วัน: 11 เมษายน 2026

ฤดูกาลยากลำบาก เล่นโกรธ คุยไมเคิล โอเว่น

The Football Interview คือซีรีส์ใหม่ที่นักกีฬาและดาราคนดังมาร่วมพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับพิธีกร Kelly Somers เกี่ยวกับกีฬาที่คนอังกฤษชื่นชอบที่สุด

เราจะสำรวจเรื่องทัศนคติ แรงจูงใจ ช่วงเวลาสำคัญ ความสำเร็จในอาชีพ และมุมมองส่วนตัว The Football Interview จะพาคุณไปรู้จักตัวตนเบื้องหลังนักเตะ

สัมภาษณ์จะปล่อยทุกสุดสัปดาห์บน BBC iPlayer, YouTube, BBC Sounds และเว็บ BBC Sport สัมภาษณ์สัปดาห์นี้จะออกอากาศทาง BBC One เวลา 23:35 BST วันเสาร์ที่ 11 เมษายน (และหลัง Sportscene ในสกอตแลนด์)

เส้นทางของ Ollie Watkins สู่จุดสูงสุดนั้นไม่ธรรมดา – จากการเล่นใน National League กับ Weston-super-Mare สู่การยิงประตูชัยในรอบรองชนะเลิศยูโรเกือบ 10 ปีต่อมา และแข่งขันในแชมเปียนส์ลีกกับแอสตัน วิลล่า

ฤดูกาลนี้ของ Watkins เป็นฤดูกาลยากลำบาก มี 9 ประตูและ 1 แอสซิสต์จาก 30 นัดพรีเมียร์ลีก ซึ่งต่ำกว่าปกติ แต่หลังยิงประตูใส่เวสต์แฮมก่อนพักเบรกทีมชาติ เขายิง 2 ลูกใส่โบโลญญ่าในยูโรปาลีกวันพฤหัส ทำให้ยิงครบ 99 ลูกให้วิลล่า และจุดประกายข่าวลือเรื่องติดทีมชาติเวิลด์คัพของ Thomas Tuchel

เขาพูดคุยกับ Kelly Somers เกี่ยวกับวิลล่า ความฝันทีมชาติ และการคุยกับอดีตดาวยิงอังกฤษ Michael Owen ที่ช่วยเขาผ่านฤดูกาลยากลำบาก เล่นโกรธ คุยไมเคิล โอเว่น

ฤดูกาลยากลำบาก เล่นโกรธ คุยไมเคิล โอเว่น

Kelly Somers: กลับไปจุดเริ่มต้นเลย Ollie อยากรู้รักฟุตบอลมาจากไหน และครั้งแรกที่จำได้ว่ามีลูกบอลที่เท้า

Ollie Watkins: นานมากแล้ว!

Kelly: ตอนเด็กมากจนจำไม่ได้เหรอ

Ollie: ใช่ ตอนเด็กมาก แม่บอกว่าพอเดินได้ก็เตะลูกบอลยางไปมา แล้วทุกครั้งที่ออกไปเล่นข้างถนน กลับมาพร้อมลูกฟุตบอล

Kelly: ขโมยลูกบอลเด็กอื่นเหรอ?!

Ollie: แค่เจอลูกบอลเกลื่อน ๆ เก็บมาเล่นกับพี่น้องวันหนึ่งเพื่อนมาบ้าน บอกจะไปซ้อมทีม แต่ผมไม่มีทีม เขาชวนไป แล้วทุกอย่างเริ่มจากนั้น

Kelly: นั่นทีมแรกเลย จำครั้งซ้อมแรกได้ไหม

Ollie: ต่างจากเล่นที่สวนสาธารณะกับเพื่อน มีโค้ชหน่อย แต่ยังสนุก และผมค้นพบว่าตัวเองเก่ง เลยทำต่อ

Kelly: จุดไหนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีของพิเศษกว่าคนอื่น

Ollie: มีเด็กในทีมเก่งมาก พ่อเขาบริหารทีม ผมอยากเก่งเท่าเขา ตอนนั้นเด็ก ๆ ไม่คิดอะไรมาก แค่เล่นสนุก พอเข้าอคาเดมีถึงจริงจัง แต่ตอนเด็กนั่นคือเสน่ห์ ไม่มีกฎ รันไปทั่ว

Kelly: เส้นทางของคุณไม่ธรรมดา Exeter รับเข้าครั้งแรก แต่ไม่ง่ายใช่ไหม

Ollie: อายุ 9 ลองทดสอบ ไม่ติด บอกกลับมาใน 6 สัปดาห์ แต่ผมโฟกัสไม่ได้ มองรอบ ๆ เลยไม่กลับ กลับไปเล่นกับเพื่อนสนุก ๆ สองปีต่อมาเข้ากรุงเทพฯ อยู่จน 21

ฤดูกาลยากลำบากและการพัฒนาตัวเอง

Kelly: ตอน 9 ขวบฝันเล่นทีมท้องถิ่นไหม รู้สึกยังไงที่โดนปฏิเสธ

Ollie: เขาไม่ได้บอกว่าไม่เก่ง แต่โฟกัสไม่ได้ ผมเลยไปเล่นฟุตบอลเยอะขึ้น มันเป็นพร ตอนนั้นอยากเล่นอิสระ พอพร้อมจริง ๆ ค่อยกลับ

