วัน: 21 เมษายน 2026

รมช.เกษตรฯ-รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ติดตามสถานการณ์-วางแผนแก้ปัญหาไฟป่า

รมช.เกษตรฯ-รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ติดตามสถานการณ์-วางแผนแก้ปัญหาไฟป่า เป็นข่าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่กำลังคุกคามสุขภาพประชาชนในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่กาญจนบุรีที่ได้รับผลกระทบหนัก

รมช.เกษตรฯ-รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ติดตามสถานการณ์-วางแผนแก้ปัญหาไฟป่า

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ณ โรงเรียนดรุณากาญจนบุรี นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก

สถานการณ์จุดความร้อนในกาญจนบุรี

จากการตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) สะสมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 20 เมษายน 2569 พบจุดความร้อนทั้งสิ้น 11,211 จุด โดยพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นจุดที่เกิดการเผาไหม้มากที่สุด อำเภอที่มีจุดความร้อนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  • อำเภอศรีสวัสดิ์
  • อำเภอทองผาภูมิ
  • อำเภอไทรโยค

เพื่อควบคุมสถานการณ์ จังหวัดกาญจนบุรีจึงประกาศกำหนดเขตควบคุมการเผาและเขตการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 ถึง 30 เมษายน 2569

จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เพื่อบูรณาการงานกับหน่วยงานต่างๆ ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง เน้นมาตรการป้องกันที่ต้นทาง เช่น บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดในป่าไม้ พื้นที่เกษตร และชุมชน พร้อมสนับสนุนเกษตรกรจัดการวัสดุเหลือใช้แทนการเผา

นอกจากนี้ ยังดูแลสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยง จัดโซนปลอดภัย (Safe Zone) และให้อุปกรณ์ป้องกันแก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร

คำแถลงจากรมช.เกษตรฯ และรมช.ศึกษาธิการ

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กล่าวว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM 2.5 เนื่องจากกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยตรง การลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาจริงและเร่งแก้ไขตรงจุด

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เน้นย้ำว่าปัญหา PM 2.5 กระทบเด็กเล็กและผู้สูงอายุหนัก กระทรวงศึกษาฯ พร้อมรณรงค์สร้างความตระหนักให้เด็กนักเรียน ครู และประชาชน

มาตรการแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 ในระยะยาว

ปัญหาไฟป่าในกาญจนบุรีเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเผาในพื้นที่เกษตร การบุกรุกป่า และสภาพอากาศแห้งแล้ง ส่งผลให้ฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูงเกินมาตรฐาน สุขภาพหายใจเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ มะเร็งปอด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ รัฐบาลจึงวางแผนระยะยาว เช่น

  • พัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับไฟป่าด้วย AI และดาวเทียม
  • ส่งเสริมเกษตรยั่งยืน ลดการเผาโดยใช้ชีวภาพแปรรูปวัสดุเหลือใช้
  • รณรงค์ลดเผาไหม้ขยะในชุมชน
  • เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ปราบปรามไฟป่า

ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยหลีกเลี่ยงการเผา รายงานจุดความร้อนผ่านแอปพลิเคชัน และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อค่าฝุ่นสูง

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากเราร่วมมือกัน ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 จะลดลงได้ในอนาคต ติดตามข่าวสารและมาตรการป้องกันเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ที่มา – รมช.เกษตรฯ-รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ติดตามสถานการณ์-วางแผนแก้ปัญหาไฟป่า

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจรุนแรงขึ้น สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ จากการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ที่เพิ่งผ่านไป เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีคำสั่งสำคัญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดเรื่องนี้แบบละเอียดยิบเลยทีเดียว

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

ในที่ประชุมครม. วันนั้น ไม่ได้มีการหารือเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เป็นพิธีการหลัก แต่ช่วงท้ายการประชุม นายกฯ ได้สั่งการให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกพระราชกำหนดกู้เงิน หรือการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเตรียมพร้อมกรณีที่วิกฤตโลกและวิกฤตพลังงานจะยิ่งหนักหน่วงขึ้นไปอีก

นายเอกนิติเองก็แสดงความเห็นในที่ประชุมว่าการดำเนินการแบบนี้อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เพราะตอนนี้สถานการณ์โลกกำลังโกลาหล ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การขาดแคลนพลังงาน หรือปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่ลามมาถึงไทย ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนสำรองไว้ให้พร้อม

