วัน: 26 มีนาคม 2026

สกนช. แนะขับรถประหยัดน้ำมัน 40%

ในยุคที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรง ทำให้เงินในกระเป๋าเราหนักใจทุกครั้งที่แวะปั๊ม แต่ไม่ต้องกังวล! สกนช. แนะขับรถประหยัดน้ำมัน 40% ด้วยการปรับเปลี่ยนแค่ 4 พฤติกรรมการขับขี่ง่ายๆ ก็ช่วยให้คุณประหยัดค่าน้ำมันได้มหาศาล เงินเหลือใช้จ่ายเรื่องอื่นได้สบายๆ มาดูกันเลยว่าวิธีไหนบ้างที่ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) แนะนำ

สกนช. แนะขับรถประหยัดน้ำมัน 40%

สกนช. หรือ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้โพสต์เคล็ดลับสุดเจ๋งบนเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2567 โดยเน้นย้ำว่า แค่เปลี่ยนนิสัยขับรถนิดหน่อย ก็ลดการใช้ “น้ำมัน” ได้ถึง 40% รวมกัน สร้างความยั่งยืนด้านพลังงานให้ประเทศไปด้วยกัน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ผันผวนแบบนี้ เคล็ดลับเหล่านี้เป็นอาวุธลับที่ทุกคนทำได้ทันที

1. ขับด้วยความเร็วคงที่ 90 กม./ชม.

เคล็ดลับแรกที่ สกนช. แนะขับรถประหยัดน้ำมัน 40% คือ การรักษาความเร็วที่ 90 กม./ชม. โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน เหตุผลง่ายๆ คือ แรงต้านทานอากาศจะเพิ่มขึ้นแบบกำลังสองตามความเร็ว ยิ่งขับเร็ว เช่น 110 กม./ชม. ขึ้นไป รถจะกินน้ำมันมากกว่าเดิมถึง 15-25% การขับช้าแต่คงที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ลองนึกภาพสิ ขับเร็วเหมือนกำลังเผาเงินสดทิ้งเปล่าๆ โดยเฉพาะบนทางด่วน ลองปรับดู คุณจะเห็นความแตกต่างชัดเจนในถังน้ำมัน

2. เช็คลมยางให้ตรงสเปกทุกครั้ง

  • ยางอ่อนเกินไปแม้แค่ 1 PSI ก็ทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มทันที
  • การเติมลมยางให้พอดีตามคู่มือรถ ช่วยประหยัดได้ 2-3% ต่อเดือน

หลายคนมองข้ามเรื่องนี้ แต่สกนช. ย้ำว่าลมยางผิดปกติเพิ่มแรงต้านทานการหมุนของล้อ ทำให้เครื่องยนต์ต้องใช้พลังงานมากขึ้น แนะนำให้เช็คทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะรถใช้งานหนัก วิธีเช็คง่ายๆ ใช้เกจวัดลมยางที่ปั๊ม หรือแอปมือถือบางตัวช่วยได้ เงินที่รั่วไหลจากยางอ่อน จะหยุดลงทันทีที่คุณใส่ใจ

3. ออกตัวนุ่มนวล ไม่กระชากคันเร่ง

การเหยียบคันเร่งแบบมิดสุดตั้งแต่เริ่มออกตัว ทำให้ระบบฉีดน้ำมันทำงานหนักเกินจำเป็น สกนช. แนะให้ค่อยๆ เร่งความเร็วแบบ smooth รักษาความเร็วคงที่หลังจากนั้น เทคนิคนี้ช่วยลดการสิ้นเปลืองได้ถึง 10-30% โดยเฉพาะในเมืองที่มีสัญญาณไฟจราจรเยอะ ลองฝึกขับแบบ ‘นุ่มนวล’ เหมือนกำลังลูบขนแมว จะเห็นว่าน้ำมันเหลือเยอะขึ้นจริงๆ

4. ชะลอรถแบบ Coast to Stop

  • ถอนคันเร่งล่วงหน้าเมื่อเห็นไฟแดงหรือจุดหมาย
  • ใช้แรงเฉื่อยของรถแทนการเหยียบเบรกหนัก

วิธีนี้ช่วยให้เครื่องยนต์ตัดการฉีดน้ำมันขณะไหล ลดการใช้พลังงานอีก 5% หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหันที่ทำให้ต้องเร่งใหม่ทั้งหมด เหมาะมากสำหรับการขับในเมืองติดๆ ขัดๆ

สรุปแล้ว แค่รวม 4 วิธีที่ สกนช. แนะขับรถประหยัดน้ำมัน 40% เข้าด้วยกัน คุณจะประหยัดได้สูงสุด 40% ไม่ใช่แค่ช่วยเงินในกระเป๋า แต่ยังลดการปล่อยคาร์บอน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า สร้างอนาคตพลังงานยั่งยืนให้ลูกหลาน ลองนำไปปฏิบัติตั้งแต่วันนี้ แล้วคุณจะติดใจ!

คำเรียกดู: ลองปรับพฤติกรรมขับขี่ตามเคล็ดลับสกนช. แล้วแชร์ประสบการณ์ว่าประหยัดได้กี่เปอร์เซ็นต์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ ช่วยกันประหยัดเพื่อโลกใบนี้!

