วัน: 12 เมษายน 2026

“ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ส่งกำลังใจวิกฤตเศรษฐกิจ

เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มาถึงแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ความชุ่มฉ่ำ และการรวมญาตินี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกอวยพรแก่ประชาชนชาวไทยทุกคน ด้วยข้อความอบอุ่นที่สะท้อนความห่วงใยต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะ “ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ

“ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ไทย หรือวันสงกรานต์ พ.ศ. 2569 โดยระบุว่า เทศกาลนี้เป็นช่วงเวลามงคล เป็นโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ การกลับบ้านไปหาครอบครัว และการสืบสานประเพณีไทยที่งดงามมาอย่างยาวนาน เขาขอส่งความปรารถนาดีให้ประชาชนทุกคน มีความสุข ความอบอุ่น และปลอดภัย โดยเฉพาะการเดินทางกลับภูมิลำเนา ขอให้ทุกท่านถึงที่หมายอย่างสวัสดิภาพ ไม่มีอุบัติเหตุ และได้ใช้เวลาคุณภาพกับคนที่รัก

วิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงรุมเร้า

อย่างไรก็ตาม ในคำอวยพรดังกล่าว ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญหน้อย่างหนักหน่วง นั่นคือวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาพลังงาน น้ำมันเชื้อเพลิง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน ขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามรายจ่าย ทำให้หลายครอบครัวต้องแบกรับภาระหนัก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน

  • ราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่ผันผวน
  • สินค้าจำเป็น เช่น อาหาร ของใช้ในบ้าน ที่แพงขึ้น
  • รายได้เฉลี่ยที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย
  • ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก

“แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่พี่น้องประชาชนยังต้องเผชิญกับความยากลำบากจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องคนไทยทุกคนก้าวผ่านทุกอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอย่างหนักแน่น

กำลังใจสำคัญในการฝ่าฟันวิกฤต

คำกล่าวอวยพรนี้ไม่เพียงเป็นการส่งความสุขในวันสงกรานต์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งกำลังใจให้คนไทยทั้งชาติยืนหยัดสู้ต่อไปกับปัญหาเศรษฐกิจที่ท้าทาย “ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้หลายคน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างโชกโชน เคยผ่านตำแหน่งสำคัญหลายบทบาท ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน คำอวยพรนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า แม้เทศกาลจะมาพร้อมความสุข แต่เราต้องไม่ลืมความจริงที่กำลังเกิดขึ้น การรวมพลังของคนไทยทั้งชาติ การสนับสนุนนโยบายจากภาครัฐที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และการปรับตัวของแต่ละคน จะเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ช่วงสงกรานต์นี้ ลองส่งกำลังใจให้กันและกัน สาดน้ำเล่นสนุก แต่ก็อย่าลืมวางแผนการเงินให้ดี คุณมีเคล็ดลับรับมือค่าครองชีพอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อส่งต่อกำลังใจนะครับ!

ที่มา – “ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ

สงกรานต์ 2569 วันแรก ระบบรางทะลุล้าน สั่งคุมเข้ม

เทศกาลสงกรานต์ 2569 เริ่มคึกคักตั้งแต่วันแรกแล้วนะครับ! สงกรานต์ 2569 วันแรก มีคนใช้บริการระบบรางทะลุ 1 ล้านคนเที่ยวเลยทีเดียว กรมการขนส่งทางราง (ขร.) รายงานว่ามีผู้โดยสารรวม 1,008,625 คน-เที่ยว แม้จะต่ำกว่าประมาณการเล็กน้อย แต่ก็ถือว่ามหาศาลมาก บรรยากาศการเดินทางทั้งกลับบ้านและเที่ยวเล่นสงกรานต์เต็มไปหมด และที่สำคัญคือไม่มีอุบัติเหตุทางรางหรือรถไฟฟ้าขัดข้องเลยสักกรณี!

สงกรานต์ 2569 วันแรก ระบบรางทะลุล้าน

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยข้อมูลวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันหยุดแรกของเทศกาล ประชาชนแห่ใช้บริการระบบรางทั้งประเทศ ทั้งรถไฟระหว่างเมืองและรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อกลับภูมิลำเนาหรือไปสาดน้ำสนุกๆ

รถไฟระหว่างเมือง (การรถไฟแห่งประเทศไทย – รฟท.)