ทำไมรัฐบาลถึงต้องเตรียม พ.ร.ก.กู้เงินตอนนี้

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่านายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกู้จริงหรือไม่ แต่เป็นการเตรียมการล่วงหน้า ถ้าวิกฤตรุนแรงขึ้น จะได้ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลใหม่ เพดานหนี้สาธารณะของไทยตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ถ้าขยายจะช่วยให้มีช่องว่างในการกู้เงินมาช่วยเศรษฐกิจ เช่น กระตุ้นการลงทุน สนับสนุน SME หรือบรรเทาค่าครองชีพประชาชน

บริบทวิกฤตที่เป็นตัวเร่งให้เกิดคำสั่งนี้

วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวน สงครามการค้าที่กระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ทำให้ไทยต้องเผชิญความท้าทายหนัก ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าสถานการณ์แย่ลง รัฐบาลจะได้ใช้เงินกู้ 5 แสนล้านมาช่วยเหลือตรงจุด เช่น:

  • อุดหนุนราคาพลังงานให้ประชาชน
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เดือดร้อน
  • ลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อรับมือ climate change

นอกจากเรื่องกู้เงินแล้ว นายกฯ ยังกำชับให้ตรวจสอบคุณสมบัติข้าราชการการเมืองและที่ปรึกษารัฐมนตรีอย่างเข้มงวด ถือเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจสอบตำแหน่งที่ปรึกษาแบบนี้ด้วยนะครับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความโปร่งใส

ผลกระทบที่คาดหวังและความเสี่ยง

ถ้าออก พ.ร.ก.กู้เงินจริง จะช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณเพิ่มแบบรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอพระราชบัญญัติ แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะที่อาจพุ่งสูง ถ้าไม่บริหารจัดการดีๆ เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง การเตรียมแผนแบบนี้ดีหรือไม่ ในมุมผม มันแสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลที่คิดเผื่ออนาคต

สรุปแล้ว คำสั่งนายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ถือเป็นก้าวเชิงรุกที่ชาญฉลาดในสถานการณ์ไม่แน่นอนแบบนี้ รัฐบาลกำลังวางหมากไว้ให้พร้อมทุกสถานการณ์ คุณล่ะครับ คิดว่ารัฐบาลควรกู้เงินตอนนี้เลยไหม หรือรอดูอาการก่อน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ แบบนี้ต่อไป!

นี่คือ insight สำคัญ: การเตรียมการล่วงหน้าจะช่วยให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ที่มา – นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ รับมือหากวิกฤตรุนแรงขึ้น

“ภราดร” เผยช่องว่างงบรับวิกฤต 8 แสนล้านบาท

“ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท เป็นข่าวดีสำหรับประชาชนไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังยืดเยื้อ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและดูแลปากท้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท

จากกรอบงบประมาณทั้งสิ้น 3.788 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะใช้หลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) ไม่ยึดติดกับฐานงบเดิม แต่พิจารณาตามความจำเป็นจริง โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ สถานการณ์โลก สถานการณ์ในประเทศ และการเยียวยาประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าพุ่งสูง

กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570

ปฏิทินงบประมาณจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 1 พ.ค. 2569 หน่วยงานต่าง ๆ จะเสนอคำขอใช้จ่าย จากนั้นสำนักงบประมาณจะกลั่นกรองให้อยู่ในเพดาน 3.788 ล้านล้านบาท ภายใน 1 เดือน ก่อนเสนอครม. วันที่ 2 มิ.ย. 2569 จากนั้นเข้าสภา วาระ 1 วันที่ 1-3 ก.ค. พิจารณาแปรญัตติ 70 วัน วาระ 2-3 ต้นก.ย. และวุฒิสภา 10-11 ก.ย. เพื่อประกาศใช้ 1 ต.ค. 2569

นอกจากนี้ ยังมี พ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 2569 เพื่อเยียวยาประชาชนจากสงคราม โดยเลี่ยงชดเชยเงินคงคลังค้าง 70,000 ล้านบาทจากปี 2568 ด้วยการตั้งงบชดเชยในปี 2570 ทำให้เงินโอนได้นำไปช่วยประชาชนจริง

มาตรการรัดเข็มขัดประหยัดงบ

  • ขอเพิ่มงบไม่เกิน 20% จากกรอบเดิม เพื่อความรวดเร็ว
  • ชะลอสร้างอาคารใหม่ 1-2 ปี ใช้เช่าหรือ PPP แทน
  • งดดูงานต่างประเทศ ลดคนประชุม
  • งดงบกลุ่มจังหวัดชั่วคราว ตัดโครงการซ้ำซ้อนอย่างถนนและแหล่งน้ำในงบจังหวัด จาก 20,000 ล้านบาท เหลือ 4,000 ล้านบาท ประหยัด 20,000 ล้านบาท
  • เปลี่ยนรถราชการเป็น EV ติด Solar Roof ในอาคารรัฐ