ที่มา – สกนช. แนะวิธี “ขับรถ” อย่างไรให้เงินเหลือๆ ประหยัด “น้ำมัน” ได้สูงสุด 40%

นักเตะพรีเมียร์ลีกโดนจับขับรถเร็วหลังซ้อม

นักเตะพรีเมียร์ลีกโดนจับขับรถเร็วหลังซ้อม กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ปีกวัย 21 ปีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานขับรถเกินกำหนดความเร็ว เพียงไม่กี่วันก่อนที่เขาจะย้ายไปเชลซีในดีล 40 ล้านปอนด์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ใกล้กับสนามฝึกซ้อม Carrington ของแมนฯ ยูไนเต็ดในแมนเชสเตอร์ การ์นาโช่ขับรถ Audi RS3 สีดำของตัวเองด้วยความเร็ว 50 ไมล์ต่อชั่วโมง ในโซนจำกัดความเร็ว 40 ไมล์ต่อชั่วโมง จนกล้องจับความเร็วทำงานทันที

นักเตะพรีเมียร์ลีกโดนจับขับรถเร็วหลังซ้อม: รายละเอียดคดี

การ์นาโช่ซึ่งเป็นนักเตะทีมชาติอาร์เจนตินา ได้รับการอบรมจากอะคาเดมี่ของแมนฯ ยูไนเต็ด แต่ถูกกุนซือรุเบน อโมริม ไม่ส่งลงสนามบ่อยนัก จนต้องย้ายทีมไปเชลซี และทำประตูไปแล้ว 7 ลูกจาก 36 นัด

ในศาล Liverpool Magistrates’ Court ทนายของเขายอมรับแทน โดยระบุว่า “คุณการ์นาโช่ยอมรับว่ากระทำผิดฐานขับเกินความเร็ว และรู้สึกอับอายกับเหตุการณ์นี้” ศาลตัดสินปรับเงิน 660 ปอนด์ ค่าใช้จ่าย 120 ปอนด์ และค่าธรรมเนียมผู้เสียหาย 264 ปอนด์ รวมทั้งหักคะแนนใบขับขี่ 3 คะแนน

ประวัติเหตุการณ์นักเตะพรีเมียร์ลีกโดนจับขับรถเร็วหลังซ้อม

กล้องจับภาพได้เวลา 17:51 BST บนถนน Carrington Lane ใกล้ทางเข้าสนามฝึกซ้อม ตำรวจส่งจดหมายแจ้ง 2 ครั้ง แต่การ์นาโช่ไม่ตอบรับยืนยันตัวผู้ขับขี่ จนถูกดำเนินคดีเพิ่มฐานไม่ให้ข้อมูลผู้ขับ แต่สุดท้ายถอนหลังจากยอมรับผิด speeding

  • รถ: Audi RS3 สีดำ
  • ความเร็ว: 50mph ในโซน 40mph
  • วันเกิดเหตุ: 26 ส.ค. ก่อนย้ายทีม 4 วัน
  • โทษ: ปรับรวมกว่า 1,000 ปอนด์ + 3 คะแนน

คดีนี้ตัดสินแบบ Single Justice Procedure หลังประตูปิด เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทนายจาก JMW Solicitors ช่วยต่อรองให้ถอนข้อหาอีกข้อได้สำเร็จ

ข่าวนี้ชี้ให้เห็นว่านักเตะดังในพรีเมียร์ลีกก็ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรเช่นกัน แม้จะขับรถหรูหลังซ้อมหนักๆ แต่ความประมาทอาจนำมาซึ่งบทลงโทษหนัก กรณีคล้ายๆ กันเคยเกิดกับนักเตะหลายคน เช่น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือคนอื่นๆ ที่โดนปรับเพราะ speeding

หลังย้ายมาเชลซี การ์นาโช่โชว์ฟอร์มดี แต่เรื่องนอกสนามแบบนี้อาจกระทบภาพลักษณ์ได้ หากแฟนบอลสนใจข่าวนักเตะพรีเมียร์ลีก อย่าลืมติดตามอัปเดตประจำวัน

เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักเตะรุ่นใหม่ ว่าต้องระวังเรื่องขับขี่ให้มากขึ้น โดยเฉพาะหลังซ้อมที่อาจเหนื่อยล้า สุดท้ายแล้ว กฎหมายไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใคร

ติดตามข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและเรื่องราวนักเตะดังได้ที่นี่ทุกวัน!

ที่มา – Premier League star caught speeding after training

7 มาตรการช่วยคนเดือดร้อนราคาน้ำมัน บัตรสวัสดิการ

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย รัฐบาลจึงเร่งออก 7 มาตรการ ช่วยคนเดือดร้อน ราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน หนึ่งในนั้นคือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้มากขึ้นท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น

จากรายงานเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติ 7 มาตรการ ช่วยคนเดือดร้อน ราคาน้ำมัน ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ชาวประมง ผู้ประกอบการขนส่ง และ SME ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ มาตรการเหล่านี้ถือเป็นการช่วยเหลือโดยตรงที่ประชาชนรอคอยมานาน

7 มาตรการ ช่วยคนเดือดร้อน “ราคาน้ำมัน” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เงินเพิ่ม