มีผู้ใช้บริการ 95,309 คน-เที่ยว แบ่งเป็นขาออก 52,450 คน และขาเข้า 42,859 คน โดยมีขบวนรถ 210 เที่ยว รวมขบวนพิเศษ 4 ขบวน เส้นทางยอดนิยมคือ:

  • สายใต้: 34,714 คน-เที่ยว (63 ขบวน)
  • สายตะวันออกเฉียงเหนือ: 26,064 คน-เที่ยว (48 ขบวน)
  • สายเหนือ: 17,693 คน-เที่ยว (33 ขบวน)
  • สายตะวันออก: 10,157 คน-เที่ยว (24 ขบวน)
  • สายมหาชัย/แม่กลอง: 6,681 คน-เที่ยว (42 ขบวน)

เส้นใต้และอีสานนำโด่ง เพราะคนเดินทางกลับบ้านเยอะมากครับ

ระบบรถไฟฟ้า MRT BRT BTS และอื่นๆ

ยอดรวม 913,316 คน-เที่ยว ทุกสายให้บริการปกติไม่มีสะดุด โดยเฉพาะ:

  • สายสีเขียว (BTS): 451,368 คน-เที่ยว (1,088 เที่ยว)
  • สายสีน้ำเงิน (MRT): 266,771 คน-เที่ยว (318 เที่ยว)
  • ARL: 52,150 คน-เที่ยว (174 เที่ยว)
  • สายสีม่วง: 35,357 คน-เที่ยว (232 เที่ยว)
  • สายสีเหลือง: 31,553 คน-เที่ยว (216 เที่ยว)
  • สายสีแดง: 25,409 คน-เที่ยว (294 เที่ยว)
  • สายสีทอง: 12,838 คน-เที่ยว (220 เที่ยว สูงกว่าคาด 60% เพราะใกล้ไอคอนสยามจัดสงกรานต์)

สถานีใกล้จุดเล่นน้ำคนแน่นมาก โดยเฉพาะในกทม.

มาตรการคุมเข้มความปลอดภัยช่วงสงกรานต์ 2569 วันแรก

เพื่อความปลอดภัย สงกรานต์ 2569 วันแรก ขร. สั่งผู้ให้บริการทุกแห่งบริหารฝูงชนเข้มงวด มี crowd control จัดระเบียบเข้า-ออกสถานี เพิ่มเจ้าหน้าที่ ขอให้ผู้โดยสารยืนหลังเส้นเหลือง ห้ามเทน้ำลงพื้น ใช้ถังที่เตรียมไว้แทน ถ้าเห็นใครเมาหรือเสี่ยง รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

สำหรับรถไฟ รฟท. เพิ่มตู้พ่วงและขบวนพิเศษอีก 3 ขบวน: 973 กรุงเทพ-นครราชสีมา (09.20 น.), 5 กรุงเทพ-เชียงใหม่ (19.05 น.), 983 กรุงเทพ-ยะลา (19.30 น.)

ยังเตือนหยุดกีดขวางรางเด็ดขาด! อย่าวางหินไม้ เผาหญ้าใกล้ราง เพราะเสี่ยงตกราง ควันบังทัศนะ ผิดกฎหมายโทษหนัก ขอประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส

สรุปแล้ว วันแรกผ่านฉลุยไร้เหตุร้าย การเดินทางระบบรางพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย สะดวก หากทุกคนร่วมมือ ปฏิบัติตามกฎ จะสนุกกับสงกรานต์ได้เต็มที่

เคล็ดลับสำหรับคุณ: เตรียมตัวล่วงหน้า เช็คตารางรถไฟที่ เว็บ รฟท. หรือแอป BTS/MRT เผื่อเวลา ดื่มน้ำเยอะๆ ป้องกันลมแดด แล้วเที่ยวให้สนุกปลอดภัยนะครับ! หากชอบข่าวการเดินทางแบบนี้ อย่าลืมแชร์และติดตามต่อไป

ที่มา – สงกรานต์ 2569 วันแรก คนใช้บริการระบบรางทะลุล้าน สั่งคุมเข้มความปลอดภัย จุดเล่นน้ำ

สส.พรรคประชาชนถามไฟไหม้บ่อขยะทุกปีหรือ

ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะกลายเป็นประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศไทยแทบทุกปี ล่าสุด สส.พรรคประชาชน นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามหนักแน่นถึงรัฐบาลว่า จะปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้ดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน โดยเฉพาะเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในภูเก็ตและหาดใหญ่ช่วงนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง

ไฟไหม้บ่อขยะ: ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความล้มเหลวของรัฐ

นายพูนศักดิ์ ชี้แจงชัดเจนว่า ไฟไหม้บ่อขยะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากระบบจัดการขยะที่ล้มเหลวทั้งโครงสร้าง ปัจจุบันประเทศไทยมีหลุมทิ้งขยะหรือบ่อขยะแบบเทกองกว่า 2,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีระบบจัดการน้ำชะขยะ (leachate) และที่สำคัญกว่านั้นคือไม่มีระบบควบคุมก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะอินทรีย์ ซึ่งก๊าซชนิดนี้ติดไฟง่ายมาก เพียงแค่านิดเดียวก็ลุกเป็นเพลิงได้ทันที

ปีที่แล้วเพียงปีเดียวก็เกิดเหตุไฟไหม้บ่อขยะมากกว่า 150 ครั้ง ส่งผลให้ประชาชนในละแวกใกล้เคียงต้องสูดดมควันพิษ สารก่อมะเร็ง และมลพิษทางอากาศเข้าไปเต็มปอดทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่อากาศแห้ง ทำให้ไฟลุกลามง่ายยิ่งขึ้น