เงินที่ประหยัดจะไม่เก็บในงบกลาง แต่โอนไปโครงการ “ไทยช่วยไทย” ครอบคลุมผู้ถือบัตรสวัสดิการ 13.4 ล้านคน โครงการปุ๋ยราคาถูก ลดดอกเบี้ยเกษตรกร ธงฟ้าราคาประหยัด และคนละครึ่งพลัส เป้า 20-30 ล้านคน ได้คนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท

ช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) จากงบ 3.78 ล้านล้านบาท หักรายจ่ายประจำ เหลือ 700,000-800,000 ล้านบาท เพียงพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบรรเทาทุกข์ประชาชน “ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการพาประเทศฝ่าวิกฤต

การใช้ Zero-based Budgeting นี้ไม่เพียงช่วยประหยัดงบ แต่ยังทำให้การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวนจากสงครามและเงินเฟ้อ รัฐบาลมุ่งเน้นโครงการที่ตอบโจทย์ปากท้อง เช่น การกระตุ้นการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และพลังงานสะอาด ซึ่งจะสร้างการจ้างงานและลดต้นทุนระยะยาว

สำหรับประชาชน คาดว่างบเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ ลดราคาสินค้าเกษตร และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้คึกคัก ส่งผลบวกต่อ GDP โตได้ 2-3% ในปีหน้า

ติดตามพัฒนาการงบประมาณปี 2570 ต่อไป เพราะนโยบายเหล่านี้อาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงในช่วงวิกฤตนี้

ที่มา – “ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู ขับเคลื่อนสังคมทุกวัย

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู เพื่อขับเคลื่อนสังคมทุกช่วงวัยในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นับเป็นข่าวดีที่สะท้อนบทบาทสำคัญของไทยบนเวทีระหว่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบร่าง “ปฏิญญาบากูว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์เพื่อขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก” ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู

มติ ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู นี้เกิดขึ้นทันเวลาก่อนการประชุมใหญ่ โดยครม. มอบหมายให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย หรือผู้แทน เข้าร่วมรับรองปฏิญญาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สมัยที่ 82 ระหว่างวันที่ 20-24 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยกำหนดรับรองอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 เมษายน 2569

สาระสำคัญของปฏิญญาบากู

ปฏิญญาบากูนี้มุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์อย่างครอบคลุม ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยมีประเด็นหลักดังนี้

  • สร้างโอกาสการจ้างงานที่มีคุณค่าและยั่งยืน
  • พัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะด้านดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อรับมือยุค 4.0
  • ส่งเสริมบทบาทของสตรีและเยาวชนให้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจมากขึ้น
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เนื่องจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
  • ขยายโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ สามารถเข้าถึงการจ้างงานและอาชีพได้เท่าเทียม
  • พัฒนาระบบสาธารณสุขแบบบูรณาการที่เข้าถึงง่าย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
  • ส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี

สาระเหล่านี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภูมิภาค โดยไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพประชุม จะได้แสดงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาสังคม

ประโยชน์ต่อประเทศไทย

การที่ ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู จะช่วยให้ไทยนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ในนโยบายภายใน เช่น การผลักดันไทยแลนด์ 4.0 การดูแลผู้สูงอายุตามนโยบายชาติ และการส่งเสริมอาชีพดิจิทัลสำหรับเยาวชน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและประสบการณ์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านสังคมสูงวัย หรือสิงคโปร์ในด้านนวัตกรรม

ที่น่าสนใจคือ ร่างปฏิญญานี้ไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกพันทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 หากมีการปรับแก้สาระรองที่ไม่กระทบผลประโยชน์ชาติ สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องนำกลับครม. อีก ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง

การเข้าร่วมครั้งนี้ยืนยันบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับทุกช่วงวัย ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน การรับรองปฏิญญาบากูนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะได้ประโยชน์ทั้งในระดับภูมิภาคและภายในประเทศ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่กำลังมาแรง ลองนึกภาพสังคมที่ทุกวัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีงานทำ มีสุขภาพดี นี่คืออนาคตที่เราควรผลักดัน

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยนะ!