Kelly: ที่ Exeter มียืมตัว Weston-super-Mare สำคัญมากใช่ไหม

Ollie: สำคัญต่อพัฒนาการ เพื่อน Matt Jay เดบิวต์ 16 ผมอิจฉา แต่ยืมตัวช่วย เรียนรู้เล่นฟุตบอลผู้ใหญ่ สู้เพื่อ 3 แต้ม คนมีภาระจ่ายบิล ไม่เหมือน reserves ที่แพ้ชนะเยอะไม่เป็นไร

Kelly: จุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้ถึงทีมชาติ ยูโร แชมเปียนส์ลีก

Ollie: มีโชคหน่อย วันเดบิวต์ Exeter Ryan Harley ป่วย ผมได้เล่น ยิง แล้วอยู่ต่อ จากนั้นขยัน พอบrentford รีดเดอร์ฟอร์ด surprise ที่ปรับตัวดี

Kelly: เชื่อโชคได้ไหม

Ollie: ยังเรียนรู้อยู่ เตรียมดีแค่ไหน บางอย่างควบคุมไม่ได้ มันเหงา ต้องขยันคนเดียว

Kelly: ช่วงยากสุด

Ollie: ฤดูกาลนี้แหละ หลังพรีเมียร์ ยูโร ระดับสูง ตอนนี้ไม่ถึงมาตรฐาน เรียนรู้รับมือยาก แต่ฟุตบอลเปลี่ยนเร็ว ผมเชื่อความสามารถ

Kelly: รับมือยังไง

Ollie: มีคนดี ๆ รอบตัว คุยนักเตะเยอะ โดยเฉพาะ Michael Owen

Kelly: จริงเหรอ

Ollie: ใช่ เพื่อน ๆ มอง biased Owen เล่นระดับสูง ให้คำแนะนำดี เริ่มจาก Instagram follow back แล้วเมสเซจ เขาบอกเล่นโกรธ ๆ เป็น nuisance ดีที่สุด

ฤดูกาลยากลำบาก เล่นโกรธ คุยไมเคิล โอเว่น ช่วยผมมาก พ่อเคยบอกตั้งแต่เด็ก ต้องเล่นโกรธ แต่บางวันทำไม่ได้ ผมเป็นคนน่ารักเกิน

Kelly: Unai Emery ช่วยยังไง

Ollie: เยี่ยมมาก เห็นผมดีสุดแย่สุด แต่โมเมนต์ดี ๆ มาจากเขา เขาเชื่อใจ เลือกผมต่อ แม้ไม่ยิง แต่ผมขยัน

Kelly: ใช้ sports therapist ไหม

Ollie: ใช่ หลายปีแล้ว คนนอกวงให้มุมมองตรง ไม่ sugar-coat คุยทุกเรื่อง ช่วยระบาย

Kelly: นัด routine เหมือนซ้อม

Ollie: พยายาม ผมเก็บกดเยอะ ช่วยมาก

Kelly: นัดโปรดที่อยากย้อน

Ollie: 7-2 ลิเวอร์พูล หรือยูโร แต่เสียดายเซลिबเรชั่น ทำแบบแฟนช็อก ๆ ไม่คันโตน่า

Kelly: แต่คนชอบนะ

Ollie: ใช่ ทำให้คนจำ สร้างโมเมนต์ดี

Kelly: เวิลด์คัพฤดูร้อนนี้ล่ะ

Ollie: ทุ่มสุดตัว ยิงเยอะ ติดทีม

Kelly: Ollie นอกสนามล่ะ

Ollie: วัยเด็ก energetic ชอบแกล้ง ตอนนี้ professional แต่สนุกกับเพื่อน

Kelly: วันหยุด理想

Ollie: สปา หรือพาลูกกินข้าว เล่น soft play

Kelly: เป็นพ่อยังไง

Ollie: พยายามอยู่กับลูก ไม่เล่นโทรศัพท์ สนุก รักดูแล

Kelly: คนเข้าใจผิดเรื่องคุณมากสุด

Ollie: อายุ คิดว่าอายุน้อย ผม 30 แล้ว!

Kelly: คำแนะนำดีสุด

Ollie: พูดกับตัวเองเหมือนคนที่รัก อย่าต่อต้านตัวเอง

Kelly: ภูมิใจอะไรสุด นอกจากลูกครอบครัว

Ollie: ความสำเร็จ ฟุตบอล พรีเมียร์ ครอบครัว จาก non-league ไม่คิดถึง

Kelly: อยากได้อะไรอีก

Ollie: ยูโรปาลีก เวิลด์คัพ

คุณคิดว่าฤดูกาลยากลำบาก เล่นโกรธ คุยไมเคิล โอเว่น จะช่วย Ollie Watkins กลับฟอร์มเก่งไหม? อย่าลืมติดตามและแสดงความเห็นด้านล่าง! รับชมสัมภาษณ์เต็มบน BBC iPlayer หรือฟังบน BBC Sounds

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ฤดูกาลนี้ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด – วัตคินส์

ออลลี่ วัตคินส์ ดาวยิงตัวเก่งของแอสตัน วิลล่า และทีมชาติอังกฤษ ได้เปิดใจในบทสัมภาษณ์ล่าสุดว่า ฤดูกาลนี้ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด – วัตคินส์ ในอาชีพฟุตบอลของเขา หลังจากต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายทั้งในสโมสรและทีมชาติ