สาเหตุหลักของไฟไหม้บ่อขยะที่รัฐมองข้าม

จากข้อมูลที่ สส.พูนศักดิ์ นำเสนอ ปัญหานี้มีรากเหง้าจากหลายปัจจัย เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • ขาดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ขยะผสมกัน ย่อยสลายผลิตก๊าซมีเทนจำนวนมาก
  • การฝังกลบแบบเทกอง ไม่มีระบบระบายก๊าซหรือน้ำชะขยะ
  • ขาดการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ควบคุมโรงงานหรือผู้ก่อมลพิษ
  • นโยบายรัฐบาลไม่ชัดเจน ขาดงบประมาณและเทคโนโลยีจัดการขยะสมัยใหม่
  • โครงสร้างพื้นฐานล้าหลัง ไม่มีโรงเผาขยะหรือรีไซเคิลที่เพียงพอ

นายพูนศักดิ์ ยังย้อนกลับไปถึงวันแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ที่เขาเคยเตือนไว้แล้วว่ารัฐบาลใหม่ต้องมีนโยบายจัดการขยะที่ชัดเจน แต่จนถึงวันนี้ปัญหายังคงเดิม

สส. พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

“รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาบ่อขยะที่ไฟไหม้ได้อย่างไร? หรือสุดท้ายก็ปล่อยให้ไฟไหม้ให้ประชาชนรับกรรมเหมือนเดิม” คำถามนี้จาก สส.พรรคประชาชน ทำให้หลายคนเริ่มตื่นตัวกับปัญหาที่ถูกมองข้ามมานาน ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะไม่ใช่แค่ไฟไหม้ธรรมดา แต่เป็น “ระเบิดเวลามลพิษ” ที่คุกคามสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เช่น สร้างระบบตรวจจับก๊าซมีเทนในบ่อขยะทุกแห่ง, ส่งเสริมการคัดแยกขยะชุมชน, ลงทุนในโรงงานจัดการขยะแบบครบวงจร และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ รัฐควรจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงบ่อขยะเก่าให้ได้มาตรฐานสากล ลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหานี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการจัดการขยะให้มากขึ้น หากปล่อยไว้แบบนี้ ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงขึ้นทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

คุณล่ะคิดอย่างไรกับปัญหาไฟไหม้บ่อขยะนี้? รัฐบาลควรทำอะไรเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดซ้ำ? แชร์ความเห็นและประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลย แล้วช่วยแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สส. พรรคประชาชน ถามรัฐบาลจะปล่อยให้ไฟไหม้บ่อขยะเกิดขึ้นทุกปีแบบนี้หรือ

ยูเนี่ยน เบอร์ลิน แต่งตั้งโค้ชหญิงคนแรก

ยูเนี่ยน เบอร์ลิน แต่งตั้งโค้ชหญิงคนแรก Marie-Louise Eta วัย 34 ปี กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้คุมทีมชายในลีกใหญ่ 5 ลีกชั้นนำของยุโรป หลังจากสโมสรบุนเดสลีกา ยูเนี่ยน เบอร์ลิน ประกาศให้เธอเป็นเฮดโค้ชชั่วคราวจนจบฤดูกาล

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทีมปลด Steffen Baumgart ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากแพ้ FC Heidenheim ทีมบ๊วย 1-3 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ปัจจุบัน ยูเนี่ยน เบอร์ลิน อยู่อันดับ 11 ในตารางบุนเดสลีกา 18 ทีม มีคะแนนนำโซนตกชั้นอัตโนมัติ 11 คะแนน เหลืออีก 5 นัด แต่ฟอร์มในปี 2026 ชนะแค่ 2 จาก 14 นัดเท่านั้น

ยูเนี่ยน เบอร์ลิน แต่งตั้งโค้ชหญิงคนแรก: ประวัติศาสตร์ใหม่ในบุนเดสลีกา

Eta ไม่ใช่คนแปลกหน้าในวงการ เธอเคยเป็นผู้ช่วยโค้ชหญิงคนแรกของบุนเดสลีกา กับยูเนี่ยน เบอร์ลิน ตั้งแต่พฤศจิกายน 2023 ก่อนหน้านี้ เธอเคยทำหน้าที่แทน Nenad Bjelica ในช่วงโดนแบน 3 นัด นำทีมชนะ Darmstadt 1-0 ในเดือนมกราคม 2024 ทำให้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่คุมทีมบุนเดสลีกาจากข้างสนาม

ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง Eta เคยเป็นนักเตะเยาวชนทีมชาติเยอรมนี และคว้าแชมป์ยูฟ่า วูเมนส์ แชมเปียนส์ลีก กับ Turbine Potsdam ล่าสุดเธอคุมทีมเยาวชน U19 ของยูเนี่ยน เบอร์ลิน ตั้งแต่กรกฎาคม 2025 และจะรับตำแหน่งเฮดโค้ชทีมหญิงของสโมสรในช่วงซัมเมอร์นี้