ที่มา – ครม. เห็นชอบร่าง “ปฏิญญาบากู” ขับเคลื่อนสังคมทุกช่วงวัยในเอเชีย–แปซิฟิก เตรียมรับรอง 24 เม.ย.นี้

ตร.เปิดแผน 2 เรือน้ำมัน เดินเรือล่าช้า ฟันกำไร 48 ล้าน

ในช่วงวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่สะเทือนวงการพลังงาน เมื่อ ตร.เปิดแผน 2 เรือน้ำมัน เดินเรือล่าช้า เพื่อรอราคาน้ำมันขึ้น สร้างกำไรมหาศาลกว่า 48 ล้านบาท กรณีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาขาดแคลนน้ำมัน จากเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างหนัก

ตร.เปิดแผน 2 เรือน้ำมัน เดินเรือล่าช้า คาดประวิงเวลารอน้ำมันขึ้น ฟันกำไร 48 ล้าน

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเปิดเผยผลการตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัย 2 ลำ ในบริเวณกลางอ่าวไทย การตรวจสอบเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25-26 เมษายนที่ผ่านมา โดยตำรวจน้ำนำกำลังเข้าตรวจค้น

เรือทั้ง 2 ลำนี้รับน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบ 10 ล้านลิตร จากโรงกลั่นในจังหวัดระยอง เพื่อส่งไปยังคลังน้ำมันในกรุงเทพมหานครและสุราษฎร์ธานี แต่พบพฤติการณ์ผิดปกติ คือ การเดินเรือล่าช้ากว่ากำหนด โดยเฉพาะช่วง 24-26 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับช่วงที่รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันเพิ่ม 6 บาทต่อลิตร ในวันที่ 26 มีนาคม ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาได้มหาศาล หากพิสูจน์ได้ จะได้กำไรรวม 48 ล้านบาท

รายละเอียดพฤติการณ์ที่ตำรวจตรวจพบ

  • เรือบรรทุกน้ำมันเกือบ 10 ล้านลิตร จากระยองไปกรุงเทพฯ และสุราษฎร์ธานี
  • ข้อมูลระบบติดตามเรือแสดงความคลาดเคลื่อนเวลาเดินทางชัดเจน
  • ประวิงเวลาให้ตรงกับวันราคาน้ำมันขึ้น 6 บาท/ลิตร
  • ศปนม.ตร.กำลังรวบรวมเอกสาร ข้อมูล GPS และพยานบุคคล

กรณีนี้เข้าข่ายผิดฐานประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเข้มงวดในการคุมเส้นทางขนส่งน้ำมัน ป้องกันการเก็งกำไรและลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและมาตรการปราบปราม

วิกฤตน้ำมันครั้งนี้เริ่มจากวันที่ 21-25 มีนาคม 2569 สถานีบริการน้ำมันขาดแคลนทั่วประเทศ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก การที่ผู้ประกอบการประวิงน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ยิ่งซ้ำเติมปัญหา ตำรวจยืนยันว่าจะตรวจสอบโรงกลั่น คลังน้ำมัน และเส้นทางขนส่งอย่างต่อเนื่อง หากพบผิดจะดำเนินคดีเด็ดขาดทุกขบวนการ

นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มกำลังตรวจสอบเรือสินค้าทุกประเภทในอ่าวไทย เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ โดยใช้เทคโนโลยีระบบติดตามเรือ Vessel Tracking System ช่วยยืนยันข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยลดช่องโหว่ในการเก็งกำไร

จากกรณี ตร.เปิดแผน 2 เรือน้ำมัน เดินเรือล่าช้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องเศรษฐกิจและผู้บริโภค ในยุคที่ราคาพลังงานผันผวน การมีกฎหมายและการบังคับใช้ที่เข้มแข็งจึงสำคัญยิ่ง ผู้ประกอบการควรยึดมั่นจรรยาบรรณ ไม่เอาเปรียบประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? มันสะท้อนปัญหาอะไรในระบบน้ำมันไทยบ้าง คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลสำคัญ ติดตามข่าวอัปเดตคดีได้ที่นี่

ที่มา – ตร.เปิดแผน 2 เรือน้ำมัน เดินเรือล่าช้า คาดประวิงเวลารอน้ำมันขึ้น ฟันกำไร 48 ล้าน

ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เพิ่งไฟเขียวมาตรการสำคัญเพื่อสกัดกั้นปัญหาทุจริต โดยเฉพาะเรื่อง ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความโปร่งใสให้กับระบบราชการไทยเลยนะครับ ปัญหาสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและนักลงทุนต่างชาติลังเล ถ้าสำเร็จจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศได้มาก

ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักขับเคลื่อน

หลังจากที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้แถลงว่าครม.รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีรับสินบนที่ ป.ป.ช. เสนอมา 8 ประเด็นหลัก ซึ่งครอบคลุมทุกมิติในการแก้ปัญหานี้อย่างครบถ้วน ป.ป.ท. จะเป็นแม่งานใหญ่ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลฯ สำนักงบประมาณ สตช. และภาคเอกชน โดยต้องสรุปผลภายใน 30 วันเพื่อเสนอครม.ชุดต่อไป

มาดูกันว่ามาตรการ 8 ประเด็นนี้มีอะไรบ้างครับ:

  • 1. เร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อให้ทุกหน่วยงานยึดแนวทางเดียวกัน
  • 2. ส่งเสริมหน่วยงานตรวจสอบและดำเนินคดี เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ให้มีเครื่องมือและบุคลากรเพียงพอ
  • 3. เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและส่งเสริมประชาชนมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีให้ประชาชนรายงานทุจริตได้ง่าย
  • 4. กำหนดนโยบายเร่งรัดปฏิรูปกฎหมาย อัปเดตกฎหมายให้ทันสมัย ลดช่องโหว่
  • 5. ปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงรับ-ให้สินบน เช่น ระบบออนไลน์แทนการพบปะ
  • 6. พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับการอนุมัติ อนุญาต ลดการใช้ดุลยพินิจ
  • 7. ส่งเสริมภาคเอกชนต่อต้านการให้สินบน เพราะบางครั้งเอกชนเป็นฝ่ายให้เพื่อผลประโยชน์
  • 8. รณรงค์สร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ ปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแผนปฏิบัติจริงที่จะช่วยกำจัดรากเหง้าของปัญหาสินบนได้ ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหาที่คาราคาซังมานานจะค่อยๆ ลดลง สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งในและต่างประเทศ

ครม. ไฟเขียวตั้งกองทุนสงเคราะห์-ฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย

นอกจากเรื่องปราบทุจริตแล้ว ครม.ยังเห็นชอบจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” โดยแก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและต่อเนื่องมากขึ้น ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดบ่อยและรุนแรง เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ดินถล่ม รัฐใช้งบช่วยเหลือรวม 1.23 แสนล้านบาทตั้งแต่ปี 2546-2569 เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้าน แต่ปี 2569 สูงถึง 2.5 หมื่นล้าน เพราะงบกลางมีข้อจำกัด ทำให้เยียวยาช้า

ทำไมกองทุนนี้ถึงสำคัญ

กองทุนจะเป็นแหล่งเงินทุนเฉพาะกิจ มีความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนเบิกจ่าย ทำให้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที สอดคล้องนโยบายนายกฯ ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนทุกครัวเรือน ไม่ว่าจะน้ำท่วมใหญ่ที่ภาคเหนือหรือภัยแล้งภาคอีสาน กองทุนนี้จะเป็นหลักประกันด้านการคลัง ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ปกติเร็วขึ้น

โดยรวมแล้ว ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ และกองทุนภัยพิบัติ ถือเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ช่วยสร้างสังคมที่โปร่งใสและมั่นคง หากดำเนินการจริงจัง จะเห็นผลชัดเจนในไม่ช้า คุณคิดว่ามาตรการไหนจะได้ผลมากที่สุด? หรือมีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติมบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลยครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติ!

ที่มา – ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักขับเคลื่อน

อังกฤษเล่นด้วยความกลัว – คาเปลโลเตือน

อังกฤษเล่นด้วยความกลัวเพราะเหนื่อยล้า – อดีตโค้ช คาเปลโล

โธมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีมอังกฤษ ต้องแก้ปัญหา อังกฤษเล่นด้วยความกลัว หากต้องการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกซัมเมอร์นี้ อดีตนายใหญ่ ฟาบิโอ คาเปลโล กล่าว

ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่เพียงรายการเดียวภายใต้การคุมทีมของคาเปลโล คือฟุตบอลโลก 2010 อังกฤษทำได้เพียง 3 ประตูจาก 4 นัด และตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย

คาเปลโล ชี้ว่าลูกทีมของเขานั้นเหนื่อยล้า และโทษการขาดช่วงพักเบรกฤดูหนาวในลีกอังกฤษ

แกเร็ธ เซาธ์เกต นำอังกฤษเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูโร 2 สมัยติด และรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022