มาดูรายละเอียดของแต่ละมาตรการกันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่ามาตรการไหนช่วยใครบ้าง และจะเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่

1. พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

ครม. มอบหมายให้กระทรวงการคลังกลับไปศึกษาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้เหมาะสมทั้งวิธีการและระยะเวลา ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันปลายทางได้ทันที สิ่งนี้จะเป็นการลดภาระให้ผู้บริโภคทุกคนโดยตรง โดยไม่ต้องรอมาตรการอื่น

2. เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่ม

กลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มจากเดือนละ 300 บาท เป็น 400 บาทต่อคน สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านค้าที่ร่วมรายการ มาตรการนี้ช่วยครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยนับล้านคน โดยในช่วงรัฐบาลรักษาการจะดำเนินการก่อน และประเมินต่อยอดหากมีการเปลี่ยนรัฐบาล

3. ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง

กลุ่มรถบรรทุก รถโดยสาร และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะได้รับการดูแลจากกระทรวงคมนาคม โดยพิจารณามาตรการเฉพาะ เช่น สนับสนุนน้ำมันหรือลดค่าธรรมเนียม เพื่อไม่ให้ค่าขนส่งปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน

4. สนับสนุนเกษตรกรเรื่องค่าปุ๋ย

เกษตรกรได้รับผลกระทบหนักจากราคาปุ๋ยที่แพงขึ้น รัฐจึงผลักดันโครงการธงเขียว สนับสนุนค่าปุ๋ยควบคู่กับบัตรดินดี เพื่อลดต้นทุนการผลิตและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือทางเลือก ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมี

5. ช่วยเหลือชาวประมงใช้น้ำมัน B20

ชาวประมงจะได้รับการสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันปกติ 5-6 บาทต่อลิตร ช่วยลดต้นทุนการออกเรือ ทำให้ราคาปลาไม่แพงเกินไปสำหรับผู้บริโภค

6. ช่วยคู่สัญญาภาครัฐและอุตสาหกรรม

กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง อุตสาหกรรม และคู่สัญญารัฐที่ใช้น้ำมันรันเครื่องจักร จะได้รับการขยายเวลาการตรวจรับงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ป้องกันการผิดสัญญาจากปัญหาขาดแคลนน้ำมัน

7. Soft loan สำหรับ SME

กระทรวงการคลังมอบหมายธนาคารออมสินเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SME และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ รายละเอียดจะประกาศเร็วๆ นี้

มาตรการทั้ง 7 ข้อนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนในยามวิกฤต 7 มาตรการ ช่วยคนเดือดร้อน ราคาน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดำเนินการได้รวดเร็วตามแผน ประชาชนจะได้รับประโยชน์เต็มที่

คุณคิดว่ามาตรการไหนจะช่วยคุณมากที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – 7 มาตรการ ช่วยคนเดือดร้อน “ราคาน้ำมัน” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เงินเพิ่ม

เชียงใหม่ PM2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็ก 8 ขวบเลือดกำเดา

เชียงใหม่กำลังเผชิญกับวิกฤตฝุ่นควันหนักหน่วง เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล เป็นข่าวร้ายที่ทำให้ชาวเชียงใหม่ตื่นตัว ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากไฟป่าลุกลามปกคลุมทั่วเมือง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่เสี่ยงสูง

เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล

วันที่ 26 มีนาคม 2569 ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดนับตั้งแต่เข้าสู่ฤดูฝุ่นปีนี้ โดยจุดวัดที่บ้านปางมะเยา ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว พุ่งสูงถึง 860 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในเวลา 12.00 น. ขณะที่ในเขตเมืองอย่างโรงพยาบาลนครพิงค์ อยู่ที่ 256 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกือบทุกอำเภอเกินมาตรฐานสุขภาพ 150 ไมโครกรัม ท้องฟ้ามืดครึ้ม ทัศนวิสัยลดลง ทำให้การจราจรลำบาก

สาเหตุหลักมาจากไฟป่าที่ลุกลามในป่าเชิงเขาและที่สูงหลายจุด ฤดูแล้งทำให้ใบไม้แห้งง่าย จุดไฟเกษตรกรรม และลมพัดพาควันลงสู่หุบเขา สะสมฝุ่นพิษ PM 2.5 ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กทะลุเข้าปอดได้ง่าย ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด หัวใจ และมะเร็งระยะยาว

ผลกระทบสุขภาพจากเชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5

ประชาชนจำนวนมากเริ่มมีอาการแสบตา น้ำตาไหล คอแห้ง ผื่นคันตามผิวหนัง โดยเฉพาะเด็กหญิงวัย 8 ขวบในตัวเมืองเชียงใหม่ ที่มีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ผู้ปกครองระบุว่าเคยเกิดอาการเดียวกันปีที่แล้วในช่วงฝุ่นพุ่งสูง สาเหตุน่าจะจาก PM 2.5 ที่รบกวนหลอดเลือดและเยื่อบุจมูก ทำให้เลือดออกง่าย

  • อาการเฉียบพลัน: แสบตา ไอ จาม คัดจมูก
  • กลุ่มเสี่ยง: เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยปอด หอบหืด
  • ผลระยะยาว: ลดสมรรถนะปอด เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