ความท้าทายที่รอ Marie-Louise Eta อยู่

Horst Heldt ผู้อำนวยการฟุตบอลทีมชายของยูเนี่ยน เบอร์ลิน กล่าวว่า “ครึ่งฤดูกาลหลังของเราน่าผิดหวังมาก เราจะไม่หลงด้วยตำแหน่งในลีก สถานการณ์ยังย่ำแย่ การแสดงในช่วงหลังๆ ไม่ทำให้มั่นใจ เราจึงตัดสินใจเริ่มใหม่”

Eta เองก็ยอมรับความท้าทาย โดยทีมนำ St Pauli ในโซนเพลย์ออฟตกชั้นแค่ 7 คะแนน “ด้วยช่องว่างคะแนนในโซนล่าง ตำแหน่งบุนเดสลีกาของเรายังไม่แน่นอน ผมดีใจที่สโมสรมอบโอกาสนี้ ความแข็งแกร่งของยูเนี่ยนคือการรวมพลังในยามวิกฤต ผมเชื่อว่าเราจะเก็บแต้มสำคัญได้”

การ ยูเนี่ยน เบอร์ลิน แต่งตั้งโค้ชหญิงคนแรก นี้ไม่เพียงสร้างประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นสัญญาณบวกสำหรับความหลากหลายในฟุตบอลยุโรป Eta จะต้องนำทีมรอดพ้นโซนตกชั้นให้ได้ใน 5 นัดสุดท้าย ซึ่งรวมถึงการปรับแท็คติกและสร้างขวัญกำลังใจใหม่

  • ประวัติ Eta: ผู้ช่วยโค้ชหญิงคนแรกบุนเดสลีกา
  • ฟอร์มทีม: ชนะ 2 จาก 14 นัดปี 2026
  • ตำแหน่ง: อันดับ 11 นำโซนตก 11 แต้ม

นอกจากนี้ การย้ายนี้ยังเชื่อมโยงกับหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น ฟุตบอลยุโรป, บุนเดสลีกาเยอรมัน และ ฟุตบอล โดยรวม

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลชายได้ หากมีโอกาส ลองติดตามผลงานของ Eta ในนัดต่อไป แล้วคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้น คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป.

“อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป. เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยเมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจากประชาชนและสื่อมวลชน

“อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป.

วันที่ 12 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่ออธิบายกรณีที่นามวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (EU) โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นภายในปีนี้

ตามที่นายอภิสิทธิ์ชี้แจง ตนเองไม่เคยได้รับแจ้งจากนางสาวศุภจี สกุลเจริญไกรศรี หรือบุคคลอื่นจากรัฐบาล แต่เป็นนายวีระพงษ์ที่มาปรึกษาเป็นการส่วนตัวเท่านั้น ตำแหน่งนี้ไม่ใช่แค่ที่ปรึกษาทั่วไป แต่เป็นตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ มีค่าตอบแทนและอำนาจหน้าที่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสถานะของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้าน

พรรคประชาธิปัตย์เห็นตรงกันว่างานเจรจาการค้านี้เป็นสิ่งที่นายวีระพงษ์มีความเชี่ยวชาญและถนัด โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการค้าส่งออกและการเจรจาระหว่างประเทศ หากเขาไปรับผิดชอบ ไทยและรัฐบาลจะได้รับประโยชน์อย่างมาก แต่ด้วยสถานะปัจจุบันที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรค จะทำให้เกิดความสับสนและขัดแย้งกับบทบาทฝ่ายค้าน ดังนั้นจึงตกลงกันว่าหากนายวีระพงษ์ต้องการรับตำแหน่ง ต้องลาออกจากทั้งรองหัวหน้าและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เสียก่อน

เหตุผลหลักที่ “อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป.

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูเหตุผลสำคัญๆ ที่นำไปสู่การตัดสินใจนี้กัน:

  • หลีกเลี่ยงความสับสนในสถานะ: พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน การไปรับตำแหน่งในรัฐบาลจะทำให้ภาพลักษณ์เสียหายและถูกมองว่าขาดเอกภาพ
  • ความถนัดของวีระพงษ์: เขามีประสบการณ์ยาวนานในด้านการค้า การเป็นหัวหน้าคณะเจรจา EU-Thailand FTA จะช่วยเร่งรัดข้อตกลงที่ค้างคา
  • ประโยชน์ของชาติ: แม้จะเสียคนเก่ง แต่หากช่วยให้ไทยได้ประโยชน์ทางการค้า ก็คุ้มค่า
  • การตัดสินใจส่วนบุคคล: ปัจจุบันยังอยู่ที่วีระพงษ์ว่าจะเลือกทางไหน

ประเด็นนี้สะท้อนถึงหลักการของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดมั่นในจริยธรรมการเมือง ไม่ยอมให้เกิดความคลุมเครือ นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์พรรค และผลประโยชน์ชาติ

ย้อนดู背景 นายวีระพงษ์ ประภา เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ของปชป. เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มาก่อน มีความรู้ด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างลึกซึ้ง ขณะที่ข้อตกลง FTA กับ EU เป็นวาระสำคัญของไทย เพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม หากสำเร็จ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อีกหลายเปอร์เซ็นต์