คาเปลโล ให้สัมภาษณ์ BBC Sport ว่า “นี่คือปัญหาของอังกฤษ พวกเขาเหนื่อยและกลัว ผู้จัดการทีมต้องกำจัดสองสิ่งนี้ให้ได้”

อังกฤษเล่นด้วยความกลัว ในนัดชิงยูโร 2020

คาเปลโล ยกตัวอย่างนัดชิงยูโร 2020 ที่อังกฤษนำอิตาลีตั้งแต่ต้นเกม แต่จบลงด้วยสกอร์ 1-1 และแพ้จุดโทษ

“ผมจำนัดกับอิตาลีได้” เขากล่าว “พวกเขานำหลัง 10-15 นาที แล้วก็หยุดเล่น พวกเขาเล่นด้วยความกลัว

ทูเคิ่ล เข้ารับตำแหน่งแทนเซาธ์เกตในปี 2024 และอังกฤษผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกแบบสมบูรณ์แบบ 100%

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดพวกเขาเสมออุรุกวัย 1-1 และแพ้ญี่ปุ่น 0-1 ในเกมกระชับมิตรเมื่อเดือนที่แล้ว

ฟุตบอลโลกที่สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก จะแข่งขันตั้งแต่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม

สาเหตุที่ทำให้อังกฤษเล่นด้วยความกลัว

ปัญหาอังกฤษเล่นด้วยความกลัว มาจากความเหนื่อยล้าของนักเตะในพรีเมียร์ลีก ที่ไม่มีช่วงพักฤดูหนาวเหมือนลีกอื่นๆ ทำให้ฟอร์มตกในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ คาเปลโล ซึ่งเคยคุมทีมชาติอังกฤษ เชื่อว่าทูเคิ่ลต้องหาทางแก้ไข โดยอาจปรับโปรแกรมฝึกซ้อมหรือให้พักผ่อนมากขึ้น

จากประสบการณ์ของคาเปลโล ในปี 2010 อังกฤษมีนักเตะชั้นนำอย่างรูนีย์และแลมพาร์ด แต่กลับทำผลงานได้ไม่ดีนัก เพราะความอ่อนล้า สถิติยิงประตูน้อยนิดในรอบแบ่งกลุ่มแสดงให้เห็นชัดเจน

ปัจจุบัน อังกฤษมีทัพนักเตะดาวดังอย่างเบลลิงแฮม, ซาก้า และเคน แต่หากยังเล่นด้วยความกลัว โอกาสคว้าแชมป์ก็ริบหรี่

  • ไม่มีช่วงพักเบรกฤดูหนาว
  • โปรแกรมแข่งขันหนักในลีก
  • แรงกดดันจากแฟนบอล

เพื่อแก้ปัญหานี้ ทูเคิ่ลอาจนำระบบโรเตชั่นนักเตะมาใช้ หรือขอความร่วมมือจากสโมสรให้พักนักเตะทีมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ การสร้างความมั่นใจทางจิตใจก็สำคัญ โดยศึกษาจากทีมชาติที่ประสบความสำเร็จอย่างอาร์เจนตินาในปี 2022

ในฐานะแฟนฟุตบอล คุณคิดว่าอังกฤษจะแก้ปัญหาอังกฤษเล่นด้วยความกลัว ได้ทันฟุตบอลโลกหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารฟุตบอลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

แคเรน เบรดี ลาออกจากรองประธานเวสต์แฮม

แคเรน เบรดี ลาออกจากรองประธานเวสต์แฮม หลัง 16 ปีสุดประทับใจ

ข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เมื่อ แคเรน เบรดี ลาออกจากรองประธานเวสต์แฮม อย่างเป็นทางการ หลังจากทุ่มเทให้สโมสรมาอย่างยาวนานถึง 16 ปี บารอนเนส แคเรน เ贝รดี หญิงแกร่งทางธุรกิจที่เข้ามารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2010 โดยเดวิด ซัลลิแวน และเดวิด โกลด์ เจ้าของสโมสรในขณะนั้น ได้ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา

เธอเปิดเผยกับ The Times ว่าตัดสินใจลาออกตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยเริ่มคิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาการก้าวกระโดด