ฤดูกาลนี้ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด – วัตคินส์

วัตคินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ทำประตูได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ได้พูดถึงความยากลำบากที่เขาเจอ โดยเฉพาะแรงกดดันจากการเป็นตัวหลักของทีมแอสตัน วิลล่าที่กำลังลุ้นท็อปโฟร์ และการลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษในยูโร 2024 ที่เพิ่งจบลง “ฤดูกาลนี้มันหนักหนาสาหัสสำหรับผม” วัตคินส์กล่าว “ผมต้องเล่นแทบทุกนัด มีทั้งอาการบาดเจ็บและความคาดหวังจากแฟนบอล”

ในฤดูกาล 2023/24 วัตคินส์ยิงไปถึง 19 ประตูในลีก ช่วยให้วิลล่าจบอันดับ 4 และได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกครั้งแรกในรอบนาน แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น เขาต้องฝืนลงเล่นแม้จะมีปัญหาที่ข้อเท้าและกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้ฟอร์มของเขาขาดความสม่ำเสมอในช่วงท้ายฤดูกาล

ทำไมฤดูกาลนี้ถึงเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดสำหรับวัตคินส์

ปัจจัยหลักที่ทำให้ ฤดูกาลนี้ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด – วัตคินส์ คือการเปลี่ยนแปลงแท็คติกของผู้จัดการทีมอันไน เอเมรี่ ที่เน้นการเล่นเกมรับมากขึ้น ทำให้กองหน้ารองจากวัตคินส์มีโอกาสน้อยลง นอกจากนี้ การถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษภายใต้การนำของแกเร็ธ เซาธ์เกต ก็เพิ่มภาระให้เขา โดยเฉพาะในนัดที่อังกฤษพ่ายแพ้ในรอบน็อกเอาต์

  • อาการบาดเจ็บสะสมจากนัดชิงยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ ลีก
  • แรงกดดันจากแฟนบอลวิลล่าที่คาดหวังแชมป์
  • การแข่งขันกับดาวยิงอย่างเออร์ลิง ฮาลันด์และโมฮาเหม็ด ซาลาห์
  • ปัญหาชีวิตส่วนตัวที่ไม่เปิดเผย

วัตคินส์ยังเล่าถึงการปรับตัวกับบทบาทใหม่ โดยเขาต้องช่วยงานรับมากขึ้นเพื่อทีม ซึ่งทำให้โอกาสยิงประตูลดลง แต่เขาก็ภูมิใจในผลงานที่ช่วยทีมไปบอลแชมเปียนส์ลีก

นอกจากนี้ ในบทสัมภาษณ์เต็มจาก The Football Interview with Ollie Watkins วัตคินส์ยังพูดถึงอนาคตของตัวเองกับวิลล่า และความฝันในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งแฟนบอลชาวไทยต่างให้กำลังใจมากมายในโซเชียลมีเดีย

อนาคตของวัตคินส์กับแอสตัน วิลล่า

ฤดูกาลหน้า วัตคินส์คาดว่าจะแข็งแกร่งขึ้น หลังได้พักผ่อนเต็มที่ และวิลล่าก็เสริมทัพนักเตะใหม่เพื่อลุ้นแชมป์ เขาเชื่อว่าปีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองสำหรับสโมสร

สำหรับแฟนฟุตบอลไทยที่ชื่นชอบวัตคินส์ ไม่ควรพลาดคลิปสัมภาษณ์เต็ม ชมได้ทาง BBC iPlayer เพื่อเข้าใจมุมมองของเขามากขึ้น

ในความเห็นของผม วัตคินส์คือแบบอย่างของนักเตะมืออาชีพที่ไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบาก แฟนบอลควรติดตามผลงานของเขาในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลหน้า และอย่าลืมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชนสามัคคี

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นประธานในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1/2569 จัดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน นี่คือการประชุมนัดแรกหลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ในวันเดียวกัน นายกฯ ยังได้มอบภาพหมู่คณะรัฐมนตรีใส่กรอบให้แก่รัฐมนตรีทุกคนเป็นที่ระลึกด้วย แม้จะขาด น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มีภารกิจติด แต่บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยความพร้อมเพรียง

การประชุมครม.นัดแรก

คำกล่าวสำคัญก่อนเข้าสู่วาระประชุม

ก่อนเริ่มประชุม นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความสำคัญของวันนี้ว่า แม้เป็นวันเสาร์ แต่ทุกคนต้องมาร่วมงาน เพราะการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในรัฐสภา 2 วัน ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี ตอนนี้ครม.ชุดใหม่ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใดๆ แล้ว สามารถบริหารราชการแผ่นดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนใช้ความสามารถเต็มที่ในการแก้ปัญหาประเทศ

นายกฯ ย้ำชัดว่า นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม โดยถือเป็นรัฐบาลของประชาชน รัฐบาลที่เป็นทีมเดียวกัน พัฒนาประเทศและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ไม่สนที่มาที่ไปของแต่ละคน ทุกคนต้องสื่อสารกันเพื่อแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน

นายกรัฐมนตรี อนุทิน

นายกฯ ขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนที่รับฟังและชี้แจงการอภิปรายในสภาด้วยความชัดเจน ถือเป็นการสื่อสารกับประชาชน 77 ล้านคนทั่วประเทศ จากนี้จะเร่งดำเนินนโยบายและมาตรการที่เป็นประโยชน์ แม้ไม่อยู่ในนโยบายหลักก็ตาม นายกฯ และรองนายกฯ พร้อมสนับสนุนทุกภารกิจ รวมถึงลงพื้นที่ร่วมกัน

  • ขอบคุณความเหนียวแน่นของครม.ในการอภิปรายนโยบาย
  • ยืนยันไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายในการบริหาร
  • เน้นสามัคคี ไม่แบ่งฝ่ายที่มา
  • ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด
  • พร้อมลงพื้นที่สนับสนุนรัฐมนตรีทุกคน
ภาพหมู่ครม.

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ รัฐบาลสัญญาว่าจะเร่งด่วนทุกนโยบาย เช่น การช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การที่นายกฯ เน้น “สามัคคีทำงานเป็นทีม” แสดงถึงความพยายามลดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การมอบภาพหมู่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกัน

บรรยากาศประชุม

ข้อคิดเห็น: นี่คือสัญญาณบวกที่รัฐบาลชุดใหม่พร้อมลุยงานทันที โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากทำได้ตามที่กล่าว ความเชื่อมั่นจากประชาชนจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

คุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” รองโฆษก

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันกับ มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างทีมงานของรัฐบาลเพื่อความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

วันที่ 11 เมษายน 2567 (ตามข้อมูลข่าว) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ซึ่งเดิมเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อมารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตำแหน่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการประสานงานระหว่างนายกรัฐมนตรีกับหน่วยงานต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกสมัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากฝ่ายรัฐบาลในความสามารถของเธอที่เคยปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว สำหรับบุคคลอื่นๆ อย่างนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อเตรียมเสนอชื่อในตำแหน่งรองโฆษกอีกสองตำแหน่ง

รายละเอียดมติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

การประชุมครม. ครั้งที่ 1/2567 เมื่อเวลา 10.42 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงอย่างเป็นทางการ โดยมติครม. อนุมัติ 2 ตำแหน่งหลัก ได้แก่

  • นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
  • นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งสองตำแหน่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2567 เป็นต้นไป นี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมทีมงานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

มาทำความรู้จักบุคคลเหล่านี้กันสักหน่อย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่จากพรรคภูมิใจไทย มีประสบการณ์ในการทำงานด้านสื่อสารมวลชนมาก่อน ทำให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ต้องประสานงานหลากหลาย ส่วนนางสาวลลิดา มีความชำนาญในการสื่อสารนโยบายรัฐบาลสู่ประชาชน ทำให้ได้รับการต่อยอดในตำแหน่งเดิม

ความสำคัญของการแต่งตั้งนี้ต่อรัฐบาล

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย ไม่ใช่แค่การย้ายคน แต่เป็นกลยุทธ์ในการเสริมศักยภาพการสื่อสารและการบริหารของรัฐบาล โดยเฉพาะเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบเรื่องสำคัญ เช่น การร่างนโยบาย การประชุมครม. และการติดตามผลงาน รองโฆษกก็มีบทบาทสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจนโยบายชัดเจน

ในบริบทการเมืองปัจจุบันที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล การดึง ส.ส. จากพรรคมาเสริมทีมนี้ ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการทำงาน หากพลอยทะเลและภัทร์ดารัสมิ์ผ่านการตรวจสอบ ก็จะยิ่งทำให้ทีมโฆษกครบถ้วนสมบูรณ์

จากมุมมองผู้วิเคราะห์ การแต่งตั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวสารแพร่กระจายไว ช่วยลดช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการปรับทีมนี้จะส่งผลต่อนโยบายหลัก เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลหรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไรบ้าง

สรุปแล้ว มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย เป็นสัญญาณบวกของรัฐบาลที่มุ่งมั่นปรับตัวเพื่อประชาชน หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี เป็นข่าวดีที่ผู้ประกอบการรายย่อยหลายคนรอคอย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กางแผนช่วยเหลือชัดเจน ด้วยการอัดฉีดเงินกู้รวม 20,000 ล้านบาท จากธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจเอสเอ็มอี สู้รบกับความท้าทายทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายวราวุธไม่เพียงประกาศมาตรการช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังพกกระบอกน้ำส่วนตัวที่เป็นแก้วของพรรคภูมิใจไทย มาดื่มน้ำโชว์สื่อมวลชน เพื่อรณรงค์ลดการใช้ขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง สาเหตุมาจากปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติกนำเข้าที่กระทบอุตสาหกรรมหลายแห่ง เป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

3 สินเชื่อหลักเพื่อเอสเอ็มอี

มาตรการหลักคือสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนการเงิน สนับสนุนการปรับตัวสู่พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว โดยมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อ 3 ตัว ดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสุด 10 ปี

  • สินเชื่อ SME Green Productivity: วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย สำหรับลงทุนเครื่องจักรพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ หรือรถ EV ช่วยลดต้นทุนพลังงานระยะยาว
  • สินเชื่อ ปลุกพลัง SME: วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เหมาะสำหรับเอสเอ็มอีรายเล็กที่ต้องการสภาพคล่องด่วน
  • สินเชื่อ Beyondติดปีก SME: วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ ปรับปรุงเทคโนโลยี ขยายกิจการ