ในมุมการเมือง การเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลต่อโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์ หากวีระพงษ์ลาออกจริง จะมีช่องว่างในทีมเศรษฐกิจ แต่ก็เปิดโอกาสให้สมาชิกใหม่ก้าวขึ้นมา นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังดึงคนเก่งจากฝ่ายค้านมาช่วยงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเมืองแบบใหม่ที่เน้นผลงานมากกว่าพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายยังต้องติดตามต่อไป ว่าวีระพงษ์จะเลือกอยู่กับพรรคหรือไปรับใช้ชาติในบทบาทใหม่

ในความเห็นของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้นำพรรคอย่างอภิสิทธิ์ ที่ให้ความสำคัญกับหลักการมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว หากวีระพงษ์ไปรับตำแหน่งจริง คงเป็น win-win สำหรับทุกฝ่าย คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดจากเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก “รองหัวหน้า-สมาชิก ปชป. หากรับเป็นผู้แทนการค้า

ไฟไหม้โรงงานน้ำตาลพิมายโคราช ควันดำปกคลุมท้องฟ้า-เร่งอพยพชาวบ้าน

เกิดเหตุร้ายที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อ ไฟไหม้โรงงานน้ำตาลพิมายโคราช ควันดำปกคลุมท้องฟ้า-เร่งอพยพชาวบ้าน กลายเป็นข่าวใหญ่ในโคราช เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 11.30 น. เพลิงไหม้ลุกโหมอย่างรุนแรงภายในโรงงานน้ำตาลพิมาย ตำบลหนองระเวียง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งมือทั้งดับเพลิงและช่วยเหลือชาวบ้านใกล้เคียง

ไฟไหม้โรงงานน้ำตาลพิมายโคราช ควันดำปกคลุมท้องฟ้า-เร่งอพยพชาวบ้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากสายพานลำเลียงกากอ้อยที่กำลังทำงานปกติ ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว จนเกิดประกายไฟและลุกลามอย่างรวดเร็ว คนงานที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า พยายามดับเพลิงด้วยตนเองแต่ไม่สำเร็จ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลและ อบต. รอบข้างทันที รถดับเพลิงกว่า 20 คันทะยานมาถึง現場 แต่จนถึงตอนนี้เพลิงยังไม่มอดดับ ทางโรงงานต้องนำรถบรรทุก รถตัก และอุปกรณ์ต่างๆ ออกมาจอดในที่ปลอดภัยก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม

ภาพที่เห็นคือ ควันดำหนาทึบปกคลุมท้องฟ้าทั้งตำบลหนองระเวียง ชาวบ้านหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจที่เริ่มมีอาการไอ จาม แสบตา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ปกครองจึงไม่รอช้า เร่งอพยพเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังจุดรวบรวมที่ปลอดภัย อำเภอพิมายยังตั้งหน่วยปฐมพยาบาลเคลื่อนที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ที่สูดควันเข้าไป

สาเหตุและผลกระทบจากไฟไหม้โรงงานน้ำตาลพิมายโคราช

จากข้อมูลเบื้องต้น สาเหตุน่าจะมาจากเครื่องจักรที่ทำงานหนักในช่วงฤดูร้อน บวกกับวัตถุดิบกากอ้อยที่ติดไฟง่าย ทำให้เพลิงลามไปยังส่วนอื่นๆ ของโรงงานได้รวดเร็ว นอกจากความเสียหายทางทรัพย์สินแล้ว ยังกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนในวงกว้าง ควันพิษจากกากอ้อยเผาไหม้มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปอด หากสูดดมเข้าไปนานๆ อาจนำไปสู่โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง

  • รถดับเพลิงกว่า 20 คันกำลังระดมกำลัง
  • อพยพชาวบ้านกว่า 100 รายไปยังที่ปลอดภัย
  • ตั้งจุดปฐมพยาบาลชั่วคราว
  • ควันปกคลุมพื้นที่กว้าง ประชาชนงดออกจากบ้าน

เจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานสิ่งแวดล้อมกำลังตรวจสอบ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ในขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้โรงงานเพิ่มมาตรการความปลอดภัย เช่น ระบบดับเพลิงอัตโนมัติและฝึกอบรมพนักงานให้พร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน

คำแนะนำป้องกันภัยจากไฟไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรม

เหตุการณ์ ไฟไหม้โรงงานน้ำตาลพิมายโคราช ควันดำปกคลุมท้องฟ้า-เร่งอพยพชาวบ้าน เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความเสี่ยงจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ใกล้ชิดชุมชน หากคุณอาศัยใกล้โรงงาน ควรเตรียมแผนอพยพครอบครัว สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีควัน และติดตามข่าวสารจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สำหรับเจ้าของโรงงาน อย่าละเลยการตรวจสอบเครื่องจักรและระบบไฟฟ้าทุกเดือน

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการจัดการความปลอดภัยที่ยังไม่เพียงพอในอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโคราช รัฐบาลควรเร่งออกกฎระเบียบใหม่เพื่อปกป้องทั้งคนงานและชาวบ้าน หากไม่แก้ไข อาจเกิดเหตุซ้ำรอยได้ทุกเมื่อ

เรียกร้องให้ทุกท่านติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแชร์ข้อมูลนี้เพื่อแจ้งเตือนผู้อื่น หากมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที!