แคเรน เบรดี ลาออกจากรองประธานเวสต์แฮม: คำแถลงสุดซึ้งใจ

ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แคเรน เบรดี กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับบอร์ดบริหาร ผู้จัดการทีม นักเตะ พนักงาน และแฟนบอลเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เราประสบความสำเร็จมากมายร่วมกัน แต่ไฮไลต์ที่ผมจะไม่มีวันลืมคือการยกถ้วยยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะอยู่ในใจผมตลอดไป ผมรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับความสัมพันธ์ ความท้าทาย และโอกาสที่หล่อหลอมช่วงเวลาของผมที่สโมสร”

ผลงานที่เวสต์แฮมยกย่อง

เดวิด ซัลลิแวน ประธานร่วม กล่าวยกย่องเธอว่าเป็น “ผู้นำที่ยอดเยี่ยม” และ “บุคคลสำคัญในการพัฒนาสโมสร” ขณะที่แดเนียล ครีเทนสกี้ ประธานร่วมอีกคน เน้นย้ำถึงคุณูปการของเธอ เช่น การเจรจาสัญญาระยะยาวสำหรับสนามลอนดอน สเตเดี้ยม การเปลี่ยนผ่านผู้ถือหุ้น และการเซ็นสัญญาเด็คแลน ไรซ์ด้วยค่าตัวสถิติสูงสุดของอังกฤษ “ผลงานของแคเรนสำคัญยิ่ง และไม่ได้รับการชื่นชมอย่างเต็มที่ เธอยังเป็นตัวแทนที่ยอดเยี่ยมในวงการพรีเมียร์ลีก” เขากล่าว

เส้นทางของแคเรน เบรดีกับเวสต์แฮม

แคเรน เบรดี ไม่ใช่แค่รองประธาน แต่เป็นผู้หญิงที่พลิกโฉมเวสต์แฮม จากสโมสรกลางตารางสู่ทีมที่คว้าแชมป์ยุโรปได้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เธอมีบทบาทสำคัญในการย้ายสนามเข้าลอนดอน สเตเดี้ยมหลังโอลิมปิก 2012 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้และฐานแฟนบอล นอกจากนี้ เธอยังช่วยเจรจาสัญญาสปอนเซอร์และพัฒนาโครงสร้างสโมสรให้มั่นคง

ตั้งแต่เข้ามา เวสต์แฮมมีช่วงเวลาน่าจดจำ เช่น การติดท็อปทูร์หลายฤดูกาล การขายไรซ์ไปอาร์เซนอลในราคา 105 ล้านปอนด์ และที่สำคัญคือชัยชนะยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก เมื่อฤดูกาล 2022-23 ภายใต้เดวิด มอยส์ แฟนบอลฮammers จะจดจำเธอในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้

อนาคตเวสต์แฮมหลังแคเรน เบรดี ลาออกจากรองประธานเวสต์แฮม

การจากไปของเธอเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสโมสร ครีเทนสกี้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และทีมกำลังมองหาที่ปรึกษาคนใหม่ เวสต์แฮมเพิ่งจบฤดูกาลด้วยอันดับกลางๆ แต่มีศักยภาพสูงภายใต้จูเลน โลเปเตกี ผู้จัดการทีมคนใหม่

  • ความสำเร็จหลัก: ยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก
  • ดีลใหญ่: ขายเด็คแลน ไรซ์ สูงสุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ
  • โครงสร้าง: สัญญาลอนดอน สเตเดี้ยมระยะยาว
  • บทบาท: ตัวแทนพรีเมียร์ลีก

แฟนบอลหลายคนเศร้าใจกับข่าวนี้ แต่เชื่อว่า legacy ของเธอจะคงอยู่ตลอดไป เวสต์แฮมต้องหาคนที่เก่งเท่าเพื่อสานต่อ

ในมุมมองของผม การ แคเรน เบรดี ลาออกจากรองประธานเวสต์แฮม เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ก็เป็นโอกาสให้สโมสรนำคนรุ่นใหม่เข้ามา ขอให้เธอประสบความสำเร็จในเส้นทางใหม่ และแฟนๆ ฮammers จงติดตามข่าวสารฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต่อไป!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

คอลัมนิสต์กัมพูชาร้อง WSJ เลิกใช้ “Scambodia”

คอลัมนิสต์กัมพูชาร้อง WSJ เลิกใช้คำว่า “Scambodia” กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการสื่อมวลชนระดับโลก เมื่อนักเขียนและนักวิเคราะห์ชาวกัมพูชาออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง The Wall Street Journal (WSJ) ที่ใช้คำเรียกพาดพิงประเทศของเขาด้วยคำว่า “Scambodia” ซึ่งมาจากการผสมคำว่า “Scam” หรือการฉ้อโกง กับ “Cambodia” ชื่อประเทศกัมพูชา

