
  • รั่วซึมน้ำมัน (พิเศษมอเตอร์ไซค์)
  • ส่วนลดอะไหล่บางรายการ

นอกจาก ตรวจสภาพรถฟรี แล้ว ผู้ขับขี่ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยนะครับ พักผ่อนเต็มที่ งดเหล้า-เบียร์ หยุดพักทุก 2 ชม. ถ้าเหนื่อย และใช้ความเร็วตามกฎ ระวังเส้นทางไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะถนนสายหลักที่คนเยอะช่วงสงกรานต์ การขับขี่ปลอดภัยคือกุญแจสำคัญในการเดินทางสนุก

โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่ดีระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน ในมุมมองผม การลงทุนเวลาไปตรวจรถแค่นี้ ช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุได้มหาศาล โดยเฉพาะช่วงที่รถติดยาวๆ

รีบไปตรวจสภาพรถฟรีกันเลยวันนี้! ขับปลอดภัย สงกรานต์สนุกแน่นอน

ที่มา – ชวน “ตรวจสภาพรถฟรี” ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ก่อนเดินทางช่วงสงกรานต์ 2669