ที่มา – ไฟไหม้โรงงานน้ำตาลพิมายโคราช ควันดำปกคลุมท้องฟ้า-เร่งอพยพชาวบ้าน

ศรชล.ตราด บุกจับ เรือ 4 ลำ ลักลอบขนสินค้าจำเป็น ส่งกัมพูชา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวร้อนจากชายแดนตะวันออกที่ไม่ควรพลาดเลย เมื่อศรชล.ตราด บุกจับ เรือ 4 ลำ กลางทะเลไทย ลักลอบขนสินค้าจำเป็น ล็อตใหญ่ เตรียมส่งไปกัมพูชา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 12 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ

ศรชล.ตราด บุกจับ เรือ 4 ลำ ลักลอบขนสินค้าจำเป็น กลางทะเลไทย

ศรชล.ตราด บุกจับ เรือ 4 ลำ กลางทะเลไทย ลักลอบขนสินค้าจำเป็น ล็อตใหญ่ เตรียมส่งไปกัมพูชา

ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือที่รู้จักกันในชื่อ ศรชล. จังหวัดตราด ได้รับแจ้งเบาะแสจากสายข่าวและพลเมืองดี ว่ามีขบวนการลักลอบขนสินค้าอุปโภคบริโภค ซากสัตว์ และของใช้จำเป็น ล็อตใหญ่ เพื่อส่งข้ามไปยังประเทศกัมพูชา ตามแนวชายแดนหาดเล็ก พฤติกรรมแบบนี้ไม่เพียงกระทบรายได้ของรัฐ แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางทะเลของไทยโดยตรงเลยครับ

เมื่อคืนวันที่ 11 เมษายน ผู้อำนวยการศรชล. ภาค 1 สั่งการทันที นำกำลังเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.182) และหมวดเรือลาดตระเวนชายแดน บุกสกัดจับกลางทะเล ผลคือยึดเรือยาวได้ 5 ลำ แต่เรือที่นำกลับดำเนินคดีได้ 4 ลำ อีก 1 ลำคนขับกระโดดน้ำหนี เรือติดตื้น เจ้าหน้าที่กำลังเฝ้าดูเพื่อกู้ขึ้นมา จับลูกเรือได้ 6 คน ประกอบด้วยชาวกัมพูชา 5 คน และชาวไทย 1 คนที่แต่งงานกับชาวกัมพูชา

ภาพการจับกุมเรือลักลอบของศรชล.ตราด

สินค้าของกลางอะไรบ้างในคดีศรชล.ตราด บุกจับ เรือ 4 ลำ

สินค้าที่พบในเรือทั้งหมดเป็นของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ล็อตใหญ่จริงๆ คาดมูลค่าไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท มีทั้งผลไม้ ซากสัตว์ และสินค้าอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าในเรือ 1 ลำ ซึ่งสงสัยว่าจะส่งต่อให้กลุ่มสแกมเมอร์ เจ้าหน้าที่กำลังสืบต่อ มาดูรายการสินค้าหลักๆ กันครับ

  • มะขาม
  • เงาะ
  • มะไฟ
  • เครื่องในไก่
  • หนอนไหม (หนอนทอด)
  • หมึกสด
  • ปูนิ่ม
  • หอยปากเป็ด
  • หอยจุ๊บแจง
  • และสินค้าอุปโภคอื่นๆ อีกมากมาย
สินค้าของกลางจากการบุกจับเรือ 4 ลำ ลักลอบขนสินค้าจำเป็น

ผลสอบสวนเบื้องต้น ลูกเรือสารภาพรับจ้าง

น.อ.วุฒิฉัตร ราชรัตนารักษ์ รอง ผอ.ศรชล.จ.ตราด เปิดเผยว่าลูกเรือทั้ง 6 คนให้การสารภาพหมดเลยครับ รับจ้างขนสินค้าจากไทยไปกัมพูชาเพื่ออุปโภคบริโภค ได้ค่าจ้างคนละ 2,000 บาท สูงขึ้นจากรอบก่อนที่ 1,000 บาท สินค้าเหล่านี้บ่งชี้ว่าฝั่งกัมพูชากำลังขาดแคลนสินค้าจำเป็นอย่างหนัก อาจจากปัญหาเศรษฐกิจหรือปัจจัยอื่นๆ ทำให้ต้องลักลอบมาขนจากไทยที่ราคาถูกกว่า