แพทย์แนะนำให้สวมหน้ากาก N95 หรือ KF94 อยู่แต่ในร่ม เปิดเครื่องฟอกอากาศ ปิดประตูหน้าต่าง และดื่มน้ำมากๆ หากอาการรุนแรงให้รีบพบแพทย์ทันที

แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในเชียงใหม่

รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นกำลังระดมดับไฟป่า ใช้โดรนตรวจจับจุดความร้อน และขอความร่วมมือเกษตรกรเลิกเผาในที่โล่ง แต่ประชาชนต้องช่วยตัวเองด้วย ตรวจสอบค่าฝุ่นได้ที่แอป AirVisual หรือเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ

นอกจากนี้ การปลูกป่าฟื้นฟู การใช้พลังงานสะอาด และนโยบายลดเผาไร่หมุนเวียน จะช่วยลดปัญหานี้ในระยะยาว เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ หากฝุ่นพิษปกคลุมต่อเนื่อง จะกระทบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวด้วย

จากประสบการณ์ปีก่อนๆ พบว่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดเกิน 300 ไมโครกรัมหลายวัน ทำให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยเพิ่ม 20-30% ปีนี้สถานการณ์รุนแรงกว่า ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องจนเข้าสู่ฤดูฝน

เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล เป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทุกคนช่วยกันลดการเผา ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว สนับสนุนนโยบายเขียว จะช่วยให้อากาศบริสุทธิ์กลับคืนมา

คำแนะนำสุดท้าย: อย่ารอให้สายเกินไป! ตรวจค่าฝุ่นทุกวัน สวมหน้ากากอนามัย และติดตามข่าวสารเพื่อปกป้องสุขภาพตัวเองและครอบครัว หากคุณมีประสบการณ์เผชิญฝุ่น PM 2.5 แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล

“นภินทร” เผย วงประชุมครม.นัดพิเศษ ออกมาตรการช่วยประชาชน

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดีขึ้นอย่างรวดเร็วหลายบาท สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ รัฐบาลจึงได้จัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือโดยด่วน ล่าสุด “นภินทร” เผย วงประชุมครม.นัดพิเศษ ออกมาตรการช่วยประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม มั่นใจว่ารัฐบาลจะรับมือได้อย่างแน่นอน

“นภินทร” เผย วงประชุมครม.นัดพิเศษ ออกมาตรการช่วยประชาชน

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยหลังเข้าร่วมการประชุมครม.นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า การประชุมครั้งนี้มีการหารือหลายประเด็นสำคัญ โดยจะมีมติออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน รอการแถลงอย่างเป็นทางการจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

เมื่อถูกถามว่ารัฐบาลจะเอาอยู่หรือไม่ นายนภินทร ตอบอย่างมั่นใจว่า “เอาอยู่สิครับ” โดยย้ำว่ามีมาตรการภาษีสรรพสามิตมาช่วยลดราคาน้ำมัน รวมถึงมาตรการอื่นๆ เช่น ลดราคาสินค้าจำเป็น ควบคุมราคาให้ประชาชนมีน้ำมันใช้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง และป้องกันการกักตุนหรือเก็งกำไร

บรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปด้วยดี ทุกคนร่วมกันระดมสมองเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศและอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น

ไชยชนก ขอปรับทัศนคติ ใช้ชีวิตพอเพียง ท่ามกลางวิกฤต “นภินทร” เผย วงประชุมครม.นัดพิเศษ

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวภายหลังประชุมเช่นกันว่า ได้หารือทั้งมาตรการระยะสั้นและยาว โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยอัพเดทสถานการณ์ปั๊มน้ำมันแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนติดตามได้โดยไม่ต้องไปเช็คทีละแห่ง นอกจากนี้ยังควบคุมราคาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน และประสานงานจัดซื้อจากประเทศพันธมิตร

นายไชยชนก ยอมรับว่าราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 6 บาทต่อลิตรนั้น มาจากกลไกราคาตลาดโลก หากกดราคาไว้มากเกินไป อาจทำให้เกิดการรั่วไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สร้างปัญหาน้ำมันเถื่อนและขาดแคลนในประเทศ เช่น “กองทัพมด” ที่แฝงตัวมาซื้อไปขายต่อ ซึ่งปิดกั้นได้ยาก รัฐบาลจึงติดตามใกล้ชิด ทุกกระทรวงต้องปรับตัว

ที่สำคัญ นายไชยชนก ขอให้ประชาชนปรับทัศนคติ ใช้ชีวิตแบบพอเพียง เพราะสถานการณ์นี้อาจยืดเยื้อ และมีผลกระทบอื่นๆ ตามมา รัฐบาลพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ภายใต้ข้อจำกัดก่อนครม.ชุดใหม่

ผลกระทบราคาน้ำมันและมาตรการรัฐบาล

  • ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระประชาชน
  • ควบคุมราคาสินค้าจำเป็นในช่วงสงกรานต์
  • ใช้เทคโนโลยีติดตามสถานการณ์ปั๊มน้ำมัน
  • ประสานซื้อน้ำมันจากพันธมิตร
  • ส่งเสริมใช้ชีวิตพอเพียง ลดการบริโภคเกินจำเป็น

มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงสงกรานต์ได้อย่างไม่ลำบาก โดยรัฐบาลย้ำว่ามีน้ำมันเพียงพอแน่นอน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบให้เราทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน ลดการใช้รถส่วนตัว หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังควรติดตามข่าวสารจากช่องทาง官方อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดมาตรการใหม่ๆ ที่จะออกมา ผู้เขียนมองว่ารัฐบาลกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง แม้จะมีข้อจำกัด แต่ความมุ่งมั่นช่วยประชาชนชัดเจน หากเราทุกคนร่วมมือกัน ปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน สถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็วขึ้น

CTA: ติดตามข่าวอัพเดทมาตรการรัฐบาลได้ที่เว็บไซต์ของเรา และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “นภินทร” เผย วงประชุมครม.นัดพิเศษ ออกมาตรการช่วยประชาชน

ศาลกัมพูชายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าวชายแดนกบฏ

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ สร้างความฮือฮาและเสียงวิจารณ์จากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนที่มองว่าเป็นการกดดันเสรีภาพสื่ออย่างหนัก กรณีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ศาลอุทธรณ์จังหวัดพระตะบองของกัมพูชาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น สั่งจำคุกนายเพียบ พารา และนายพร โสเพียบ สองนักข่าวจากสถานี TSP 68 TV Online เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหาการกบฏและบ่อนทำลายการป้องกันประเทศ ทั้งสองถูกกล่าวหาว่าจัดหาข้อมูลอันตรายต่อความมั่นคงให้รัฐต่างชาติ

ย้อนเหตุการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว สองนักข่าวเดินทางไปยังจังหวัดอุดรมีชัย เพื่อรายงานสถานการณ์ขัดแย้งชายแดน พวกเขาได้ถ่ายภาพคู่กับทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาททับซ้อนกับไทย ภาพดังกล่าวถูกโพสต์บนเฟซบุ๊ก ก่อนที่สื่อไทยจะนำไปรายงาน โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานการวางทุ่นระเบิดหลังประกาศหยุดยิง สิ่งนี้จุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง

รายละเอียดคดีและการจับกุม

หลังโพสต์ภาพ นักข่าวทั้งคู่ถูกจับกุมทันที ข้อหาหนักระดับกบฏมีโทษจำคุก 7-15 ปี แม้จะอุทธรณ์ แต่ศาลยืนยันคำตัดสินเดิม ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมกัมพูชา

ปฏิกิริยาจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน

กลุ่ม LICADHO ออกแถลงการณ์ประณามคดีนี้ โดยนายอำ สำอาต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวกับ AFP ว่า “คดีนี้กระทบวงการสื่อโดยตรง นักข่าวจะหวาดกลัวและไม่กล้ารายงานข่าวสำคัญ” การตัดสินนี้ถูกมองเป็นเครื่องมือปิดปากสื่อในพื้นที่敏感

บริบทข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ปีที่ผ่านมา ชายแดนทั้งสองประเทศปะทะกันหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียหายและประชาชนอพยพนับล้าน ไทยกล่าวหาเขมรวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตทับซ้อน ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ แต่กัมพูชาปฏิเสธ แม้จะลงนามหยุดยิงปลายปี 2025 แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่

  • ปราสาทตาควาย: พื้นที่พิพาทยาวนาน
  • การวางทุ่นระเบิด: ข้อกล่าวหาที่จุดชนวน
  • ผลกระทบต่อประชาชน: การอพยพและความสูญเสีย
  • บทบาทสื่อ: รายงานความจริงท่ามกลางความเสี่ยง

กัมพูชาติดอันดับ 161 จาก 180 ในดัชนีเสรีภาพสื่อของ RSF แสดงถึงปัญหาโครงสร้างที่รุนแรง สื่อต้องเผชิญการเซ็นเซอร์และลงโทษทางการเมือง

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ จึงไม่ใช่แค่คดีส่วนบุคคล แต่สะท้อนวิกฤตเสรีภาพสื่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักข่าวกลายเป็นแพะรับบาปในเกมการเมืองชายแดน

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักข่าวต้องระมัดระวังในการรายงานข่าวชายแดน แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ควรปกป้องเสรีภาพสื่อให้มากขึ้น คุณคิดว่าความยุติธรรมในคดีนี้เป็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

ฟอร์มซาก้าน่าเป็นห่วงสำหรับอาร์เซนอลหรือ?

ฟอร์มซาก้าน่าเป็นห่วงสำหรับอาร์เซนอลหรือ?