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย เงื่อนไขผ่อนปรนกว่าธนาคารทั่วไป โดยธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ได้ปรับกระบวนการให้รวดเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงทุนได้ทันสถานการณ์

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและเพิ่มศักยภาพ

สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง มีแนวทาง “3 ลด” คือ ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด หากเริ่มมีปัญหา กระทรวงจะเข้าไปช่วยทันที เพื่อรักษาการจ้างงานและพลิกฟื้นธุรกิจ นอกจากนี้ ยังเน้นการอัพสกิลและรีสกิล เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ สู่เศรษฐกิจสีเขียวตามนโยบายรัฐบาล

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี จึงไม่ใช่แค่งบประมาณ แต่เป็นกลยุทธ์ครบวงจรที่ตอบโจทย์ทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะการส่งเสริม Green Industry ที่ช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังเผชิญความยากลำบาก ไม่ควรพลาดโอกาสนี้

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี สนใจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับตัวสู่พลังงานสะอาดหรือเสริมสภาพคล่อง ติดต่อธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ได้ทันที เพื่อรับคำปรึกษาและยื่นกู้อย่างรวดเร็ว มาตรการนี้จะช่วยให้ธุรกิจของคุณแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในยุคเศรษฐกิจสีเขียว

ที่มา – “วราวุธ” พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอีสู้สงคราม

“เอกนัฏ” ยันสงกรานต์น้ำมันพอ ไม่ต้อง พ.ร.ก.กู้

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึงนี้ หลายคนคงกังวลเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงว่าจะเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันผันผวน ล่าสุด เอกนัฏ ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้ จากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ให้ความมั่นใจแก่ประชาชนในการใช้จ่ายช่วงวันหยุดยาว

เอกนัฏ ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 เวลา 09.45 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ ได้อัปเดตสถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่าดีขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่ขาดทุนสูงสุดถึงวันละ 2,500 ล้านบาท ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงวันละ 400-500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์นี้เกิดจากราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัว โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ที่ลดลงจาก 300 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหลือ 200 เหรียญในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา คาดว่าจะสะท้อนลงสู่ราคาหน้าปั๊มในเร็วๆ นี้

ภารกิจสำคัญช่วงสงกรานต์ของเอกนัฏ

แม้จะเป็นช่วงวันหยุดยาวตั้งแต่วันที่ 10-16 เมษายน แต่รัฐมนตรีพลังงานอย่างนายเอกนัฏยืนยันว่าจะไม่หยุดงาน โดยมีภารกิจหลัก 2 ประการ ได้แก่

  • ติดตามและเตรียมน้ำมันให้เพียงพอสำหรับประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ รวมถึงสรรหาน้ำมันดิบสำรองให้มากที่สุด เพื่อรับมือหากสถานการณ์โลกบานปลาย
  • เฝ้าระวังราคาน้ำมันตลาดโลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยปัจจุบันมีแนวโน้มดีจากการเจรจา แม้ผลยังไม่แน่นอน แต่กองทุนน้ำมันพร้อมปรับราคาตามสถานการณ์จริง

สำหรับปริมาณน้ำมันใหม่ในเดือนเมษายนมาครบตามกำหนด เดือนพฤษภาคมรับประกันว่าพอแน่นอน และเดือนมิถุนายนกำลังสั่งซื้อเพิ่มเติม แม้จะมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น การประมูลน้ำมันที่อาจมี war premium แต่ทีมงานติดตามทุกวันเพื่อความมั่นคง

การหาแหล่งน้ำมันใหม่และการบริหารกองทุน

นอกจากแหล่งจากรัสเซียและแอฟริกาแล้ว ไทยยังพิจารณาแหล่งอื่นทั่วโลก โดยคำนึงถึงคุณภาพน้ำมัน เช่น ความหนัก-เบา ความหวาน-เปรี้ยว และปริมาณกำมะถัน ให้เหมาะกับโรงกลั่นในประเทศ หากจำเป็นจะใช้ช่องทางรัฐต่อรัฐผ่านกระทรวงการต่างประเทศ แต่ขณะนี้สั่งซื้อได้ตามแผนครบถ้วน

ส่วนประเด็นค้ำประกันเงินกู้กองทุน นายเอกนัฏระบุว่าหากกองทุนบริหารสภาพคล่องได้ด้วยตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน แม้สถานะกองทุนจะติดลบเกือบ 60,000 ล้านบาทจากวิกฤตก่อนหน้า แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก นอกจากนี้ยังเตรียมกลไกอื่นๆ เช่น ให้โรงกลั่นลดค่าการกลั่น โดยเดือนมีนาคมอยู่ที่ราว 2 บาทต่อลิตร อ้างอิงจากสิงคโปร์ และจะพิจารณาต่อเนื่องตามต้นทุนจริง

สรุปแล้ว สถานการณ์น้ำมันไทยกำลังเข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประชาชนสามารถวางแผนเดินทางได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนหรือราคาพุ่งสูง

ติดตามข่าวสารพลังงานและอัปเดตเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เอกนัฏ” ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้