ลูกเรือที่ถูกจับกุมในคดีศรชล.ตราด

แม้ครั้งนี้จะได้สินค้าอุปโภคเป็นหลัก แต่ศรชล.ตราดยังมุ่งเป้าล่าเรือลักลอบขนน้ำมันเถื่อนต่อไป เพราะขบวนการปรับรูปแบบตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จะเฝ้าระวังชายแดนทุกวันแบบเข้มข้น

ส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหาชายแดนยังรุนแรง ไทยต้องเสริมมาตรการป้องกันให้แน่นหนากว่านี้ เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและความมั่นคง หากปล่อยไว้ สินค้าจำเป็นในไทยอาจขาดแคลนตามไปด้วย หากคุณมีข้อมูลหรือเห็นอะไรน่าสงสัย รายงานเจ้าหน้าที่ได้เลยนะครับ ช่วยกันรักษาทะเลไทยให้มั่นคง!

ติดตามข่าวอัปเดตชายแดนและความมั่นคงทางทะเลได้ที่บล็อกนี้ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันครับ

ที่มา – ศรชล.ตราด บุกจับ เรือ 4 ลำ กลางทะเลไทย ลักลอบขนสินค้าจำเป็น ล็อตใหญ่ เตรียมส่งไปกัมพูชา

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ จากเหตุรถพ่วงพุ่งชนรถยนต์หลายคันบนถนนสายตาก–ลำปาง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ

วันที่ 12 เมษายน 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ในฐานะประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล ได้แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อผู้ประสบอุบัติเหตุรถชนรุนแรง โดยมอบหมายให้ ดร.ปุ้ย เพ็ญภัค รัตนคำฟู ส.ส.เขต 4 พรรคกล้าธรรม จังหวัดลำปาง รุดเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บและให้กำลังใจญาติผู้สูญเสีย โดยเฉพาะเด็กหญิงวัยเพียง 2 ขวบที่ต้องเผชิญชะตากรรมสุดเศร้า พ่อและแม่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 บนถนนสายตาก–ลำปาง ในพื้นที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง รถพ่วงบรรทุกสินค้าพุ่งชนรถยนต์หลายคันอย่างแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือพ่อและแม่ของเด็กหญิงวัย 2 ขวบ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายรายที่กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

รายละเอียดการเยี่ยมผู้บาดเจ็บจาก สส.เพ็ญภัค

ดร.เพ็ญภัค ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลเถินทันที เพื่อเยี่ยมผู้บาดเจ็บทั้ง 3 รายที่กำลังรักษาตัวอยู่ รวมถึงเด็กหญิงวัย 2 ขวบ เธอเล่าว่า “ท่านธรรมนัส มีความห่วงใยผู้บาดเจ็บรวมถึงน้อง 2 ขวบกว่า ที่พ่อแม่เสียชีวิตเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้ดิฉัน มาเยี่ยมผู้ป่วยจากอุบัติเหตุรถชนดังกล่าวที่ รพ.เถิน ค่ะ ตอนนี้ที่รักษาตัวอยู่ที่ รพ. มี 3 คน รวมน้อง 2 ขวบกว่า ที่พ่อแม่เสียชีวิตด้วย ตอนมาเยี่ยมน้องเพิ่งหลับไปค่ะ เพราะเมื่อคืนน้องไม่หลับ ร้องไห้ตลอด แต่ได้พบคุณป้าที่เป็นพี่สาวแม่น้อง มาเฝ้าปลอบใจน้อง และมีทีมแพทย์พยาบาล คอยดูแลอย่างใกล้ชิด”

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กำชับให้ สส.เพ็ญภัค ช่วยติดตามคดีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต โดยเธอจะประสานงานกับสถานีตำรวจเถินทันที เพื่อเร่งรัดการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย

อุบัติเหตุรถพ่วงบนถนนสายตาก-ลำปาง: สาเหตุและบทเรียน

อุบัติเหตุรถพ่วงชนรถยนต์หลายคันครั้งนี้ สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยรถพ่วงเสียการควบคุมก่อนพุ่งชนรถเก๋งและรถกระบะที่สัญจรไปมา ถนนสายนี้เป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อภาคเหนือ มีปริมาณรถหนาแน่น โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ ผู้ขับขี่ควรระมัดระวังมากขึ้น เช่น ตรวจสอบยานพาหนะให้พร้อม หลีกเลี่ยงการขับรถเร็วเกินกำหนด และพักผ่อนให้เพียงพอ

  • สาเหตุหลัก: รถพ่วงเบรกแตกหรือเสียการควบคุม
  • ผลกระทบ: ผู้เสียชีวิต 2 ราย ผู้บาดเจ็บ 3 ราย
  • มาตรการป้องกัน: เพิ่มป้ายเตือน จุดตรวจสอบรถบรรทุก

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนปัญหาความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทยที่ยังต้องปรับปรุง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดและเพิ่มด่านตรวจรถบรรทุก เพื่อลดอุบัติเหตุซ้ำรอย

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองที่ห่วงใยประชาชน การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงให้กำลังใจ แต่ยังช่วยผลักดันให้เกิดความยุติธรรมทางกฎหมาย