โดย Alex Howell ผู้สื่อข่าวอาร์เซนอล และ Chris Collinson นักสถิติ BBC Sport

สัญญาณแรกๆ ของการพึ่งพา อาร์เซนอล ในตัวบูกาโย่ ซาก้า เริ่มปรากฏให้เห็นหรือไม่? การพ่ายแพ้ต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในนัดชิงชนะเลิศคาราบาว คัพ เป็นนัดที่ 50 ของฤดูกาลอันหนักหน่วงนี้ ทำให้ความหวังคว้าโควตัดรบล้มเหลว

ทหารปืนใหญ่ยังคงมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม และอยู่ในตำแหน่งลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก รอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก การแพ้ซิตี้เป็นนัดที่ 4 เท่านั้นในทุกรายการ

ซาก้าที่เป็นกัปตันทีมในนัดนั้น มีฟอร์มที่ถูกตั้งคำถามจากแฟนบอลและนักวิจารณ์ หลังอาร์เซนอลพลาดแชมป์ถ้วยแรกนับตั้งแต่ปี 2020

ด้วยฟุตบอลโลกที่กำลังใกล้เข้ามา โธมัส ทูเคิล กุนซือทีมชาติอังกฤษ พยายามปกป้องนักเตะหลัก และให้ซาก้าพักในสัปดาห์แรกของช่วงทีมชาติ

เกิดอะไรขึ้น?

เวย์น รูนี่ย์ อดีตดาวยิงแมนยูและอังกฤษ กล่าวว่า “แรงกดดันในการคว้าแชมป์อาจสะสมและทำให้ยาก” เกี่ยวกับฟอร์มของซาก้า “ผมคิดว่าเขาลำบากในฤดูกาลนี้ เขาเล่นมามากแล้วในอาชีพ ทุกคนรู้ว่ามีมากกว่านี้”

ฟอร์มซาก้าน่าเป็นห่วงสำหรับอาร์เซนอลหรือเพราะมาตรฐานสูงที่คาดหวังจากปีกวัย 24 ปีรายนี้ เขาเพิ่งต่อสัญญา 5 ปีกับสโมสรชาติบ้านเกิดในเดือนกุมภาพันธ์

ความสำคัญของซาก้าต่ออาร์เซนอลไม่อาจประเมินต่ำเกินไป เรื่องราว ความผูกพันกับแฟนบอล และบทบาทในทีมไม่สามารถแทนที่ได้ ในยุคเจ้าของอเมริกันและฟุตบอลโลกาภิวัตน์ เขาคือแฟรนไชส์เพลเยอร์

แต่เมื่อฟอร์มไม่เปรี้ยง คำถามก็ตามมา นับตั้งแต่ต้นปี เขายิงได้แค่ 2 ประตู จาก 17 นัด พลาด 3 นัดเพราะเจ็บสะโพก ก่อนยิงในนัดเสมอวูล์ฟส์ 2-2 เมื่อเดือนที่แล้วในตำแหน่งหมายเลข 10 เขาไม่ยิง 15 นัดติด ยิง 6 ลูกในพรีเมียร์ลีกจาก 27 นัด

นัดชิงคัพกับซิตี้เป็นนัดที่ 305 ให้อาร์เซนอล มิเกล อาร์เตต้าต้องการความน่าเชื่อถือจากเขา ในปี 2022 อาร์เตต้าบอกว่า “นักเตะชั้นนำเล่น 70 นัด ทุก 3 วัน และตัดสินเกม คุณอยากเก่งต้องทำได้”

การเชื่อมต่อที่ขาดหาย

มีเหตุผลที่ซาก้าไม่เต็มฟอร์มตอนนี้ เขามี 9 ประตู+แอสซิสต์ในลีก แต่ตัวเลข xG ชี้ว่าโชคร้าย กราฟแสดงว่าควรมีประตูเพิ่ม 1 และแอสซิสต์ 3

พรสวรรค์จากทางขวาไม่ใช่เรื่องใหม่ ทีมคู่แข่งใช้กองหลัง 2-3 คนรับมือ ทำให้เขาผ่านให้เพื่อน แต่ตัวเลขไม่สะท้อนเสมอไป

ฟอร์มซาก้าน่าเป็นห่วงสำหรับอาร์เซนอลหรือ?

ฝั่งขวาของอาร์เซนอลบาดเจ็บหนัก มาร์ติน โอเดการ์ด เจ็บเข่าและไหล่ 2 ครั้ง เริ่มตัวจริงแค่ 13 นัด เบน ไวท์ก็เจ็บ อาร์เตต้าเลือกยูเรียน ทิมเบอร์แทน

ฝั่งขวาเคยไหลลื่น โอเดการ์ดและไวท์ช่วยให้ซาก้าเคลื่อนที่อิสระ แต่ฤดดูนี้ไม่เหมือนเดิม เจ็บของไค ฮาแวร์ตซ์ ทำให้ต้องจับคู่กับวิคตอร์ กิโอเคเรส สัญญาณนักใหม่ที่ยังไม่ลงตัว

การบาดเจ็บน่าเป็นห่วงไหม?

เจ็บแฮมสติริงครั้งแรกฤดูกาลที่แล้ว หลังนัดที่ 250 ทำให้เขาเป็นอังกฤษเยาวชนที่สุดที่ทำได้ พัก 101 วัน แต่คืนฟอร์มยิงฟูแล่มและเรอัล มาดริด ช่วยทีมถึงรอบรองยูซีแอล

ฤดูกาลนี้เจ็บแฮมสติริง 4 สัปดาห์ต้นฤดู และสะโพกพลาด 3 นัด กราฟแสดงฤดูกาล 2023-24 เป็นข้อยกเว้นจากลูกโทษ 6 ลูก (0.49 ประตู/90 นาที) ฤดูกาลนี้ยิงจุดโทษแค่นัดเดียว