คอลัมนิสต์กัมพูชาร้อง WSJ เลิกใช้คำว่า “Scambodia”

Roth Santepheap คอลัมนิสต์ชื่อดังและนักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ชาวกัมพูชา ได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ลงในเว็บไซต์ Khmer Times โดยเรียกร้องให้ WSJ ยุติการใช้คำนี้ทันที เขาชี้ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่แค่การรายงานข่าว แต่เป็นการดูหมิ่นอธิปไตยของกัมพูชา ลดทอนคุณค่าของรัฐอธิปไตยที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติให้กลายเป็นภาพลักษณ์ของอาชญากรรมออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ในบทความของเขา Santepheap เน้นย้ำว่า “กัมพูชา” คือชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศ ไม่ควรถูกบิดเบือนเป็นคำล้อเลียนอย่าง “Scambodia” ซึ่งสะท้อนทัศนคติเหมารวมและขาดจรรยาบรรณวิชาชีพ แม้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์จะเป็นเรื่องจริง แต่เครือข่ายเหล่านี้เป็นขบวนการข้ามชาติ มีผู้เกี่ยวข้องจากหลายประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะกัมพูชาเท่านั้น

เหตุผลหลักที่คอลัมนิสต์กัมพูชาร้อง WSJ เลิกใช้คำว่า “Scambodia”

นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นว่า WSJ มองข้ามความพยายามอย่างจริงจังของรัฐบาลกัมพูชาในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการกวาดล้างครั้งใหญ่ โดย:

  • ทลายแหล่งกบดานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์นับร้อยแห่งทั่วประเทศ
  • จับกุมและเนรเทศชาวต่างชาตินับพันรายที่เกี่ยวข้อง
  • บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

การเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงเหล่านี้ ทำให้การรายงานของ WSJ ดูคลาดเคลื่อนและไม่รับผิดชอบ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทำลายชื่อเสียงของกัมพูชา และตีตราประชาชนผู้บริสุทธิ์หลายล้านคนให้กลายเป็นผู้กระทำผิดโดยไม่เป็นธรรม

Santepheap ยังตั้งคำถามถึง "มาตรฐานสองชั้น" ของสื่อตะวันตก โดยถามว่า WSJ จะกล้าใช้คำล้อเลียนในลักษณะเดียวกันกับประเทศพัฒนาแล้วที่มีปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์หรือไม่ เช่น ถ้าปัญหาเกิดในสหรัฐฯ หรือยุโรป เขาจะเรียกประเทศนั้นว่า "ScamUSA" หรือไม่? นี่คือจุดที่แสดงให้เห็นถึงความลำเอียงในการรายงานข่าว

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องชื่อเรียก แต่สะท้อนถึงบทบาทของสื่อสากลในยุคดิจิทัล สื่อชั้นนำควรให้ข้อมูลที่เที่ยงธรรม สร้างความเข้าใจ ไม่ใช่ใช้คำสร้างกระแสเพื่อดึงดูดยอดวิวแต่ทำลายศักดิ์ศรีของชาติอื่น คอลัมนิสต์กัมพูชาร้อง WSJ เลิกใช้คำว่า “Scambodia” จึงเป็นการเรียกร้องที่สมเหตุสมผล เพื่อรักษามาตรฐานจรรยาบรรณสื่อ

ในบทความ เขาเสนอให้ WSJ ดำเนินการ 3 ประการหลัก ได้แก่:

  1. ลบคำว่า “Scambodia” ออกจากบทความทั้งหมดและงดใช้ในอนาคต
  2. แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
  3. ยึดมั่นในการรายงานข่าวที่เป็นธรรม ไม่ใช้วาทกรรมเยาะเย้ย

ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในกัมพูชาและชุมชนนานาชาติ แสดงให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนากำลังตื่นตัวต่อการนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นธรรมมากขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน สื่อสากลควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของการเหยียดเชื้อชาติหรือลำเอียงทางวัฒนธรรม

สุดท้ายแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องอยู่ในกรอบจริยธรรม คุณคิดอย่างไรกับกรณีคอลัมนิสต์กัมพูชาร้อง WSJ เลิกใช้คำว่า “Scambodia”? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารต่างประเทศที่น่าสนใจจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – คอลัมนิสต์กัมพูชาร้อง WSJ เลิกใช้คำว่า “Scambodia” ชี้เป็นการดูหมิ่นอธิปไตย-ทำลายจรรยาบรรณสื่อ