“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เฟคนิวส์น้ำท่วม

ดราม่าการเมืองไทยร้อนฉ่าไม่หยุดหย่อน ล่าสุดมีประเด็น“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป ที่กลายเป็นหัวข้อฮือฮาในโซเชียลมีเดีย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ลิซ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาโต้กลับแบบจัดเต็มต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากที่นายกฯ หยิบเรื่องเก่าเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่มาว่าเธอสร้างภาพลับๆ ล่อๆ เพื่อให้ดูเหมือนลงพื้นที่จริง

“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 11 เมษายน 2567 ระหว่างการอภิปรายสรุปปิดแถลงนโยบายรัฐบาล นายอนุทินได้พูดถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ โดยยกตัวอย่างตัวเองว่าลุยน้ำจริง ไม่ใช่แค่น้ำท่วมหัวเข่าแล้วย่อตัวลงไปสร้างภาพ แต่กลับโยงไปถึงดราม่าเก่าของ “ลิซ่า” ที่ถูกกล่าวหาว่าใส่ชูชีพแล้วย่อเข่าถ่ายรูปในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำให้ดูเหมือนน้ำท่วมหนัก ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นแค่เฟคนิวส์ที่ถูกพิสูจน์แล้ว

“ยกเรื่องอะไรมาตอบโต้ไม่ว่า แต่นายกฯ ยกเอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมหาดใหญ่ ที่หาว่าดิฉันใส่ชูชีพแล้วย่อเข่าถ่ายรูปมาตอบ เรื่องนี้เป็นดราม่าและเฟคนิวส์ที่ถูกสร้างมาโจมตีดิฉัน ทั้งที่เรื่องนี้มีการพิสูจน์ความจริงไปแล้ว แทนที่จะเอาความสำเร็จที่ทำในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ เอาแผนงานที่ทำมาฟาดหน้าดิฉัน แต่กลับเลือกเฟคนิวส์มาตอบ กระจอกจริงๆ!!!” นี่คือข้อความเด็ดจากโพสต์เฟซบุ๊กของลิซ่าที่กลายเป็นไวรัลทันที

ที่มาของดราม่าเฟคนิวส์น้ำท่วมหาดใหญ่

ย้อนกลับไปช่วงน้ำท่วมภาคใต้ครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ลิซ่าในฐานะ ส.ส. ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด เธอสวมชูชีพลุยน้ำ ถ่ายภาพและคลิปเพื่อแสดงให้เห็นสถานการณ์จริง แต่ทันใดนั้นก็มีคลิปตัดต่อแพร่กระจายในโลกออนไลน์ หาว่าเธอย่อเข่าลงเพื่อให้ดูเหมือนน้ำท่วมถึงอก สร้างภาพหลอกลวงประชาชน

  • คลิปต้นทาง: ลิซ่าลุยน้ำจริง น้ำท่วมถึงเอว สวมชูชีพเพื่อความปลอดภัย
  • คลิปเฟค: ตัดเฉพาะตอนย่อตัว ใส่เสียงประกอบเพื่อให้ดูน่าขัน
  • การพิสูจน์: ลิซ่าโพสต์คลิปเต็มยาวหลายนาที แสดงจุดที่น้ำลึกจริง มีพยานบุคคลยืนยัน
  • ผลลัพธ์: เฟคนิวส์ถูกหักหลังมือ สร้างศัตรูทางการเมืองเพิ่ม

แม้จะเคลียร์แล้ว แต่เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในเวทีการอภิปรายใหญ่ ลิซ่าจึงไม่ยอม ซัดกลับว่าการกระทำแบบนี้คือ “กระจอกจริงๆ” เพราะแทนที่จะพูดถึงผลงานรัฐบาลหรือแผนฟื้นฟูที่ทำได้จริง กลับไปขุดเรื่องเก่ามาโจมตี

ปฏิกิริยาจากสังคมและนักการเมือง

โพสต์ของลิซ่าทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก นักการเมืองฝ่ายค้านหลายคนเข้าข้าง โดยมองว่านี่คือกลยุทธ์โจมตีส่วนตัวแทนการเมืองผลงาน บนทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก แฮชแท็ก #ลิซ่าซัดอนุทิน #เฟคนิวส์น้ำท่วม ติดเทรนด์ทันที ผู้ใช้เน็ตส่วนใหญ่เห็นใจลิซ่า เพราะพิสูจน์แล้วว่าเธอทำงานจริงจัง

ด้านรัฐบาลยังไม่มีแถลงการณ์ตอบโต้ชัดเจน แต่แหล่งข่าวจากพรรครัฐบาลระบุว่านายกฯ อาจตั้งใจยกตัวอย่างเพื่อเน้นย้ำความจริงใจในการทำงาน อย่างไรก็ตาม การใช้เฟคนิวส์เก่าแบบนี้ถูกมองว่าเสี่ยงต่อภาพลักษณ์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป ที่สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการใช้ข้อมูลเท็จโจมตีคู่แข่ง แทนที่จะแข่งขันด้วยนโยบายและผลงานจริง ในยุคดิจิทัลที่เฟคนิวส์แพร่กระจายง่าย การเมืองควรมีจริยธรรมมากกว่านี้

จากประสบการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ลิซ่าได้ริเริ่มโครงการช่วยเหลือหลายอย่าง เช่น การตั้งจุดกระจายน้ำและเสบียง การประสานงานกับหน่วยทหารและอาสา รวมถึงการผลักดันงบประมาณฟื้นฟูท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลงานที่ควรถูกนำมาพูดถึงมากกว่าเรื่องย่อเข่า

สุดท้ายแล้ว ดราม่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองทุกคนควรโฟกัสที่ประชาชน ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว คุณคิดเห็นอย่างไรกับ“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลจริงแพร่กระจาย!