6 ฤดูกาลหลัง ซาก้าอยู่ในกลุ่มเล่นนาทีมากสุด ฤดูกาลนี้ 2,869 นาที มากกว่า 2,619 นัดที่แล้ว ทูเคิลกังวลเรื่องนาทีเล่น ซาก้าอาจเล่นอีก 15 นัด ถ้าถึงนัดชิงทั้งสองถ้วย รวม 57 นัด

แม้ตัวเลขไม่สุดยอด แต่ถ้าช่วยอาร์เซนอลคว้าแชมป์จบภัยแล้ง และลุยฟุตบอลโลกกับอังกฤษ ฤดูกาลนี้อาจสำคัญที่สุด

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ฟอร์มซาก้าน่าเป็นห่วงสำหรับอาร์เซนอลหรือ? คุณคิดว่าเขาจะกลับมาพีคทันฟุตบอลโลกไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวอาร์เซนอล!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 4 เดือน “มือเผาป่า” รายแรก ที่แพร่

ในช่วงที่ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 กำลังรุนแรงในภาคเหนือของไทย การเผาป่ากลายเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน วันนี้เราจะมาพูดถึงคดีสำคัญที่เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่คิดลักลอบเผาป่า นั่นคือกรณี ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 4 เดือน “มือเผาป่า” รายแรก ที่แพร่ ปรับหนักหลักแสน ซึ่งเกิดขึ้นที่อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง จังหวัดแพร่

ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 4 เดือน “มือเผาป่า” รายแรก ที่แพร่ ปรับหนักหลักแสน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นควันหนาแน่น เจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวังของอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง พบชายวัยกลางคนจากตำบลต้าผามอก อำเภอลอง ขี่รถยนต์มาจอดหน้าที่ทำการอุทยานฯ แล้วจุดไฟเผาป่าแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไฟเริ่มลุกโชนขนาดเท่าฝ่ามือ เจ้าหน้าที่รีบเข้าไปจับกุม แต่ผู้ต้องหาพยายามเหยียบดับไฟแล้วขับรถหนี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ติดตามตัวได้ทันและส่งฟ้องศาลทันที

ล่าสุด วันที่ 17 มีนาคม 2569 ศาลจังหวัดแพร่ตัดสินคดีเด็ดขาด แม้พื้นที่ป่าจะยังไม่เสียหายมาก แต่ศาลชี้ว่าความผิดสำเร็จแล้ว โดยสั่งจำคุก 1 ปี 4 เดือน (รับสารภาพ โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี) และปรับเงินสูงถึง 143,000 บาท เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้กระทำผิดรายอื่น

รายละเอียดคำพิพากษาและบทเรียนจากคดีนี้

นายวิทวัฒน์ เรืองเดช หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง เปิดเผยในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ว่าคดีนี้เป็น “อุทาหรณ์บทแรก” ในจังหวัดแพร่ ที่จับกุมผู้กระทำผิดได้คาหนังคาเขา ผู้ต้องหามีเจตนาชัดเจนในการจุดไฟเผาป่า ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นควันรุนแรง หัวหน้าอุทยานย้ำว่า จะไม่ละเว้นผู้กระทำผิดใดๆ และขอให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าระวัง

  • โทษจำคุก: 1 ปี 4 เดือน (รอลงอาญา 2 ปี)
  • ค่าปรับ: 143,000 บาท
  • เหตุผลศาล: ความผิดสำเร็จแล้ว แม้ความเสียหายยังไม่มาก
  • สถานที่: อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง อ.ลอง จ.แพร่

ปัญหาการเผาป่าในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่เกษตรกรบางรายเผาเพื่อเตรียมดินทำการเกษตร หรือล่าสัตว์ป่า ส่งผลให้เกิดฝุ่นควันปกคลุมท้องฟ้า สุขภาพประชาชนแย่ลง และระบบนิเวศป่าทำลายล้าง ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ลักลอบเผาป่าจะถูกดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา โทษหนักหน่วงเพื่อปกป้องป่าธรรมชาติซึ่งเป็นปอดของโลก

คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่รัฐทำงานจริงจัง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำลังเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง เช่น ใช้โดรน ดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน และรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนไม่ให้เผาป่า หากทุกคนช่วยกัน ปัญหานี้จะลดลงได้

นอกจากนี้ ในจังหวัดแพร่และภาคเหนือ มีคดีเผาป่าอื่นๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่คดีนี้เป็นรายแรกที่ศาลตัดสินเด็ดขาด สะท้อนถึงความเด็ดขาดของกระบวนการยุติธรรม ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้เจ้าหน้าที่และประชาชน

สำหรับผู้ที่สนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายเผาป่า สามารถศึกษาจากเว็บไซต์กรมอุทยานฯ หรือร่วมเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวังป่าได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติ

สุดท้ายนี้ คดี ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 4 เดือน “มือเผาป่า” รายแรก ที่แพร่ เป็นเครื่องเตือนใจว่า การกระทำผิดกฎหมายมีผลตามมา มาช่วยกันดูแลป่าไม้ รักธรรมชาติ เพื่อลูกหลานรุ่นหลังกันเถอะ หากคุณพบการลักลอบเผาป่า รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที!