ในฐานะนักข่าวและนักเขียน เรามองว่าการเยี่ยมเยียนเช่นนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากคุณมีประสบการณ์อุบัติเหตุทางถนนหรือเห็นด้วยกับมาตรการป้องกัน โปรดแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยจราจร

ที่มา – “ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ

ไซโคลนไวอานู ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์ สั่งอพยพด่วน

ไซโคลนไวอานู ถล่มเกาะเหนือของนิวซีแลนด์อย่างรุนแรง พัดพาลมกระโชกแรงเกิน 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฝนตกหนักสะสม และคลื่นทะเลยักษ์ ทำให้ประชาชนนับร้อยต้องอพยพด่วน ไฟฟ้าดับกว่า 5,000 หลัง

ไซโคลนไวอานู ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์

พายุไซโคลนไวอานู หรือ Vaianu ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 3 ได้เคลื่อนตัวเข้าถล่มพื้นที่เกาะเหนือของนิวซีแลนด์ สร้างความเสียหายหนักหน่วงจากลมพายุที่พัดกระหน่ำ ฝนที่เทลงมาอย่างไม่ขาดสาย และคลื่นลมทะเลขนาดใหญ่ ทางการต้องประกาศเตือนภัยระดับสีแดงในหลายจังหวัด เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้าย

ลมกระโชกแรงของไซโคลนไวอานูมีความเร็วสูงถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเพียงพอที่จะพัดหลังคาบ้านเรือนปลิวว่อนและทำลายโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะบริเวณอ่าวเบย์ ออฟ เพลนตี และโคโรแมนเดิล ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงมาก

ผลกระทบหลักจากไซโคลนไวอานู

  • ไฟฟ้าดับกว้างขวาง: บ้านเรือนกว่า 5,000 หลังไร้ไฟฟ้าในช่วงแรก แต่เจ้าหน้าที่เร่งซ่อมแซมและคืนสภาพได้บางส่วนแล้ว
  • ฝนตกหนัก: ที่เมืองวองกาเร มีฝนสะสมเกิน 100 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน
  • คลื่นยักษ์และน้ำทะเลหนุน: คลื่นสูงหลายเมตรซัดเข้าฝั่ง ผสมกับน้ำทะเลหนุนสูง เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง
  • ความเสียหายโครงสร้าง: ต้นไม้หักโค่น ถนนขาด และอาคารเสียหายบางส่วน

กองกำลังป้องกันประเทศนิวซีแลนด์ถูกระดมเครื่องจักรหนักเพื่อช่วยเหลือการอพยพและกู้ภัย ประชาชนหลายร้อยคนจากพื้นที่เสี่ยงถูกนำตัวไปยังที่พักชั่วคราวที่ปลอดภัย

มาตรการรับมือและคำเตือนจากทางการ

นายมาร์ค มิตเชลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉิน กล่าวว่า แม้จะเตรียมการรับมือเต็มที่ แต่โชคดีที่ไซโคลนไวอานูเบี่ยงทางไปทางชายฝั่งตะวันออก ทำให้เมืองอ็อกแลนด์ ซึ่งมีประชากรกว่า 1.8 ล้านคน รอดพ้นจากจุดศูนย์กลางพายุได้อย่างหวุดหวิด "พายุเคลื่อนตัวออกไปทางขอบเกาะและมุ่งตะวันออกมากขึ้น นั่นหมายความว่าเราไม่ต้องเจอกับความรุนแรงเต็มรูปแบบตามคาด" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในช่วงบ่ายที่อาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันตามชายฝั่ง ประชาชนได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงและติดตามประกาศอย่างสม่ำเสมอ

เหตุการณ์ไซโคลนไวอานูนี้ชวนนึกถึงพายุไซโคลนกาเบรียลเมื่อปี 2023 ที่คร่าชีวิตผู้คน 11 รายและสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล ทั้งสองพายุมีลักษณะการเคลื่อนที่คล้ายกัน โดยคาดว่าไซโคลนไวอานูจะผ่านตอนตะวันออกของเกาะเหนือและออกทางอ่าวฮอว์กในช่วงค่ำวันเดียวกัน โชคดีที่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเปิดรับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ไซโคลนไวอานูยังเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พายุลูกใหญ่เกิดบ่อยขึ้นในภูมิภาคแปซิฟิก ชาวนิวซีแลนด์ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการเตรียมพร้อมที่ดี หากคุณอาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ แนะนำให้ตรวจสอบแผนรับมือส่วนตัว เช่น เตรียมเสบียงอาหาร น้ำดื่ม และวิทยุสื่อสารติดต่อฉุกเฉิน ติดตามข่าวสารล่าสุดจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยสูงสุด สถานการณ์แบบนี้เตือนใจเราว่าภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมตัวล่วงหน้าคือกุญแจสำคัญในการลดความสูญเสีย

ที่มา – ไซโคลน “ไวอานู” ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์ ลมกระโชกแรง-ฝนตกหนัก สั่งอพยพคนนับร้อย