บทเรียนสำคัญ: การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ต้องเลิกใช้เฟคนิวส์ มาแข่งกันด้วยผลงานจริงๆ ดีกว่า

ที่มา – “ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 11 เม.ย. 2569 ล่าสุด

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 11 เมษายน 2569 เปิดตลาดด้วยการปรับลดลง 100 บาท เมื่อเช้านี้ สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 72,000 บาท ขายออกบาทละ 72,200 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 70,554.64 บาท ขายออกบาทละ 73,000 บาท นักลงทุนทองคำต่างจับตาการเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะราคาทอง 1 บาทวันนี้ สะท้อนแนวโน้มตลาดโลกที่ผันผวนจากปัจจัยดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและนโยบายดอกเบี้ยเฟด

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ ล่าสุด 11 เมษายน 2569 ครั้งที่ 1 เวลา 9.00 น.

สมาคมค้าทองคำรายงาน ราคาทอง 1 บาทวันนี้ อย่างเป็นทางการ พบว่าราคาลดลงจากประกาศก่อนหน้า 100 บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งทองแท่งและทองรูปพรรณ หากคุณกำลังมองหาการลงทุนหรือซื้อทองเป็นของขวัญ ควรเช็คราคาล่าสุดก่อนตัดสินใจ เพราะราคาทองในไทยปรับตามตลาดโลกและค่าเงินบาท

ราคาทอง 1 บาทวันนี้

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ คำนวณจากน้ำหนักมาตรฐาน ทองคำแท่ง 1 บาท เท่ากับ 15.244 กรัม ทองรูปพรรณ 1 บาท เท่ากับ 15.16 กรัม ดังนี้

  • ราคาทองคำแท่ง 1 บาท รับซื้อ บาทละ 72,000 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง 1 บาท ขายออก บาทละ 72,200 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 บาท รับซื้อ บาทละ 70,554.64 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 บาท ขายออก บาทละ 73,000 บาท

ราคาทองวันนี้ 2 สลึง (50 สตางค์)

สำหรับทองขนาดเล็กอย่าง 2 สลึง หรือ 50 สตางค์ น้ำหนักทองคำแท่ง 7.622 กรัม ทองรูปพรรณ 7.58 กรัม ราคาราคาทอง 2 สลึงวันนี้ มีดังนี้

  • ราคาทองคำแท่ง 2 สลึง รับซื้อ 36,000.00 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง 2 สลึง ขายออก 36,100.00 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 2 สลึง รับซื้อ 35,277.32 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 2 สลึง ขายออก 36,500.00 บาท

ราคาทองวันนี้ 1 สลึง

ทอง 1 สลึง น้ำหนักทองแท่ง 3.811 กรัม ทองรูปพรรณ 3.79 กรัม เหมาะสำหรับนักลงทุนรายย่อย

  • ราคาทองคำแท่ง 1 สลึง รับซื้อ 18,000.00 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง 1 สลึง ขายออก 18,050.00 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 สลึง รับซื้อ 17,638.66 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 สลึง ขายออก 18,250.00 บาท

ราคาทองวันนี้ครึ่งสลึง

ทองครึ่งสลึง น้ำหนักทองแท่ง 1.905 กรัม ทองรูปพรรณ 1.89 กรัม ราคาต่อหน่วยเล็กสุด

  • ราคาทองคำแท่ง ครึ่งสลึง รับซื้อ 9,000.00 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง ครึ่งสลึง ขายออก 9,025.00 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ ครึ่งสลึง รับซื้อ 8,819.33 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ ครึ่งสลึง ขายออก 9,125.00 บาท

หมายเหตุ: ราคาดังกล่าวเป็นราคาต่อบาท ไม่รวมค่ากำเหน็จและภาษี ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศสมาคมค้าทองคำ ควรตรวจสอบกับร้านทองใกล้บ้าน

ปัจจัยที่ทำให้ราคาทอง 1 บาทวันนี้ปรับลด

วันนี้ราคาทองปรับลดเนื่องจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นหลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐต่ำกว่าคาด ทำให้ตลาดคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ยนานขึ้น นอกจากนี้ ราคาทองโลก (XAU/USD) อยู่ที่ราว 2,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลงเล็กน้อย หากคุณเป็นนักลงทุนทอง ควรติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพราะทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยุคไม่แน่นอน

เปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อน ราคาทอง 1 บาทวันนี้ ยังสูงกว่าระดับ 71,000 บาท แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว แม้จะย่อตัววันนี้ นักลงทุนมือใหม่สามารถเริ่มจากทองรูปพรรณขนาดเล็กเพื่อกระจายความเสี่ยง