ที่มา – ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 4 เดือน “มือเผาป่า” รายแรก ที่แพร่ ปรับหนักหลักแสน

ก.พ. 69 เริ่มสอบภาค ก. รอบ 1-5 สัปดาห์นี้!

เฮ้! ทุกคนที่กำลังลุยสอบ ก.พ. 69 ฟังทางนี้เลยนะ สัปดาห์นี้ ก.พ. 69 เริ่มสอบภาค ก. รอบ 1-5 แล้ว! ใช้ระบบ e-Exam สุดทันสมัย ระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคม 2569 ถ้าพร้อมลุยแล้ว อย่าลืมเช็ควันเวลา สถานที่สอบ และที่สำคัญที่สุด พิมพ์ “บัตรประจำตัวสอบ” ให้เสร็จก่อนไปนะ ไม่งั้นพลาดโอกาสใหญ่ได้เลย

การสอบ ก.พ. 69 ภาค ก. เพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไปนี้ เป็นก้าวสำคัญสำหรับใครที่อยากบรรจุเข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่ต้องผ่านด่านนี้ สำนักงาน ก.พ. จัดแบบ e-Exam เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ลดกระดาษ และป้องกันโกง แต่ก็ต้องรู้กฎให้ดี ไม่งั้นโดนตัดสิทธิ์ได้นะ

ก.พ. 69 ขั้นตอนพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ

อยากได้บัตรสอบ ก.พ. 69 ง่ายนิดเดียว ทำตามนี้เลย:

  1. เข้าเว็บ https://job3.ocsc.go.th/OCSRegisterWeb/home
  2. คลิก “ค้นหาสถานที่สอบและพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ”
  3. เช็คข้อมูลส่วนตัว สถานที่ เวลา แล้วกดพิมพ์ได้เลย!

จำไว้นะ รูปในบัตรต้องเป็นรูปที่อัปโหลดตอนสมัคร หน้าตรง ไม่สวมหมวก แว่นดำ ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน พื้นหลังเรียบ .JPG เกิน 40KB ถ้ารูปไม่ตรงหรือไม่ใช่ตัวเอง โดนห้ามสอบแน่นอน

เอกสารสำคัญสำหรับลงทะเบียน ก.พ. 69

  • บัตรประจำตัวสอบ พิมพ์จากเว็บ ก.พ.
  • บัตรแสดงตน เช่น บัตรประชาชน บัตรเจ้าหน้าที่รัฐ บัตรข้าราชการกลาโหม บัตรทหาร ใบขับขี่ หรือพาสปอร์ต (ฉบับจริงเท่านั้น! สำเนาไม่ได้)

ถ้าไม่มีบัตรเหล่านี้ ใช้ใบรับรองเลขบัตรประชาชน หรือ QR จากแอป ThaiD / DLT QR LICENSE แทนได้ ต้องแสดงคู่กับบัตรสอบ ถ้าเลข 13 หลักไม่ตรง โดนปฏิเสธทันที

ระเบียบการสอบ ก.พ. 69 ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ

1. แต่งกายสุภาพเรียบร้อย ประพฤติดี เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ ห้ามขัดคำสั่ง

2. ลงทะเบียนก่อนเข้าห้อง ถ้าไม่มีเอกสารครบ ห้ามเข้า ถ้าผิดพลาดหลังสอบแล้ว จะถูกยกเลิกคะแนน ต้องนั่งรอจนครบเวลา

3. สิ่งที่นำเข้าได้: เฉพาะบัตรสอบ + บัตรแสดงตน (หรือ QR), ดินสอ ยางลบ ปากกา (เตรียมเอง), บัตรที่นั่งที่เจ้าหน้าที่ให้

4. ห้ามเด็ดขาด: โทรศัพท์ สมาร์ทวอทช์ เครื่องคิดเลข เอกสาร กระเป๋า นาฬิกา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ถ้าพบถือว่าทุจริต ยกเลิกคะแนน ก.พ. ไม่รับผิดชอบของหาย

การสอบ e-Exam จะมีระบบตรวจจับทุจริตอัตโนมัติ กล้องวงจรปิด คำสั่งชัดเจนตามประกาศ ก.พ. 2569 ใครทำตามทุกอย่าง สบายใจได้เลย

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับ ก.พ. 69: ไปถึงก่อน 30 นาที ฝึกทำข้อสอบเก่า ดูแลสุขภาพ นอนให้พอ อย่ากินหนักก่อนสอบ พกน้ำดื่มถ้าอนุญาต (เช็คก่อนนะ) สอบภาค ก. มักมีวิชาคณิต ภาษาไทย ไทยศึกษา สังคม วิทย์ ภาษาอังกฤษ ฝึก timing ให้ดีเพราะ e-Exam มีเวลาจำกัด

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนที่ลุย ก.พ. 69 สอบผ่านฉลุย สร้างอนาคตในราชการได้สำเร็จ! ถ้ายังไม่พิมพ์บัตร รีบเลยตอนนี้ แล้วแชร์ประสบการณ์สอบมาเม้นต์บอกกันหน่อย สู้ๆ นะ!

ที่มา – “ก.พ. 69” เริ่มสอบภาค ก. รอบ 1-5 สัปดาห์นี้ อย่าลืมพิมพ์ “บัตรประจำตัวสอบ”