เคล็ดลับการลงทุนทอง: ซื้อตอนราคาย่อตัว รอจังหวะขายเมื่อราคาทะลุจุดสูงสุดใหม่ และอย่าลืมคำนวณค่ากำเหน็จที่แตกต่างระหว่างซื้อ-ขาย โดยปกติกำไรต่อบาทอยู่ที่ 200-800 บาท ขึ้นกับร้าน

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ แม้ราคาทอง 1 บาทวันนี้ จะลดลง แต่แนวโน้มปี 2569 ยังสดใสจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อโลก สนับสนุนให้ทองคำเป็นตัวเลือกการลงทุนระยะยาว

ติดตามอัปเดต ราคาทอง 1 บาทวันนี้ และข่าวสารการเงินได้ทุกวันบนเว็บไซต์ของเรา สมัครรับแจ้งเตือนฟรีเพื่อไม่พลาดโอกาส หรือคอมเมนต์ด้านล่างถ้าคุณมีคำถามเกี่ยวกับการซื้อทอง!

ที่มา – ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 11 เมษายน 2569 อัปเดตล่าสุด ราคาทองรูปพรรณขยับกี่บาทแล้ว

รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา

ข่าวใหญ่ในวงการศึกษาที่กำลังเป็นกระแส รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดเผยถึงแผนการนี้อย่างชัดเจน โดยไม่สนใจเรื่องสังกัดพรรคการเมือง แต่เน้นที่ฝีมือและความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาเท่านั้น การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นสัญญาณบวกสำหรับการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ต้องการคนเก่งมาช่วยขับเคลื่อน

รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา

วันที่ 11 เมษายน 2567 นายอัครนันท์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ชวนนายปารมี ไวจงเจริญ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ครูจวง อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน มาร่วมงานในกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งที่ทั้งคู่รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี แม้ครูจวงจะไม่ได้เป็น ส.ส. ในสมัยนี้ และมีแผนกลับไปสอนหนังสือ แต่รมช.ศึกษาฯ มองเห็นศักยภาพของเขาในการช่วยพัฒนาการศึกษา จึงชวนมาร่วมทีมทันที โดยวางตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เหตุผลหลักที่เลือกครูจวง

สิ่งที่น่าสนใจคือ รมช.ศึกษาฯ ย้ำชัดว่า ไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอแค่เป็นคนเก่ง ทำงานตรงสายการศึกษา ครูจวงมีประวัติการทำงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะการพูดถึงปัญหาการศึกษาและแก้ไขให้ฝ่ายค้านในอดีตได้อย่างตรงจุด ทำให้มั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้จริง ไม่มีดราม่าเรื่องการเมืองมาสะดุด การตัดสินใจนี้ช่วยเปิดประตูให้บุคลากรนอกพรรคร่วมงาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่ต้องการความก้าวหน้า

  • รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี สนิทสนมส่วนตัว
  • ครูจวงเชี่ยวชาญด้านการศึกษา ตรงสายงาน 100%
  • ไม่ยึดติดพรรคการเมือง เน้นผลงานและฝีมือ
  • ช่วยพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้า ไม่ติดกรอบอุดมการณ์

นัดดินเนอร์เพื่อนเก่าจากพรรคประชาชน

นอกจากนี้ นายอัครนันท์ ยังเผยว่ามีเพื่อนในพรรคประชาชนหลายคน และวันนั้นจะไปดินเนอร์กับนายเพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน โดยกล่าวว่า “ถ้าวันนี้มองแต่ว่า มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกันแล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว” แสดงถึงทัศนคติที่เปิดกว้าง สามารถทำงานร่วมกันได้แม้ต่างอุดมการณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งในการสร้างทีมที่หลากหลาย

การชงตั้ง รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา นี้ ไม่ใช่แค่การดึงคนเก่งเข้ามา แต่ยังสะท้อนนโยบายของกระทรวงศึกษาที่ต้องการปฏิรูปอย่างจริงจัง ปัจจุบันการศึกษาไทยเผชิญปัญหามากมาย เช่น คุณภาพครูไม่เพียงพอ การเรียนออนไลน์หลังโควิดที่ยังล้าหลัง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในท้องถิ่น การมีครูจวงที่เคยต่อสู้ในสภาเรื่องนี้มาร่วม จะช่วยเสริมทีมให้แข็งแกร่งขึ้น

จากประสบการณ์ของครูจวงที่เคยเป็นครูและนักกิจกรรมการศึกษา เขามักพูดถึงการเพิ่มงบประมาณการศึกษา การฝึกอบรมครู การลดชั่วโมงเรียนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เด็กมีเวลาพัฒนาทักษะชีวิต ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดนี้ที่เน้นทักษะแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล AI และ soft skills หากสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ดึงคนเก่งไม่จำกัดกรอบพรรค

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายว่าอาจมีผลกระทบทางการเมือง แต่รมช.ศึกษาฯ ยืนยันว่าเป็นการทำงาน чисто ไม่เกี่ยวกับการเมือง และครูจวงเองก็ไม่เคยพูดถึงการย้ายพรรคเพื่อไทย นี่คือการร่วมมือเพื่อชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้น่าจะนำพาการศึกษาไทยไปข้างหน้าได้ดี หากรัฐบาลเปิดกว้างแบบนี้มากขึ้น ประเทศจะพัฒนาเร็วขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการศึกษาเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา เชื่อฝีมือไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอคนเก่งทำงานตรงสาย